| ผู้ส่ง |
ข้อความ |
นพ84
บุคคลทั่วไป
|
ตอบ:
Mon Jun 21, 2004 2:11 am |
|
มีโอกาสได้อ่านรวบรวมที่มาของชื่อรุ่น OSK ตั้งแต่ 107-พระเสด็จ จนถึง 125-12 ทศวรรษ.... แล้ว
ต้องขอน้อมรับวิสัยทัศน์และการริเริ่มสร้างสรรค์ของ อ.จ.สุทธิ เพ็งปาน OSK-อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นอย่างยิ่ง..ที่นำเหตุการณ์สำคัญๆ มาสอดประสานเรียกขานเป็นชื่อรุ่น ในแต่ละ พ.ศ.ได้อย่างเหมาะเจาะไม่เบา
จึงลองคิดเล่นๆ ว่า-หากถอยหลังไปยุคกระโน้น..แต่ละรุ่น-น่าจะได้ชื่อว่าอะไรบ้างหนอ?? อาทิ เช่น
รุ่น 84 (เข้า 2508) คงชื่อรุ่น-อาภัสรา เพราะ : อาภัสรา หงสกุล ได้ครองตำแหน่งนางงามจักรวาล ดังไปทั่วโลกในปีนั้น
รุ่น 85 (เข้า 2509) น่าจะชื่อ-เอเชียนเกมส์ จากกรณีที่ไทยเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 5 (ระหว่าง 9-20 ธ.ค.2509) นับเป็นครั้งแรกที่เราหน้าใหญ่จัดงานแบบนี้
รุ่น 86 (เข้า 2510) ต้องชื่อ สุรพล แน่ๆ เลย..เพราะราชาเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ ถูกยิงตายหลังเวทีแสดง เป็นข่าวดังไปทั้งประเทศ เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2510 ตรงกับวันสมานมิตร ปีนั้นพอดี
ถ้าข้ามมาปี 2512 .. นีล อาร์มสตรอง ก็น่าจะเป็นชื่อของรุ่น 88 เพราะนำทีมมนุษย์อวกาศของสหรัฐฯ ขึ้นไปประทับรอยเท้าไว้บนดวงจันทร์ได้สำเร็จในกลางปีดังกล่าว
...แต่แหม..หากเลยเถิดมาถึงปีที่แล้ว..ลูกๆ หลานๆ ที่เข้ามาเรียน พ.ศ.2546 ..จะเลือกว่าชื่อรุ่น ซาร์ หรือว่า หวัดนก ดีหนอ..ฟังแล้วจั๊กจี้พิลึกเนาะ ??
เอาเหอะ..ถือซะว่า-เป็นการแสดงความคิดเห็นเล่นๆ ละกัน ..เพราะในครั้งกระโน้น จะเรียกขานรุ่นกันก็เพียงแต่ระบุเลขปีพ.ศ.ที่เริ่มต้นเข้าศึกษา..อาจจะต่อท้ายด้วย พ.ศ.ที่จบ-กำกับเพิ่มมาเพื่อกันหลง..ก็ยิ่งดี
ต่อมาจึงค่อยมาไล่เป็นเลขที่รุ่น ซึ่งหลงทิศหลงทางอยู่พักหนึ่ง..กระทั่งสมาคมศิษย์เก่าฯ ได้เข้ามาเรียบเรียงให้ใหม่ พร้อมกับประกาศใช้เมื่อราวๆ สิบกว่าปีมานี้เอง
แต่วันนี้..ก็ยังมีเรียกขานแบบเก่าแบบใหม่-แตกต่างกันอยู่ประปราย..แต่เอาเหอะ-ไม่ว่าจะเรียกกันอย่างไร ก็ขอให้เข้าใจกันในหมู่พวกเรา เป็นใช้ได้
ดังนั้น- แม้จะไม่มีชื่อรุ่นมาก่อน ..แต่เมื่อ OSK84 (0812) เข้ามาร่วมด้วยช่วยวุ่นกับ web แห่งนี้..จึงได้เสนอชื่อมาให้เรียกว่า "วีรกรรมไข่เจียว ซึ่งคิดว่าน่าจะเหมาะสม
(เท่าที่ทราบ-มีเพียง OSK79 (0307) เรียกชื่อรุ่นตัวเองว่า ฉัตรชัย-สถาพร โดยให้เกียรติเพื่อนในรุ่น พี่ฉัตรชัย ฉัตรานนท์ ได้ที่หนึ่ง และ พี่สถาพร ชินะจิตร [ในภาพ] ติดบอร์ดได้ที่ 32 ของประเทศไทย)
..........................................................................................................................................................
ก่อนจะไปถึงวีรกรรม-ที่มาของชื่อรุ่น..ต้องขอย้อนไปที่เกร็ดประวัติศาสตร์ พฤติกรรมการรับประทานอาหารกลางวันของนักเรียนสวนกุหลาบ ยุคพ.ศ.2508 กันเสียก่อน
ตอนนั้น..โรงอาหาร เป็นอาคารชั้นเดียวมีหลังคาคลุมเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ ตั้งต่อเนื่องจากตึกสามัคยาจารย์ ขนานไปกับโรงยิมพลศึกษา ..เปิดบริการเฉพาะน้ำดื่มในช่วงเช้าและเย็น..เวลาพักเที่ยงเท่านั้น-จึงจะมีสารพัดอาหารคาว-หวานไว้ให้เด็กสวนฯ ทั้งโรงเรียนพันกว่าคนได้ดื่มกิน ด้วยสนนราคาประหยัด
อาจจะเป็นเพราะจำนวนนักเรียนที่ใช้บริการพร้อมๆ กันกระมัง-ทำให้ ครูโปร่ง ส่งแสงเติม ครูใหญ่ในช่วงนั้น ตัดสินใจใช้นโยบายให้เฉพาะเด็กนักเรียนม.ศ.หนึ่ง-น้องเล็กของโรงเรียน-กินอาหารกลางวันด้วยถาดหลุม ซึ่งเริ่มต้นปี 2508 เป็นปีแรก (ไม่แน่ใจว่า-ยกเลิกนโยบายนี้ไปในพ.ศ.ไหน)
นัยว่าเหตุผลที่ดำเนินการดังกล่าว..ก็เพื่อช่วยน้องเล็กตัวน้อย ไม่ต้องไปยื้อแย่งซื้ออาหารแข่งกับรุ่นพี่ในตอนพักเที่ยงพร้อมๆ กัน..คอยให้อยู่ ม.ศ.2 เริ่มแก่แดดแล้ว จึงเป็นอิสระเลืกซื้อกินเอง
กับอีกประการหนึ่งคือ-ต้องการให้เด็กนักเรียนได้กินอาหารครบหมู่ถูกหลักอนามัย ตามที่โรงเรียนจัดให้
การจัดการก็ไม่มีอะไรมาก..ในตอนปลายของแต่ละสัปดาห์-จะมีภารโรงเดินมาแจกโพยให้หัวหน้าชั้นม.ศ.1 ทั้ง 8 ห้อง (ก.ไก่-ซ.โซ่) จัดการเอาโพยที่มีเมนูอาหารให้เลือกทั้งหมด 10 แบบ..แจกแก่นักเรียนในห้องของตน
อาทิ ข้าวหมูแดง, ข้าวมันไก่, ก๊วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ, ข้าวแกง, ราดหน้า, กระเพาะปลา, เกี้ยมอี๋ ฯลฯ ที่จำได้แม่นเห็นจะเป็นหมายเลข 5 ข้าวหมกไก่-โรตี-มะตะบะ (เพราะลูกสาวคนทำหน้าตาสวย-จึงเป็นเมนูยอดนิยม)
แต่ละคนจะกากบาทลงไปในรายการว่า-ในสัปดาห์หน้านั้น วันจันทร์จะกินเบอร์อะไร, อังคาร-พุธ..กินเบอร์อะไร..เลือกให้ครบห้าวัน จากเมนู 10 รายการ..จะเลือกซ้ำ-กินแต่เบอร์ 5 ข้าวหมกไก่ ทุกวันก็ได้-ไม่มีใครว่า (หน้าจะได้เป็นไก่ไปเลย)
พอถึงแต่ละวันในสัปดาห์นั้นๆ ภารโรงคนเดิมจะเดินเอาโพยชื่อนักเรียนพร้อมเบอร์เมนูอาหารที่เลือก มาส่งให้หัวหน้าห้องแจก ราวๆ 11 โมงของทุกวัน..พอ 11.45 น. จึงเลิกเรียน (พักเที่ยงก่อนชั้นอื่น) ออกมาเข้าแถวแล้วเดินไปโรงอาหาร จากนั้นแยกย้ายไปยื่นเบอร์และถาดหลุมบรรจุอาหารตามที่ตนเองเลือกไว้..มานั่งกินที่โต๊ะที่จัดไว้ให้ชั้น ม.ศ.1 โดยเฉพาะ
ทางโรงเรียนจะขอความร่วมมือให้นักเรียนม.ศ.1 กินข้าวถาดหลุมในระยะแรก ซึ่งต้องจ่ายค่าอาหารล่วงหน้าเป็นรายเดือน..แต่ก็ผ่อนปรนให้แก่ผู้ปกครองที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้เช่นกัน (เพราะอาจขาดเงินหมุนเวียนล่วงหน้า / หรือบางคนติดขัดด้วยเรื่องศาสนา)
..........................................................................................................................................................
แม้จะต้องกินข้าวใส่ถาดหลุมเป็นประจำทุกวัน..แต่ OSK84 ก็มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ด้านโภชนาการ ของสวนกุหลาบ เมื่อปี 2508 เช่นกัน
ตอนสายของวันหนึ่ง..จำได้ว่าเป็นระหว่างกลางเทอมต้น (สมัยโน้นเรียนปีละ 3 เทอม) ก็มีกลุ่มรุ่นพี่ชั้น ม.ศ.5 (มีพวกสอบตกอยู่ ม.ศ.4 ผสมด้วย) แยกย้ายกันเดินไปตามห้องเรียนทุกห้อง ทุกตึก พร้อมทั้งประกาศให้นักเรียนทุกคนทราบว่า..
วันนี้ห้ามกินข้าวแกง..หากใครกิน-โดนเตะ
รุ่นพี่ ประกาศิตประโยคดังกล่าวด้วยหน้าตาถมึงทึง..เล่นเอาพวกเราเลิกลั่ก-เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย
พอถึงเที่ยงวันนั้น..บรรดารุ่นพี่ผู้ก่อการ (จำได้ว่ามี-พี่สถาพร ดีบุกคำ OSK80 ร่วมเป็นหัวโจกด้วย) ก็แยกย้ายกระจายกำลังกันสังเกตการณ์รอบโรงอาหาร และบริเวณหน้าร้านข้าวแกงซึ่งมีอยู่ 3 ร้าน กระจายแทรกไปกับร้านอาหารประเภทอื่นๆ
บางกลุ่มก็ดักอยู่หน้าทางเข้า..เพื่อคอยเตือนคนที่จะเดินเข้าไปกินอาหารเที่ยง-ไม่ให้ซื้อข้าวราดแกงเด็ดขาด
ส่วนพวกม.ศ.1 ต้องกินข้าวถาดหลุมอยู่แล้ว..จึงได้รับการปล่อยผ่านไปโดยดี แต่ก็ถูกสำทับตอกย้ำด้วยเช่นกัน
สำหรับข้าวราดแกงทั้งสามร้านนั้น มีวิธีการจำหน่ายเหมือนๆ กัน โดยจะเตรียมตักข้าวเปล่าใส่จานสังกะสีไว้ก่อนจะถึงเวลาพักเที่ยง..เมื่อเด็กนักเรียนเลิกมาพร้อมๆ กันถึงโรงอาหาร ต้องการจะกินข้าวราดแกง ก็จะมาหยิบจานบรรจุข้าวเปล่ายื่นส่งให้แม่ค้า พร้อมระบุว่า จะราดแกงหรือผัดอะไร ที่มีให้เลือกอยู่ 7-8 อย่าง
เสร็จแล้ว-จึงจ่ายตังค์..หนึ่งบาท (สมัยนั้นใช้ธนบัตร) ตามสนนราคา ให้แก่แม่ค้า ..เป็นอันว่าเรียบร้อย ถือไปเลือกที่นั่งกินตามอัธยาศัย
แต่เหตุการณ์ในวันนั้น..มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ทั้งๆ ที่บรรดาแม่ค้า ได้บอกกล่าวกับนักเรียนเป็นการล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วว่า..จะขึ้นราคาข้าวราดแกงอีก จานละ 0.25 บาท (หนึ่งสลึง) เป็นจานละ 1.25 บาท หรือเรียกง่ายๆ ว่า ห้าสลึง (มีการเตรียมเศษสตางค์ทอนไว้เรียบร้อย-ป้องกันการชุลมุน)
ทว่า-นักเรียนทั้งโรงเรียน เห็นพ้องต้องกันว่า..ไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่จะมาขูดเลือดกับคนจนด้วยกัน เพราะทางโรงเรียนก็ไม่ได้เก็บแป๊ะเจี๊ยะ-ค่าหัวคิว หรือค่าน้ำค่าไฟจากร้านอาหารทุกประเภทอยู่แล้ว..ร้านอื่นไม่ขึ้น-แต่ทำไมข้าวราดแกงมารวมหัวขึ้นราคา (มั้ยล่ะ..หัวประชาธิปไตยก้าวหน้ามาแต่อ้อนแต่ออกเชียวละ) ..จึงประกาศ-สไตร้ค์..ไม่กินข้าวแกง..พร้อมกันทุกคน
ตกบ่ายวันนั้น..แม่ค้าพ่อค้าข้าวราดแกงทั้งสามร้าน..ต้องนั่งน้ำตาตก-ข้าวเปล่าที่ใส่จานไว้ล่วงหน้ากองพะเนินทิ้งไว้เป็นร้อยๆ จาน ..ต้ม-ผัด-แกง ทุกหม้อเหลือบานเบอะ ร้อนถึง-ครูโปร่งต้องลงมาเป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่าย
ผลสรุปจบลงด้วยข้อตกลงกันในที่สุดว่า-ให้แม่ค้า คงขายข้าวราดแกงต่อไปในราคาเดิม..จนกว่าสภาวะค่าครองชีพของสังคมจะเปลี่ยนแปลงขยับตัวสูงขึ้น..จึงจะขึ้นราคาได้ (รู้สึกว่า-จะใช้เวลาเป็นปีทีเดียวถึงได้ปรับราคาใหม่..ซึ่งกลายเป็นขึ้นทีเดียวในราคา 1.50 บาทไปเลย)
เหตุการณ์ดังกล่าว..แม้จะเป็นเพียงจุดย่อยๆ เล็กๆ แต่นับเป็นประชาธิปไตยในสายเลือดเด็กสวนฯ อย่างแท้จริง ..ที่ได้แสดงออกถึงความคิดเห็นต่อสิ่งที่ตนเองมีส่วนร่วมในสังคม
และเรื่องราวในวันนั้น ก็บังเอิญมีเรื่องน่าหยิกเล็กๆ น้อยๆ ที่เอามาอำกันได้ถึงทุกวันนี้ว่า..
ระหว่างที่เหตุการณ์ขมึงเกลียวอยู่นั้น (เพราะใครจะโดนเตะบ้าง / หรืออาจมีขาซ่าจากชั้น ม.ศ.3 ไปแหกคอกแล้วเกิดสหบาทาระหว่างรุ่น..ก็ไม่รู้ได้) ก็มีนักเรียนคนหนึ่ง แต่งกายเรียบร้อยบ่งบอกอากัปกิริยาว่า-เป็นทีมชาติเคร่งเรียน..ไม่รู้สึกรู้สากับเหตุการณ์ใดๆ โดยรอบตัว เดินเข้าไปซื้อข้าวราดแกง ด้วยมาดเด่น-หนึ่งเดียวคนนี้..เอาไปนั่งกินที่โต๊ะอาหารอย่างหน้าตาเฉย
นักเรียนคนนี้..มีดีตรงมาดเคร่ง-เก่งเรียนนี่แหละ จึงรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาในวันนั้นมาได้
จนเวลาผ่านไปเป็นสิบๆ ปี..ในงานสังสรรค์เลี้ยงรุ่น OSK81 ..นักเรียนคนนั้นถึงได้ขึ้นไปพูดบนเวทีให้เพื่อนร่วมรุ่นได้ฟังและฮากันครึนว่า..
ก้อ..เราไม่รู้นี่..ว่าพวกนายสไตร้ค์กันอยู่
เป็นคำสารภาพดื้อๆ ของ พี่ดอน ปรมัตต์วินัย ท่านราชฑูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง คนปัจจุบัน
..........................................................................................................................................................
มาถึงชื่อรุ่น...วีรกรรม-ไข่เจียว..กันซะที
ช่วงที่ OSK84 ขึ้นมาเรียนชั้น ม.ศ.5 ในปีการศึกษา 2512 ..ผู้ที่เรียนแผนกวิทยาศาสตร์ ทั้ง 5 ห้อง (ห้องจ.จาน กับ ฉ.ฉิ่ง-ยุบรวมกัน เพราะมีจำนวนคนน้อย) จะข้ามมาเรียนที่ชั้น 3-4 อาคารพระเสด็จฯ ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ (ทุบทิ้งไปอีกครั้งแล้ว) ส่วนแผนกศิลป์สองห้อง ปักหลักอยู่ตึกสามัคยาจารย์
ส่วนโรงอาหารเดิมถูกทุบทิ้งสร้างเป็นอาคารเรียนต่อเนื่องกับตึกสามัคฯ จึงย้ายมาใช้โรงอาหารชั่วคราว บริเวณหลังเสาธง เลียบถนนมาทางหอประชุมใหญ่ (ปัจจุบันเป็นอาคารเรียน)
ยังคงมีร้านอาหารให้เลือกหลากหลายประเภทเช่นเดิม (แฮ่ม !! ร้านข้าวหมกไก่ยังเป็นขวัญใจไม่เสื่อมคลาย)
แต่ปีนั้น..บังเอิญมีอาหารประเภทหนึ่ง ทั้งๆ ที่เป็นอาหารดาษๆ ธรรมดา แต่กลับมาแรงหน้าทุกเจ้าอย่างไม่น่าเชื่อ..นั่นคือ
ไข่เจียวราดข้าว-ของเจ๊แว่น..สนนราคาจานละ 3 บาท
เด็กนักเรียนสวนฯ รู้จัก เจ๊แว่น กันทั้งนั้น..ชื่อจริง-นามสกุลอะไร ไม่ค่อยมีใครรู้จักลึกซึ้ง แต่มีบางคนทะลึ่งแอบกระพือข่าวป้ายสีเธอว่า..มีอาชีพอย่างว่า-เป็นงานอดิเรก
เธอเป็นสาวใหญ่ ร่างท้วม สวมแว่นสายตาสีขาวกรอบดำ พูดจาฉาดฉาน และออกจะทะลึ่งตึงตังนิดหน่อย จนไอ้พวกปากหอยปากปูแอบเอาไปนินทาอย่างที่บอก
สมัยอยู่โรงอาหารเก่า-เจ๊แว่นช่วยญาติแกขายกระเพาะปลา
พอมาอยู่โรงอาหารชั่วคราว (เริ่มใช้เมื่อปี 2510) แกยังคงช่วยญาติเหมือนเดิม ..และมีไอเดียบรรเจิด ขยับมาขาย ไข่เจียวทอดสดๆ ร้อนๆ โปะลงบนข้าวเปล่า..แล้วราดหน้าด้วยซอสศรีราชา-สีส้มๆ..กลิ่นหอมคลุ้งน่ากินยิ่งนัก
เจ๊แว่นเปิดขายเมนูนี้ได้ไม่นาน..กลายเป็นอาหารยอดนิยม-เรียกนักเรียนมารุมล้อมแน่นตึงทุกๆ พักเที่ยง
จากทอดไข่เจียวเพียงกระทะเดียว..เจ๊แว่นต้องขยายกิจการ หาลูกมือมาช่วยทอดพร้อมกัน 4-5 กระทะ ผลัดเปลี่ยนกันโปะราดข้าวให้ลูกค้าได้อย่างไม่ขาดตอน..วันหนึ่งๆ ประมาณการว่าขายได้หลายร้อยจาน
สำหรับซ้อสศรีราชา..ซึ่งเป็นทีเด็ด-รสเด็ด..นอกเหนือจากไข่เจียวร้อนๆ หอมกรุ่นนั้น..เพื่อการบริการอันฉับไว ไม่ต้องมามุง-รุมแย่งกันราดอยู่ที่หน้าร้าน..เจ๊แว่น จัดการเทใส่ชามอ่างแก้วขนาดใหญ่ (ประมาณอ่างเลี้ยงปลาเงินปลาทอง) เอาไปวางไว้ 4-5 จุด ตามโต๊ะกลางโรงอาหาร ..เมื่อได้ข้าวราดไข่เจียวร้อนๆ จากกระทะแล้ว แต่ละคนจะเดินไปตักซ้อสศรีราชา ราดหน้าเอาตามความพอใจ
ไข่เจียวราดข้าว..เป็นอาหารยอดนิยมของนักเรียนและครูบาอาจารย์ กินกันได้กินกันดีอยู่เป็นเดือนๆ ..นัยว่าสร้างความภาคภูมิใจและร่ำรวยให้แก่ เจ๊แว่น ยิ่งนัก..แบบว่า-ไม่ต้องง้อ เชลล์หรือปรมาจารย์ชวนชิมที่ไหนมาแนะนำให้
แล้วก็ต้องมีมือดีมาขอประลองฝีมือ-แต่ว่าไม่ใช่ประลองเรื่องรสชาติ
ขบวนการต้านความรวยของเจ๊แว่นจึงถือกำเนิดขึ้น..ประกอบด้วยเหล่า OSK83 แต่ตกซ้ำมาเรียนกับ OSK84 ..อาทิ
เบื๊อก-สุพัฒน์ พิจารณ์จิตร, เขียว-กิรติ พรหมสาขาฯ, กุ้ง-วรชัย อรุณทัต, อัศวิน วิภาตะศิลปิน..
เขาเหล่านี้เรียนเก่งระเบิดเถิดเทิง (แต่รักสนุกจึงสอบตก) ปัจจุบันประสบความสำเร็จในวิชาชีพกันถ้วนหน้า
ทว่าเมื่อครั้งกระโน้น-พวกเขาคิดว่าไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ที่เจ๊แว่นเอากำไรจากข้าวไข่เจียวมากเกินไป-ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก..ไข่ฟองละไม่กี่ตังค์-ข้าวสวยก็ธรรมดาๆ จะพิเศษหน่อยตรงซ้อสศรีราชา..แต่ขายมาเรื่อยๆ ก็มีการผสมให้เจือจางไม่เข้มข้นเหมือนก่อน
ก่อนพักเที่ยงวันหนึ่ง..ขบวนการถล่มไข่เจ๊แว่น ออกปฏิบัติการ โดย-เบื๊อก เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ปัสสาวะใส่ถุงพลาสติก เดินลิ่วมาจากส้วมหลังตึกสามัคฯ ตรงไปโรงอาหาร ช่วงนั้นยังไม่ถึงเวลาปล่อยเรียน
เบื๊อกใช้เวลาไม่นาน ค่อยๆ ถ่ายเทน้ำใสสีอำพัน ปนลงในโถซ้อสศรีราชา-เครื่องปรุงรสทีเด็ดของเจ๊แว่น ที่วางอยู่ตามโต๊ะ..แม้จะไม่ครบ แต่ก็ได้หลายจุดเหมือนกัน โดยเพื่อนฝูงร่วมขบวนการคอยดูต้นทาง-ไม่ให้ผู้ใดมาเห็นปฏิบัติการหาญกล้าของไอ้เบื๊อก
จบภารกิจ..ทั้งหมดสลายตัวกลับขึ้นห้องเรียน ปล่อยให้นักเรียนสวนฯ พ.ศ.นั้น คราคล่ำมุ่งหน้าไปโรงอาหาร..และนับร้อยคนเจอแจ๊คพ๊อตทันทีโดยไม่ต้องส่งชิ้นส่วน เมื่อเลือกเมนู ไข่เจียวเจ๊แว่น ในวันนั้น
แฮ่ม..หนึ่งท่านที่อยู่ในรายชื่อผู้โชคดีได้แก่ ..ครูวินัย เกษมเศรษฐ อาจารย์ใหญ่ของพวกเรานั่นเอง ที่วันไหนไม่กิน-ดันผ่านึกอยากกินไข่เจียวเจ๊แว่นขึ้นมาในวันนั้นพอดี
ข่าว-ซ้อสศรีราชาปนเปื้อนเยี่ยวไอ้เบื๊อก-กระพือไปทั้งโรงเรียนเพียงชั่วระยะเวลายังไม่ทันพ้นพักเที่ยง เพราะขบวนการที่ถอนตัวกลับไปอยู่บนห้องเรียนนั้น แอบไปกระซิบเพื่อนคนอื่น ที่ยังไม่ได้ลงมาพักเที่ยง ถึงปฏิบัติการอันสุนทรของไอ้เบื๊อก..จึงได้บอกต่อๆ กันไป
แล้วก็ไปถึงหูของ ครูวินัย..ซึ่งไม่รู้ว่า-ท่านมีความรู้สึกผะอืดผะอมหรือชื่นชมในรสชาติ..รู้เพียงว่า-วันรุ่งขึ้นท่านสั่งพักการเรียนไอ้เบื๊อกเป็นเวลาสองสัปดาห์
ที่น่าเศร้าเคล้าน้ำตาคือ..จากวันนั้นเป็นต้นมา ตำนาน-ไข่เจียวเจ๊แว่น-ต้องจบลงและสูญหายไปจากเมนูอาหารของพวกเรานานนับปีทีเดียว
ไม่งั้น-ป่านฉะนี้..คงได้มี Licence ไข่เจียว-SK ของเจ๊แว่น..เต็มบ้านเต็มเมือง แข่งกับ Mc และ KFC ..บ้างหรอกน่า
..........................................................................................................................................................
เกริ่นว่า-จะเล่าถึงที่มาของชื่อรุ่น ตั้งแต่ครั้งที่ขอให้ webmaster ช่วยเปิดกระดานรุ่นนี้ให้-เกือบหนึ่งเดือนเต็ม..เพิ่งจะมีโอกาสในเที่ยวนี้..
จึงขอเปิดเป็นกระทู้ขึ้นมาใหม่ ..ต่อไปจะได้นำเอาเรื่องราวพฤติกรรม-หรือความซน ระหว่างสมัยของพวกเราชาวสวนกุหลาบ..มาแลกเปลี่ยนให้ซึมซับกันต่อไป
อาทิ เช่น..ในคราวต่อๆ ไปได้แก่..ประเพณี มั่ว (ชักรอก) บอลของรุ่นน้อง / "ตุ๊บโมง" กีฬาฮิต เล่นกันทุกซอกมุม-เต็มถนนรอบโรงเรียน / นั่งกราบกระบอกน้ำที่เอามาตั้งเป็นเสาโกล์ ฯลฯ
หากรุ่นใกล้เคียง-ท่านใด มีเกร็ดโยงใยกับเหตุการณ์เหล่านี้ ก็ขอเชิญโดดลงมาร่วมแจม..เพื่อจะได้มีหลากหลายมุมมองมากไปกว่านี้อีกนะครับ |
|
|
|
|
 |
Raining Man
บุคคลทั่วไป
|
ตอบ:
Mon Jun 21, 2004 10:11 am |
|
สวนกุหลาบไม่เป็นที่สองรองใคร
-- อาจารย์สุทธิ เพ็งปาน (2526-2535)
สมัยอาจารย์สุทธิเป็น ผ.อ. ที่มีโรงอาหารอยู่ใต้ตึกพระเสด็จ(เก่า) เมนูยอดฮิตอย่างหนึ่งคือ ผัดไทยป้าอิ้ง ครับ และพอมีตึกพระเสด็จใหม่ในปัจจุบัน ร้านใหม่ที่เข้ามาสร้างความฮือฮาหลังตึกร้อยปีคือ ร้านสยามสเต๊ก
บังเอิญว่า..ผมจำได้ว่าพี่ชายคนรองของผมเกิด 1 วันก่อนวันที่ราชาเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ จะนำวงมาแสดงที่นครปฐมบ้านเกิดของผม.. หลังจากสุรพลร้องเพลง 16 ปี แห่งความหลัง จบลง ลงจากเวที เขาก็ถูกยิงตาย วันนั้น.. เป็นวันที่ 16 สิงหาคม 2511 (ไม่น่าใช่ 2510 นะครับ).. ก็น่าจะเป็นห้วงเวลาที่บ่งบอกถึง..เลขอาถรรพณ์..ว่ากันว่าชีวิตคนบางคนสัมพันธ์กับบางตัวเลข เช่น สุรพล สมบัติเจริญ นักร้องลูกทุ่งไทย ผูกพันกับเลข 16 เขาแต่งงานกับภรรยาวันที่ 16 ครบ 16 ปี ทะเลาะกันครบ 16 ครั้ง ก็แยกบ้านกันอยู่...
[Playbill จากภาพยนตร์เรื่อง 16 ปีแห่งความหลัง นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา ,เพชรา เชาวราษฎร์ ,ชูศรี มีสมมน (สะกดถูก?),กันทิมา ดาราพันธ์ เรื่องย่อ: เรื่องราวจากชีวิตจริงของ ราชาเพลงลุกทุ่ง " สุรพล สมบัติเจิญ" ถ่ายทอดเป็นภาพยนต์ ร่วมด้วยดารา คุ่ขวัญที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น กับ 8 เพลงอมตะของ สุรพล สมบัติเจริญ เรื่องราวการฟันฝ่ากว่าจะไป ถึงดวงดาวของ ราชา นักร้อง และเรื่องความรักที่มีสุขและขมขื่น ที่โลดโผนกว่านิยายมากนัก ร่วมกันรำลึก ถึงราชาเพลงลูกทุ่ง และ คู่ขวัญ มิตร-เพชรา]
"บาราย" เคยเขียนลงไทยรัฐ คอลัมน์คัมภีร์จากแผ่นดิน ฉบับวันที่ 7/12/46 เรื่อง "เลข...อาถรรพณ์" ความว่า... นับวันที่การศึกษาพัฒนา หาคำตอบจากทุกสิ่งด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ กระแสความเชื่อเรื่องที่ใช้เหตุผลอธิบายไม่ได้ นับแต่โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ อิทธิฤทธิ์ เคล็ด ลาง อาถรรพณ์ ก็เริ่มเจือจาง
ถึงวันนี้ ความเชื่อบางเรื่อง เป็นแค่เรื่องเล่า ฟังกันเพื่อความสนุกสนานบันเทิง
โชคดีที่ผู้รู้อย่าง พลูหลวง บันทึกไว้ในหนังสือชื่อ เคล็ด ลาง อาถรรพณ์ ศาสตร์ที่กล่าวถึง สิ่งบอกเหตุ และการแก้เคล็ดต่างๆ เอาไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างพวกเราได้เรียนรู้
พลูหลวงรวบรวมเรื่องเหล่านี้ แยกประเภทเขียนไว้ 15 เรื่อง โฉลกการปลูกเรือน ที่อยู่และสิ่งแวดล้อม ศาลพระภูมิ เคล็ดลับในชีวิตประจำวัน ลางและสังหรณ์ นิมิตก่อนทำการ ลักษณะอุบาทว์ ว่านพืชกายสิทธิ์ ฯลฯ
เรื่องที่ 10...อำนาจตัวเลข
พลูหลวงบอกว่า โบราณถือว่าตัวเลขมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัว การทำยันต์ เครื่องราง ใช้ตัวเลขทั้งนั้น ปิธา โกรัส ปราชญ์กรีกโบราณ เชื่อแน่นแฟ้นว่า อำนาจมหัศจรรย์ของสากลจักรวาล อุบัติขึ้นด้วยอิทธิฤทธิ์ของตัวเลขทั้งสิ้น
คติโหราศาสตร์ไทย ใช้ตัวเลขแทนดาวพระ เคราะห์ เช่น 1 อาทิตย์ 2 จันทร์ 3 อังคาร 4 พุธ 5 พฤหัส 6 ศุกร์ 7 เสาร์ 8 ราหู 9 เกตุ และ 0 มฤตยู ตัวเลขยังใช้แทนนิสัย 1 ยศศักดิ์ 2 รูปจรติ 3 กล้าขยัน 4 อ่อนหวาน 5 ปัญญา 6 โภคสมบัติ 7 โทษทุกข์ 8 มัวเมา 9 อายุ 10 อาเพศ
นอกจากนี้ ตัวเลขยังแบ่งเป็นคู่ คู่มิตร 1 กับ 5, 2 กับ 4, 6 กับ 3, 8 กับ 7 คู่ศัตรู 1 กับ 3, 2 กับ 5, 6 กับ 7 และ 4 กับ 8 คู่สมพล 2 กับ 8, 5 กับ 1 กับ 6 และ 7 กับ 4
เลข 1 กับ 3 คู่ศัตรู เรียงเป็นเลข 13 พลูหลวงอธิบายว่า เป็นตัวเลขที่เชื่อกันแต่ สมัยอียิปต์โบราณว่า มีโทษมาก ถึงสมัยจีซัสไครสต์ วันที่นัดสานุศิษย์ 12 องค์ มาร่วมรับประทานอาหารมื้อสุดท้าย...ด้วยกัน ทหารโรมันก็บุกมาจับจีซัสไครสต์ ไปตรึงกางเขน
ยิ่งถ้าเป็นศุกร์ที่ 13 ก็ยิ่งเพิ่มความน่ากลัว ชาวยุโรปจะไม่ยอมอยู่ในห้องเลข 13 ด้วยเหตุนี้โรงแรมใหญ่ๆหลายแห่งจึงไม่มีเลข 13 พอถึง 12 ก็ข้ามไป 14 ชาวเยอรมันทำนอต เมื่อถึงนอตเบอร์ 13 ก็เว้นเอาไว้ เพราะเชื่อกันว่านอตเบอร์ 13 จะนำความวิบัติมาสู่เครื่องยนต์
เลข 13 มหาภัยเชื่อกันถึงในไทย กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งแรก จ.ศ. 931 แตกครั้งที่สอง จ.ศ. 1129 มีผู้ใช้เอาตัวเลขนี้มารวมเข้าด้วยกัน ก็ได้ 13...ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ สมัยรื้อตึกพระเสด็จเก่า เพื่อสร้างตึกพระเสด็จใหม่ที่ใช้ในปัจจุบัน ปรากฏว่ามีคนงานทุบรื้อตึก พลาดตกลงมาตายในวันศุกร์ที่ 13 เช่นกัน
นอกจากเลข 13 แล้ว เลขที่ถือเป็นเลขร้ายให้โทษ กลัวกันมากคือเลข 8 โหรไทยใช้เลข 8 แทนดาวราหู บุคคลสำคัญอันดับที่ 8 มักประสบเหตุวิบัติ เช่น จักรพรรดิญวนองค์ที่ 8 ถูกถอดจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนที่ 8 สหรัฐฯ เศรษฐกิจวุ่นวาย ประเทศเกือบล้มละลาย พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 อังกฤษ เป็นกษัตริย์ที่สุดเหี้ยมโหด ฆ่ามเหสีคนแล้วคนเล่า
ที่มา: http://www.thairath.co.th/thairath1/2546/column/bible/dec/7_12_46.php
---------
It [marriage] happens as with cages: the birds without despair
to get in, and those within despair of getting out.
-- Michel Eyquem de Montaigne |
|
|
|
|
 |
นพ84
บุคคลทั่วไป
|
ตอบ:
Mon Jun 21, 2004 6:17 pm |
|
เพิ่งรู้ว่า..
ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ สมัยรื้อตึกพระเสด็จเก่า เพื่อสร้างตึกพระเสด็จใหม่ที่ใช้ในปัจจุบัน ปรากฏว่ามีคนงานทุบรื้อตึก พลาดตกลงมาตายในวันศุกร์ที่ 13 เช่นกัน..
แต่ที่แน่ๆ คือรื้อในปี 2510 ช่วงปิดเทอม-พร้อมกับตึกวิทยาศาสตร์ (ตึกชั้นเดียว-หลังเสาธง) ขณะเดียวกับที่ย้ายโรงอาหารจากหัวตึกสามัคยาจารย์ มาสร้างเป็นโรงเรือนชั่วคราว (ใช้งานอยู่หลายปี) ติดกับประตูเขื่อมโรงเรียนเสาวภา
ที่จำได้-เพราะ OSK84 ขึ้นมาเรียนชั้น ม.ศ.3 ในช่วงนั้น..และจำได้ว่า-ต้องเดินไปกินข้าวหมูแดงอยู่เป็นประจำ (ถัดมาอีกสองปี จึงค่อยมี..ข้าวไข่เจียวเจ๊แว่น..โด่งดังที่โรงอาหารนี้)
อาคารใหม่ที่สร้างแทนที่ศาลาพระเสด็จฯ กับตึกวิทยาศาสตร์นั้น..ใช้ชื่อเดิม เพื่อเป็นเกียรติแก่ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี..เป็นอาคาร 4 ชั้น..มีห้องทดลองวิทยาศาตร์ แขนงชีววิทยา-เคมี-กลศาสตร์ อยู่เรียงลำดับจากชั้น 2-3-4 ..นอกนั้นเป็นห้องเรียน-ส่วนชั้นล่างสุดเป็นห้องประชุมใหญ่ (ใช้ควบคู่กันไปกับห้องประชุมเก่าที่ตึกเดิม)
จำได้ว่า-อาคารพระเสด็จฯ มี ครูชัยวุฒิ บุญเจริญ (สอนวิชาไฟฟ้า-ตอนม.ศ.2) เป็นหนึ่งในผู้ควบคุมการก่อสร้าง
สร้างเสร็จและเปิดใช้ในช่วงกลางภาคต้น..ปีการศึกษา 2511 สำหรับ ม.ศ.5 สายวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ใช้เรียน
(สร้างเสร็จพร้อมกับอาคารเรียนที่เชื่อมต่อตึกสามัคฯ และเปิดใช้พร้อมกัน-ที่พิเศษคือ ตึกหลังดังกล่าวมีลิฟท์ใช้เป็นหลังแรกของโรงเรียน..ส่วนอาคารพระเสด็จฯ ต้องขึ้นบันไดครับ)
พอจะจดจำคร่าวๆ ได้แค่นี้ครับ..วันหลังค่อยมาว่าต่อ |
|
|
|
|
 |
titisak
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: Jun 29, 2003
ตอบ: 85
|
ตอบ:
Mon Jun 21, 2004 10:04 pm |
|
ตอนที่คนงานตกลงมา เป็นตอนพักเที่ยงพอดีครับ เลยมีพยานเป็นนักเรียนในโรงอาหารตึก๑๐๐ปีหลายคนอยู่
พี่นพพอจะทราบไหมครับว่า แบบของอาคารพระเสด็จ ออกแบบใหม่โดยเฉพาะ หรือว่าเป็นแบบมาตรฐานของกระทรวงศึกษา เพราะผมเห็นตึกเรียนของโรงเรียนในจังหวัดผมก็เป็นรูปคล้ายๆเสมาเหมือนกัน (แล้วก็เอียงเหมือนกันอีก แต่ของที่นี่ยังไม่มีงบประมาณสร้างใหม่ครับ) |
_________________ อุดหนุนหน่อยนะคร้าบ www.thepropertythai.com
|
|
|
|
 |
นพ84
บุคคลทั่วไป
|
ตอบ:
Wed Jun 23, 2004 3:07 am |
|
ผมเข้าใจโดยสรุปแล้วว่า..มีคนงานตกลงมาตายจริงๆ ตามที่ RM บอกไว้ตอนแรก..เพียงแต่ผมอ่านไม่ละเอียด..ตรงที่-ตึกพระเสด็จฯ ที่ใช้ในปัจจุบัน
ฉะนั้น-ที่ผมเขียนถึง ..จึงเป็นตึกพระเสด็จฯ ที่สร้างขึ้นแทนเรือนพระเสด็จฯ หลังโบราณก่อนโน้น..ซึ่งคาดว่า-คงจะไม่มีอุบัติเหตุดังว่าครับ
เผอิญจำได้ว่า..เมื่อปี OSK84 เข้ามาเรียนม.ศ.1 ในปี 2508 นั้น..พวกเรารู้จัก เรือนพระเสด็จฯ ว่าเคยเป็นเรือนพักของท่านเสนาบดีกระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ) ที่มีบรรดาศักดิ์..เดียวกับเรือนนี้คือ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (บิดาของ ม.ล.ปิ่น มาลากุล)
ช่วงนั้น-ทางโรงเรียนสวนกุหลาบดูแลรักษาเรือนไม้สองชั้นสง่างามแห่งนี้เป็นอย่างดี ก่อนที่จะต้องรื้อลง เพื่อปลูกอาคารเรียนหลังใหม่แทน (และรื้ออีกครั้งในสมัยที่ titisak เข้ามาเรียน)
เรือนพระเสด็จฯ ยุคนั้น ตั้งอยู่ใกล้รั้วกั้นระหว่างสวนฯ กับเสาวภา..ใกล้เคียงโรงยิมฯและสนามบาสฯ..และเป็นแหล่งยอดนิยมของนักเรียนสวนฯ ในช่วงเวลาที่ยังไม่เข้าห้องเรียน ทั้ง-เช้า-เที่ยงและเย็น
เพราะชั้นล่างของเรือนพระเสด็จฯ เป็นที่ตั้งของชมรมกัฬา (Sport Fanclub) มีหนังสือกีฬาให้อ่าน-ค้นคว้า, มีอุปกรณ์กีฬาหลากหลายขนิดให้ยืมเล่น ทั้งกลางแจ้งที่นำออกไปเล่นที่สนาม หรือจะเป็นกีฬาในร่มที่นั่งเล่นในบริเวณแฟนคลับ อาทิ หมากรุก, หมากฮอส, บันไดงู, ปาลูกดอก ฯลฯ เมื่อถึงเวลาเข้าเรียน หรือพ้นเวลาในตอนเย็น ก็จะนำอุปกรณ์ที่ยืมกลับคืน..แล้วค่อยมายืมใหม่เมื่อถึงเวลาเปิดชมรมฯ
เด็กสวนฯ เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาว่างระหว่างพักเรียน..มาพักผ่อนที่เรือนนี้
ส่วนชั้นบน..จะได้ยินเสียงซ้อมดนตรีกันปู๊นป๊าน-ตึงตัง..ทั้งเสียงดีดสีตีเป่า-ระรัวไปหมด..สลับไปกับ-เสียงกระหึ่มเป็นบทเพลงมาร์ชต่างๆ จากดุริยางค์วงใหญ่ที่พวกเราภาคภูมิใจ
เมื่อคืนก่อนนี้..ระหว่างนั่งสนทนากับพี่ๆ เพื่อนๆ OSK83&84..มีสมาชิกร่วมวงสนทนา 2-3 คน คุยย้อนบรรยากาศเมื่อครั้งเป็นนักดนตรีดุริยางค์ของสวนกุหลาบ เมื่อพ.ศ.นั้น และต้องไปซักซ้อมกันเป็นประจำยามว่างจากการเรียน โดยมี ครูทวี ชัยเจริญ ครูดนตรีคนเก่งเป็นผู้สอนและควบคุมวง
สามท่านที่คุยกันในคืนนั้นได้แก่ พี่พิเชษฐ์ แจ่มสมบูรณ์ (83) และ ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม (84, ในภาพ) ทั้งสองคนเล่นเครื่องเป่า..ส่วน พี่เดช ติณสูลานนท์ (83-ปัจจุบันยศ-พ.ท) บอกว่า-ตีกลองแท้ก..พร้อมทั้งเอามือเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ..ย้อนความหลังกันสนุกสนาน
ทั้งสามยืนยันตรงกันว่า-เมื่อบรรเลงเพลงชาติไทย เชิญธงขึ้นยอดเสาเสร็จแล้ว..จะต้องบรรเลงเพลงมาร์ชต่างๆ ให้นักเรียนทั้งโรงเรียน เดินแถวจากถนนรอบโรงเรียนไปสู่ห้องเรียนของแต่ละคนจนครบหมดทุกห้อง
ดุริยางค์จึงค่อยสลายวง รีบนำเครื่องดนตรีกลับไปเก็บบนห้องชั้นสองเรือนพระเสด็จฯ แล้วแต่ละคนต้องวิ่งหน้าตั้ง ข้ามฟากสนามไปยังห้องเรียนของตนตามตึกต่างๆ ให้ทันเข้าเรียนวิชาแรก
นี่ขนาดต้องวิ่งเกือบทุกเช้านะ..พิสิฐ-ยังเรียนแซงหน้าใครต่อใคร..ไปจนถึงด๊อกเตอร์
..นั่งฟังคำเสวนา แล้วนึกภาพย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว..จึงมีความสุขชนิดที่ว่า-เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม
ส่วนแบบของอาคารนั้น..ไม่ทราบจริงๆ แต่น่าจะมีต้นแบบจากกระทรวงฯ สำหรับการปลูกสร้างในครั้งก่อนสมัยที่พวกผมได้เรียนครับ..
คิดว่าน่ามีผู้รู้ให้ความกระจ่างได้บ้าง |
|
|
|
|
 |
Raining Man
บุคคลทั่วไป
|
ตอบ:
Wed Jun 23, 2004 8:37 pm |
|
|
|
|
 |
นพ84
บุคคลทั่วไป
|
ตอบ:
Mon Jun 28, 2004 2:25 am |
|
กลับไปเปิดหนังสือสมานมิตร เล่มเก่าๆ พบเล่มปี 2510 มีบันทึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ-ศาลาพระเสด็จ-อยู่ด้วย..จึงคัดลอกนำมาบางส่วนมาให้อ่าน-เป็นการต่อเนื่องจากที่คุยกันก่อนหน้านี้ครับ
........................................................................................
เป็นรายงานของ อาจารย์สนั่น สุมิตร SK2463 อธิบดีกรมวิสามัญศึกษา และประธานคณะกรรมการจัดงานฉลองครบรอบร้อยปี ของ วันเกิดของเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี
ในพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารพระเสด็จ ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2510 เวลา 8.40 น.
...สำหรับ อาคารพระเสด็จนั้น ข้าราชการสังกัดกระทรวงธรรมการ ได้สละทรัพย์บริจาคสร้าง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งเกียรติคุณในการส่งเสริมการศึกษา ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ระหว่างพุทธศักราช 2468 ในระยะเวลาต่อมา ศาลาพระเสด็จได้เป็นศูนย์อำนวยความสะดวกแก่บรรดาข้าราชการทั่วประเทศเป็นอันมาก และคุรุสภาได้มอบให้เป็นสมบัติของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในปีพุทธศักราช 2504 แต่อาคารได้ชำรุดทรุดโทรมมากจนยากแก่การปรับปรุงให้ดีเหมือนเดิมได้ แต่ด้วยโชคอำนวยที่กรมวิสามัญศึกษาได้รับเงินงบประมาณจำนวนหนึ่ง สำหรับสร้างอาคารเรียน 2 หลัง เพื่อปรับปรุงโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรมวิสามัญศึกษา จึงได้ขออนุมัติรื้อศาลาพระเสด็จ
อาคารพระเสด็จหลังใหม่ที่จะสร้าง ณ สถานที่เดิมซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาพระเสด็จนี้ เป็นอาคารเรียน 4 ชั้น ยาว 45 เมตร กว้าง 19.50 เมตร ชั้นล่างเป็นที่ประชุม บรรจุได้ 1,000 ที่นั่ง ชั้นอื่นๆ เป็นห้องเรียนและห้องวิทยาศาสตร์ รวม 12 ห้อง มีครุภัณฑ์ครบ อาคารพระเสด็จจึงเป็นอนุสรณ์ของเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีสืบต่อไป และจะเป็นสถานที่เพาะปลูกกุลบุตรให้เป็นหลักบ้านหลักเมืองในกาลอนาคต
บัดนี้ ได้เวลาอุดมมงคลฤกษ์แล้ว กระผมขอกราบเรียนเชิญ ฯพณฯ รัฐมนตรี ได้กรุณาประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารพระเสด็จ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อันเป็นสถาบันการศึกษาที่มีเกียรติประวัติอันดีตั้งแต่เริ่มแรก ให้วัฒนาสถาพรสืบไป.
(ตรงชั้นล่างของอาคารพระเสด็จ ซึ่งเป็นหอประชุมจุ 1,000 คนนี้แหละ..ถือเป็นกำเนิดการซ้อมรวมพลนักเรียนสวนกุหลาบทั้งโรงเรียนที่จะขึ้นอัฒจรรย์เชียร์ฟุตบอลจตุรมิตร เมื่อปี 2512 ในพิธีปิดการแข่งขัน..เป็นการซักซ้อมพร้อมกันเป็นครั้งแรกของระบบการใช้โค้ดปรบมือ 1-2-3 ด้วยเพลง สีงามฯ แปรภาพเป็นกังหันหมุน..ก่อนที่จะไปปรบมือโชว์จริงๆ ที่สนามศุภชลาศัย..ซึ่งสวนกุหลาบชนะเลิศทั้งฟุตบอล และ ชนะเลิศได้ถ้วยเชียร์อีกด้วย../นพ84-บันทึกเพิ่มเติม)
และต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งในคำปราศรัยตอบ..ของ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ( ผู้ให้กำเนิดโรงเรียนเตรียมอุดมฯในภาพ อ่าน http://osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=120 ) ในพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารพระเสด็จ
...ความจริง บิดาของข้าพเจ้า ได้เคยเล่าเรียนและสำเร็จจากดรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เป็นรุ่นแรกใน พ.ศ.2529 ข้าพเจ้าเองก็ได้เคยรับการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเช่นกัน จึงมีความพอใจที่ได้เห็นความเจริญของโรงเรียนตามลำดับตลอดมา และซาบซึ้งเป็นอย่างดีที่โรงเรียนได้ผลิตนักเรียนให้มีความรู้ไปทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นจำนวนมาก ข้าพเจ้ากล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่พัฒนาบุคคลซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานทุกประเภท เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าอดที่จะสำนึกในบุญคุณของครู-อาจารย์ ที่ได้อบรมสั่งสอนศิษย์มาด้วยความตั้งใจเสียมิได้....
และบันทึกจากหนังสือสมานมิตร ปี 2510 ระบุว่า : บริษัท วรกิจ จำกัด ตั้งอยู่ที่ 52 ซอยหลังสวน เพลินจิต โทร.55725 มีกรรมการผู้จัดการชื่อ พร แซ่ลิ้ม ..เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ใช้เวลาเพียงปีเศษก็เสร็จเรียบร้อยส่งมอบได้ทั้งสองอาคาร |
|
|
|
|
 |
will_OSK
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: May 28, 2004
ตอบ: 133
รุ่นทีู่่: 121
|
ตอบ:
Tue Jul 20, 2004 8:39 pm |
|
ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะครับ แต่จากการที่มีคนงานตกลงมาเสียชีวิตนั้น จึงทำให้ต้องมีการตั้งศาลตายายขึ้น ( อยู่บริเวณด้านหลังศาลาพระเสด็จ ) โดยถ้าจะมีการจัดงานใดๆที่อาคารนี้จะต้องทำการจุดธูปบอกศาลตายายนี้ทุกครั้งไป ไม่เช่นนั้นจะเกิดเรื่องที่ไม่ขาดฝันขึ้น |
|
|
|
|
 |
Raining Man
บุคคลทั่วไป
|
ตอบ:
Tue Jul 20, 2004 11:03 pm |
|
นี่ละครับศาลดังกล่าว น้อง Ed117 ส่งมาให้ดู ผมก็เพิ่งเห็นเหมือนกันครับ สมัยเรียนก็มีโอกาสได้ใช้ตึกใหม่นี้แล้ว แต่ผมไม่เคยสังเกตเห็น!
-----
Some changes are so slow, you don't notice them.
Others are so fast, they don't notice you. |
|
|
|
|
 |
will_OSK
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: May 28, 2004
ตอบ: 133
รุ่นทีู่่: 121
|
ตอบ:
Wed Jul 21, 2004 7:46 pm |
|
จากความรู้สึกส่วนตัว ทุกครั้งที่เดินเข้าไปที่ศาลนี้จะต้องหาเพื่อนไปด้วย ไม่กล้าพอที่จะเดินเข้าไปคนเดียวแม้ว่าจะเป็นเวลากลางวันก็ตาม เนื่องจากบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบ ทำให้ดูน่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว |
|
|
|
|
 |
ray101
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Sep 02, 2006
ตอบ: 122
|
ตอบ:
Thu Sep 21, 2006 12:47 am |
|
|
|
|
 |
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 10021
รุ่นทีู่่: 110
|
ตอบ:
Mon Apr 26, 2010 12:18 am |
|
|
|
|
 |
suriya84
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 06, 2004
ตอบ: 393
รุ่นทีู่่: 84
|
ตอบ:
Mon Apr 26, 2010 11:06 pm |
|
อาทร สินสวัสดิ์ เป็นประธานรุ่นสวนฯ84 คนปัจจุบันติดต่อเป็นสมัยที่สอง
(สมัยละสองปี)
และเป็นประธานชมรมแชร์ตลอดกาลของรุ่นอีกตำแหน่งหนึ่งด้วยครับ |
|
|
|
|
 |
|
|