------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - วิ่งตามเมืองไทยให้ทันกับหนังสือควรอ่าน
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » สนามไพศาล
ผู้ส่ง ข้อความ
SciBookClub
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Wed Oct 12, 2005 1:49 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

สำรวจหนังสือเด่นแนววิทย์ๆในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2548 10:50 น.


หน้างาน"มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่10"มีบรรดาหนอนหนังสือเข้าเยี่ยมชมอย่างล้นหลาม


หนังสือชุด"ไอน์สไตน์"ยังคงได้รับความสนใจจากเหล่าสาวกไอน์สไตน์อย่างไม่จืดจาง


หนังสือชุด"ไอน์สไตน์" 3 เล่มแรกที่ขายดี ประกอบด้วย ก้าวพ้นกรอบไอน์สไตน์,ความฝันของไอน์สไตน์และจินตนาการสำคัญกว่าความรู้


หนังสือ"ไอน์สไตน์" ชุดล่าสุด ประกอบด้วย แฟ้มลับ FBI ล่าไอน์สไตน์,แรงบันดาลใจจากไอน์สไตน์ และความรู้รอบ"ครัว"


หนังสือ”ประวัติย่นย่อของกาลเวลา” ฉบับปรับปรุงใหม่ให้เข้าใจง่าย ของสตีเฟน ฮอว์กิ้ง”สุดยอดนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะร่วมสมัย ที่รวมเอาทฤษฎีสัมพัทธภาพเข้ากับกลศาสตร์ควอนตัม หรือทฤษฎีรวมแรงที่จะไขปริศนาแห่งเอกภาพไปจนถึงการทำนายอนาคต


หนังสือ"นาโนเทคโนโลยี"ที่อธิบายความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีซูเปอร์จิ๋วและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้


หนังสือ"หุ่นยนต์และอาวุธล้างโลก" นิยายวิทยาศาสตร์ทั้งที่เป็นหนังสือและภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวกับหุ่นยนตร์มนุษย์โคลน วาระสุดท้ายของโลกและมนุษย์


หนังสือ"สอนวิทย์คิดสนุก"เล่ม 1 ที่รวบรวมกลยุทธ์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่กระตุ้นให้เยาวชนเรียนรู้อย่างสนุกสนานเกิดจินตนาการ โดยเล่ม 1 จะเน้นแนวคิดและเทคนิคต่างๆ เช่น การเล่นเกม บทบาทสมมติและการจำลองสถานการณ์


หนังสือ"สอนวิทย์คิดสนุก"เล่ม2 ที่รวบรวมกลยุทธ์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่กระตุ้นให้เยาวชนเรียนรู้อย่างสนุกสนานเกิดจินตนาการ โดยเล่ม2 จะเน้นตัวอย่างการเรียนรู้จากเหตุการณ์และการทดลอง

ในงาน”มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 10” ระหว่างวันที่ 7-16 ต.ค. 2548 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นี้ได้รับความสนใจจากบรรดาหนอนหนังสืออย่างล้นหลามเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา โดยนอกจากที่แต่ละสำนักพิมพ์จะขนหนังสือมาประชันขายแบบลดกระหน่ำเอาใจคอหนังสือแล้ว การเปิดตัวหนังสือใหม่ๆ ก็กระตุกต่อมความสนใจจากเหล่านักอ่านได้ โดยหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และเรื่องเล้นลับที่รอคอยการไขปริศนาคำตอบก็เป็นหนึ่งในประเภทหนังสือขายดีที่ได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย

เริ่มจากสำนักพิมพ์มติชน มีหนังสือ”ชุดไอน์สไตน์”ที่เดิมออกมาแล้ว 3 เล่ม คือ “ก้าวพ้นกรอบไอน์สไตน์” หนังสือที่จะพาคุณก้าวพ้นกรอบความรู้เก่าๆที่เคยมีมา โดยนำเสนอองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีของไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์เก่งๆหลายท่าน และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีรากฐานจากทฤษฎีของไอน์สไตน์ หนังสือ”ความฝันของไอน์สไตน์” นวนิยายที่จะพาท่องไปในโลกแห่งความฝันของอัจฉริยบุคคลผู้คิดค้นสมการอันลือลั่น อ้างอิงชีวิตช่วงวัยหนุ่มของไอน์สไตน์ที่กำลังหมกมุ่นกับการคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆฝันแปลกๆ ที่เกิดขึ้นทุกค่ำคืน และหนังสือ”จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” หนังสือกึ่งสมุดบันทึกที่รวบรวมวาทะของไอน์สไตน์ ทั้งด้านศาสนา ปรัชญาย การเมือง ความรัก ที่ให้ทั้งแง่คิด และจุดประกายให้จินตนาการโลดแล่น

จนมาถึงหนังสือชุดใหม่ล่าสุด ที่ออกมาประเดิมในงาน”มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 10”เป็นครั้งแรก นั่นคือ หนังสือ”แฟ้มลับ FBI ล่าไอน์สไตน์”แปลโดย โรจนา นาเจริญ เรื่องจริงที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกาและเผยเรื่องราวชีวิตที่เป็นปริศนาของไอน์สไตน์ และมีหลักฐานจากบันทึกของเจ้าหน้าที่ FBI ที่เคยสะกดรอยตามไอน์สไตน์ เนื่องจากสงสัยว่าเขาเป็นสายลับให้กับรัสเซีย หนังสือ”แรงบันดาลใจจากไอน์สไตน์” รวมบทความจากนักคิดนักเขียนชื่อดัง อาทิ วินทร์ เลียววาริณ ,ดร.สุทัศน์ ยกส้าน,บินหลา สันกาลาคีรี, ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ฯลฯ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไอน์สไตน์ และหนังสือ”ความรู้รอบครัว”เรียบเรียงโดย เยาวนันท์ เชฎฐรัตน์ ที่เผยความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์มาเป็นเคมีในอาหารสมการแสนอร่อย

หนังสือ”ประวัติย่นย่อของกาลเวลา” ฉบับปรับปรุงใหม่ให้เข้าใจง่าย ของสตีเฟน ฮอว์กิ้ง สุดยอดนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะร่วมสมัย แปลโดย รอฮีม ปรามาท ก็มีความน่าสนใจ โดยรวมเอาทฤษฎีสัมพัทธภาพเข้ากับกลศาสตร์ควอนตัม หรือทฤษฎีรวมแรงที่จะไขปริศนาแห่งเอกภาพไปจนถึงการทำนายอนาคต นอกจากนี้ยังมี หนังสือนาโนเทคโนโลยี,เอกภพ สรรพสิ่งและมนุษยชาติ,หุ่นยนต์แห่งศตวรรษที่ 21 ,สงครามอนาคต, ผู้ชายที่หลงรักตัวเลข,อาณาจักรล่องหน และวรรณกรรมเรื่อง”บอลลูนยี่สิบเอ็ดลูก” เป็นต้น

หันมาสอดส่ายสายตาที่สำนักพิมพ์”สารคดี” ก็พบว่าเป็นที่รวมตัวของเหล่าหนอนหนังสืออยู่ไม่น้อย โดยมีหนังสือแนววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ เช่น ไอน์สไตน์ 1 ปีศตวรรษแห่งปีมหัศจรรย์ เรียบเรียงโดย ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ, ดร. สุทัศน์ ยกส้าน และ ดร. ชัยวัฒน์ คุประตกุล ที่รวมบทความของสามนักเขียนที่เปิดเผยประวัติของไอน์สไตน์ และทฤษฎีที่สำคัญ รวมทั้งเรื่องราวที่สนุกๆที่กระตุ้นต่อมความรู้ เช่น 7 ความเชื่อผิดๆเพี้ยนๆ เป็นต้น

หนังสือ”จากอณูถึงอนันต์ วิทยาศาสตร์ต้องรู้” โดย John Gribbin แปลโดย ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ และ ดร. นเรศ ดำรงชัย ที่นำเสนอเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่โครงสร้างอนุภาคภายในอะตอม กฎพื้นฐานที่ขับเคลื่อนจักรวาล ไปจนถึงจุดกำเนิดของเอกภาพ หนังสือ”ศาสตร์พิศวง” สารคดีที่อธิบายเรื่องราวที่น่าสนใจ เช่น เวลา การนอนหลับ ชีวิตแช่แข็ง ฟิวชัน นาโนเทคโนโลยีฯลฯ หนังสือ”Know How &Know Why มิติคู่ขนาน โดยผู้เขียนนำสิ่งต่างๆมาเปรียบเทียบเพื่อหาความแตกต่างในความเหมือน และความเหมือนในความแตกต่าง โดยอธิบายด้วยความรุ้และหลักการทางวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่น่าสนใจ เช่น หนังสืออัจฉริยะนักวิทย์,ศาสตร์ปริศนา,สอนวิทย์คิดสนุก เล่ม 1-2,กฏพิสดารปรากฏการณ์พิศวง,หนังสือชุด Know How &Know Why มีเรื่องกีฬาโลก และลมฟ้าอากาศ ,มนุษย์ต่างดาวกับสัตว์ยักษ์,หุ่นยนต์และอาวุธล้างโลก,ลิฟต์อวกาศ และดาวเคราะห์น้อย+ดาวหางถล่มโลก

งาน”มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 10” จะจัดถึงวันที่ 16 ต.ค. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 10.00-21.00น. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ใครที่เป็นสาวกไอน์สไตน์ หรือแฟนพันธุ์แท้หนังสือแนววิทยาศาสตร์ห้ามพลาดเชียว

ที่มา: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9480000138533
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat Jun 10, 2006 1:33 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10318 หน้า 24

คอลัมน์ บุ๊กสโตร์

โดย พยาธิ เยิรสมุด



๐ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี หนังสือรายวัน "ข่าวสด" มีการตามหาคนในรูป "ภาพมงคล ในหลวงกับประชาชน" ที่ชวนซาบซึ้งประทับใจ ว่าในหลวงกับคนไทยผูกพันกันมายาวนาน และลึกซึ้งขนาดไหน เห็นได้ทุกวันรอบๆ ตัว

๐ สารคดีมี " เสด็จเตี่ย" เจ้าของคำ "เกิดมาทั้งทีมันดีอยู่แต่เมื่อเป็น" ชีวิตและงานอันตื่นเต้นของ OSK พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ทั้งเรื่องและภาพหาดูยาก
ที่ "ศรัณย์ ทองปาน" รวบรวมได้ ทำให้อ่านสนุกอย่างกับนิยาย

๐ แต่ที่น่าสนใจมากก็คือ "จินดามณี ฉบับหมอบรัดเล" ที่โฆษิตพิมพ์ ให้คนเดี๋ยวนี้ได้รู้จักแบบเรียนภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่เรียบง่ายพิสดาร จนไม่น่าสงสัยว่าทำไมภาษาไทยเราปัจจุบันจึงกระพร่องกระแพร่งนัก ก็เพราะทิ้งของเก่าดีๆ ไว้ข้างหลังนี้เอง คนรักภาษา คนเขียนหนังสือ โดยเฉพาะบรรดากวีทั้งหลายต้องรีบหาหนังสือเล่มไว้ติดบ้านติดตัว

๐ อมรินทร์มีชุดรักกรุงเทพฯ "เลาะเลียบริมถนนเจริญกรุง" ของ "ประทุมพร" ตอนต่อของ "พระอาทิตย์ขึ้นที่สีลม" กับ "รื่นรมย์บนถนนสี่ ส." ให้เห็นทั้งความเป็นอยู่ ที่ซื้อที่กิน วัด ไปรษณีย์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ที่แวดล้อมอยู่แต่ไม่ค่อยตั้งใจดูให้เห็น

"รอมแพง อริยมาศ" เขียน "ดอกไม้ วันวาร และความทรงจำ" ให้รู้จักทั้งธรรมชาติของดอกไม้ และวิธีคิดที่รื่นรมย์

๐ ชอบอ่านงานแปลรักๆ ให้สบายใจต้อง "ขอได้ไหมผู้ชายของเธอ" โดย "เอมิลี กิฟฟิน" ทนายสาวกับประชาสัมพันธ์สาวเพื่อนซี้ เกิดยุ่งกับชายคนเดียวกัน "มณฑารัตน์ ทรงเผ่า" เจ้าเก่าแปล ยังมี "คนนี้แหละใช่เลย" ของ "ลิซา จิวเอลล์" ที่กำลังดัง ผู้แปลคนเดียวกัน คราวนี้สองชายเพื่อนสนิท เกิดคิดว่าเพื่อนหญิงคนเดียวกันนั้นชอบตัว ก็ยุ่งไปละซี

ลิซาอีกเล่มให้จุกไปเลย "สามหนุ่มชุลมุนรัก" ผู้แปลคนเดิมอีก เรื่องรักอลหม่านของพี่น้องสามชายในลอนดอน เพลินดี

๐ ถ้าชอบญี่ปุ่นก็มีงานเยาวชนเจ้าเดิม "ป่านี้นั้นโน้นไหน" ตอนเทพนิยายพฤกษาแห่งการเริ่มต้นของ "โอคะดะ จุน" แปลโดย "ขวัญใจ แซ่คู" กับ "ไดฟ์ 2" ของ "โมริ เอโตะ" แปลโดย "ปาริชาต ฉิมคล้าย" นิยายที่ให้เสน่ห์ของกีฬากระโดดน้ำอันลึกลับ

๐ ส่วนสยาม อินเตอร์ บุ๊คส์มีงานเยาวชน "ดินแดนแห่งความรัก" ของ "วันทนีย์ วิบูลกีรติ" ที่พูดถึงดินแดนซึ่งต้องแสวงหาด้วยตัวเอง ดินแดนแห่งความฝันและจินตนาการที่เราแต่ละคนเท่านั้น สามารถพานพบได้หรือไม่ก็อาจไม่มีวันเห็น

๐ แต่คนรักสุขภาพต้อง "ออกกำลังกายอย่างไรให้เหมาะกับรูปร่าง" ของ "เอดวาร์ด เจ. แจคโคสกี้" ผู้ใช้ประสบการณ์ 20 ปีเป็นหนังสือให้คำแนะนำบุคคลต่างๆ ได้ทั่วโลก ที่ชายหญิงถูกแบ่งออกเป็น 4 แบบเพื่อออกกำลังได้ถูกต้องเหมาะสม

๐ "ต่วย"ตูนพิเศษ" พบวิญญาณพยาบาทที่ปราสาทฮิเมจิ, ก่อนจะถึง 9/11, ตำนานหญิงพันธุ์ดุอเมซอน, โอรสลับพระเจ้าตาก ส่วน "ต่วย"ตูน" รายปักษ์ปกพระบรมสาทิสลักษณ์ฝีมือ "จักรพันธุ์ โปษยกฤต" อ่านทางที่ยาวนานในการศึกษาไทย-จีน

๐ ทันการณ์คือ "เนชั่นแนล จีออกราฟิก" ฉบับเกมหยุดโลก เยือนสนามวีรบุรุษ, รู้จักเกมสร้างชาติ, ก่อนไปเปิดสุสานโมเซ, อยู่กับโรคเอดส์, อนาคตของนาโน, ดูนกกระทุงอเมริกัน

"โอเค" ก็บอลโลกเหมือนกัน ไปพบนักฟุตบอลที่สาวๆต้องเฝ้าหน้าจอ, สาวนักร้องสุดฮอทพบรักคนขับแท็กซี่

"รีดเดอร์"ส ไดเจสท์" ให้หลักธรรมตามรอยพระบาท, ฟุตบอล-ประตูแห่งสันติภาพ, ความลับของผู้ชาย, เชพหมายเลขหนึ่งทำเนียบขาว, ตัวประกันในสงครามศักดิ์สิทธิ์

"มาเธอร์ แอนด์ เบบี้" รู้จริงเรื่องนม, หยุดลูกฟันผุ, อุบัติเหตุในเด็ก, อันตรายที่ควบคุมอาหารระหว่างตั้งครรภ์

"เรียล พาเรนติ้ง" ถ้าลูกพูดได้จะบอกอะไร, จูบแม่แก้ทุกปัญหา, สอนลูกมีวินัย, ไม่อยากให้ลูกติดเกมต้องอ่าน

"เฮลธ์ พลัส" ปกนาตาชา, ถามใจก่อนทำศัลยกรรม, สวยประชดอายุ, ศิลปจากมาสคารา, แต่งหน้าสมวัย

"เชพ" ๑๐ คำถามที่หมอสูติอยากให้ถามแต่ไม่กล้าถาม, ๔ อันตรายประจำเดือน, ๕ มะเร็งคุกคามสาวๆ, กินช้าทำให้หุ่นดี, ชอบกินอาหารเกลี้ยงจานฟังทางนี้

"เฮลธ์ แอนด์ คุยซีน" หัวเราะบำบัด, เข่าเสื่อม, ๔ สูตรสลัดสุขภาพ, ยำผัก ๔ ธาตุ, รู้จักน้ำผึ้ง, นั่งนานๆเป็นโรคกระดูกพรุน

"ชีวจิต" ปกวรัทยา, กล้วยยาสามัญประจำบ้าน, ครีมกล้วย, เปิดห้องหมอสูติ, ระวังโกนจุดซ่อนเร้น, ต้อหินอันตราย

"วี" แฟชั่นหวานจากเจนนี่, ปาร์ตี้แต่งงานในสวน, คู่รักไฮโซ, ๑๐ รีสอร์ทธรรมชาติ, ค้นหัวใจหนุ่มเช็คแห่งคนค้นฅน

"ที๓" ปกสุนิสา, ชื่อผู้โชคดีรับบลูธูท, โซนีลิเชียสปฏิวัติวงการสื่อดิจิตอล, เครื่องเล่นและบันทึกดีวีดีงคุณภาพเยี่ยม

"ลิซา" ปกสิรินยา, ฉบับช้อปควีน, ลุยช้อป ๕ เมืองดังต่างแดน, ผู้ชายคิดอะไรกับหญิงบ้าบอล, แถมซองพลาสติคใหญ่

"แอท ออฟฟิซ" ปกและสัมภาษณ์ปวริศา, มีออฟฟิซสตาร์ให้ดูเพลินๆ, ถึงวันที่เลือกเป็นนายตัวเอง

"อีซี่ เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้" นิตยสารฟรีของบูทส์ ปกสุจิรา, สุขภาพ, โภชนาการ, ความงาม, ออกกำลังกาย

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดสนทนาเรื่อง "เมืองไทย หลังทักษิณ?" เมื่อเดือนมีนาคมกับเรื่อง "ตุมาสิก/เตมาเส็ก/ชินคอร์ปและการเมือง" เมื่อเดือนพฤษภาคม กลายเป็นหนังสือสองเล่มบางๆ แต่เนื้อหาหนาคือ "เมืองไทย : หลังทักษิณ 1-2" ซึ่งให้ภาพเต็มของการเมือง 5 ปีที่ผ่านมาอย่างกระจ่าง ชวนพินิจใคร่ครวญ น่าจะโทร.ถามหาได้ที่ 0-2424-5768

๐ ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่คนทำมาหาเงินกันจนไม่คิดถึงศีลธรรม หรือทิ้งศีลธรรมไปง่ายๆ ก็พอดีเป็นวาระครบ 100 ปี "พุทธทาสภิกขุ" ที่หนังสือธรรมถูกนำมาเผยแพร่ออกกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏ ไม่จำเพาะเพียงงานของท่านพุทธทาสเอง ก่อนหน้านี้ "ว.วชิรเมธี" ภิกษุในบวรพุทธศาสนาก็ผลิตงานออกมาเข้มข้น ขณะที่ฆราวาส "ดังตฤณ" ก็สร้างปรากฏการณ์การอ่านด้วยงานที่น่าตื่นใจเช่นเดียวกัน

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า "สไบเมือง" ที่รังสรรค์งานในพระพุทธศาสนาเช่น "เสียงแห่งมัชฌิมยาม" ด้วยแรงบันดาลใจจาก "พระธัมมปทัฏฐกถาแปลภาค 3" กลายเป็นนิยายธรรมอันซาบซึ้งอย่างงานชั้นดีนั้น คือนามปากกาของ "สุกัญญา ชลศึกษ์"

หรือที่รู้จักกันลือเลื่องในวงวรรณกรรมว่า "กฤษณา อโศกสิน" นั่นเอง

๐ และด้วยปฏิปทาในพระศาสนาอย่างสูง "สไบเมือง" จึงได้เขียนนิยายธรรมตามมาอีก 4 เล่ม ด้วยฉากครั้งพุทธกาล และตัวละครที่มีเลือดเนื้อโลดแล่นด้วยกิเลสตัณหา ที่ยังบ่อนเบียนจิตใจผู้คนมาจนปัจจุบัน เป็นเนื้อหาที่เข้มข้นสมฝีมือคือ "ความมืดแห่งคูหาทอง" และ "มายาในวารี" กับ "ไพรีในเมรัย" ตลอดจน "ลายแทงในถ้ำแก้ว"

ที่ล้วนสนุกสนานและเพลิดเพลินกับสาระได้เช่นเดียวกับงานชั้นดีนานา นักอ่านไม่น่าพลาด

ท้ายประจำสัปดาห์พลาดไม่ได้ "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับเย็นศิระเพราะพระบริบาล
........................................


วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1347

ร่มรื่นในเงาคิด

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

29 ราชันย์

วาระแห่งการเฉลิมฉลอง "ในหลวง" ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี

นอกเหนือจากที่เราคนไทยจะร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งและไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่า ตลอดการครองราชย์ที่ยาวนานที่สุดในโลกนั้น "ในหลวง" ของเรา ได้ดำรงทศพิศราชธรรม เป็นหลักในการปกครองแผ่นดิน สมดังปฐมบรมราชโองการที่ได้ทรงประกาศไว้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" แล้ว

เราคงต้องทำอะไรให้กับพระองค์ท่าน ให้กับประเทศ เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านบ้าง

โดยเฉพาะ คนในแวดวงการเมือง ซึ่งมีส่วนสำคัญกับการทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนนั้นยิ่งต้องตระหนักถึงเรื่องนี้

เป็นเรื่องน่าสลดใจจริงๆ ที่ "วิกฤตการณ์ทางการเมือง" ต้องมาเกิดขนานไปกับงานแห่งเฉลิมฉลองอันเป็น "มหามงคล" นี้

ใครทำให้เกิด และใครดื้อดึง ไม่ยอมเสียสละเพื่อให้วิกฤตนั้นคลี่คลาย จนต้องไปรบกวนพระองค์ท่านให้ช่วยนั้น จะต้องเกิดสำนึก เกิดความละอาย

และต้องแปรสภาพการเป็น "ตัวปัญหา" ให้กลายเป็น "ผู้แก้ปัญหา" โดยทันที

ไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข



ในวาระอันเป็นมงคล ความจริงไม่น่าจะเข้าไปข้องแวะกับ "การเมือง" ที่แย่ๆ นั้น

แต่ก็อดไม่ได้ เพราะจนบัดนี้ เราก็ยังมองไม่เห็นทางออก

ไม่รู้จะดื้อดึง และหวงอำนาจกันไปถึงไหน

หันไปพูดถึงเรื่องที่เป็นมงคลดีกว่า

ในฐานะคนทำสื่อ ทำให้มีโอกาสได้ร่วมในการช่วยเผยแพร่พระเกียรติคุณของ "ในหลวง" ซึ่งแม้จะเป็น "ส่วนเล็กน้อยเต็มที" แต่ก็ปลาบปลื้มและเต็มอกเต็มใจทำอย่างเต็มที่

มีการหารือกัน ทั้งในส่วนผู้หลักผู้ใหญ่และเพื่อนผู้ปฏิบัติงานในเครือมติชน ว่า ในวโรกาสอันพิเศษเช่นนี้ นอกเหนือจากการทำหน้าที่รายงานข่าวให้ดีที่สุดแล้ว ควรจะมีอะไรที่เราควรจะทำเพื่อร่วมเผยแพร่พระเกียรติคุณครั้งนี้

มีผู้เสนอประเด็นว่า เมื่อจะมีประมุขของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เสด็จมาร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวงของเรา ทำไมไม่รวบรวมพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์ทั่วโลก ซึ่งมีอยู่ 29 พระองค์ เป็นหนังสือสักเล่มหนึ่ง เพื่อเป็นแหล่งความรู้ร่วมกันของพวกเราเสียเลย

ทุกคนเห็นด้วย และเมื่อนำไปปรึกษากับผู้ใหญ่ของมติชนทุกท่านก็เห็นพ้อง และยังได้รับความกรุณาจาก พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร มาเป็นบรรณาธิการให้ และได้รับเมตตาจาก ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ มาเขียนเรื่อง "การเจริญพระราชไมตรี" ให้ ทำให้หนังสือสมบูรณ์และมีคุณค่าขึ้นอย่างมาก

ขณะที่สำนักพิมพ์มติชน ก็รับดูแลการผลิตให้อย่างดี

แล้วหนังสือ 29 ราชันย์ พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ 29 พระองค์ทั่วโลก ก็ปรากฏออกมา



แม้จะรับรู้ขั้นตอนการทำหนังสือเล่มนี้มาโดยตลอด

แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เมื่อ "หนังสือ 29 ราชันย์ฯ" เสร็จสิ้นสมบูรณ์เป็นเล่ม

และรีบนั่งลงอ่านทันที เมื่อหนังสือมาถึงมือ

ไม่ได้ชื่นชม ยินดี เพราะพวกเดียวกันจัดทำ แต่รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่ามากทีเดียว

คุณค่าของหนังสือที่จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ดี เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ทั่วโลก

อย่าลืมว่าการปกครองแบบมีกษัตริย์เป็นประมุข เป็นระบอบการปกครองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นประวัติศาสตร์มา ประเทศส่วนใหญ่ในโลกปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คืออำนาจการปกครองอยู่ที่พระกษัตริย์ ซึ่งทรงมีพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน

ในปัจจุบัน แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปมาก กษัตริย์บางพระองค์ยังทรงมีพระราชอำนาจสมบูรณ์ ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่เราคงไม่ปฏิเสธว่า พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ยังคงมีพระบารมีและดำรงความสำคัญในชาตินั้นๆ อย่างสูง

เรื่องพระมหากษัตริย์ของโลกจึงเป็นสิ่งที่น่ารู้

คนไทยแม้จะคุ้นเคยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างมาก แต่หากถามถึงกษัตริย์แต่ละพระองค์ในโลก ดูเหมือนเราจะรู้จักหรือมีข้อมูลให้ค้นคว้าน้อยมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีความรู้สึกอย่างที่บอก ว่า ตื่นเต้น ที่ค่อยๆ ได้รู้จักพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์

นับตั้งแต่ในหลวงของเรา ที่ทรงครองสิริราชสมบัติเป็นปีที่ 60 ถือเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก

เรื่อยมาจนถึง การได้รู้จักพระมหากษัตริย์ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 29 ของโลก เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2549 ที่ผ่านมานี้เอง คือ เอเมียร์ เชค ซาบาห์ อัลอาหมัด อัลจาเบอร์ อัลซาบาห์ แห่งรัฐคูเวต

ขณะเดียวกัน เรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัติรย์ ก็เป็นเรื่องลึกซึ้งและละเอียดอ่อนที่น่าศึกษา

อย่างกษัตริย์ของเบลเยียมทั้งหมด ไม่มีพระองค์ใดที่ทรงเป็น "เกษัตริย์แห่งเบลเยียม"

แต่ทรงเป็น "กษัตริย์แห่งประชาชนชาวเบลเยียม"

อันมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าทรงเป็นกษัตริย์ของชาวเบลเยียมทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นเผ่าใด ภาษาใด

ความละเอียด ลึกซึ้งเหล่านี้ ย่อมมีความหายต่อการดำรงสถานะแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างยั่งยืนยาวนาน อย่างไม่น่าสงสัย

นัยยะเช่นนี้ มีให้เราอ่านและศึกษา ในหนังสือ "29 ราชันย์ พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ 29 พระองค์ทั่วโลก"


หน้า 80

ที่มา:
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01ent02100649&day=2006/06/10
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0418090649&srcday=2006/06/09&search=no
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Jul 04, 2006 5:03 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Books

1.สารคดีชุดฉันรักกรุงเทพฯ ตอน เลาะเลียบริมถนนเจริญกรุง/"ประทุมพร"-เขียน/แพรวสำนักพิมพ์/229บาท

หนังสือที่จะพาผู้อ่านย้อนกลับไปสู่ถนนสายประวัติศาสตร์สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ถึงต้นสายปลายเหตุแรกมีถนนเจริญกรุง กระทั่งก่อเกิดห้างร้านชื่อดังจำนวนมาก ที่ทำให้ถนนสายนี้กลายเป็นถนนสายธุรกิจ ถนนสายแฟชั่นยุคแรกๆ ของเมืองไทย สะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่ และความเจริญรุ่งเรืองของชุมชนท้องถิ่น และถนนที่มีอายุยืนยาวนานนับ 145 ปี ผ่านปากคำของชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัย และค้าขายในเมืองไทย

2.จาก "พิราบแดง" ถึง "เหนือจอมพลยังมีจอมคน"/สุวัฒน์ วรดิลก-เขียน/สำนักพิมพ์มติชน/200บาท

วรรณกรรมการเมืองที่พิมพ์ในวาระพิเศษ '30 ปี 6 ตุลาคม 2519' และ '49 ปี พิราบแดง' โดยจัดพิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวกัน เพื่อเผยแพร่คุณค่า 'พลังของวรรณกรรม' ที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ และฐานทางความคิดที่กระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมและการเมืองในช่วงนั้น อีกทั้งยังต่อยอดในด้านความคิด หรือกลายเป็นต้นแบบของนักศึกษาหลายคน ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และยังสะท้อนภาพประวัติศาสตร์การเมืองยุคนั้นได้อย่างลุ่มลึกยิ่ง

3.คนดีที่โลกรอ หมอโฮจุน เล่ม 1/Lee Eun Seong-เขียน/ชนกชาตรี-เรียบเรียง/สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์/200บาท

บทละครอิงประวัติศาสตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ MBC ประเทศเกาหลี หลังจากยุคของ 'แดจังกึม' ผ่านไปแล้ว 50 ปี เทพเจ้าแห่งการแพทย์ก็จุติลงมาปัดเป่าโรคภัยอีกครั้ง แม้นายแพทย์แห่งตำนานจะถือกำเนิดขึ้นจากความรักต่างชนชั้น ผจญกับถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม ผ่านอุปสรรคนานัปการ แต่ในที่สุดเขาก็สามารถทำลายกำแพงแห่งชนชั้น ฝ่าฟันมรสุมชีวิตไขว่คว้าโอกาสมาได้สำเร็จ

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/20060701/news.php?news=column_20970061.html
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Jul 20, 2006 12:42 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


ประวัติการเมืองไทย ๒๔๗๕ - ๒๕๐๐

คอลัมน์ งานเป็นเงา

โดย ลำแข

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กับอาจารย์ *ชาญวิทย์ เกษตรศิริ OSK71* ร่วมกันทำหนังสือดีๆ มาตลอดทศวรรษหลัง นอกเหนือจากงานวิชาการที่มีอาจารย์นักวิชาการอื่นๆ ร่วมผลิตกันออกมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานชุดรู้จักเพื่อนบ้าน ช่วยเปิดหูเปิดตานักเรียนนักษึกษาที่งมงายอยู่กับความรู้ตะวันตก ได้เข้าใจภาพเต็มของดินแดนละแวกสุวรรณภูมิอย่างปราศจากอคติ

ที่อยากแนะนำให้คนยังไม่เคยอ่าน ซึ่งอยากเรียนรู้ที่มาที่ไปของตัวเอง ว่าทำไมปัจจุบันจึงยังไปไม่ถึงไหน ทั้งๆ เปลี่ยนแปลงการปกครองมายาวนานถึง 74 ปี การเมืองก็ยังกระตุกต้วมเตี้ยม เต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัวมากมายอยู่นั่นเอง

*ประวัติการเมืองไทย ๒๔๗๕-๒๕๐๐* ของอาจารย์ชาญวิทย์พิมพ์ครั้งที่ 4 เพิ่งวางแผงอีกครั้งแล้ว

งานชิ้นนี้บรรจุความรู้ไว้แน่นเอี๊ยดถึง 500 กว่าหน้า ว่ากันตั้งแต่สังคมและการเมืองไทยจากสยามเก่า, การปฏิวัติสยาม, การเมืองไทยหลัง 2475 ประนีประนอมหรือขัดแย้ง, ลัทธิชาตินิยม-ลัทธิทหาร, การเมืองและเศรษฐกิจไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2, จุดจบของรัฐบาลจอมพล ป. และการสิ้นสุดสงคราม, การเมืองไทยสมัยหลังสงครามโลก และการรัฐประหาร

เป็น 8 บทใหญ่ที่ยังมีบทย่อยให้รายละเอียดต้องรู้นานัปการ ที่ผู้เขียนพยายามให้ความหมายของเหตุการณ์สำคัญๆ ต่างๆ เพื่อเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองไทย นับแต่สมัยปฏิรูปการปกครองครั้งรัชกาลที่ 5 มาจนความเข้าใจพลังประชาชนภายหลังเหตุ 14 ตุลาคม 2516 และการเมืองไทยยุคใหม่

ที่เมื่อพิจารณาความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนของ 3 กลุ่มพลัง คือพลังกษัตริย์นิยมและจารีตนิยม พลังรัฐข้าราชการ และพลังนอกระบบราชการ

โดยมีมหาอำนาจภายนอกเป็นปัจจัยแทรกแซงที่สำคัญ


การอ่านประวัติศาสตร์การเมือง ที่ผู้เขียนให้ภาพอย่างต่อเนื่องมาจากสมัยปฏิรูปนี้ จะทำให้เราเห็นได้ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลง จากยอดลงมาราก และความตื่นตัวของราก ที่เริ่มมีพลังเคลื่อนไหวยิ่งขึ้นทุกที ขณะเดียวกับพลังจารีตนิยมก็พยายามอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ระหว่างความคิดเสรีนิยมกับจารีตแท้ๆ ที่ถึงอย่างไรก็ไปไม่ทันยุคสมัย

ขณะที่อำนาจทุนเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยบรรทัดฐานสังคมและค่านิยมที่เปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน จากรุ่นพ่อแม่ที่ยังมีศีลธรรมกำกับ มาเป็นวันที่กราบไหว้นับถือเงินกันอย่างจริงจัง

หนังสือเล่มนี้จะทำให้เข้าใจตัวเองได้กระจ่าง และเห็นทิศทางที่จะต้องก้าวไปอย่างระมัดระวัง ต่อระบบทุนนิยมวิวัฒน์

..........................................................................................

นอกจากหนังสือน่าอ่านเล่มโตนี้แล้ว ถ้าให้ดี มี *อยุธยา* โดยผู้เขียนคนเดียวกัน ซึ่งพิมพ์ครั้งที่ 4 แล้วเช่นเดียวกัน ที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์และการเมือง มี *ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์* เป็นบรรณาธิการ

ก็จะยิ่งทำให้เข้าใจเส้นทางการเมืองของสังคมไทยดียิ่งขึ้น ว่าคลี่คลายเปลี่ยนแปลงมาลักษณะไหน

และที่เป็นงานแปลชั้นเยี่ยมก็คือ *ประวัติศาสตร์มาเลเซีย* ของ *บาร์บารา วัตสัน อันดายา* กับ *เลนเนิร์ด วาย. อันดายา* แปลโดย *พรรณี ฉัตรพลรักษ์* อาจารย์ชาญวิทย์ OSK71 เป็นคนเขียนคำนำ ทำความเข้าใจเบื้องต้นให้เป็นพื้น

หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เห็นภาพและเข้าใจเพื่อนบ้านทางใต้ได้หมดจด แทนที่จะรู้สึกว่าแปลกแยก กลับต้องรู้สักสนิทสนมเช่นเดียวกับที่ชาวใต้ไม่เคยรู้สึกแปลกแยกกับเพื่อนมุสลิมมาแต่ไหนแต่ไร

จนรัฐบาลปัจจุบันทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟอยู่ทุกวันนี้

ความรู้ที่มีสติปัญญากำกับ ย่อมเป็นคุณแก่บ้านเมืองเสียยิ่งกว่าบรรดาที่ไร้ความรู้แล้วปัญญายังเกินสติเสียอีก


ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01ent03200749&day=2006/07/20
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Jul 21, 2006 4:38 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1353 หน้า 24

ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ โดย "หนุ่มเมืองจันท์"

ฉะ แฉ ฉาว

นานปีทีหนที่ผมจะอ่านหนังสือจบรวดเดียว

และนานยิ่งกว่านานที่ผมจะอ่านหนังสือหนา 400 กว่าหน้าจบ

และนานยิ่งกว่าน้าน-นาน ที่ผมจะอ่านหนังสือหนา 400 กว่าหน้าจบรวดเดียว

เพราะความตกใจทำให้ผมต้องเปลี่ยนมาเขียนเรื่องนี้

ทั้งที่เขียนเรื่อง "อะคาเดมี่ แฟนตาเซีย" หรือ AF 3 ไปได้เยอะพอสมควรแล้ว

แต่พอน้องที่สำนักพิมพ์มติชนนำหนังสือใหม่ 6-7 เล่มมาวางบนโต๊ะทำงาน ผมก็อดพลิกดูเล่นๆ ไม่ได้

เล่มอื่นๆ นั้นพลิกผ่าน กะว่าจะอ่านวันหลัง

แต่พอถึง "ฉะ แฉ ฉาว นักการเมืองไทย" ของทีมข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์มติชน

ปรากฏการณ์ที่น่าตกใจก็บังเกิดขึ้น

ผมพลิกอ่านไปเรื่อยๆ จนหนังสือหนา 400 กว่าหน้าหายวับไปกับตา

ขอโทษครับ แวะพักเข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง

ความมันไม่เคยปราณีใครจริงๆ

เห็นชื่อหนังสือมีคำว่า "แฉ" อย่าคิดว่าเป็นเรื่องบนเตียง-ใต้สะดือของนักการเมืองนะครับ

หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยจากคำบอกเล่า

แต่บังเอิญที่คนเล่าแต่ละคนเป็นคนสำคัญในแต่ละช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ปฏิวัติ 1-3 เมษายน การยึดอำนาจของ รสช. เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จนถึงวินาทีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ไปชวน "ทักษิณ ชินวัตร" เข้าสู่เวทีการเมือง

ทุกคนจะเล่าทุกฉากตอนตามกรอบประสบการณ์ของแต่ละคน

บางเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน

ที่สนุกที่สุดคือตอนที่ "อาทิตย์ อุไรรัตน์" ประธานรัฐสภาเสนอชื่อ "อานันท์ ปันยารชุน" เป็นนายกรัฐมนตรี

ในขณะที่ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ แต่งชุดขาวรออยู่ที่บ้าน

คำบอกเล่าของ "อาทิตย์" และ "สมบุญ" มีแง่มุมที่แตกต่างกัน

เหมือนหนังเรื่อง "ราโชมอน" เลยครับ

แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ละคนก็เล่าไม่เหมือนกัน

เล่าตามมุมมอง หรือสิ่งที่ตนเองพบเห็น

หรือเบื้องหลังเหตุการณ์ปฏิวัติ 1-3 เมษายน ที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็น "กบฏ" เพราะโดน "เพื่อนรัก" ที่ชื่อ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร หลอก

นาทีเด็ดหัว "ก๊อดส์อาร์มี่" จากปากคำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

หนังสือเล่มนี้โดดเด่นมากตรงลีลาการเขียนแบบนักหนังสือพิมพ์

เดินเรื่องเร็ว และไม่น่าเบื่อ

"ความอยากรู้" อาจเป็นตัวดึงให้ผมพลิกหนังสือเล่มนี้อย่างกระหายหิว

แต่สำนวนที่ไม่น่าเบื่อทำให้การอ่านเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งจบเล่มโดยไม่รู้ตัว



ที่ผมชอบที่สุดในเล่มก็คือเรื่อง "วิษณุ เครืองาม" ผู้สัมผัสชีวิต 7 นายกฯ 9 รัฐบาล

เป็นบทสัมภาษณ์ตอนที่ยังเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

ยังไม่ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี

และยังไม่ได้ลาออก

เขาเล่าถึงประสบการณ์ที่ทำงานกับนายกฯ แต่ละคน

ที่ละเอียดที่สุดคือการทำงานกับ "บรรหาร ศิลปอาชา"

ครั้งแรกที่เจอกัน คือ ตอนที่ "วิษณุ" เข้าไปขอบคุณ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นที่แต่งตั้งเขาเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ชาติชาย แนะนำ "วิษณุ" ให้ "บรรหาร" รู้จัก

"อาจารย์วิษณุเขามาช่วยเรา"

"บรรหาร" มอง "วิษณุ" ตั้งแต่หัวจรดเท้า

"ผมเจอมาเยอะแล้ว พวกอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มาทำงานการเมือง อีกสักพักก็เปิดไป"

"วิษณุ" เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นในใจว่า "บรรหาร" ไม่น่าจะพูดกับเขาอย่างนั้นเลย

และเมื่อวันหนึ่ง "บรรหาร" ก้าวขึ้นมาเป็น"นายกรัฐมนตรี" ตอนนั้น "วิษณุ" เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว

นายกฯ คนใหม่เรียกเขาไปพบที่บ้านจรัญสนิทวงศ์เพื่อสั่งงาน พร้อมกับบอกว่า "เลขาฯ...คนในพรรคผมเขาไม่ชอบเลขาฯ นะ ดังนั้น ลองคิดดูแล้วกันว่าจะทำอย่างไร"

"รหัสนัย" ทางการเมืองแบบนี้ "วิษณุ" ตีความออกไม่ยาก

แต่ระหว่างนั้นประมาณ 1 เดือนครึ่ง ก่อนการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เขายังคงต้องทำงานในตำแหน่งนี้

การทำงานร่วมในช่วงนั้นโดยเฉพาะการแต่งตั้งคนเป็นรัฐมนตรีทำให้ "บรรหาร-วิษณุ" เริ่มรู้ใจกันมากขึ้น

"พระท่านว่า วิสสาสา ปรมาญาติ ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างหนึ่ง" เป็นคำคมของ "วิษณุ"

จนถึงวันนี้ "วิษณุ" รู้สึกว่า "บรรหาร" คือนายกรัฐมนตรีที่เขาสนิทที่สุด

"บรรหาร" เป็นนายกฯ ที่โทร.ตามงานตลอดเวลา

2 ทุ่มก็โทร. 5 ทุ่มก็โทร. ถ้านึกอะไรได้ตอนตี 3 ก็โทร.

และแต่ละครั้งที่โทร.มาจะมาไม่พูดเรื่องงานก่อน แต่จะถามว่าทำอะไรอยู่ ดูทีวีเรื่องอะไร สนุกไหม

นอกจากนั้นยังเป็นนายกฯ คนเดียวที่ส่งการ์ดอวยพรวันเกิดของ "วิษณุ" ทุกปีไม่เคยขาด

ครับ ความประทับใจของคนเราบางทีก็เกิดขึ้นจากรายละเอียดเล็กๆ เช่นนี้เอง



แต่ "จุดเริ่มต้น" ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเกิดขึ้นในวันที่นายกฯ บรรหารนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีไปถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย

พอเข้าเฝ้าฯ เสร็จ "บรรหาร" เดินมาตบบ่า "วิษณุ"

"เลขาฯ ทำงานกับผมได้หรือไม่"

เขาหัวเราะแล้วบอกว่า "แหม ท่านนายกฯ ไม่มีผู้บังคับบัญชาทีไหนหรอกที่ถามผู้ใต้บังคับบัญชาว่าจะทำงานด้วยได้หรือไม่ เพราะท่านมีอำนาจสั่ง อำนาจปกครอง และอำนาจบังคับบัญชา"

"ไม่ พูดกันอย่างลูกผู้ชายดีกว่าว่าเราทำงานกันด้วยใจได้หรือไม่ อย่าพูดถึงเรื่องหน้าที่"

"บรรหาร" เล่าว่าเมื่อสักครู่นี้ในหลวงทรงรับสั่งว่าท่านนายกฯ ข้าราชการเขาไม่ได้เป็นข้าราชการของพรรคใด หรือของนายกฯ คนใด แต่เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งนั้น

ใครมาเป็นนายกฯ เขาก็ทำงานให้ มันเหมือนม้า เราเป็นคนบังคับม้า

ถ้าบังคับเป็นม้าก็เชื่อง แต่ถ้าบังคับไม่เป็น ม้าก็ไม่เชื่อ

เพราะฉะนั้น บางครั้งโทษม้าไม่ได้ ต้องโทษคนบังคับม้าด้วย

นี่คือ สิ่งที่ทรงรับสั่ง

จากนั้น "บรรหาร" ก็ถามว่า "คุณเชื่องไหม"

"ท่านบังคับม้าเป็นไหมล่ะครับ" เขาถามกลับ

"บรรหาร" หัวเราะ จากนั้นก็ไม่มีการพูดกันเรื่องนี้อีกเลย

ครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานประมาณ 10 ปีแล้ว

แต่การเปรียบเปรยเรื่อง "ม้า" กับ "คนบังคับม้า" หรือ "จ๊อกกี้"

ฟังดูคุ้นๆ คล้ายเหตุการณ์ที่เกิดในวันนี้ไหมครับ

นี่คือ ตัวอย่างเล็กๆ น้อยของหนังสือเล่มนี้

ขอแนะนำว่าเป็นหนังสือที่คอการเมืองไม่ควรพลาดเป็นอันขาด


ที่มา: http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=MDQwNzIxMDc0OQ==&srcday=MjAwNi8wNy8yMQ==&search=no
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Aug 11, 2006 2:17 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

“สมองดีด้วยอาหาร” ของนายแพทย์ สาโรช รัตนากร ส.ก.๒๔๘๕ มาในรูปเล่มสวยงาม โดยฐานเศรษฐกิจ, กินดีสุขภาพดีกับครูโยคะ บอกเล่าโดยครู ถือศีล ดิฐวัฒน์โยธิน สำนักพิมพ์วิริยะ, มนุษย์ทองคำคนที่ 8 แห่งเส้าหลิน สำนักพิมพ์มติชน, นางสาวธาลัสซีเมีย โดย กนกวรรณ ศิลปสุข สำนักพิมพ์รักลูก...“ทำไมเด็กยอมเสียสาว?” โดย สุวิทย์ บุตรพริ้ง สำนักพิมพ์ธรรมพิทักษ์ ที่เอ่ยมาทั้งหมดนี้ออกวางโชว์ตามร้านต่างๆมาแล้วหลายวัน

และสำหรับลูกๆที่ประสงค์จะส่งการ์ดให้แม่เนื่องในวันแม่แห่งชาติปีนี้ ขอแนะนำการ์ดวาดฝีมือไทยๆ โดย โอม รัชเวทย์ จัดพิมพ์โดย สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ มีวางจำหน่ายหลายแห่งหลายที่ เจอที่ไหนซื้อไปฝากแม่...รับรองแม่จะชื่นใจแน่นอน

ขอเอ่ยย้ำถึงงานนี้อีกครั้ง คนรักนิตยสารและคนอ่านหนังสือ ขอเชิญแวะที่แฟชั่นฮอลล์ สยามพารากอน ชมงาน “นิทรรศการนิตยสารแห่งประเทศไทย”...ฟังเสวนาจากคนทำนิตยสาร พร้อมชมดูการออกร้านของนิตยสารกว่า 200 หัว...10 ส.ค. ถึง 13 ส.ค.นี้.

ที่มา: http://www.thairath.com/news.php?section=society02&content=15703
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Aug 16, 2006 12:14 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



ประมวลภาพแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือเพลงพระราชนิพนธ์

เล่มเล็กที่สุดในโลก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่สยามพารากอน กรุงเทพมหานคร วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2549



บันทึกประวัติศาสตร์ ๖๐ ปี แห่งการครองราชย์

“ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี บันทึกประวัติศาสตร์ รวมภาพที่ตราตรึงในดวงใจปวงชนชาวไทย” ฉบับ เดลินิวส์ นับเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม เข้มข้นไปด้วยเนื้อหาสาระและภาพสุดประทับใจ



ขนาด 10 X 14 นิ้ว พิมพ์ 5 สีทั้งเล่มด้วยกระดาษอาร์ตมัน อย่างดี



ภายในประกอบด้วยพระราช ประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ครองราชย์ยาวนานที่สุด รวมภาพเก่าที่หาชมได้ยาก เมื่อครั้งตีพิมพ์ในเดลิเมล์ ที่มีอายุกว่า 50 ปี พร้อมทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ ทั้ง 5 อย่าง และทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาที่ สหประชาชาติทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย รางวัลเกียรติยศด้านการพัฒนา ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nation Develop ment Programme Award-UNDP)


พลาดไม่ได้กับช่วงวินาทีแห่งประวัติศาสตร์มหามงคล พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2549 จวบจนถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2549 ไม่ว่าจะเป็น พระราชพิธีทักษิณา นุปทาน ณ พระที่นั่งอมรินทร วินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง พระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราช และภาพที่ชาวไทยยากแก่การลืมเลือน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ออกมหาสมาคม ท่ามกลางคลื่นมหาชนนับล้านที่ต่างพากันสวมเสื้อสีเหลืองมารอเฝ้าฯ ถวายพระพร


อีกทั้งรวบรวมพระราชประวัติและเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสมเด็จพระราชาธิบดี และผู้แทนพระองค์ ทั้ง 25 ประเทศ ที่เสด็จฯ เยือนไทย พร้อมภาพพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ในมุมที่เห็นได้ ไม่บ่อยนัก


การเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลของพระราชอาคันตุกะทั้ง 25 ประเทศ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ภาพที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยและทั่วโลก



ภาพประวัติศาสตร์อีกภาพหนึ่งที่หาชมได้ยาก ควรค่าแก่การจดจำ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรขบวนเรือพระราชพิธี อลังการเหนือลำน้ำเจ้าพระยา ณ ราชนาวิกสภา พร้อมด้วยพระราชอาคันตุกะทั้ง 25 ประเทศ เป็นภาพที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ต่างชมเป็นเสียงเดียวกันว่า งดงามยิ่งนัก


อีกหนึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์กับงานถวายเลี้ยงพระกระยา หารค่ำ ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตย มโหฬาร เป็นภาพที่พระราชอาคันตุกะ ทั้ง 25 ประเทศ ต่างร่วมดื่มถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


มากมายด้วยภาพกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ อย่างยิ่งใหญ่ ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศ เช่น นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เนรมิตพื้นที่ประมาณ 60,000 ตารางเมตร จัดแสดงนิทรรศการ ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี การแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติฯ ที่ถูกจัดขึ้นถึง 4 ครั้ง 4 คราด้วยกัน


อีกทั้ง ซุ้มเฉลิมพระเกียรติฯ 60 ปี ครองราชย์ ที่กลายเป็นบันทึกอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย และสิ่งของที่ระลึกในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ได้ถูกรวบรวมไว้ให้ชมกัน รวมทั้งเนื้อหาการถ่ายทอดพระบารมีที่เกริกไกรไปทั่วโลก และความหมายของตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ได้ ถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มนี้ด้วยเช่นกัน
ความทรงจำที่ดี ๆ เหล่านี้...

ที่มา:
http://www.komchadluek.net/2006/08/15/a001_37968.php?news_id=37968
http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx?Newsid=96165&NewsType=1&Template=2
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Aug 16, 2006 2:02 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


"พระเจ้า" ชาวฝรั่งเศส...รุกถิ่นสยาม กับการถามหาประวัติศาสตร์ "หน้าใหม่"

แผ่นดินทอง รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เต็มไปด้วยภาพประวัติศาสตร์ที่เปี่ยมมนตร์ขลังและเรื่องเล่าไม่รู้จบ ดังที่ปรากฏในหลักฐานอารยธรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการมาเยือนของราชทูตจากแดนฝรั่งเศส ที่ถูกถ่ายทอดสู่หนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า ทั้งมุมมองของชาวไทยเอง

และมุมมองจากชาวชาติอื่น

ล่าสุด เรื่องราวของชาวเมืองน้ำหอมในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้รับการถ่ายทอดอีกครั้งใน รุกสยาม ในนามของพระเจ้า โดย มอร์กาน สปอร์แตซ นักเขียนเชื้อสายฝรั่งเศส และแปลเป็นภาษาไทยโดย รศ. ดร.กรรณิกา จรรย์แสง ด้วยนวนิยายฟื้นประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงห้วงเวลาที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งคณะราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชอาณาจักรสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ โดยใช้การเผยแพร่ศาสนาแฝงวัตถุประสงค์แสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าและการทหาร ด้วยกลการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

อะไรที่ทำให้นักวิชาการถึงกับระบุว่า หนังสือเล่มนี้จะพลิกมุมมองประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นของคนอ่านไปโดยสิ้นเชิง พร้อมคำการันตีจาก ปานบัว บุนปาน บก.บห.สำนักพิมพ์มติชน ที่ว่านี่คือหนังสือที่ดีที่สุดเท่าที่สำนักพิมพ์เคยจัดพิมพ์มา...คำตอบอยู่ในงานเสนาเปิดตัวหนังสือที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่สมาคมฝรั่งเศส นอกจากมีนักเขียนและผู้แปลเข้าร่วมวงพูดคุยแล้ว ยังมีนักวิชาการประวัติศาสตร์อย่าง ภูธร ภูมะธน ดำเนินการสนทนาโดย ปรีดี พิศภูมิวิถี

มอร์กาน นักเขียนวัย 59 ปี เปิดเวทีโดยการกล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเขียนว่า ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษนี้ เราได้เห็นสงครามครูเสด หรือปฏิบัติการของ "ฝ่ายธรรมะ" เพื่อ "ปราบอธรรม" ดังข้ออ้างของสหรัฐอเมริกาในการเข้าไปบุกอิรัก หรืออิสราเอลเปิดฉากสงครามในเลบานอน และหลังจากที่เขาค้นคว้าเอกสารโดยละเอียดเป็นเวลานานถึง 10 ปี จนตกผลึก ทั้งเอกสารที่เปิดเผย หรือจดหมายหตุที่ยังไม่เผยแพร่ก็ตาม ทำให้เขาเข้าใจถึงกลการเมืองที่อยู่เบื้องหลังนโยบายทางการทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั่นคือเจตนาที่จะเข้าไปยึดอำนาจในสยาม ด้วยการทำรัฐประหารเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง โดยมีสยามเป็นก้าวแรก เป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่การยึดครองอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน ทั้งทางการเมืองและศาสนา

"เจตนาของคนยุคนั้นค่อนข้างสับสน ไม่รู้ว่าจะเอาผลประโชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา เงินทอง หรือสงครามกันแน่ หากเจตนาที่ชัดเจนของชาวฝรั่งเศสคือการเข้ามายกระดับจิตวิญญาณของชาวสยาม เพราะสยามขณะนั้นในสายตาพวกเขา คือพวกบูชาพระอิฐพระปูน พวกเขาจึงคิดจะเข้ามาขืนใจให้เข้าสู่อาณาจักรพระเจ้า ชาวคริสต์โดยมากในสมัยนั้นเชื่อกันจริงจังว่า เขาไม่นับถือศาสนาคริสต์จะตกนรก"

หากความพยายามของฝรั่งเศสนั้นล้มเหลว เหตุผลเพราะนักบวชเยซูอิสไม่รู้จักสยามดีพอ แต่เพื่อจุดประสงค์สำเร็จลุล่วง คอนสแตนติน ฟอลคอน จึงเป็นแผนการถัดมา

ฟอลคอนหรือเจ้าพระยาวิชาเยนตร์ได้รับความไว้วางพระทัยจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้เป็นสมุหนายก เขาจึงถูกอิจฉาริษยา และคบคิดกับบาทหลวงเดอ ลาแซส เพื่อเข้ายึดครองสยามประเทศ จากการเขียนสารภาษาโปรตุเกสเผยความนัย ซึ่งทุกวันนี้ สารฉบับนั้นก็ยังถูกเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุกรุงปารีส

หลังจากแผนการยึดเมืองโดยให้บาทหลวงเยซูอิสไม่ได้ผล ฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบ 5 ลำ และทหารกว่า 700 นาย พร้อมปืนใหญ่เต็มสูบ มาขอพระราชทานยึดพื้นที่บริเวณป้อมบางกอกเพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หากนายทหารเหล่านี้ไม่ได้รับสวัสดิการที่ดีจากประเทศแม่ พวกเขาจึงทำการออกปล้นสะดม ฉุดคร่าสตรี แก้ผ้าอาบน้ำเป็นที่อุจาดนัยตาชาวสยามผู้เคร่งศีลธรรม จึงทำให้เป็นที่เกลียดชังไปทั่ว

"อย่างไรก็ตาม สยามประเทศมีแนวต้านฝรั่งเศสที่สำคัญ คือพระเพทราชา และได้แบ่งแยกล่อหลอกฐานทัพฝรั่งเศสด้วยเงินทองและผู้หญิง พระเพทราชาวางแผนการรบได้เทียบชั้นกับซุนวู จะเห็นได้ว่าผู้นำเอาบทสนทนาตัวละครเป็นกลุ่มๆ มาปะทะพูดคุยกัน ทั้งคาทอลิก-โปรเตสแตนต์ มุสลิม-คริสต์"

นักเขียนรายเดิม ยังกล่าวด้วยว่า คำพูดในหนังสือเล่มนี้เป็นจริงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และสำหรับเขาแล้ว นี่ไม่ใช่นิยายเพ้อฝัน แต่เป็นการประติดประต่อเรื่องราว ทำให้เอกสารที่ถูกฝุ่นจับเขรอะกลับมามีชีวิตใหม่ พร้อมยังนำเอาประสบการณ์ยามที่ได้มาเหยียบเมืองไทยครั้งแรก เมื่อเขาอายุ 26 ปี ในฐานะอาจารย์สอนภาษาและวรรณคดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอาสาสมัครรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นสงครามเวียดนามยังคงคุกรุ่น ซึ่งเรียกได้ว่าขณะนั้น เขายังเป็นคนหนุ่มที่มีความเหลวไหลอยู่ในตัว นั่นนับเป็นวัยเดียวกับทหารฝรั่งเศสหนุ่มฉกรรจ์ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์

ด้านนักวิชาการอย่าง อ.ภูธร ให้ความเห็นเสริมว่า นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง ที่อดีตในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ถูกนำมาวิเคราะห์ศึกษา โดยเฉพาะรัชกาลที่ 4 ก่อนทำสนธิสัญญาเบาริ่ง ท่านได้ทรงนำประวัติศาสตร์ในยุคดังกล่าวมาทรงพิจารณาทุกแง่มุม ซึ่งเราชาวไทยก็เหมือนมีเรื่องเตือนใจอีกครั้ง

"ผมแบ่งนิยายเป็นสองประเภท คือประวัติศาสตร์อิงนิยาย เชื่อถือได้ และนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ที่นำเอาประวัติศาสตร์เพียงหนึ่งประโยคมาขยายความ ถ้าถามว่าเชื่อถือได้หรือไม่ คงต้องบอกว่าหนังสืออ้างอิงเอกสารที่ผ่านการประเมินและพิสูจน์ความจริงมาแล้ว อย่างจดหมายของฟอลคอน ผมยอมรับว่าเป็นหลักฐานใหม่ที่เพิ่งมีโอกาสได้เห็น

ส่วนใหญ่เรามักเข้าใจว่า สมัยสมเด็จพระนารายณ์กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีความรุ่งเรืองด้านทูตและจริงใจต่อกัน หากความจริงสมเด็จพระนารายณ์ท่านมิได้โปรดฝรั่งเศส ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเพทราชาดูราชการแทนท่าน ไม่ใช่ฟอลคอนด้วยซ้ำ หนังสือเล่มนี้แสดงถึงตรรกะความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนต่างใส่หน้ากากหากัน" อ.ภูธร กล่าว

ด้าน อ.กรรณิกา ผู้แปลเล่าว่า หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่แปลยาวที่สุดในชีวิตและมีความซับซ้อนมาก และทำให้ต้องค้นคว้าหาข้อมูลทำการบ้านพอสมควร ภาษาที่ใช้บางบทก็เป็นระดับภาษาเก่าตามต้นฉบับเอกสารเดิม และมีความพิเศษโดยการไม่ใส่ฟุตโน้ตในการอ้างอิงข้อมูลประวัติศาสตร์ แต่จะวงเล็บอธิบายต่อไปเลย หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนเขียนเสร็จตั้งแต่ปี 2536 แต่ด้วยงานวิชาการที่ค่อนข้างยุ่ง ทำให้เธอพักงานแปลหนังสือเล่มนี้ไปถึง 10 ปี ก่อนจะกลับมาสะสางจนเรียบร้อย

...แม้ความขลุกขลักของชีวิตในโลกสมัยใหม่ โลกของการด่วนกิน ด่วนคิด จะรุมเร้าให้เราลืมอดีตกันได้ง่ายๆ แต่วัฒนธรรมไหนที่ขว้างทิ้งอดีตของตัวเอง ก็จะไม่มีอนาคต...ผู้เขียนเขาทิ้งท้ายไว้เช่นนั้น

ที่มา: http://www.komchadluek.net/2006/08/16/s001_38026.php?news_id=38026
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Sep 03, 2006 3:06 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

...ขอเริ่มจากชุดใหญ่ของ สำนักศิลปวัฒนธรรม...อาทิ พลังลาวชาวอีสานมาจากไหน?”, “เบื้องหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป”

“ซุ้มรับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง”, “หอมติดกระดาน...เรื่องเล่าชีวิตสาวชาววัง” และ “เขียว สัมพัน...ประวัติศาสตร์กัมพูชากับจุดยืนที่ผ่านมาของข้าพเจ้า” ...ล้วนน่าอ่าน และน่าเก็บไว้ในหิ้งสมุดประจำบ้านเพื่อการค้นคว้า

ข้างฝ่าย นานมีบุ๊คส์ มารวดเดียว 1 กล่องใหญ่ มีหนังสือรางวัลยอดเยี่ยม ของมูลนิธิซิเมนต์ไทย “วีรบุรุษที่ตายแล้ว” โดย ฟาริดา วิรุฬผล เป็นหัวหอกนำหน้า และ “แห่งห้วง ฤทัยสมัย” รางวัลดีเด่น ประเภทกวีนิพนธ์ ของ ปณิธาน รอดเหตุภัย ตามมาติดๆ, ส่วนเล่มอื่นในชุดนี้ เช่น “คืนฝัน วันต่อสู้”, “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ,“แรมเรือน” และ “เหนือนาฏกรรม” ก็ล้วนเป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลรองๆลงมา

ค่าย สยามอินเตอร์ มัลติมีเดีย ก็คลอดออกมาปึกใหญ่ “สายนํ้ากับความแค้น” เคสุเกะ ฮาดะ เขียน วีณา หวัง แปล, “ซ่อนปมอำมะหิต” เดวิด มอร์เรลล์ เขียน เชิดพงษ์ เมธาวุฒิ แปล และ อมตะชีวประวัติ อริยสงฆ์ ฉบับการ์ตูน ชุด 2 เรื่องราวของ พระอาจารย์ฝั้น หลวงปู่แหวน และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)

ส่วนเล่มนี้ก็การ์ตูนเหมือนกันจากหนังดังของ GTH...เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย “Seasons Change”...ดูหนังด้วย อ่านการ์ตูนด้วยช่วยเพิ่มอรรถรสขึ้นอีกแยะ

ประเภทนิตยสารที่ทยอยออกวางแผงขณะนี้ก็มี Slimming หน้าปกเชียร์-ฑิฆัมพร...เมาท์ซี่ นิตยสารสำหรับคนชอบเม้าท์ปักษ์แรกเดือนกันยายน, ต้าเจี่ยห่าว ฉบับบู๊เฮี้ยบรีเทิร์น และ Health Today Thailand ฉบับใหม่ เน้นโภชนาการเพื่อสุขภาพ

หนังสือความรู้สำหรับคนรุ่นใหม่ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 31 พิมพ์เสร็จแล้ว...มีเรื่องน่าสนใจ 9 เรื่อง ตัวอย่างเช่น ตู้พระธรรม, วัดญวนในประเทศไทย, พรรคการเมืองไทย, ดาวหาง, ระบบสุริยะ และอัลไซเมอร์ (เรื่องหลังเนี่ยคนแก่ๆอย่างเราน่าจะต้องรีบอ่าน)...สนใจสอบถามที่ 0-2280-6538, 0-2280-6541 และ 0-2280-6580 ตั้งแต่บัดนี้

ส่งท้ายด้วยหนังสือธรรมะ 2 เล่มก็แล้วกัน “คิดจากความว่าง” ของ “ดังตฤณ” ในเครือของดีเอ็มจี ที่ดังระเบิดมาหลายเรื่อง และ “ธรรมโอสถ จากหลวงพ่อจรัญ” จากสำนักพิมพ์ในเครือฐานการพิมพ์...เขียนข้อความไว้หน้าปกว่า “...ใช้รักษาใจได้ผลชะงัด”

ใครมีโรคทางใจที่ไม่ใช่โรคหัวใจ ลองใช้ดูนะครับ เผื่อจะได้ผลดังที่โฆษณาไว้.

สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นฯ จะจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเสด็จ พระราชดำเนินเยือนญี่ปุ่นปี 2506 ใครมีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง ติดต่อ นวรัตน์ เลขะกุล หมายเลขโทร. 0-2234-9390-7 ด้วย จักขอบคุณยิ่ง

"ซูม"

ที่มา: http://www.thairath.com/news.php?section=society02&content=18194

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
ray101
แฟนพันธุ์แท้
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Sep 02, 2006
ตอบ: 122

ตอบตอบ: Mon Sep 04, 2006 5:54 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


เพิ่งได้หนังสือ

สมาธิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ธรรมะเฉลิมพระเกียรติ ฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี



เล่มเล็ก ๆ ราคา ๒๐ บาท
ขอแนะนำครับ Very Happy

_________________

สวนร้อยหนึ่ง เชิญที่นี่ด้วย...


คลิกเลยฮับ Very Happy
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Sep 04, 2006 11:18 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

chulabook.com ลดเหลือ ๑๘ บาทครับ --> http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2003/description.asp?barcode=9789749981603

ส่วนหนังสือเฉลิมพระเกียรติอื่นๆ ลองดูลิสต์ได้ที่นี่ครับ --> http://161.200.139.232/library/browse_result_mfu.asp?lower=6110&upper=6200

พี่ ray101 บันทึก:

เพิ่งได้หนังสือ

สมาธิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ธรรมะเฉลิมพระเกียรติ ฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี



เล่มเล็ก ๆ ราคา ๒๐ บาท
ขอแนะนำครับ Very Happy

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Sep 05, 2006 3:16 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Title : Business
Author : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
Publisher: openbooks; ISBN: 974-92921-4-6; Pages: 156; Year/Edition: 2548/1

Description

หนังสือดีที่ควรมีไว้ประจำบ้าน บทสัมภาษณ์คัดสรรจาก 20 ปีสารคดี คัดบทสัมภาษณ์ 18 ชิ้นจากนับร้อย มารวมเป็นเล่มในชุด business, life และ thought หรือ ธุรกิจ ชีวิต และความคิด

ผู้ใหญ่บางท่านกล่าวว่า "การเรียนรู้ชีวิตจากบทเรียนของคนอื่น ถือเป็นการเรียนลัดอันมีค่ามากที่สุด" ยี่สิบปีแห่งการทำงานในนิตยสาร "สารคดี" ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์บุคคลมาไม่ต่ำกว่าร้อยท่าน บุคคลเหล่านี้ล้วนให้ข้อคิดและบทเรียนสำคัญ หลายท่านเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่กว่าจะก้าวมาถึงตรงนี้ ต้องฝ่าอุปสรรคและต้องอดทนกับปัญหารอบด้าน บางท่านเป็นนักคิดสำคัญ ทำให้เข้าใจว่าการใช้ความคิดให้มาก ใช้ความรู้สึกให้น้อยลงนั้นสำคัญไฉน หลายท่านกำลังเตือนสติสังคมไทย คำพูดของบุคคลเหล่านี้จึงมีคุณค่าในตัวมันเอง เพราะกลั่นจากประสบการณ์และชีวิตจริง โดยปราศจากการปรุงแต่งใดๆ อ่านบทสัมภาษณ์ของแต่ละคนไม่กี่สิบหน้า แต่สามารถเข้าใจคนเหล่านี้ทั้งชีวิต จึงถือเป็นการเรียนรู้โดยใช้เวลาสั้นที่สุด จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ลองเปิดเข้าไปสัมผัสสิครับ

ในเล่ม:
สุพจน์ ธีระวัฒนชัย OSK98(94) -- จากเด็กส่งเสื้อสู่เจ้าของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง

สาธิต กาลวันตวานิช OSK91 -- ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ บริษัท Propaganda "ฝนสมองก่อน ค่อยสร้างแบรนด์สู้กับโลก"

ฯลฯ

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Sep 13, 2006 8:28 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

เบื้องหลังโต๊ะบก.

'มอร์กาน สปอร์แตซ' กับนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ 'รุกสยามในพระนามของพระเจ้า'

โดย หนุ่มบางนา
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20060902/news.php?news=column_21511183.html
-------------------------------------

"เราคงจะลืมอดีตของเราไม่ได้ แม้ว่าเจ้าความขรุขระของชีวิตในโลกสมัยใหม่ โลกของการแดกด่วนและด่วนคิด จะรุมเร้าให้เราลืมอดีตกันได้ง่ายๆ ผมคิดว่าไม่มีอารยธรรมหรือวัฒนธรรมไหนที่จะหลงลืมและทิ้งขว้างอดีตของตัวเอง ประชาชาติใดที่ไร้อดีตก็จะไม่มีอนาคต"

นั่นคือสุนทรพจน์เล็กๆ จาก มอร์กาน สปอร์แตซ (Morgan Sportes) นักเขียนเชื้อสายฝรั่งเศส ที่กล่าวในงานเปิดตัวนวนิยายแปลผลงานเขียนของเขาเรื่อง รุกสยามในพระนามของพระเจ้า ณ ห้องออดิทอเรียม สมาคมฝรั่งเศส สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย

มอร์กาน สปอร์แตซ เกิดที่เมืองอัลเฌ่เมื่อปี 1947 หลังจากประเทศแอลจีเรียประกาศเอกราชในปี 1963 เขาเดินทางเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศสนับแต่นั้นมา ประสบการณ์ชีวิตวัยเด็กช่วงสงครามแอลจีเรียนั้น เขานำมาถ่ายทอดไว้ในนวนิยายเรื่อง Outremer (1989)

เขาจบการศึกษาระดับปริญญาสาขาวรรณกรรมและประวัติศาสตร์จากซอร์บอนน์ ขณะเกิดการเคลื่อนไหวประท้วงครั้งใหญ่ของนักศึกษา กรรมกร และฝ่ายซ้าย ที่ปารีสในเดือนพฤษภาคม 1968 เขาเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ และได้ตั้งคำถามกับขบวนการฝ่ายซ้ายฝรั่งเศสในครั้งนั้นดังปรากฏในนวนิยายเล่มล่าสุดเรื่อง Maos ที่กำลังวางตลาดในเดือนกันยายนนี้

เมื่อปี 1973 ขณะที่มีอายุ 26 ปี เขาได้สัมผัสกับซีกโลกตะวันออกเป็นครั้งแรก โดยเดินทางมาเมืองไทยในฐานะอาสาสมัครของรัฐบาลฝรั่งเศส เป็นอาจารย์สอนภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะนั้นเป็นช่วงสงครามเวียดนามและกรุงเทพฯ ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักดีนักสำหรับนักท่องเที่ยวฝรั่ง ประสบการณ์การผจญภัยทางอารมณ์ วัฒนธรรม และการเมืองครั้งนั้น เป็นที่มาของนวนิยายเล่มแรกในชีวิตชื่อว่า Siam (1982)

หลังจากใช้ชีวิตเป็นนักเดินทางและนักหนังสือพิมพ์อยู่ชั่วระยะหนึ่ง เขาจึงหันมายึดอาชีพนักเขียนเป็นการถาวร จนกระทั่งปัจจุบันเขาเขียนนวนิยายไว้ 15 เล่ม สองเล่มสุดท้ายที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงในวงการหนังสือของฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก คือ เรื่อง Rue du Japan (1999) และ L'insense (2002) เขายังใช้เวลาในการศึกษาผู้คน วิถีชีวิต และความเป็นไปของโลก สำหรับตัวเขางานเขียนหนังสือคืองานที่สะท้อนความปรารถนาในการที่จะมีชีวิตอยู่

รุกสยามในพระนามของพระเจ้า (Pour la plus grande gloire de Dieu : 1993) นวนิยายสะท้อนภาพประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชสำนักฝรั่งเศส ส่งคณะทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชอาณาจักรสยาม ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยแฝงวัตถุประสงค์เพื่อเผยแผ่ศาสนา แสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าและการทหาร และกลการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนโยบายการทูต

นวนิยายขนาดยาวเรื่องนี้เป็นฝีมือการแปลของ กรรณิกา จรรย์แสง อาจารย์ภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกว่าจะเสร็จออกมาเป็นรูปเล่มสมบูรณ์ได้ต้องใช้เวลานานถึง 13 ปี

มอร์กาน สปอร์แตซ กล่าวถึงที่มาของนวนิยายว่า "ช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ผมได้เห็น 'สงครามครูเสด' หรือ 'ปฏิบัติการของฝ่ายธรรมะ' เพื่อ 'ปราบอธรรม' อย่างที่อเมริกาเอามาเป็นข้ออ้างในการยกกองทัพเข้าไปเปิดฉากสงครามในอิรัก หรือที่อิสราเอลเข้าไปเปิดฉากสงครามในเลบานอน ในฐานะผู้เขียนรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ที่เห็นหนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาไทย แม้ว่าหนังสือจะเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมานานนับสามศตวรรษแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ยังคงเป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้า และยังคงเป็นเรื่องที่ยังเกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ อยู่ในโลกปัจจุบันนี้

ผมได้ค้นคว้าหลักฐานข้อมูลสมัยนั้นอย่างละเอียดมาก ต้องใช้เวลากว่า 20 ปี ค่อยๆ อ่านมาเรื่อยๆ กว่าจะตกผลึก ไม่ว่าหลักฐานชั้นต้นนั้นจะได้รับการตีพิมพ์อย่างเปิดเผยหรือว่าจะเป็นหลักฐานที่ยังไม่มีการเผยแพร่ เวลาอ่านหลักฐานเหล่านี้ทำให้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้เข้าใจกลการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนโยบายทางการทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กลการเมืองที่ฝรั่งเศสจะเข้ายึดอำนาจประเทศสยาม ความจริงสยามถือเป็นก้าวแรก แต่เป้าหมายการยึดครองของฝรั่งเศสจริงๆ คือ ทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาณาจักรจีนทั้งทางการเมืองและการศาสนา"

เขาเล่าต่ออีกว่า "เมื่ออ่านเอกสารจะค้นพบว่ากองทัพฝรั่งเศสหรือนักการทูตต่างๆ ที่เข้ามาในยุคนั้น ในหัวคิดของคนยุคนั้นมันสับสน เพราะว่ามีหลายเรื่องอยู่ในความคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือศาสนา และเรื่องเงินๆ ทองๆ เรื่องทำสงครามอีก เจตนาที่ค่อนข้างชัดเจนคือว่าฝรั่งเศสจะเข้ามายกระดับ 'จิตวิญญาณ' ของพวกสยามที่ฝรั่งเรียกว่า 'คนเจ้าเล่ห์แสนกล' หรือพวกบูชาพระอิฐพระปูน เจตนาที่เข้ามาคือช่วยยกระดับจิตวิญญาณ ด้วยการบังคับขืนใจให้พวกเขาก้าวเข้าสู่อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า

ส่วนมากชาวคริสต์สมัยนั้นเชื่อว่าถ้าใครไม่ได้นับถือคริสต์ เวลาตายก็ต้องตกนรกทำนองนั้น บรรดาพวกฝรั่งที่เข้ามา พวกดัตช์หรือพวกฮอลแลนด์นับถือนิกายโปเตสแตนต์จะเป็นนักปฏิบัติที่เข้าท่ากว่าพวกฝรั่งเศส เพราะคนเหล่านี้รู้ดีว่าเข้ามาในเอเชียทำไม คือเข้ามาเพื่อการค้าและทำมาหากิน ไม่ใช่พวกที่จะมาจับคนเข้ารีต ฉะนั้นจะได้ฉายาจากพวกฝรั่งเศสตั้งให้ในยุคนั้นว่าเป็นพวกพ่อค้าขายปลาสด

แต่ทุกคนรู้กันดีว่าความพยายามของฝรั่งเศสยุคนั้นล้มเหลว เปรียบได้กับสงครามเดียนเวียนฟูก่อนกาล เหตุผลที่ล้มเหลวเป็นเพราะท่านนักบวชเยซูอิตแห่งสำนักพระเยซู ซึ่งเป็นคนวางแผนเรื่องนี้ไม่ได้รู้จักสยามดีพอ"

นักเขียนชาวฝรั่งเศสเล่าต่อไปว่า "ปมของเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อฝรั่งเศสมีแผนยึดอำนาจสยาม โดยสำนักบาทหลวงไว้วางใจให้กับบุรุษสุดพิเศษคนหนึ่ง นั่นคือ คอนสแตนติน ฟอลคอน นักเผชิญโชคเชื้อสายกรีก ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดปรานในความเฉลียวฉลาด จึงได้แต่งตั้งให้เป็นสมุหนายก และตัวฟอลคอนเองก็รู้ตัวเองดีว่าอยู่ในสถานการณ์ไหน เพราะช่วงเวลานั้นสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระประชวร และตัวเองก็เป็นที่ริษยาเป็นที่เกลียดชังของขุนนางในราชสำนัก

ฟอลคอนได้ส่งสาส์นไปที่ฝรั่งเศสด้วยภาษาโปรตุเกส หลักฐานเก็บรักษาอยู่ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติกรุงปารีส ผมได้อ่านจดหมายนี้ด้วยตัวเอง รู้สึกประทับใจอย่างยิ่งที่ได้สัมผัสกระดาษเก่าคร่ำคร่า เหนือด้วยกาลเวลาที่ผ่านไป สำหรับตัวนักเขียนมันเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน แผนลับนี้เป็นการแจ้งให้ทางฝรั่งเศสส่งบาทหลวงเยซูอิต แต่ให้ปลอมตัวมาเป็นฆราวาส 50 คน ถ้าเกิดส่งเข้ามาแล้วฟอลคอนก็จะจัดหาตำแหน่งตามหัวเมืองให้ไปปกครอง หวังจะอาศัยตำแหน่งนี้ชักจูงชาวบ้านให้เข้ารีตได้ ถ้าจะทำการนี้ได้สำเร็จก็จะมีพวกเข้ารีตทั่วราชอาณาจักร หลังจากนั้นก็ถึงเวลาทำการยึดอำนาจ นี่คือแผนที่วางไว้

แต่ว่าโชคไม่เข้าข้างฝรั่งเศส บังเอิญเข้าข้างคนไทย ฝรั่งเศสเกิดการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายกันขึ้นมาเอง ฉะนั้นเลยเกิดปัญหาว่าพอบาทหลวงสำนักเยซูอิตเดินทางกลับไปรายงานกับเสนาบดีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 บังเอิญว่ามีบาทหลวงสำนักที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับพวกเยซูอิตคัดค้านแผนการนี้ บอกว่าเขาอยู่ในสยามมานานพอ รู้ว่าประเทศนี้เป็นอย่างไร และรู้ด้วยว่าฟอลคอนเป็นนักฉวยโอกาส เลยแนะนำไว้ว่าน่าจะเปลี่ยนแผน

แทนที่จะส่งพระเยซูอิตปลอมตัวมา 50 คน กลายเป็นส่งกองทหารเข้ามาเป็นเรือรบ 5 ลำ กองทหารลูกเรือนับพันคน ทหารประมาณ 700 คน มาทั้งเรือรบ ปืนใหญ่ ปืนพก ซ้ำยังเรียกร้องให้ทางฝ่ายไทย สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้ฝรั่งเศสตั้งมั่นอยู่ที่ป้อมบางกอก เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่คุมแม่น้ำสายหลักของประเทศ ความจริงสมเด็จพระนารายณ์มีพระราชประสงค์จะผูกมิตรกับราชสำนักฝรั่งเศส เข้าสุภาษิตบทหนึ่งว่า 'หนีเสือปะจระเข้' และจระเข้ที่ว่านี้เป็นสัญชาติฝรั่งเศสเสียด้วย

นิยายของผมเลยเปิดฉากขึ้นตอนที่กองเรือ 5 ลำจากฝรั่งเศส พยุหยาตรามาที่ปากแม่น้ำ ตอนเดือนกันยายนปี 1687 ทำความตระหนกตกใจอย่างยิ่งให้กับฝ่ายไทย ผมเขียนให้เห็นชัดเจนว่ามีผู้นำขบวนต่อต้านฝรั่งเศสอยู่คนหนึ่งคือ 'ออกพระเพทราชา' จะใช้วิธีการปล่อยให้สถานการณ์ทางฝรั่งเศสค่อนข้างเลวร้าย จัดการแบ่งแยกด้วยวิธีการล่อลวงต่างๆ เอาผู้หญิงมาให้ ก่อนที่จะบุกเข้าจู่โจมซึ่งๆ หน้า

ออกพระเพทราชาจัดเป็นนักจัดทัพฝีมือเยี่ยม เทียบชั้นได้กับซุนวู ตอนที่อ่านเอกสารช่วงที่ฝรั่งเศสเดินทางมาถึงสยาม พระเพทราชาเคยเอ่ยเอาไว้ในหลักฐานว่า 'ข้าวหุงเพิ่งสุกยังร้อนอยู่ ต้องปล่อยให้เย็นเสียก่อน' นั่นคือวิธีการที่พระเพทราชาตั้งทัพคอย"

เขาบอกด้วยว่า "นิยายเรื่องนี้เป็นการปะติดปะต่อเรื่องราว สร้างเหตุการณ์จริงที่มีชีวิตและมีสีสันกลิ่นอายของอดีตขึ้นมาใหม่ จากกองเอกสาร จดหมายเหตุ ที่มีฝุ่นจับจนหนาเตอะ โดยอาศัยบทสนทนาของตัวละคร จับมาเป็นบทสนทนาระหว่างกันเป็นกลุ่มๆ ไม่ว่าจะเป็นคาทอลิกกับโปเตสแตนต์ มุสลิมกับคริสเตียน ดัตช์โปเตสแตนต์กับฝรั่งเศสคาทอลิก จับเป็นคู่ๆ คำพูดของตัวละครที่มีอยู่ในหนังสือเป็นของจริงถึง 80 เปอร์เซ็นต์

บทสนทนาที่เขียนขึ้นมาจากเอกสารฝุ่นเขอะที่ถูกทิ้งไว้ในหอจดหมายเหตุ นำมาปัดฝุ่นและชุบชีวิตขึ้นใหม่ภายใต้พระอาทิตย์แห่งสยามประเทศ สมัยคริสตวรรษที่ 17 นอกจากการเอาบทสนทนาจากเอกสารชั้นต้นของกลุ่มต่างๆ มาปะทะสังสรรค์กันแล้ว ที่เขียนอย่างนี้ได้เพราะผมเอาประสบการณ์ส่วนตัวเข้าไปช่วย นั่นคือผมมาเมืองไทยเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ตอนนั้นอายุ 26 ช่วงปี 2516 ช่วงที่เมืองไทยมีสงครามเวียดนามพอดี ผมเป็นตัวแทนของรัฐบาลฝรั่งเศสแทนการถูกเกณฑ์ทหาร รัฐบาลส่งตัวมาเป็นครูสอนหนังสือภาษาฝรั่งเศสที่เชียงใหม่

ตัวละครทหารพวกที่เข้ามาในยุคนั้นจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ผมเอาประสบการณ์ของตัวเองเข้าไปปรับอยู่ด้วย อย่างเรื่องที่เกิดขึ้นในนวนิยาย พวกทหารชั้นผู้น้อย เอาเข้าจริงๆ พอไปอยู่ที่ป้อมบางกอก ปรากฏว่าไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงจากระดับสูง คงเกิดคอร์รัปชันขึ้นทำนองนั้น เลยต้องขโมยหมูเอย ไก่เอย จากชาวบ้าน ไปข่มขืนสาวๆ ชาวบ้าน ไปอาบน้ำ และลงไปแบบไม่ใส่เสื้อผ้า ทำให้เป็นที่เกลียดชังของชาวบ้าน ที่เขียนเรื่องเหลวไหลอย่างนี้ได้เพราะว่าตัวเองตอนที่เข้ามาในยุคนั้นก็ทำเรื่องเหลวไหลไว้เยอะเหมือนกัน เลยเข้าใจเป็นอย่างดี มีประสบการณ์กับตัวเอง เหมือนคนในวัยหนุ่มที่ทำอะไรเหลวไหล

ช่วงเวลานั้นจนถึงเวลานี้เมื่อ 35 ปีที่แล้ว เวลาก็ผ่านไปนาน หนังสือเขียนเมื่อปี 2536 เหมือนเอกสารในหอจดหมายเหตุที่กำลังถูกลืม เป็นเพราะตัวผู้แปลได้ไปชุบชีวิตงานชิ้นนี้ขึ้นมาใหม่ หวังว่านิยายของผมจะฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยการอ่านของคนไทย สำหรับผมการได้เห็นผู้อ่านคนไทยอ่านหนังสือว่าด้วยประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกันระหว่างคนไทยกับฝรั่งเศสถือเป็นความสุขใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สุขเสียยิ่งกว่าตอนที่เห็นหนังสือของผมตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสและอ่านโดยคนฝรั่งเศสด้วยซ้ำ" ๐


ทราย บันทึก:
มติชนสุดฯ วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1357

รักคนอ่าน โดย ทราย เจริญปุระ charoenpura@yahoo

"รุกสยาม" ภารกิจในนามของพระเจ้า

ฉันค้นพบมันในวันที่เงียบสงบวันหนึ่ง, กระดาษเก่าเหลืองกรอบหล่นลงมาบนพื้นขณะที่ฉันกำลังเปิดหนังสือเก่าๆ ที่ชาวฝรั่งเศสบันทึกเหตุการณ์ช่วงผลัดแผ่นดินสมัยสมเด็จพระนารายณ์

และนี่คือเนื้อความในกระดาษแผ่นนั้น

...บันทึกไว้ ณ เดือนสิงหาคม คริสต์ศักราช 1693 ที่พระเจ้าประทานให้-

ข้าฯ หนึ่งในนายทหารเดนตายจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อย ที่เหลือรอดมาจากภารกิจการเจริญราชไมตรีที่พวกข้าฯ ได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมกับขบวนราชทูตชุดที่ 2 ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส ส่งมายังกรุงสยาม

- การเจริญราชไมตรี - เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?

ข้าฯ ต้องขอยอมรับด้วยความละอายใจว่า มันเป็นการสงครามที่ฉาบเคลือบไว้ด้วยทรัพย์สินทรงค่าประดามี ทั้งเพชรนิลจินดา เครื่องประดับล้ำค่า และรอยยิ้มของหมาป่าในเสื้อคลุมของลูกแกะ

เพราะแท้จริงแล้ว, ไมตรีกลับเป็นสิ่งที่ขบวนราชทูตชุดนี้ต้องการน้อยที่สุด

แม้ข้าฯ จะเป็นนายทหารหาญที่ได้กล่าววาจาสัตย์เป็นคำมั่นสัญญาว่าจะปกป้องคุ้มครองสิ่งใดก็ตามที่ได้รับมอบหมายมาจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ยิ่งชีวิต, แม้ข้าฯ จะมีความตั้งใจจะปฏิบัติภารกิจตามที่ข้าฯ ได้รับคำสั่งมาจากท่านราชทูตพิเศษทั้ง 2 - ซิมง เดอ ลาลูแบร์ และ โกล๊ด เซเบเรต์ ดูว์ บุยเยต์ - ซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ยิ่งยง แต่ในส่วนลึกของจิตใจข้าฯ แล้ว ข้าฯ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเกิดข้อสงสัย

ว่าพวกเรากำลังมาทำอะไรกันอยู่

และหลังจากเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับขบวนเดินทางของเราแล้ว หลังจากความสูญเสียอันชอกช้ำ ที่เราต้องสละทั้งทรัพย์สินเงินทอง และชีวิตเพื่อนทหารของข้าฯ ข้าฯ ได้รู้ความจริงอย่างหนึ่งว่า

ทุกผู้คนล้วนโกหก และจะโกหกกันอย่างนี้ต่อไปอีกในวันข้างหน้า*

อย่างน้อยที่สุด, แม้จะไม่เอ่ยคำโกหกออกมาตรงๆ หรือตลบตะแลงกันซึ่งหน้า แต่ชาวสยามก็หาได้เป็นคนไม่รู้เรื่องรู้ราว เป็นคนล้าหลัง ไร้วัฒนธรรม และมืดบอดทางจิตวิญญาณเฉกเช่นคนที่นับถือพระอิฐพระปูน ตามที่พวกเขาได้ทำให้เราเข้าใจไปเช่นนั้น หรือตามที่ข้าฯ ได้รับการบอกเล่ามาก็หาไม่

ตรงข้าม, ชาวสยามกลับมีวิธีในแบบของพวกเขาเอง ที่แม้แต่ชาวฝรั่งเศสผู้ยิ่งยง และมั่นใจในความเหนือกว่าเช่นพวกเรา ก็ไม่อาจจะล่วงรู้ได้เท่าทัน

และวางเราไว้เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานหมากรุกอันไพศาลของผืนแผ่นดินอันสมบูรณ์นามว่า - สยาม - ที่ฝ่ายเรากระเหี้ยนกระหือรืออยากจะครอบครองเท่านั้นเอง

เราคิดว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เราขนมาเป็นลำเรือจะสามารถใช้กำราบผู้คนในบ้านป่าเมืองเถื่อนอันห่างไกลแห่งนี้ได้

เราคิดว่าภายใต้ดวงหน้าสีคล้ำ ที่เจือไปด้วยรอยยิ้มละไมติดริมฝีปากอยู่เป็นนิจ จะไม่มีอะไรล้ำลึกไปกว่านั้น

แต่จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า

เราคิดผิด

สำหรับใครก็ตามที่อาจได้มีโอกาสอ่านบันทึกนี้ในภายหลังที่ข้าฯ หาชีวิตไม่แล้ว ข้าฯ ขอกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองสยามไว้เพื่อให้ท่านได้ทราบถึงความเป็นมาเป็นไปของสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ส่งคณะราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีทางเรือ ขบวนทูตนำโดยท่านทูตพิเศษ ลา ลูแบร์, เซเบเรต์ และคุณพ่อบาทหลวงกีย์ ตาชารด์ โดยมีวัตถุประสงค์แอบแฝงเพื่อชักจูงให้พระมหากษัตริย์สยาม (ทรงมีนามว่า - พระนารายณ์) หันมาเข้ารีต เผยแพร่ศาสนาให้เหล่าชาวสยามผู้มืดบอด ที่หลงบูชาในพระอิฐพระปูน และยึดสยามเป็นอาณานิคม แต่กลับต้องมาเผชิญกับสถานการณ์การเมืองในสยามซึ่งในขณะนั้น, ออกพระวิไชเยนทร์ (ไอ้ชาวกรีกขี้ฉ้อ!! คอนสแตนติน ฟอลคอน!) พ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลกำลังใกล้จะสูญเสียฐานอำนาจ แต่หลอกให้เราเข้าใจว่ามันเพียงคนเดียวที่มีอิทธิพลเหนือพระเจ้าแผ่นดินสยาม (และมันก็หลอกให้ตัวเองเชื่อเช่นนั้นด้วย!) และลากให้เราทั้งหมดเข้าไปสู่สงครามแห่งอำนาจและผลประโยชน์ที่เราเป็นฝ่ายอับอาย สูญเสีย และแพ้พ่ายให้กับวัฒนธรรมชาติที่เป็นแบบเฉพาะของชาวสยาม

ข้าฯ จะมอบบันทึกฉบับนี้ไว้กับบุคคลที่ข้าฯ ไว้วางใจอย่างยิ่ง ที่เขาจะมีโอกาสเผยแพร่มันก็ต่อเมื่อข้าฯ หาชีวิตไม่แล้ว เพราะถึงอย่างไรข้าก็รู้ดีว่า ความรู้สึกที่ข้าฯ จะเผยต่อไปนี้ จะเป็นอันตรายแก่ตัวข้าฯ และครอบครัวอย่างแน่นอน

เพราะข้าฯ มีความเห็นตรงข้ามกับทุกผู้ทุกคน

ข้าฯ ไม่กล้าที่จะดูถูกชาวสยามเช่นพวกเราคนอื่นๆ

เพราะภายใต้การแสดงออกที่พวกเขาทำให้เราเห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็นคนพิเศษ ไม่เก่งกาจ ยินยอมทำตามสิ่งที่เราร้องขออย่างง่ายๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมและพร้อมจะเดินตามแผนการที่เราวางไว้ กลับเป็นเพียงสิ่งที่ฉาบทาไว้ภายนอกเท่านั้น

ความถ่อมตัวอันเป็นพื้นฐานนิสัยของชาวสยามทำให้พวกเขาไม่โอ้อวด เขียนบันทึกบอกเล่าสิ่งที่พวกเขาได้ทำ ซึ่งต่างจากพวกเราชาวฝรั่งเศสยิ่งนัก พวกเขาคิดเพียงว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นช่างเรียบง่าย และเป็นเรื่องธรรมดาเกินกว่าจะโอ้อวดให้คนได้รับรู้ และยกขึ้นเป็นเหตุการณ์สำคัญ

พวกเขาแสร้งทำเหมือนกับว่า, พวกเขายิ่งใหญ่น้อยกว่าสิ่งที่พวกเขาเป็น

แต่แม้พวกเราจะพ่ายแพ้ต่อภารกิจภายใต้พระนามของพระเจ้าในครั้งนี้ แต่ข้าฯ เชื่อว่า, เราจะไม่แพ้ไปตลอดกาล

ในอนาคตที่จะมาถึง หากชาวสยามจะยังไม่ทันไหวตัวเปลี่ยนแปลงนิสัยที่พวกเขาเป็น นิสัยที่ยิ้มแย้มต้อนรับสิ่งที่เข้ามาในชีวิต หรือการโอนอ่อนผ่อนตามผู้คนรอบๆ เพื่อความพอใจของคนอื่นมากกว่าตัวเองแล้วล่ะก็, พวกเราชาวยุโรปก็น่าจะแผ่อิทธิพลเหนือพวกเขาได้อีก

มันอาจไม่ใช่ในรูปแบบของศาสนา หรือการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน

แต่พวกเราจะรุกคืบเข้าไปกลืนกินพวกเขา แผ่ขยายวัฒนธรรมไปทีละน้อย และทำให้พวกเขาเห็นดีในความเป็นชาวต่างชาติ ได้ในที่สุด

ข้าฯ มั่นใจเช่นนั้น แม้ว่าข้าฯ อาจไม่มีชีวิตยืนยาวพอจะเห็นมัน แต่ข้าฯ มีความศรัทธาและเชื่อว่าวันนั้นจะมาถึง

ฉันค้นพบมันในวันที่ร้านกาแฟต่างประเทศ ฟาสต์ฟู้ด และสินค้าจากต่างชาติกำลังล้อมรอบตัวเรา

วันที่ผู้นำของเรา เขียนจดหมายขอความเห็นและความช่วยเหลือจากผู้นำชาวต่างชาติ

วันที่ผลไม้ประจำชาติ อาหารประจำชาติถูกจดสิทธิบัตรโดยชาวตะวันตก

มันกำลังกลืนกินพวกเราลึกเข้าไปทุกที

และฝันของผู้จดบันทึกนี้กำลังจะเป็นจริง



หน้า 79
ที่มา: http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=MDQxNjE4MDg0OQ==&srcday=MjAwNi8wOC8xOA==&search=no

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Sep 15, 2006 4:59 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1361 หน้า 106

ของดีมีอยู่ โดย ขรรค์ชัย บุนปาน

นานๆ ได้ไปอยู่ในหมู่คนที่เป็นผู้ดี เป็นคนดี ในแวดวงวิชาการเงียบๆ แต่ยิ่งใหญ่เสียทีหนึ่ง เหมือนสอบวิชามานุษยวิทยาชั่วโมงสุดท้าย สอบเสร็จ อัตตาทรุดไปอยู่ที่ปลายตีน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลอยมาล่อนับนาน เห็นแต่สาระยิ่งกว่าไร้สาระ แล้วก็เห็นคนดีผู้ดีที่เป็นกันเช่นนั้นเอง

มีแต่ความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้กาละเทศะ

เอ่ยถึงแต่เรื่องคนอื่น อย่างอื่น ส่วนรวม

ไม่มีใครบ่นใบ้บ้าทุกข์แม้แต่คนเดียว

ครับ เผลอไปงานที่ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือมติชน จัดแนะนำหนังสือ บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง โดย ฯพณฯ เฉียน ฉี เชิน อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทสของจีนระหว่างปี พ.ศ.2525 ถึง 2546 แปลโดย รองศาสตราจารย์อาทร ฟุ้งธรรมสาร คำนำโดย ศาสตราจารย์ ดร.เขียน ธีระวิทย์ จัดการโดย ศาสตราจารย์ ดร.สุภางค์ จันทวานิช เมื่อวันที่ 6 กันยายน ณ อาคารศศินทร์ ในจุฬาฯ

ท่านเฉียน, ท่านโจว หาน ฉุง ภริยา บินหมื่นลี้ลัดฟ้ามาเปิดงานด้วยตัวเอง มี ท่าน OSK สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรีและเพื่อนเก่า, ท่านทูตจีนในไทย, ศาสตราจารย์ ดร.สุชาดา กิรนันทน์ อธิการบดี, บรรดาคณาจารย์จุฬาฯ ธรรมศาสตร์แล้วผู้สนใจร่วมงานต้อนรับกันแน่นขนัด ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ เป็นพิธีกรหลัก

บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง เล่มนี้ เคยลงใน มติชนสุดสัปดาห์ เป็นตอนๆ แต่ปลายปี พ.ศ.2548

ท่านผู้เขียนใช้เวลาถึง 5 เดือน รวบรวมเรียบเรียง ท่านขอบคุณผู้ให้ความร่วมมือไว้ทั้งหมด ไม่มีขาดตกบกพร่อง ในบทปัจฉิจลิขิต

ข้างท่านผู้แปล ก็ทำกิตติกรรมประกาศ ขอบคุณเพื่อนนักวิชาการทั้งสิ้นทั้งปวงที่ช่วยให้หนังสือเล่มนี้แปลอย่างเข้าถึง เข้าใจ สำเร็จลุล่วงได้อย่างมหัศจรรย์

ไม่มีใครเอาดีเข้าตัว เอาชั่วโยนคนอื่น อย่างเดรัจฉานประพฤติปฏิบัติกัน น่าอนุโมทนา

บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง จำหน่ายเล่มละ 240 บาทขาดตัว

นักการเมืองเมืองไทยคนไหน อ่านภาษาไทยออก สนใจความยิ่งใหญ่ที่อ่อนนอกแข็งในอย่างจีน

ไม่อ่านหนังสือเล่มนี้ เสียชาติเกิดฉับพลัน

หนังสือเล่มนี้ อ่านด้วยความสบายใจ พับมุมกระดาษไว้ทั้งเล่ม ลอกออกมาเล่นๆ ก็ตีความได้สนุกเหลือจะกล่าว

ผู้ยิ่งใหญ่ของจีนนั้น มักเป็นกวีอยู่ด้วย ท่านเฉียน ฉี เชิน ก็มิได้เว้น

ฤดูใบไม้ผลิ ปี พ.ศ.2546 ท่านลงจากตำแหน่งรองนายกฯ ในวัย 75 ปีแล้ว ทำงานเกินอายุแล้ว กวีนิพนธ์บทหนึ่งก็บอกความในใจของท่านว่า

มีอารมณ์ก็เล่าเรื่องในอดีต

ไม่บริหารประเทศก็อ่านหนังสือใหม่

อธิบายเพิ่มเติมให้ฟังด้วยว่า ไม่ใช่อ่านหนังสือที่ออกใหม่ หนังสือที่ยังไม่เคยอ่าน ก็ถือเป็นหนังสือเล่มใหม่ได้ทั้งนั้น

ส่วนคำนำสำหรับฉบับแปล บางตอนท่านยกถึงท่านเติ้ง เสี่ยว ผิง ที่ว่า

"ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยนั้น เป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์อันดีของประเทศที่มีระบบสังคมที่ต่างกัน"

"และหวังว่า ความเข้าใจที่ได้จากการอ่านงานแปลเล่มนี้ จะเอื้อต่อความร่วมมือกันและกันได้บ้าง"

นึกอะไรไม่ออก ก็นึกถึงรัฐบาลคุณชวลิต เข้าไปขอความช่วยเหลือแล้วจีนให้โดยไม่มีเงื่อนไข ในปี พ.ศ.2541

อะไรที่คมๆ ลึกๆ มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้เยอะ

อย่างเช่นตอน กอร์บาชอฟ ประธานาธิบดีโซเวียตไปเยือนปักกิ่ง เติ้ง เสี่ยว ผิง แนะนำให้จัดพิธีต้อนรับให้เหมาะสม คือ "จับมือกันก็พอ อย่ากอด"

หรือพิธีการทูตที่ตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน เช่น

"จันทร์แจ่มในน้ำ บุปผาในเงากระจก"

ซึ่งเจรจาแล้วไม่มีอะไรจับต้องได้

เทียบแล้ว เหมือน "พระเห็นหวี ชีเห็นกล้วย" ของเราไหม?

ปริญญาเอกทางปรัชญาทำนองนี้ นักการเมืองได้จากการอ่านอย่างหนักและเห็นแก่ผลประโยชน์ประเทศชาติส่วนรวมเป็นหลักเท่านั้น

กลิ้งกะล่อนหาซื้อไปวันๆ มิได้

ตัวอย่างให้เห็นมีหลากหลาย อาทิ "อย่าว่าแต่ 7 ประเทศเลย 70 ประเทศ เราก็ไม่กลัว"

"คลื่นเก่ายังไม่ทันสงบ คลื่นลูกใหม่ก็ก่อตัวขึ้นแล้ว"

"เป็ดที่ต้มสุกแล้ว บินหนีไป"

นอกจากสัจจะสำนวนแล้ว วิชาความรู้ในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศก็มีอยู่ทุกระหว่างบท น่าศึกษา น่าติดตามทุกบรรทัด

ทั้งที่หลักการทูตสั้นๆ มีอยู่แค่ ความจริงใจ

พร้อมกันนี้ หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ต้องอ่านควบคู่กันไปด้วยคือ

จีนใหม่ในทศวรรษที่ 21 โดย ศาสตราจารย์ ดร.เขียน ธีระวิทย์ เล่มละ 165 บาท

ท่านอาจารย์เขียน วิเคราะห์ก้าวย่างสู่ความยิ่งใหญ่ของจีนในฐานะมหาอำนาจของโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ไว้อย่างน่าอ่าน

ประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจโดยมวลรวมปีละกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ มีเงินทุนสำรองมหาศาล 1 ใน 3 ของโลก ไม่คุย ไม่โอ้อวด ไม่ยโสโอหัง

มีแต่อดทน ขยัน ซื่อสัตย์ ไม่เห็นแก่ตัว เป็นตัวอย่างของทศวรรษนี้

ไม่ใช่ "จันทร์แจ่มในน้ำ บุปผาในเงากระจก" แน่ๆ

..............................................................................................

ร่มรื่นในเงาคิด โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

แน่นแฟ้น ที่ไร้ประโยชน์

"จีนใหม่ในศตวรรษที่ 21" คือหนังสือเล่มล่าสุดของ อาจารย์เขียน ธีระวิทย์

เป็นการรวมบทความที่อาจารย์เขียน เขียนถึงจีนในวาระต่างๆ

แม้หลายบทความจะอ่านมาแล้ว แต่เมื่อได้อ่านใหม่ก็ยังชอบ

อย่างเรื่อง "จีนศึกษาของไทย : เหลียวหลังแลหน้า" นั้น อ่านมาอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ก็ยังชอบ

ที่ชอบ ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องจีน

แต่เป็นเรื่อง "ตัว" ของ อาจารย์เขียน ธีระวิทย์ มากกว่า

ไม่น่าเชื่อว่า ในชั่วระยะ 31 ปีที่ไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตนั้น มันได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์จาก "ดำ" เป็น "ขาว" อย่างสิ้นเชิง

สำหรับคนที่อายุ 30 ปีลงมา อาจนึกไม่ออกเอาเลยทีเดียวว่า "ไทยกับจีน" จะมีปมขัดแย้งกันได้อย่างไร

เพราะทุกวันนี้ ความสัมพันธ์มันแนบแน่นยิ่งกว่าอะไร

แถมไทยยังมองจีนด้วยความทึ่ง และพยายามเลียนแบบ "พี่ใหญ่" ในหลายเรื่อง "อย่างเปิดเผย" ด้วย

ขณะที่เป็นเมื่อก่อน ภาพการเป็นคอมมิวนิสต์ของจีนคือยักษ์ คือมาร ที่สามารถกินเลือด กินเนื้อ คนเป็นๆ ได้เลยทีเดียว

พูดถึง "จีนคอมมิวนิสต์" เด็กหลายคนร้องไห้จ้าเลยก็มี

จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่เมื่อ 30 ปีก่อน อาจารย์เขียนได้พยายามบุกเบิกให้เกิด "จีนศึกษา" ขึ้นในไทย

เนื่องจากมีสิทธิที่จะถูกป้ายสีให้ "แดง" ไปทั้งตัว และติดคุกเอาได้ง่ายๆ



อาจารย์เขียน เล่าไว้ในบทความว่า สิ่งที่ทำให้เอาตัวรอดมาได้ และบุกเบิก "จีนศึกษา" ได้หลายเรื่อง ก็คือ "ความกล้าแบบหัวชนผา" นั่นเอง

อาจารย์เขียนบอกว่า

"หนังสือต้องห้ามต่างๆ เช่น สรรนิพนธ์ของ เหมา เจ๋อ ตุง ผมก็เอาเข้ามา ที่ฮ่องกงมีวางจำหน่ายในราคาถูกมาก ผมซื้อมาให้ห้องสมุดด้วย บอกบรรณารักษ์เก็บไว้ในตู้พิเศษและให้นิสิตของผมมาใช้ได้"

"ผมถือว่าการศึกษาต้องเปิดกว้าง ในห้องทำงานของผมนั้นมีเอกสารต้องห้ามเก็บไว้มากมาย นึกย้อนกลับไป ผมรอดมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบ"

เมื่อเกิดเหตุการณ์ "ขวาพิฆาตซ้าย" 6 ตุลาคม 2519 อาจารย์เขียน เป็นเป้าหมายที่จะถูกจัดการด้วย

คืนวันนั้น มีทหาร-ตำรวจ-ประชาชนกลุ่มหนึ่งมาที่คณะรัฐศาสตร์ งัดแงะห้องกิจกรรมนิสิต แล้วจะขึ้นไปที่ตึก 3 ชั้น 3 เพื่อจะไปค้นห้องอาจารย์เขียน แต่ยามเก่าแก่ของคณะได้ช่วยป้องกันเอาไว้ให้โดยถามถึงหมายค้น และอ้างว่าไม่มีกุญแจ พวกนั้นจึงล่าถอยไป

10 วันหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อาจารย์เขียน ได้โชว์ความเป็น "คนหัวชนฝา" โดยโทรศัพท์ไปหาตำรวจสันติบาล แจ้งว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาฯ มีกลุ่มทหาร-ตำรวจ-ประชาชนจะมาค้นห้องทำงาน ในขณะที่ไม่อยู่

"พวกเขาเปิดประตูห้องผมไม่ได้ แล้วไม่กลับมาอีก ผมกำลังจะเดินทางไปออสเตรเลีย (ตามคำเชิญของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย) จึงอยากแจ้งให้ทราบว่าไม่ได้หนี แต่อย่ามาค้นห้องลับหลัง"

อาจารย์เขียน บอกตำรวจสันติบาล คนดังกล่าว ซึ่งเป็นรุ่นพี่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ว่า "ในห้องมีเอกสารหนังสือเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์เยอะ เพราะใช้สอนนิสิตและนักศึกษานายทหารของเหล่าทัพต่างๆ ที่เปิดหลักสูตรอบรมกันมากมาย"

"นายตำรวจรุ่นพี่คนนั้นถามผมว่า อยากให้ไปค้นเสียจะได้สบายใจใช่ไหม ผมบอกว่าไม่ใช่ อยากให้ทางการทราบว่าเสรีภาพทางการศึกษานั้น คนที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยหวงแหนเยี่ยงชีวิต มันจะเป็นจุดด่างพร้อยของตำรวจยุคนี้"

อย่าลืม คำพูดนั้นมีขึ้นเพียง 10 วันหลังจาก 6 ตุลาคม ที่มีการ "เข่นฆ่าประชาชน" อย่างโหดเหี้ยม

เลือดยังหมาดๆ อยู่ แต่อาจารย์เขียน ก็ยัง "หัวชนฝา" ด้วยการยืนยัน "เสรีภาพทางการศึกษา" ที่จะมีสิทธิเรียนรู้เรื่องคอมมิวนิสต์ อย่างไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม

เอากับอาจารย์เขียนสิ!



วันนี้ เรื่องของไทย-จีน ไม่มีความเป็น "อริ" เช่นนั้นอีกแล้ว

มีแต่เรื่องของความ "แน่นแฟ้น" ในความสัมพันธ์

แน่นอน อาจารย์ในฐานะผู้บุกเบิกเรื่อง "จีนศึกษา" ย่อมยินดี

แต่อาจารย์เขียน ก็ได้เตือนถึงภัยแห่งความแน่นแฟ้นด้วย อย่างตอนนี้ คนในรัฐบาลกำลังบ้าเรื่องการเปิดการค้าเสรี ซึ่งไทย-จีนก็ดูจะเป็นประเทศแรกๆ ที่บรรลุในการเจรจาเรื่องนี้

อาจารย์เขียน เตือนว่า การเปิดการค้าเสรีมีส่วนดีและส่วนไร้มนุษยธรรมปนอยู่ด้วย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้จะต้องช่วยกันบริหารงานตามนโยบายนี้อย่างมีคุณธรรม ให้โอกาสคนจนที่อยู่ในฐานะเสียเปรียบสามารถอยู่ได้ โดยอย่าเน้นการแข่งขันมากเกินไป

ผู้ที่แข็งแรงกว่าจะต้องต้องมีความจริงใจในการเปิดตลาด ไม่ใช่เปิดตลาดในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างกฎเกณฑ์หยุมหยิมขึ้นมาโดยเจตนา เพื่อกีดกันสินค้าจากประเทศด้อยพัฒนากว่า

ในเรื่อง "ความแน่นแฟ้น" ของไทย-จีนนี้ อาจารย์เขียน ยังได้เตือนอีกว่า อย่าได้ไปทำให้เป็นเป้าหวาดระแวงของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคนี้

ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือไทย-จีน เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ภายใต้กรอบ "ลุ่มแม่น้ำโขง" นั้น ต้องคำนึงว่าเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนามด้วย

โดยเหตุที่ไทยและจีนมักจะมีข้อได้เปรียบประเทศอื่นๆ (คือเข้มแข็งกว่า พร้อมกว่า ฯลฯ) จึงอาจตกเป็นเป้าของความหวาดระแวงของประเทศอื่นๆ ได้ง่าย

ไทย-จีน จึงควรอย่าคิด หรือทำอะไรที่ส่อให้เห็นว่าต้องการครอบงำหรือขูดรีดชาติอื่นในภูมิภาค

ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งจีนและไทยอยู่ในฐานะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านได้

อย่าทำผิดเหมือนนักลงทุนชั้นเลว

อย่าทำตัวเป็นจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ

หรือทำลายสิ่งแวดล้อมประเทศอื่นโดยคิดแต่ได้ฝ่ายเดียว

ความแน่นแฟ้นของ 2 ประเทศจะมีประโยชน์อะไร หากไปทำลายคนอื่น

อันนี้ "อาจารย์เขียน" ไม่ได้บอก แต่ผู้เขียนบอกเอง!

..............................................................................................

เงาตะวันออก โดย วรศักดิ์ มหัทธโนบล

นัยยะใน"บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง"

หากใครที่ติดตามอ่านมติชนสุดสัปดาห์มาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนมานี้คงได้อ่านหรือเห็นงานเขียนตีพิมพ์เป็นตอนๆ เรื่อง "บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง" ของ เฉียน ฉี เชิน อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน โดยผู้แปลจากภาษาจีนเป็นภาษาไทยคือ อาทร ฟุ้งธรรมสาร รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ขณะนี้งานชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์โดยสำนักพิมพ์มติชนและสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หนังสือเล่มนี้แม้จะบอกตรงๆ ว่าเป็น "บันทึก" แต่ถ้าหากใครที่ได้อ่านมาโดยตลอด (หรืออ่านหมดเล่มจากการพิมพ์รวมเล่ม) จะพบว่า หนังสือเล่มนี้ได้ให้อะไรหลายอย่างที่มากกว่าการเป็น "บันทึก" โดยอะไรหลายอย่างที่ว่านี้ไม่เพียงจะเป็นข้อมูลด้านลึกเกี่ยวกับการดำเนินการทางการทูตในเรื่องสำคัญๆ ของจีนที่ถูกเปิดเผยจาก "ผู้ปฏิบัติ" โดยตรงคือ เฉียน ฉี เชิน เท่านั้น หากยังได้ซ่อนนัยยะบางประการที่ชวนคิดอยู่ไม่น้อย

เกี่ยวกับข้อมูลด้านลึกในการดำเนินการทางการทูตนั้น เฉียน ฉี เชิน ได้เลือกหยิบยกเอาด้านที่สำคัญต่อจีนหรือไม่ก็ต่อสถานการณ์โลก ณ ขณะหนึ่งๆ มาบอกเล่าทีละเรื่องไป ซึ่งมีตั้งแต่การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอดีตสหภาพโซเวียต ปัญหากัมพูชาที่ถูกเวียดนามยึดครอง กรณีอิรักยึดครองคูเวต หรือการกำหนดท่าทีในการที่จะเปิดความสัมพันธ์เกาหลีใต้โดยไม่ให้เกาหลีเหนือที่เป็น "สหาย" ของตนเคืองใจ เป็นต้น ที่รวมกันแล้วมีอยู่ด้วยกัน 10 เรื่องตามชื่อหนังสือ

ฉะนั้น เมื่อพิจารณาจากทั้งสิบเรื่องแล้ว จะพบว่า เรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 80 และ 90 แล้วต่อเนื่องไปถึงต้นศตวรรษ 21 นี้ ประเด็นคำถามก็คือว่า เรื่องราวเกี่ยวกับการทูตจีนในห้วงเวลาที่ว่านี้มีนัยยะอะไรที่พึงบอกแก่เราได้บ้าง ประเด็นนี้นับว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะไม่ว่า เฉียน ฉี เชิน จะเจตนาหรือไม่ก็ตามแต่ นัยยะที่ว่านี้ก็ได้ปรากฏเกือบตลอดทั้งเล่มของหนังสือ

นัยยะที่ว่าก็คือ ห้วงเวลาที่ปรากฏในบันทึกนี้เป็นช่วงที่จีนเพิ่งเปิดประเทศ และมีการเปลี่ยนนโยบายภายในและภายนอกในหลายประการด้วยกัน ด้านนโยบายภายในนั้นจีนได้ประกาศปฏิรูปเศรษฐกิจของตนอย่างขนานใหญ่ ที่สำคัญคือ การเปิดรับการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ กับการเปิดให้กลไกของระบบทุนนิยมได้มีที่ทางอยู่ในการพัฒนาในระบบสังคมนิยมของตนด้วย

ส่วนในด้านภายนอกนั้นจีนได้เปิดตัวเองต่อประชาคมโลก ความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์ไม่เป็นอุปสรรคในการที่จีนจะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับใครอีกต่อไป ที่สำคัญคือ จีนมีนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในของมิตรประเทศ และไม่ต้องการให้มิตรประเทศมาแทรกแซงกิจการภายในของตน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มากสำหรับจีนในขณะนั้น เพราะจีนไม่เพียงจะต้องทำให้ประชาคมโลก (ที่มักจะหวาดระแวงประเทศคอมมิวนิสต์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) ให้ไว้ใจตนมากขึ้นเท่านั้น หากแม้แต่ภายในจีนเองจีนก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนของตนด้วยเช่นกัน

ว่าที่เปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่เช่นนั้นจีนยังคงเป็นสังคมนิยมอยู่อย่างไร และเหตุใดจึงยังคงยืนยันในระบอบการเมืองที่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นใหญ่แต่เพียงพรรคเดียวต่อไป

ตอนที่จีนประกาศเปลี่ยนแปลงตนเช่นนั้น สถานการณ์โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 2 ด้านที่สำคัญคือ ด้านหนึ่ง สหรัฐที่ยังคงเป็นอภิมหาอำนาจอยู่นั้นได้ใช้เรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนมาเป็นเครื่องต่อรองหรือแม้แต่เพื่อที่จะ "หาเรื่อง" เผชิญหน้ากับปฏิปักษ์ของตน ในด้านนี้จะเห็นได้ว่า จีนจะเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐไปโดยปริยาย ถึงแม้จะไม่ใช่ความต้องการของจีนเลยก็ตาม

อีกด้านหนึ่ง ได้เกิดวิกฤตสังคมนิยมขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รัฐสังคมนิยมขณะนั้นหากไม่ขัดแย้งกันเองก็จะเกิดการเคลื่อนไหวภายในเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย ในด้านนี้ทำให้เห็นว่า การที่สหรัฐหรือมหาอำนาจทุนนิยมอื่นๆ ใช้ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนมาเป็นประเด็นหรือเครื่องมือในการต่างประเทศนั้นเป็นไปค่อนข้างได้ผล ปรากฏการณ์นี้จึงเท่ากับท้าทายจีนไปด้วยในตัว

ห้วงเวลาและสถานการณ์ข้างต้นนับเป็นนัยยะสำคัญของ "บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง" เพราะภายใต้สถานการณ์ที่ว่า จีนต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้านด้วยกัน ไม่จำกัดว่าประเทศนั้นจะเป็นมหาอำนาจ (เช่น สหรัฐ) หรือไม่ใช่มหาอำนาจ (เช่น เกาหลีใต้) ต่างก็มีความท้าทายต่อจีนแตกต่างกันไป และตัวละครตัวหนึ่งที่จะต้องแสดงบทบาทที่ท้าทายนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากคือ เฉียน ฉี เชิน นั่นเอง

ประเด็นก็คือว่า เฉียน ฉี เชิน จะแสดงบทบาทของตนอย่างไรนั้นในด้านหนึ่งไม่ได้หมายความว่าตัวเขาจะเป็นผู้สร้างหรือผู้กำหนดคนเดียวเดี่ยวโดดอย่างแน่นอน ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญยิ่งและจะเป็นอีกนัยยะหนึ่งที่หนังสือบันทึกเล่มนี้ได้สะท้อนให้เห็นเป็นระยะๆ

กล่าวในทางหลักการแล้วจีนก็ไม่ต่างกับประเทศอื่นๆ ที่มักจะบอกว่า นโยบายในแต่ละเรื่องของตนเกิดขึ้นจากความคิดของคณะบุคคลที่อยู่ในพรรคการเมือง และในกรณีจีนก็คือ แกนนำในพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นเอง แต่ลึกลงไปแล้วสิ่งที่บันทึกเล่มนี้ได้บอกแก่เราก็คือ ยังมีบุคคลอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสูงในการกำหนดทิศทางหรือแม้แต่วิธีการในบางกรณีให้ตัวของ เฉียน ฉี เชิน และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องยึดถือไปปฏิบัติ

บุคคลคนนั้นก็คือ เติ้ง เสี่ยว ผิง



ในหนังสือเล่มนี้ได้ชี้ให้เห็นในหลายแห่งว่า เติ้ง เสี่ยว ผิง มีบทบาทสูงมากในการให้คำแนะนำแก่ผู้นำจีนรุ่นหลังจากเขา ไม่เพียงเท่านั้นในบางกรณียังได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเติ้งให้เห็นอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ในเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับโซเวียตนั้น พอเติ้งเห็นว่า โซเวียตเริ่มแสดงมิติในเชิงบวกด้วยการแถลงว่าต้องการที่จะฟื้นความสัมพันธ์กับจีน เติ้งถึงกับโทรศัพท์สั่งการให้กระทรวงต่างประเทศตอบรับโซเวียตในเชิงบวกโดยทันทีเช่นกัน

วิสัยทัศน์ในเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า มิติในเชิงบวกของโซเวียตที่ว่านั้นมีอยู่เป็นส่วนน้อยในคำแถลงเท่านั้นและโดยส่วนใหญ่แล้วก็คือกล่าวโจมตีจีนซึ่งเป็นมิติเชิงลบ แต่เติ้งกลับไม่ติดใจมิติเชิงลบไปทั้งหมดจนละทิ้งเชิงบวกอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้น การที่เติ้งสั่งการกระทรวงต่างประเทศให้ตอบสนองในเชิงบวกแก่โซเวียตในทำนองเดียวกันจึงแสดงให้เห็นว่า เติ้งเองมีทัศนะที่แยกข้อดีข้อเสียที่ชัดเจนอย่างมีสติ ไม่เอาอารมณ์มาเป็นที่ตั้งจนไม่สามารถสร้างนโยบายที่สร้างสรรค์ออกมา

และจากวิสัยทัศน์นี้เองที่ทำให้จีนกับโซเวียตสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้สำเร็จในเวลาต่อมา

นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังบอกเล่าบทบาทของเติ้งในอีกหลายกรณี เช่น กรณีที่จีนถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐอันเนื่องมาจากเหตุการณ์นองเลือดเทียนอันเหมินปี 1989 แต่กลับต้องการฟื้นความสัมพันธ์กับจีนด้วยการเริ่มการทูตแบบลับๆ เพราะมีผลประโยชน์แฝง หรือกรณีปัญหาความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ หรือกรณีการเจรจากับอังกฤษในปัญหาการส่งมอบเกาะฮ่องกง เป็นต้น

บทบาทของเติ้งที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า เติ้งยังคงเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในการเมืองจีนขณะนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นไปด้วยว่า ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะจีนได้ขาดช่วงการสานต่อทางอำนาจจากผู้นำรุ่นหนึ่งไปสู่ผู้นำอีกรุ่นหนึ่งอยู่ด้วย ปัญหานี้ส่วนหนึ่งมาจากยุคที่ เหมา เจ๋อ ตง เรืองอำนาจนั้นจีนมีปัญหาการเมืองภายในจนทำให้การตระเตรียมผู้นำรุ่นต่อๆ ไปต้องสะดุดลงนั่นเอง

ในแง่นี้จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างกับการที่ผู้นำจีนในรุ่นของ เฉียน ฉี เชิน ได้ก้าวเดินไปบนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอยู่กรายๆ เพียงแต่ว่ากลีบกุหลาบนี้ไม่ได้ถูกโรยไปตลอดทางเท่านั้น เพราะพอถึงต้นทศวรรษที่ 90 เติ้งก็ขอปลดเกษียณตัวเองไปในที่สุด ความชราภาพไม่สามารถทำให้เติ้งมากำหนดอะไรได้อีกจนกระทั่ง เติ้งสิ้นลมไปในปี 1997 จากนั้นบาทก้าวของผู้นำจีนรุ่นหลังเติ้ง ก็ย่างไปด้วยตัวของตัวเองมาจนทุกวันนี้

โดยสรุปแล้ว นัยยะที่ปรากฏใน "บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง" ก็คือ การชี้ให้เห็นถึงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการทูตจีนในระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งถ้าหากจีนพลาดท่าลงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ประชาคมโลกก็จะไม่มีโอกาสเห็นจีนดังที่เห็นในทุกวันนี้ นัยยะในประการต่อมา "บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง" ไม่ต่างกับการขีดเส้นใต้ให้กับการทูตจีนในยุคสมัยหนึ่งที่ผู้นำเดี่ยว (เติ้ง) ยังมีบทบาทสูงภายใต้ประสบการณ์ชุดหนึ่ง ที่ซึ่งจากนี้ไปสภาพของจีนจะไม่เป็นเช่นนั้นอีก เพราะผู้นำจีนจะต้องเผชิญกับปัญหาใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิมด้วยตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ ข้อดีของ "บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง" จึงอยู่ตรงที่ทำให้เราได้รู้ความคิดเรื่องการทูตหรือการต่างประเทศจีนโดยตรง ไม่ใช่เกิดขึ้นจากการคิดการค้นคว้าโดยคนนอก ซึ่งหาได้ไม่บ่อยนักที่จะมีบันทึกทำนองนี้มาให้อ่านกัน โดยที่มีนั้นบางครั้งก็ไม่ได้ให้อะไรมากไปกว่าการโฆษณาคุณความดีของตัวผู้เขียน และจากข้อดีนี้เองที่จะนำเราไปสู่การคิดต่างได้โดยอิสระว่า จะเห็นด้วยกับบันทึกนี้หรือไม่อย่างไร

หรืออีกนัยยะหนึ่งก็คือ จะใช้ประโยชน์จากการที่ได้ล่วงรู้ความคิดของจีนต่อไปอย่างไร


ที่มา:
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=MDQzMDE1MDk0OQ==&srcday=MjAwNi8wOS8xNQ==&search=no
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=MDQxMzE1MDk0OQ==&srcday=MjAwNi8wOS8xNQ==&search=no
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=MDQxODE1MDk0OQ==&srcday=MjAwNi8wOS8xNQ==&search=no

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9937
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Sep 18, 2006 11:49 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

songwut110 บันทึก:
chulabook.com ลดเหลือ ๑๘ บาทครับ --> http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2003/description.asp?barcode=9789749981603

ส่วนหนังสือเฉลิมพระเกียรติอื่นๆ ลองดูลิสต์ได้ที่นี่ครับ --> http://161.200.139.232/library/browse_result_mfu.asp?lower=6110&upper=6200

พี่ ray101 บันทึก:

เพิ่งได้หนังสือ

สมาธิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ธรรมะเฉลิมพระเกียรติ ฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี



เล่มเล็ก ๆ ราคา ๒๐ บาท
ขอแนะนำครับ Very Happy


พระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว

โดย พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร

ด้วยพระเมตตา แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ พลอดุลยเดช ที่ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ เพื่อพสกนิกร ชาวไทยพระองค์ประดุจพระผู้สร้างแผ่นดิน ทรงเป็นดั่งผู้ มอบชีวิต มอบความรุ่งเรือง มอบความเจริญงอกงามภายใน หัวใจคนไทยทั้งชาติ ทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นแรง บันดาลใจจุดประกายพลังแผ่นดิน


หากเราได้มีโอกาสศึกษาพระบรมราโชวาท แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เราจะเข้าใจได้อย่างแจ่มชัดด้วยคำสอน ที่พระองค์ทรงพระราชทานให้ แต่ละข้อ แต่ละอย่างนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการที่พระองค์ ทรงไตร่ตรองพิเคราะห์ถึงปัญหานั้น อย่างถ่อง แท้ แล้วว่าจะเป็นหนทางแห่งการแก้ปัญหา การดับทุกข์ได้ด้วยสมาธิ


ธรรมดาสภาวะจิตอันเป็นสมาธินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นจากการบังคับควบคุม เกิดขึ้นจาก ความผ่อนคลาย หรือเกิดขึ้นจากภาวะคับขันต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าจะทำให้ต้อง เร่งรวบรวมสติให้มั่น ไม่ว่าสมาธิจะเกิดขึ้นอย่างไร สมาธิเป็นของดี เป็นของที่เกิดขึ้นได้จากการ ฝึกฝน เป็นของที่มีอยู่ในกาย และในจิตอันพร้อมเป็นของเข้าใจได้ เป็นของเข้าใจง่าย และใช้ได้ กับคนทุกเพศทุกวัยและความเข้าใจอันแจ่มชัดที่แสดงให้เห็นว่า สมาธิ เองก็มิใช่ของที่เกิดขึ้น โดยลำพังหรือใช้โดยลำพัง แต่สมาธิที่ดีจะยังประโยชน์แก่ผู้อื่นได้มากหากผู้ใช้สมาธิรู้จักการ ปฏิบัติอันถูกต้อง ถูกต้องทั้งแก่ตนแลถูกต้องทั้งแก่ผู้อื่น ดังที่ได้ศึกษาจากรอยพระจริยวัตร แห่ง องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อันได้แสดงไว้ถึงเรื่องราวของ "พระสมาธิ"


ผู้ที่เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในงานหรือพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องประทับอยู่ เป็นเวลานานๆ เช่น ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร คงจะได้เห็นด้วยความพิศวงกันทุกคนว่า พระเจ้าอยู่หัวนั้น เมื่อทรงนั่งลงแล้ว จะประทับอยู่ในพระอิริยาบถนั้นตั้งแต่เริ่มพิธีไปจนกระทั่ง จบไม่ทรงเปลี่ยนพระอิริยาบถเลย


นอกจากนั้น ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างกระฉับกระเฉง ต่อเนื่อง ไม่มีพระอาการที่ แสดงว่าทรงเหนื่อย หรือทรงเบื่อเลย ผมเคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร พิธีนั้นยาวถึงประมาณ ๔ ชั่วโมง และมี บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาเฝ้าฯ รับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นจำนวนหลายพันคน ได้เห็นเหตุ การณ์เช่นว่านั้น แต่ผมได้เห็นมากกว่านั้นคือ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับไปถึงพระตำหนักจิตรลดารโหฐานในตอนค่ำวันนั้น พระเจ้าอยู่หัวยังทรงออกพระกำลังบริหารพระวรกายด้วยการวิ่งใน ศาลาดุสิตาลัยอีก


ในการประกอบพระราชกรณียกิจอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติด้วยพระอาการที่ แสดงว่า เอาพระทัยจดจ่ออยู่กับพระราชกรณียกิจนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ทรงเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย เช่น ในการทรงดนตรี ( ที่ใครๆ มักจะนึกว่าเป็นการหย่อน พระราชหฤทัย) เป็นต้น ผมเคยเห็น พระเจ้าอยู่หัวประทับทรงดนตรี ตั้งแต่หัวค่ำจนสว่าง โดยทรงนั่งไม่ลุกเลยแม้แต่จะเพื่อเสด็จฯ ไปห้องสรงในขณะที่นักดนตรีอื่นๆ ลงกราบแล้วถอยหลังลุกไปเข้าห้องน้ำกันเป็นครั้งคราวทุกคน


ในการทรงเรือใบก็เช่นเดียวกัน ทรงจดจ่ออยู่กับการบังคับเรืออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระ ทั่งจบ ครั้งหนึ่งเสด็จฯ ออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นเรือใบเข้าฝั่ง ตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯ อยู่ ด้วยความฉงนว่าเสด็จฯ กลับเข้าฝั่งเพราะเรือใบพระที่นั่งแล่นไปโดนทุ่นเข้าซึ่งในกติกาการแข่ง เรือใบถือว่า ฟาวล์ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเห็น แสดงว่าการทรงดนตรีก็ดี ทรงเรือใบก็ดี สำหรับพระเจ้าอยู่หัว เป็นงานอีกชนิดหนึ่ง ที่จะต้อง ทำด้วยความจดจ่อและต่อเนื่องไปจนกว่าจะเสร็จเหมือนกัน

พระราชกรณียกิจอื่นๆ ทั้งน้อยและใหญ่ ทรงปฏิบัติแบบเดียวกัน คือด้วยการเอาพระราชหฤทัย จดจ่อไม่ทรงยอมให้ขาดจังหวะจนกว่าจะเสร็จ และไม่ทรงทิ้งขว้างแบบทำๆ หยุดๆ เพราะฉะนั้น จึงจะเห็นว่าพระราชกรณียกิจทั้งหลายนั้น สำเร็จลุล่วงไปเป็นส่วนใหญ่


ผมไปรู้เอาหลังจากที่เข้ารับราชการในตำแหน่งนายตำรวจราชสำนักประจำอยู่ได้ไม่นานว่าที่ ทรงสามารถจดจ่ออยู่กับพระราชกรณียกิจทุกชนิดได้เช่นนั้นก็เพราะพระสมาธิ


ผมไม่ทราบว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มฝึกสมาธิตั้งแต่เมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าคงจะเริ่มในเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เมื่อทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) หลังจากทรง ผนวชแล้ว ประทับจำพรรษาอยู่ที่พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงอยู่ในสมณเพศเป็น เวลา ๑๕ วัน ครั้งนั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งทรงเป็นพระอุปัชฌาย์จารย์ทรงเลือกสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (เมื่อครั้งยัง เป็นพระโสภณคณาภรณ์) ให้เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ของพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ทราบกันดี ว่า แม้จะทรงมีเวลาน้อยแต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และคงจะได้ทรงฝึกเจริญพระกรรมฐานในโอกาสนั้นด้วย


เมื่อผมเข้าไปเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ นั้น ปรากฏว่าการศึกษา และปฏิบัติสมาธิหรือกรรม ฐาน ในราชสำนักกำลังดำเนินอยู่แล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ เป็นประจำ และข้าราชสำนักข้าราชบริพารหลายคน ทั้งฝ่าย พลเรือน และทหารก็กำลังเจริญรอยพระยุคลบาทอยู่ด้วยการ ฝึกสมาธิอย่างขะมักเขม้น


ผมไม่ได้ตั้งใจจะหัดสมาธิ แม้จะเคยศึกษามาก่อน โดย เฉพาะจากหนังสือของ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ แต่ ระหว่างการตามเสด็จฯ โดยรถไฟ จากกรุงเทพมหานคร ไปอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ การเดินทางไกลกว่าที่ผมคาดคิด หนังสือเล่มเดียวที่เตรียมไปอ่านฆ่าเวลาบนรถไฟ ก็อ่านจบเล่ม เสียตั้งแต่กลางทาง ขณะนั้นผมเห็นนายทหารราชองครักษ์ ประจำที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายความ ปลอดภัยร่วมกันสองนาย ใช้เวลาว่างนั่งหลับตาทำสมาธิ ผมจึงลองทำดูบ้างโดยใช้อานาปานสติ (คือกำหนดรู้แต่เพียงว่ากำลังหายใจเข้า และหายใจออก) อันเป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ และ ท่านอาจารย์พุทธทาสแนะนำ ปรากฏว่าจิตสงบเร็วกว่าที่ผมคาด แลเห็นนิมิตเป็นภาพสีสวยๆ งามๆ มากมายและเป็นเวลาค่อนข้างนานด้วย ตั้งแต่นั้นมาผมก็ติดสมาธิและกลายเป็นอีกผู้หนึ่ง ที่ปฏิบัติสมาธิเป็นประจำมาจนทุกวันนี้


เมื่อความทราบถึงพระกรรณว่าผมเริ่มปฏิบัติสมาธิ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงกรุณาพระราชทาน หนังสือ และแถบบันทึกเสียงคำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆ ลงมา และบางครั้งก็ทรงพระกรุณา พระราชทานพระราชดำรัส แนะนำด้วยพระองค์เอง ผมจึงได้รู้ว่า พระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว นั้นก้าวหน้าไปแล้วเป็นอันมาก รับสั่งเล่าเองว่าแม้จะทรงใช้ อานาปานสติ เป็นอุบายในการทำ สมาธิ แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ทรงสามารถที่จะกำหนดพระอัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) และพระปัสสาสะ (ลมหายใจออก) ได้แต่ลำพัง ต้องทรงนับกำกับ วิธีนับของพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงทำดังนี้ หายใจเข้าครั้งที่หนึ่งนับหนึ่ง หายใจเข้าครั้งที่สอง นับสอง หายใจเข้าครั้งที่สาม นับสาม หายใจเข้าครั้งที่สี่ นับสี่ หายใจเข้าครั้งที่ห้า นับห้า หายใจออกครั้งที่หนึ่ง นับหนึ่ง หายใจออกครั้งที่สอง นับสอง หายใจออกครั้งที่สาม นับสาม หายใจออกครั้งที่สี่ นับสี่ หายใจออกครั้งที่ห้า นับห้า

เมื่อถึงห้าแล้ว หากจิตยังไม่สงบ ก็นับถอยหลังจากห้าลงมาหาหนึ่ง แล้วนับจากหนึ่งขึ้นไปหา ห้าใหม่ กลับไปกลับมาเช่นนั้น จนกว่าจิตจะสงบ


รับสั่งว่า ที่เห็นพระองค์ประทับอยู่นิ่งๆ นั้น พระจิตทรงอยู่กับหนึ่งเข้าหนึ่งออกตลอดเวลา


พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาเรื่องสมาธิด้วยการรวบรวม และประมวลคำสอนของครูบาอาจารย์ทุก คน แล้วก็ทรงพระกรุรา พระราชทานประมวลคำสอนนั้นแก่ผู้ที่ทรงทราบว่ากำลังปฏิบัติ สมาธิอยู่


ครั้งหนึ่ง ทรงพระกรุณาพระราชทานแถบบันทึกเสียงของ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ให้ผม รับสั่งว่าเป็นบันทึกเสียงการ แสดงธรรมเรื่อง ฉฉักกสูตร (คือพระสูตรว่าด้วยธรรมะ หมวด ๖ รวม ๖ ข้อ ซึ่งอธิบายความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวมีตนของสิ่งต่างๆ มีอายตนะภายนอก อายตนะภายใน วิญญาณ ผัสสะ เวทนา และตัณหา พระสูตรนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน) และ ทรงแนะนำให้ผมฟังธรรมบทนั้น


ผมรับพระราชทานแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นมาแล้วก็เอาไป ใส่เครื่องบันทึกเสียงและเปิดฟัง ฟังไปได้ไม่ทันหมดม้วนก็ ปิดแล้วก็เก็บเอาไว้ไม่ได้ฟังอีก หลังจากนั้นไม่นานนัก ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า ฟังเทปของสมเด็จฯ แล้วหรือยัง เป็นอย่างไร


ผมไม่อาจจะกราบบังคมทูลความอันเป็นเท็จได้ ต้องกราบบังคมทูลตรงๆ ว่าฟังได้ไม่ทันจบ ม้วนก็ได้หยุดฟังเสียงแล้ว ตรัสถามต่อไปถึงเหตุผลที่ผมไม่ฟังให้จบ และผมก็จำเป็นต้องกราบ บังคมทูลตรงๆ ว่า สมเด็จฯ ท่านเทศน์ฟังไม่สนุก พูดขาดเป็นวรรคๆ เป็นห้วงๆ เนื่องจากสมเด็จฯ พิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำและประโยคเทศน์ของท่านนั้น ถ้าเอามาพิมพ์ก็จะอ่านได้สบายกว่าฟัง


พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า ที่ฟังสมเด็จฯ เทศน์ไม่รู้เรื่องนั้นก็เพราะคิดไปก่อนใช้หรือไม่ว่า สมเด็จฯ ท่านจะพูดว่าอย่างนั้น อย่างนี้ ครั้นท่านพูดช้ากว่าที่คิด หรือพูดออกมาแล้วไม่ตรงกับที่ คาดหมายจึงเบื่อ เมื่อผมนิ่งไม่กราบบังคมทูลตอบ ก็ทรงแนะนำว่า ให้กลับไปฟังใหม่ คราวนี้อย่า คิดไปก่อนว่าสมเด็จฯ จะพูดว่าอย่างไร สมเด็จฯ หยุดก็ให้หยุดด้วย ผมกลับมาทำตามพระราช กระแสรับสั่ง เปิดเครื่องบันทึกเสียงฟังเทศน์ของสมเด็จฯ จากแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นใหม่ตั้ง แต่ต้น ฟังด้วยสมาธิ


สมเด็จฯ หยุดตรงไหน ผมก็หยุดตรงนั้น และ ไม่คิดๆ ไปก่อนว่า สมเด็จฯ จะพูดว่าอย่างไร คราวนี้ ผมฟังได้จนจบและเห็นว่าจริงดังพระราชดำรัส แถบบันทึกเสียงม้วนนั้น เป็นม้วนที่ดีที่ สุดม้วนหนึ่ง

ครั้งหนึ่ง หลังจากที่นั่งสมาธิแล้ว ผมได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและกราบบังคมทูล ประสบการณ์ที่ได้ขณะทำสมาธิ ผมกราบบังคมทูลว่า ขณะที่นั่งสมาธิครั้งนั้น รู้สึกว่าตัวเองลอย ขึ้นจากพื้นสูงประมาณศอกหนึ่ง ทีแรกก็ยังไม่รู้สึกอะไรแต่ครั้นหัวเริ่มคล้อยลงไปข้างหน้า ทำท่า เหมือนจะตีลังกา ผมก็ตกใจและต้องเลิกทำสมาธิ


พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวิจารณ์ว่า ถ้าหากสติยังอยู่ ยังรู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่ควรจะ เลิก แต่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามสภาพนั้น


อีกครั้งหนึ่ง หลังจากทำสมาธิแล้ว ผมกราบบังคมทูลว่า พอจิตสงบผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเลื่อน ต่ำลงไปในท่อขนาดใหญ่ครือตัวผม และที่ปลายท่อข้างล่างผมแลเห็นแสงสว่างเป็นจุดเล็กๆ แสดงว่าท่อยาวมาก กลัวจะหลุดออกจากท่อไป ผมก็เลยเลิกทำสมาธิรับสั่งเช่นเดียวกันว่า หากยังรู้ตัว (มีสติ) อยู่ ก็ไม่ควรเลิก ถึงหากจะหลุดออกนอกท่อไปก็ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่สติยัง อยู่ และรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตน


ต่อมาภายหลังจากการศึกษาคำสอนของครูปาอาจารย์ทุก ท่าน และโดยเฉพาะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัส สอนให้ "ดำรงสติให้มั่น" ในเวลาทำสมาธิ


ในส่วนที่เกี่ยวกับพระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว เคยตรัสเล่า ให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังทรงทำสมาธิอยู่ พระจิต สงบและเกิดนิมิต ในนิมิตนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระ เนตรเห็นพระกร (แขนท่อนล่าง) ลอกออกทีละชั้นๆ ตั้งแต่จากพระตจะ (หนัง) ลงไปจนถึงพระอัฐิ (กระดูก)


พระเจ้าอยู่หัวทรงประยุกต์พระสมาธิในการประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่างทั้งน้อยและ ใหญ่ จึงทรงสามารถเผชิญกับพระราชภาระอันหนัก ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ได้โดยไม่ทรง สะทกสะท้านหรือหวั่นไหว ไม่ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าไปไกลๆ อย่างเลื่อนลอยและเปล่าประโยชน์ ไม่ทรงอาลัยอดีตหรืออนาคต ไม่ทรงเสียเวลาหวั่นไหวไปกับความสำเร็จ หรือความล้มเหลวอัน เป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทรงจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทรงสนพระราชหฤทัยอยู่แต่กับ พระราชกรณียกิจเฉพาะพระพักตร์เท่านั้น

ในฐานะที่เกิดมาเป็นพลเมืองของประเทศที่มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เป็นพระประมุข และใน ฐานะที่ทุกคนมีหน้าที่ในการทำนุบำรุงเมืองไทยนี้ให้เป็นที่ร่มเย็นของเรา และของลูกหลานของเรา จึงสมควรที่เราจะเจริญรอยประพฤติตามพระยุคลบาทด้วยการศึกษาและปฏิบัติสมาธิกัน อย่างจริงจัง และนำสมาธิมาประยุกต์ในการดำเนินชีวิต เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

คัดลอกจาก http://www.ybat.org/ จากคุณ _/\_ เมื่อวันที่ 20/11/2548 15:01:46

http://72.14.235.104/search?q=cache:qZrt-TCU1XsJ:www.konmeungbua.com/webboard/aspboard_Question.asp%3FGID%3D9399+manusaya+%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AD&hl=th&gl=th&ct=clnk&cd=4

ขอบคุณพี่ titisak ผู้แนะนำ

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.467 วินาที