------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - หมายเหตุบ้านเมือง : อ..ทักษิณ..าจิ๊กโก๋มีกรรม
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » กดกระดิ่งความคิด
ผู้ส่ง ข้อความ
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Sun Dec 25, 2005 7:29 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

น่าคิดดีประชาชนจะรวยอย่างไร (พื้นที่การจ้างงาน) ประชาชนไหลสู่ชนบท(จัดระเบียบการปกครองท้องถิ่น สร้างโรงเรียนท้องถิ่นขึ้นใหม่อาศัยบัณทิตทุกปริญญาทุกมหาวิทยาลัยถ่ายทอดความรู้ สร้างหลักสูตรท้องถิ่น อาสํยหลักสูตรแกนกลางตามพ.ร.บ.การศึกษาแล้วมีเรียนกำหมาย รัฐศาสตร์ และวัฒนธรรมสัมพันธ์เข้าไปด้วย ใช้อาชีวะและมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นต่อยอด) มันก็สบาย สะดวกดี ไม่เห็นต้องโอนเอนอะไร ใช้ระบบรัฐร่วมเอกชนในท้องถิ่น ทุกถิ่นจะมั่นคง(อย่าลืมเออลีด้วยจะช่วยท้องถิ่นได้อย่างดี
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Sun Dec 25, 2005 11:12 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ทำไมไม่ใช้พวกเรียนครูละ อิ อิ
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Tue Dec 27, 2005 10:02 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ถ้าจะบูรณาพื้นฐานเยาวชนแล้ว ควรต้องใช้ทุกส่วนของสังคม เพื่อศักยภาพของเยาวชน อ่าออก เขียนได้ คิดได้ มีทักษะทางตัวเลข และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ การค้า คุณธรรมจริยธรรม กฎหมาย รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ มนุษยศาสตร์ นานาภษษาและวัฒนธรรม ตลอดจนความสำพันธ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งล้วนแล้วเกี่ยวกับทอ้งถิ่นทั้งนั้น ผ็ถ่ายทอดจึงต้องมีความรู้ลึกซึ้งด้านนั้นเป็นครู หลังจากนั้นเยาวชนก็จะเข้าสู่ลู่ทางตามถนัด ศักยภาพ และสภาพแวดล้อมของตนไง เช่น แพทย์อาชีพ วิศวกรอาชีพ ตุลาการอาชีพ ซึ่งทุกอาชีพเขาก็จะเรียนวิชาการสอนและถ่ายทอดอย่างทันสมัยด้วยทั้งนั้น จะรู้ได้อย่างไรในอนาคตอาจมีกระทรวงการท้องถิ่นก็ได้ไม่มีใครรู้เพราะตั้งแต่ปี2517มีพ.ร.บ.รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ เน้น เศรษกิจ การเมือง การ ทหาร วทยากรเทคโนโลยีและสังตมจิตวิทยา แต่ยังไม่มีกระทรวงการท้องถิ่นรองรับเลย
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Dec 30, 2005 3:24 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

จากหน้า 77, 10 มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1324



วาทะของนายกฯ ทักษิณในปี 2548 ยังแหลมคมและสร้างปัญหาได้เรื่อยๆ

ที่เป็นพิษครั้งใหญ่ในปีนี้ เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งซ่อม 4 เขต 4 จังหวัดในวันที่ 30 ตุลาคม ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทย กลับมาได้เพียง 1 คน

พ.ต.ท.ทักษิณที่อยู่ระหว่างประชุม ครม.สัญจรที่นครสวรรค์ กล่าวออกมาว่าต่อไปนี้ จังหวัดไหนเลือกไทยรักไทยมากๆ จะดูแลก่อน ส่วนจังหวัดที่ไม่เลือกไทยรักไทยจะดูแลทีหลัง

จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ดูแลปัญหาของประชาชนโดยเสมอหน้ากัน จะเน้นหนักหรือเลือกปฏิบัติไม่ได้

สุดท้ายนายกฯ ออกมากล่าวว่า ช่วงนี้พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก แถมดาวพุธเล็ง ของดการให้สัมภาษณ์ งดรายการนายกฯ พบสื่อที่จัดประจำทุกวันพฤหัสฯ ไปก่อน

แต่รายการนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน ยังจัดอยู่ และถูกวิจารณ์ว่า เป็นการสื่อสารทางเดียวไม่เปิดโอกาสให้มีการซักถาม

กรณีดาวพุธเล็ง ยังไปคาบเกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางช่อง 9 เนื่องจากนำเอาเรื่องการทำบุญประเทศที่วัดพระแก้วมาออกรายการ

ทำให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ออกมาจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะย้ายไปที่สวนลุมพินี โดยมีจำนวนคนฟังมากขึ้นเรื่อยๆ

รายการของนายสนธิ นำเอาข้อมูลเกี่ยวกับรัฐบาลและเครือญาติมาเปิดโปง และจัดทำเป็นวีซีดีเผยแพร่ไปทั่วประเทศ

ตามมาด้วยการที่นายกฯ สั่งทนายความฟ้องร้องนายสนธิและ น.ส.สโรชา ข้อหาหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหายนับพันล้านบาท และยังมีตำรวจที่ออกมาแจ้งความให้ดำเนินคดีนายสนธิ ในข้อหาหมิ่นสถาบันอีกด้วย

แต่เหตุการณ์นี้ก็ยุติลงหลังจากวันที่ 4 ธันวาคม โดยมีการถอนแจ้งความ และสั่งไม่ดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวกับสถาบัน ทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม รายการของนายสนธิ ยังดำเนินการอยู่ และหยิบข้อมูลการจัดซื้อและการที่ญาติของผู้มีอำนาจ เข้ามาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในรัฐบาลมาเปิดโปง

สร้างความไม่พอใจให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งได้กล่าวในโอกาสพบปะกับกลุ่มแท็กซี่เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม โดยใช้คำพูดว่า พวกที่เห่าอยู่ที่สวนลุมฯ

และคาดว่า ศึกนี้จะยังไม่จบง่ายๆ



คดีความสำคัญของวงการสื่อในปีนี้ ก็คือคดีที่ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ขณะเป็น ผบ.ตร. ฟ้องหมิ่นประมาทและฟ้องทางแพ่ง เรียกค่าเสียหายฐานละเมิดเป็นเงิน 2,500 ล้านบาท โดยมีผู้สื่อข่าวและหนังสือพิมพ์หลายฉบับเป็นจำเลย จากการเสนอข่าว "บิ๊กขี้หลี"

ต้นเรื่องเกิดขึ้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร และมีข้าราชการระดับสูง แสดงความสนใจต่อผู้ประกาศสาวของทีวีช่อง 9 หนังสือพิมพ์ได้นำเรื่องนี้มาเสนอเป็นข่าวอย่างครึกโครม

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีนี้ โดยจำเลยประกอบด้วย พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก, บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), บริษัท ข่าวสด จำกัด, บริษัท แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด, บริษัท ไทยเจอร์นัล กรุ๊ป จำกัด เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, บริษัท บางกอกเอ็กซ์เพรส พับลิชชิ่ง เจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์, บริษัท นวกิจบ้านเมือง จำกัด เจ้าของหนังสือพิมพ์บ้านเมือง กับพวก ซึ่งเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา รวม 17 คนเป็นจำเลย

คำพิพากษาสรุปเนื้อหาได้ว่า ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า ฝ่ายจำเลย มี นางสาวเกวลิน กังวานธนวัต ผู้สื่อข่าวซึ่งเป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าขณะที่ไปปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวการประชุม ครม.สัญจรที่โรงแรมอาคาร์เดีย จ.ภูเก็ต ผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สันต์ได้เรียกพยานให้ไปพบ พล.ต.อ.สันต์ ได้พูดคุยสอบถามเรื่องส่วนตัวและชักชวนให้เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยกันด้วยเครื่องบินตำรวจ

คำเบิกความของพยานฝ่ายจำเลยดังกล่าว สอดคล้องต้องกันกับพยานปากอื่น จึงเชื่อว่ากรณีดังกล่าวน่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง กระทั่งเป็นเหตุให้นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกหนังสือเตือนนักข่าวหญิง รวมทั้งยังมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและหามาตรการแก้ไขปัญหา

ศาลเห็นว่าการที่พวกจำเลยให้สัมภาษณ์และเขียนบทความรวมทั้งการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ตามฟ้องโจทก์นั้นถือว่าเป็นการเสนอข่าวไปตามเหตุการณ์ที่เชื่อโดยสุจริตว่ามีเหตุจริง เป็นการชี้แนะตักเตือนนักข่าวผู้หญิงให้ระมัดระวังต่อการปฏิบัติหน้าที่และยังเป็นการทักท้วงการปฏิบัติตัวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งโจทก์ก็อยู่ในฐานะ ผบ.ตร. ที่ถือได้ว่าเป็นตำแหน่งที่ประชาชนและสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ได้ หากเห็นว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสม เมื่อฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-17 เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งอยู่ในวิสัยที่ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถกระทำได้แล้วศาลพิพากษายกฟ้อง

และนี่คือส่วนหนึ่งของสถานการณ์วงการสื่อปี 2548 ซึ่งหลายเรื่องคงจะยืดเยื้อต่อไปในปี 2549


ถอดรหัส "ดาวพุธ" จับอารมณ์ "ทักษิณ"ถอย 1 คืบ...รุก 1 ศอก

เป็นเวลา 30 วัน หรือ 1 เดือนเต็ม ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี "ปิดปาก" ไม่ยอมตอบคำถามผู้สื่อข่าว

คำสุดท้ายที่พูดเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2548 ณ ที่ทำการพรรคไทยรักไทย ภายหลังศาลปกครองมีคำสั่งระงับการดำเนินการเพื่อเสนอขาย หรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับขายหุ้นของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ก็คือ "อย่าเพิ่งถาม ตอนนี้พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก ดาวพุธกำลังเดินถอยหลัง"

พ.ต.ท.ทักษิณ ขยายความต่อด้วยว่า ที่ต้องหยุดให้สัมภาษณ์ เพราะ "ดาวพุธกำลังโดนสกรัม"

ชัดเจนมากขึ้นเมื่อย้ำอีกครั้งระหว่างเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2548 ว่า "ช่วงนี้ดาวพุธกำลังหมุนเป็นองศากับดาวในราศีเกิดของผมพอดี ดาวพุธไม่ค่อยดี คือ อย่าเพิ่งพูดกันเลย ไว้ปีหน้าค่อยมาคุยกัน"

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการ "ลด" การให้สัมภาษณ์ และ "งด" รายการ "นายกฯ ทักษิณพบสื่อมวลชน" ที่เคยจัดทุกช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ที่ทำเนียบรัฐบาล

หากมีเรื่องใดที่พาดกระทบรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะปฏิบัติตัวเป็น "เตมีย์ใบ้"

หากแต่เรื่องใดที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ก็จะให้สัมภาษณ์เฉพาะเรื่องนั้นๆ หรือไม่ก็จะนำไปพูดในรายการ "นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน" ในเช้าวันเสาร์ ในแบบที่ไม่ต้องมี "คำถามกวนใจ"

ระยะเวลา 1 เดือนที่ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในภวังค์ของ "ดาวพุธถอยหลัง" มีหลายเรื่องที่ "สังคมต้องการคำตอบ"

ไม่ว่าจะเป็น กรณีน้องสาวนายกฯ เอาเครื่องบิน ซี-130 ไปใช้บรรทุกคนไปร่วมงานวันเกิดที่ จ.เชียงใหม่

กรณี "เหยียน ปิน" นักธุรกิจพันล้านของจีน เป็นตัวแทนสาขาพรรคไทยรักไทยในประเทศจีน

กรณี "พานทองแท้ ชินวัตร" บุตรชายขึ้นเครื่องบิน "ไทยคู่ฟ้า" ไปกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แทบทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ

กรณี "ทำบุญในวัดพระแก้ว"

หรือแม้กระทั่ง ลูกพรรคไทยรักไทย ที่ออกมาขย่มถล่มซ้ำ ด้วยการเสนอให้มีการปรับ ครม. ฯลฯ



การ "หยุดพูด" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็นคือ

1.นำดาวพุธถอยหลัง มาเป็นข้ออ้าง เพื่อต้องการลดแรงปะทะในช่วงอุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรง เพราะต้องไม่ลืมว่า หลังการเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 แม้พรรคไทยรักไทยจะได้เสียงท่วมท้น 375 เสียง แต่เสียงการทุจริตคอร์รัปชั่นในรัฐบาลก็พรั่งพรูออกมาชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

การใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว จึงน่าจะเป็นวิถีทางหนึ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อลดแรงกระแทก

2.เป็นเชื่อในทางโหราศาสตร์ เพราะข้อมูลทางดาราศาสตร์ "ดาวพุธ" มีความหมายเรื่อง มันสมองและสติโดยตรง หากดาวพุธในดวงชะตาของใครเสีย ต้องระวังอย่างหนักเรื่องคำพูด ความคิด การกระทำ เพราะอาจเกิดปัญหา อุปสรรค ศัตรูได้

ช่วงนั้น "โหรไทย" หลายสำนักตรวจดวง พ.ต.ท.ทักษิณตรงกัน ว่า เป็นช่วงพระราหูเสวยอายุ ทำให้มีแต่เรื่องวุ่นวาย ตั้งแต่ช่วงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 จนถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2548 ไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะพูดอะไรก็เป็นปัญหา คนจะเข้าใจผิด ต้องพูดให้น้อยลง หรือสงบปากยิ่งดี

จึงเป็นไปได้ที่การหยุดพูดคือการ "ถือเคล็ด" ทางโหราศาสตร์...?

หากมองอย่างพิเคราะห์ใน ข้อสังเกต 2 ประเด็นข้างต้น จะพบว่า ด้วยบุคลิก นิสัยแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนชอบพูด เชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ยอมใคร หากโดนโจมตีจะตอบโต้กลับด้วยถ้อยคำ

เป็นไปได้แค่ไหนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะอดทน อดกลั้นโดยไม่ยอมตอบโต้ "คู่ต่อสู้" ในลักษณะท่าทีรุนแรง และแข็งกร้าวเลยตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม

เพราะฉะนั้นการหยุดพูดโดยอ้าง "ดาวพุธถอยหลัง" เพื่อลดแรงปะทะทางการเมือง คงไม่ใช่ความตั้งใจที่แท้จริง..หากแต่ "ความเชื่อทางโหราศาสตร์" ต่างหาก ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สงบปาก สงบคำ ได้นานถึง 1 เดือนเต็ม

การลดแรงปะทะทางการเมือง จึงเป็นเพียง "ผลพลอยได้" ในห้วงที่อุณหภูมิการเมืองร้อนระอุเท่านั้น...!!



หลังจาก 1 เดือน พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มฉายแวว "ทักษิณคนเดิม" ให้เห็นอีกครั้ง แม้จะยังไม่ "เต็มสูบ" ก็ตามที

อย่างเมื่อ 4 ธันวาคม ถูกถามเรื่องแรงกดดันจากลูกพรรคไทยรักไทย ที่ต้องการให้มีการปรับ ครม. พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า "วันนี้เป็นวันดีครับ ไม่พูดครับ" แต่เมื่อถูกรุกด้วยคำถามเดิมอีกครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณออกอาการหงุดหงิดผ่านทางสีหน้า ก่อนจะตอบว่า "ไม่พูดครับ พูดภาษาคนรู้เรื่องนะครับ"

4 ธันวาคม ยังเป็นช่วงพระราหูเสวยอายุ จะให้ครบกำหนดจริงๆ ก็ต้องหลังวันที่ 7 ธันวาคม...?

ฉะนั้น "คำพูด" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ 07" ยังไม่ดุเด็ดเผ็ดร้อนตามสไตล์ที่ถนัด

แต่ที่เห็นเด่นชัดว่าความเป็น "ทักษิณคนเดิม" กลับมาแล้ว ก็เมื่อ 22 ธันวาคม เมื่อถูกซักถามกรณีผู้เชี่ยวชาญในกองทัพอากาศทำรายงานสมรรถภาพของเครื่องบิน ซู-30 ผลออกมาค่อนข้างมีปัญหา พ.ต.ท.ทักษิณย้อนถามว่า "ผู้เชี่ยวชาญคนไหน ชื่ออะไร" ผู้สื่อข่าวตอบว่า เป็นรายงานที่เสนอกองทัพอากาศของผู้เชี่ยวชาญในกองทัพคนหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "โห...ก็ว่ากันไป เอา...ลองไปถามท่านตรงๆ สิ ให้พูดติดไมโครโฟนแล้วมีปากผงาบๆ แล้วผมจะเชื่อ"

อาการบวกอารมณ์เด่นชัดขึ้น ในรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" เมื่อ 24 ธันวาคม

"เวลานี้ลำบากครับจะพูดอะไรไป มีคนพร้อมที่จะพูดเรื่องดีๆ ให้เป็นเรื่องเสียๆ ได้ตลอด ทำเรื่องดีๆ เป็นเรื่องเสียๆ ตลอด เพราะว่ามันมีคนซึ่งเดือดร้อน เพราะผมมาเป็นรัฐบาลเสียประโยชน์ โกงไม่ถนัด บางคนอยากได้สถานีโทรทัศน์ ไม่ได้ก็จะบ้าตาย บางคนพ้นจากรัฐมนตรีก็จะบ้าตายก็มี มันมีหลายประเภท เลยต้องระมัดระวัง"



แต่ที่ "ปรอทแตก" ก็คงเป็นการพูดระหว่าง เป็นประธานมอบนโยบายให้กับผู้ขับรถรับจ้างสาธารณะและโครงการตำรวจพลเมืองดี ที่ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก เมื่อ 25 ธันวาคม

ที่คราวนี้มาพร้อมกับคำว่า "ห่า" และ "เห่า" เต็มไปหมด...?

"ผมเป็นคนรู้มาก แต่เขาห้ามผมพูดมาก บางทีรำคาญ ก็ต้องพูดสักที ไหนๆ จะสิ้นปีแล้ว ก็พูดส่งท้ายปีเก่าหน่อย เอะอะอะไรมันก็บอกว่าผม...รัฐบาลเจ๊งแน่ เห่าเอง ได้ยินเอง หนวกหูเอง...ประชาชนเลือกมาเกือบ 20 ล้านคน มี ส.ส. 370 กว่าคน ไม่ใช่ว่าถึงเวลามามีคนมานั่งเห่าแถวสวนลุมฯ ขนคนมาจากเพชรบุรี ภูเก็ต และแถวๆ ชุมชนบางแห่งใน กทม. เสร็จแล้วมาบอกว่าออกไป คืนพระราชอำนาจ เอ็งบ้าหรือเปล่าวะ...แล้วกติกาบ้านเมืองอยู่ไหน แล้วคนจน คนชั้นกลาง และคนทั้งหลาย ที่เลือกผมมาจะคิดอย่างไร อยู่ๆ มาไล่ออกไป แล้วสั่นเป็นไก่ อย่างนั้นไม่ใช่ผม ชาติหน้าสายๆ เถอะเอ็งเอ๋ย..."

การตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงผ่านเวทีสาธารณะครั้งนี้ หลายคนตั้งสมมติฐานว่า "ดาวพุธ" เข้าที่เข้าทางแล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็ยอมรับว่า เพื่อเป็นการส่งท้ายปีเก่า เนื่องจากตลอดทั้งปีที่ผ่านมา "โดนอัดจนน่วม"

สอดรับกับคำพูดของ "ภูมิธรรม เวชยชัย" รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ที่เชื่อว่า การใช้ถ้อยคำรุนแรง เป็นการพูดจากความรู้สึกจริงๆ ไม่ได้ก้าวล่วงใคร และไม่ใช่การพูดที่เกินเลย

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดปฏิกิริยาจากหลายฝ่าย

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เตือนสติว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องรู้จักเก็บความรู้สึกและความเชื่อบางอย่างไว้บ้าง การพูดตรงไม่จำเป็นต้องหยาบคาย การพูดตรงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าไม่ต้องแสดงความเคารพต่อผู้อื่น พร้อมเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทบทวน ในการปรับท่าทีใหม่ๆ ด้วย

ขณะที่ "องอาจ คล้ามไพบูลย์" โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้คำนิยามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนคนบ้า สติแตก ไม่สามารถควบคุมสติสัมปชัญญะได้ ใช้ภาษาที่หยาบคาย ไม่เหมาะสมกับการเป็นนายกฯ หรือผู้นำของประเทศ

ถ้อยคำที่ "รุนแรง" ในปลายปี 2548 สะท้อนภาพของปี 2549 ได้เป็นอย่างดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมเปิด "เกมรุก" เต็มตัว ทั้งทางด้านนโยบาย และการต่อกรกับคู่ต่อสู้...!!

ที่มา:
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0425301248&srcday=2005/12/30&search=no
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0403301248&srcday=2005/12/30&search=no

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Fri Dec 30, 2005 8:35 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

5+7+9 = 21ต้องอย่าลืม
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Sat Dec 31, 2005 8:09 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

อย่างนี้เขาเรียก21แต้ม ป๊อกเลย
RM
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Fri Jan 06, 2006 4:15 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


วันที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1325 หน้า 77

แมลงวันในไร่ส้ม

ฉัตรชัย สุนทรส

ต้อนรับปีใหม่ 2549 วาทะ"แม้ว"ที่หัวหมากและคลื่นเสียงวิจารณ์

ขึ้นสู่ปีใหม่ 2549 กันแล้ว แต่ "ดาวพุธ" ของคนในวงการเมืองยังเป็นปัญหาอยู่

ไม่ว่าจะเป็น นายปลอดประสพ สุรัสวดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ ที่ระเบิดความไม่พอใจต่อบทกวีของกวีซีไรท์ ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ เรื่อง "ไนท์ซาฟารี" ที่พิมพ์ใน "ข่าวสด" และมีผู้นำไปอ่านในรายการ "ถึงลูกถึงคน" ทางช่อง 9

ทำให้ผู้ติดตามนายปลอดประสพ เข้าทำร้าย นายชัยพันธุ์ ประภาสะวัต ผอ.สถาบันเพื่อสิทธิชุมชน และมีการแจ้งความคดีทำร้ายร่างกายอยู่ในขณะนี้

ส่วนนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่หลบๆ ไมค์นักข่าวด้วยเหตุผลเรื่อง "ดาวพุธ" ก็กลับมาส่งท้ายปีเก่าด้วยฟอร์มอันจัดจ้าน ในการขึ้นเวทีท่ามกลางแท็กซี่นับหมื่นคนที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก

นายกำแหงแห่งคอลัมน์ปลายนิ้วนายกำแหง ยังหยิบเอาเรื่อง "ดาวพุธ" มาตั้งข้อสังเกตในเดลินิวส์ฉบับ 28 ธันวาคม ว่าดาวพุธถอยหลังอยู่หลายวัน ตอนนี้คงเดินหน้าเต็มสูบแล้ว เพราะวันก่อน นายกฯ บุกหนักซัดไม่เลี้ยงพวก "เห่าไล่"

พูดแบบนี้ของผู้นำน่าจะเรียกว่า "พูดเอามัน" เพราะคิดว่าพูดกับคนขับแท็กซี่ต้องขึ้น "มึง-กู" พูดสบถคำให้อร่อยปากไปเลย

นายกำแหงทิ้งท้ายคอลัมน์ด้วยข่าวจากวงการโหรว่า ช่วงนี้ดาวเสาร์มาทับดาวจันทร์ ดาวอาทิตย์ทับดาวพุธในราศีกรกฎ และราหูทับราหู และเล็งลัคนาราศีเกิดของผู้นำในราศีมีน ทำนายว่าดวงผู้นำไม่ดีตั้งแต่ปลายปีถึงปีหน้า ไม่ควรให้สัมภาษณ์ และควรเดินทางไปต่างประเทศสักระยะเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี



ส่วนเหตุการณ์ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา ในงานนายกฯ ทักษิณพบแท็กซี่

ลีลาร้อนแรงของนายกฯ ในวันนั้น ทำให้หนังสือพิมพ์ขึ้นหัวข่าวกันเกรียวกราว อาทิ "ทักษิณด่าแสบ พวกเห่าแถวสวนลุม" (ไทยรัฐ), แม้วด่าแม่ง-ห่า เห่าแถวสวนลุม (ข่าวสด)

ตอนหนึ่งของการขึ้นกล่าวกับแท็กซี่ที่มาในงาน และปรบมือส่งเสียงเฮฮาสนับสนุนวาทะของนายกฯ เป็นระยะ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ทุกคนไม่ต้องตกใจ ไม่มีอะไรมากไปกว่าพวกอกหักผิดหวังทั้งหลาย บางคนอยากทำสถานีโทรทัศน์ แต่ผมให้ไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย ก็โกรธผม บางคนโกงเงินธนาคารและจะยึดธนาคารเป็นบริษัทของตัวเอง เมื่อผมไม่ให้ก็ไปเป็นสปอนเซอร์ให้ประชาชนเดินขบวน บางคนโกงหนีไปนอกประเทศ พอคดีหมดอายุความกลับมาเป็นพระเอกของสื่อมวลชนบางฉบับเสียแล้ว บางคนอกหักไม่ได้เป็นรัฐมนตรี หมดความสำคัญเพราะการเมืองเข้มแข็ง ก็ไปรวมตัวกัน หรือบางคนรับจ้างที่พวกโกงทั้งหลายเป็นคนจ่ายเงินให้ เพื่อมาเดินขบวนก็มี

ผมเป็นคนรู้มาก แต่เขาห้ามผมพูดมาก บางทีรำคาญก็ต้องพูดสักที ไหนๆ จะสิ้นปีแล้ว ก็พูดส่งท้ายปีเก่าหน่อย เอะอะอะไรมันก็บอกว่า รัฐบาลเจ๊งแน่ เห่าเองได้ยินเองหนวกหูเอง

ผมเป็นปัญหาสำหรับบุคคลที่ผิดหวังทั้งหลาย เอ็งจะรวมตัวกันไล่ข้า เอ็งไล่ให้เหนื่อยไปเถอะ เอ็งตายไป แล้วข้ายังอยู่ ไม่ต้องห่วง ไปสัมภาษณ์ ส.ส. คนหนึ่งก็บอกว่า เป็นตัวแทนมุ้ง หน้านี้หน้าหนาวไม่มียุงหรอก ที่ต้องมาเล่าให้พี่น้องแท็กซี่ฟัง เพราะคนขับแท็กซี่สนใจการเมืองจึงเล่าให้ฟังว่า การเมืองที่สุดแล้วต้องมีกติกา ไม่ใช่ว่า ประชาชนเลือกมาเกือบ 20 ล้านคน มี ส.ส. 370 กว่าคน พอถึงเวลามีคนมานั่งเห่าแถวสวนลุมฯ ขนคนมาจากเพชรบุรี ภูเก็ต และแถวๆ ชุมชนบางแห่งใน กทม. เสร็จแล้วมาไล่ ให้ออกไป คืนพระราชอำนาจ เอ็งบ้าหรือเปล่าวะ แล้วกติกาบ้านเมืองอยู่ไหน คนจน คนชั้นกลาง ที่เลือกผมมาจะคิดอย่างไร อยู่ๆ มาไล่ออกไป แล้วสั่นเป็นไก่ อย่างนั้นไม่ใช่ผม ชาติหน้าสายๆ เถอะเอ็งเอ๋ย

บางคนบอกว่านายกรัฐมนตรีกำลังเหลิง จะเป็นประธานาธิบดี เป็นแค่นี้เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ทุกวันนี้อยู่ด้วยจิตรับผิดชอบ ถ้านายกรัฐมนตรีไม่จงรักภักดีแล้ว ผีที่ไหนจะไปจงรักภักดี ผ่านโรงเรียนทหาร ตำรวจ และโดดร่ม ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา ได้รับพระราชทานเหรียญจุลจอมเกล้า

อย่างนี้ไม่เรียกว่าจงรักภักดี แล้วใครจะจงรักภักดี เอ็งเอาอะไรมาพูด



ผู้จัดการรายวัน โดย เซี่ยงเส้าหลง เปิดจอกว้าง เขียนเรื่อง "ท่านดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่ไหน? คำถามล่าสุดถึงนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร" ในฉบับวันที่ 27 ธันวาคม

มีข้อความระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่าเคยดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยามาหลายหน พร้อมกับยกวันเวลามาเสร็จสรรพว่า ครั้งแรกที่ได้ยิน คือเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ระหว่างการอ่านคำแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีแจ้งบัญชีรายการทรัพย์สิน

ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2545 ในสภาผู้แทนราษฎร เนื่องในวาระรายงานผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

และอีกบางครั้งที่ในรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

การดื่มพระพิพัฒน์สัตยาตามที่คนทั่วไปเข้าใจนั้น ต้องกระทำใน "พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา" อันเป็นพระราชพิธีที่กระทำต่อเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สำหรับบุคคลที่ได้รับพระราชทาน "เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี" เท่านั้น ไม่ใช่พระราชพิธีสำหรับทหารตำรวจทุกคน

จากนั้นเซี่ยงเส้าหลงยกเอาความเป็นมาของพิธีกรรมอันเก่าแก่มาบรรยายและระบุว่า พระราชพิธีนี้เลิกไปหลัง 24 มิถุนายน 2475 และฟื้นฟูอีกครั้งในรัชกาลปัจจุบัน โดยผนวกเป็นการเดียวกับพระราชพิธีพระราชทาน "เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี" ครั้งแรกเมื่อปี 2512

พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยได้รับพระราชทาน "เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี" ไม่ว่าชั้นใด จึงไม่ได้เข้าร่วมพระราชพิธี "ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา" แต่ในเมื่อได้พูดเรื่องนี้มาหลายครั้งในรอบ 4 ปีมานี้ จึงก่อให้เกิด "คำถาม" ที่นายกฯ ทักษิณควรอธิบายต่อสังคมให้เกิดความกระจ่างเสียที

เปลว สีเงิน ในไทยโพสต์ 27 ธันวาคม เรื่อง "ในกรวดทรายเม็ดหนึ่ง"

ตอนหนึ่งกล่าวว่า อากาศที่หนาวเหน็บมาหลายวัน พลันร้อนระอุ เพราะ "วาทะทักษิณ" โดยเฉพาะจากประโยคว่า "เอะอะก็หาว่าผมไม่จงรักภักดี ปัดโธ่...ถ้านายกฯ ไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดีวะ"

"ผ่านโรงเรียนทหาร ตำรวจ มาแล้ว ดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยามาแล้ว ได้รับพระราชทานเหรียญจุลจอมเกล้า แล้วอย่างนี้เรียกว่าไม่จงรักภักดี แล้วเรียกว่าอะไร เอ็งเอาอะไรมาพูด"

เปลวเตือนว่า การพูดถึงสถาบันอันเป็นเคารพสักการะ ควรเอ่ยในกาลเช่นใด และเมื่อเอ่ย ควรจะใช้กิริยา-วาจา-ท่าทางเช่นใด เพราะถ้านำไปเอ่ยในกาลอันไม่สมควร ด้วยกิริยา-วาจา-ท่าทาง ไม่สุภาพเรียบร้อย ผู้ฟังผู้เห็นอาจจะเกิดความรู้สึกว่าไม่เหมาะสม

"โปรดใช้จิตสำนึกของ "ข้าใต้เบื้องพระยุคลบาท" และจิตสำนึกของคนที่เป็นผู้นำคนทั้งประเทศในฐานะ "นายกรัฐมนตรี" ตรองให้ถ้วนถี่ แล้วรีบบอกกับประชาชนโดยไวว่า ที่พูดไปนั้น ยังยืนยันคำพูดเดิม หรือขอแก้ไขคำพูด?" คอลัมนิสต์ของไทยโพสต์ตั้งคำถาม



ต้องมาจับตาดูกันว่า ปีใหม่ 2549 พ.ต.ท.ทักษิณจะใช้ความเป็นนักบริหารสมัยใหม่ บริหารจัดการดาวพุธของตนเองและบริวาร ให้โคจรอยู่ในร่องในรอยได้อย่างไร

เพราะการพูด การแสดงความเห็นต่อสาธารณะ เป็นงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของ "บุคคลสาธารณะ" โดยเฉพาะคือคนเป็นนายกรัฐมนตรี


ที่มา: http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0414060149&srcday=2006/01/06&search=no
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Mar 05, 2006 1:30 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
From: "OSK boonlit adipat"
Date: Sat, 04 Mar 2006 15:05:47 +0600
Subject: Argentina ... The potential future of Thailand if we don't do anything

Please see this banned video clip.

http://www.it.msu.ac.th/cgmania/aclub/upsite/vdo/index.asp

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Tue Aug 29, 2006 11:48 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10398



"เวรกรรม"ไม่มีอายุความ

โดย จรูญ หยูทอง-แสงอุทัย สมัชชาจังหวัดสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง



บรรดา "สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น"

ในประเทศไทยในวันนี้ คงไม่มีใครน่าเห็นใจเท่านายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆ ที่เป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสภา และนำพาชาติตระกูลประสบความสำเร็จทั้งในด้านเศรษฐกิจและอำนาจวาสนาบารมีในทางการเมืองและสังคม แต่กลับหาความสุขส่วนตัวไม่ค่อยได้

ไปไหนมาไหนก็มีคนคอยติดตามไปตะโกนว่า "ทักษิณออกไป" หรือหลายครั้งก็ใช้คำหยาบคายที่ไม่น่าจะนำมาใช้กับคนระดับ "นายกรัฐมนตรี-ผู้ปกครองระบอบประชาธิปไตย-ผู้เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง-พ่อพระของคนยากคนจน ฯลฯ" สร้างความเหนื่อยหน่ายท้อแท้ให้กับ ฯพณฯ จนถึงกับออกอาการและพึมพำ (คนใต้ว่า ฮึมฮำหรือฮุมฮำ) ออกมาว่า "ผมทำอะไรผิดหมดแหละ แม้แต่หายใจยังไม่กล้าหายใจแรงๆ กลัวผิด" (จึงมีผู้สำทับตามหลังว่า "ก็อย่าหายใจเสียสิจะได้หมดปัญหา")

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีและคนแวดล้อมออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมีกระบวนการล่าสังหารนายกรัฐมนตรี และมีการจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นคนสนิทของรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายใน (กอ.รมน.) พร้อมวัตถุระเบิดครบครัน

แต่แทนที่ประชาชนและสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศจะเชื่อ (ทั้งๆ ที่อยากให้เป็นความจริง) ตามที่นายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ตำรวจและคนใกล้ชิดเชื่อ กลับมองว่าเป็นการ "จัดฉาก" เพื่อกลบเกลื่อนกระแสข่าวที่ประชาชนเชื่อว่ากลุ่มคนที่มารุมทำร้ายผู้ต่อต้านนายกรัฐมนตรีอย่างป่าเถื่อน เหิมเกริม และเหยียบจมูก "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า มาจากการรู้เห็นเป็นใจของคนในฝ่ายรัฐบาล

ก่อนหน้านี้นายกฯทักษิณเคยถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอันจะนำมาซึ่งโทษทัณฑ์ให้ต้องเว้นวรรคทางการเมือง หรืออย่างน้อยก็ทำให้ขาดความชอบธรรมในการที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือนักการเมืองผู้อาสาเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศแทนประชาชนคนไทย

แต่นายกรัฐมนตรีทักษิณก็ผ่านพ้นเงื้อมมือกฎหมายมาได้เพราะกระแสสังคมในขณะนั้นเรียกร้องต้องการให้คนมีความรู้ความสามารถและมีฝีมือในการบริหารโดยเฉพาะการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ และเห็นใจในการกระทำที่เจ้าตัวบอกว่า "บกพร่องโดยสุจริต"

ซึ่งในขณะนั้นคำคำนี้เป็นวาทกรรมที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกทำนองว่า "หัวเราะก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ออก" (แต่หากคำคำนี้ถูกปล่อยออกมาในปัจจุบันคงจะไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน)

เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าบริหารบ้านเมือง นายกรัฐมนตรีทักษิณก็กระทำการหลายอย่างหลายประการที่ตรงกับความต้องการของประชาชน เช่น การทำสงครามกับยาเสพติด การทำสงครามกับความยากจน และการทำสงครามกับการคอร์รัปชั่น

แต่หลายอย่างก็ขัดหูขัดตาประชาชน

เช่น การนำนักการเมือง "พันธุ์ยี้" มาร่วมบริหารประเทศ การฆ่าตัดตอนผู้เกี่ยวข้องในคดียาเสพติด การแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ท่ามกลางความไม่ชัดเจนในเรื่องข้อมูลและความไม่เป็นเอกภาพของผู้ปฏิบัติ ฯลฯ

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีขายหุ้นให้กับต่างชาติโดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว จึงทำให้ประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาทวงถามพร้อมๆ กับข้อสงสัยในกรณีอื่นๆ อีกมากมาย แทนที่นายกรัฐมนตรีทักษิณจะออกมาชี้แจงแต่กลับตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรง แจ้งความดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายนับร้อยล้าน และยุบสภาเพื่อให้เลือกตั้งใหม่ ฯลฯ

ด้วยความผิดพลาดบกพร่องทั้งโดยสุจริตและไม่สุจริตจนนำไปสู่กระบวนการล้มล้างระบอบทักษิณที่มีเครือข่ายกระจายไปทั่วประเทศและทั่วโลก เกิดวาทกรรม "ทักษิณ-ออกไป" "ยิกทักษิณ" "หน้าเหลี่ยม" ฯลฯ สร้างสรรค์บทเพลง สารพัดสื่อ สารพัดวิธีการออกมาขับเคลื่อนเพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีคนที่ประชาชนส่วนหนึ่งของประเทศเห็นว่าขาดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของพวกเขาต่อไปลาออกไป

ในขณะที่นายกรัฐมนตรีทักษิณและคนแวดล้อมกลับยืนยันว่าพวกเขาก็มีความชอบธรรมโดยกฎหมายที่จะอยู่ในตำแหน่ง ทำหน้าที่ต่อไปด้วยเสียงสนับสนุนหลายล้านคน (แต่มีคนออกมาตะโกนว่า "ทักษิณ-สู้ๆ" มีไม่กี่คนก็ตาม)

น่าสงสัยว่าทำไมนายกรัฐมนตรีทักษิณจึงถูกเกลียดชังจากประชาชนคนไทยมากมายถึงเพียงนี้ หากศึกษาประวัติศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยทั้งหมดเท่าที่เคยมีมา ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นทหาร หรือพลเรือน ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนที่ถูกประชาชนสาปแช่งได้ยาวนานและตลอดเวลายี่สิบชั่วโมงเช่นนี้

หากลองพิจารณาจากเอกลักษณ์ อเนกลักษณ์และอัตลักษณ์อันเป็น "สัญลักษณ์" ของความเป็น "ทักษิณ" หรือ "ระบอบทักษิณ" ซึ่งน่าจะส่งผลต่อ "ภาพลักษณ์" และนำไปสู่ความเป็นคน "อัปลักษณ์" (ในสายตาของฝ่ายต่อต้าน) พอจะประมวลได้คร่าวๆ ดังนี้

1.นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่เติบโตอยู่ท่ามกลางกระแส "เศรษฐกิจพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นท้องถิ่นนิยมหรือชาตินิยม จึงทำให้ขาดความน่าเชื่อถือที่จะเป็นผู้รับสนองพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เข้าทำนองว่า "งาช้างไม่มีทางจะงอกจากปากสุนัข" นั่นเอง

2.นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก (ที่มาจากการเลือกตั้ง) ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากต่างประเทศ จึงนิยมพูดฝรั่งปนไทย และมักยกตัวอย่างการกระทำประสบการณ์ หนังสือหรืออื่นๆ อีกมากมายที่เป็นของต่างประเทศ ไม่ค่อยรับรู้ในเรื่องราวของคนไทย ท่ามกลางกระแสท้องถิ่นนิยมและชาตินิยมด้วยกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

จึงเป็นการยากที่จะทำให้ชาวบ้านระดับรากหญ้า (ที่รู้เท่ากัน) และชนชั้นกลางที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองในลักษณะเกาะติดเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีทักษิณจะมีจิตสำนึกสาธารณะที่ยกย่องความเป็นไทย เนื่องจากภาษาไทย วิถีไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่แท้จริง แต่นายกรัฐมนตรีทักษิณไม่มีความเป็นไทยตามสัญลักษณ์ดังกล่าว

3.นายกรัฐมนตรีทักษิณดำเนินชีวิตผิดวิถีคตินิยมของคนไทยที่ไม่นิยมเอาศัตรูมาเป็นมิตรและทำให้มิตรกลายเป็นศัตรู หากจะนิยมอยู่บ้างก็คือ "เอาชาวบ้าน (หมายถึงคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติ) มาเป็นพี่น้อง" (หมายถึงญาติ)

ดังจะเห็นได้จากการที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง และอดีตสมาชิกพรรคพลังธรรมอันเป็นบุคคลและพรรคการเมืองผู้ให้กำเนิดทางการเมืองแก่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ กดดันให้นายกรัฐมนตรีทักษิณลาออกจากตำแหน่ง

นอกจากนั้น กัลยาณมิตรในอดีตหลายคนก็กลายเป็นศัตรูไปจนหมดสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้อาวุโสที่เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนไทยโดยทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันคนที่เคยเป็นคู่แข่งขับเคี่ยวกันในทางการเมืองบางคนกลับกลายมาเป็นมิตรคู่บารมีทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรี ลักษณาการแบบนี้สังคมไทยไม่นิยมชมชอบ และมิหนำซ้ำกลับมองว่าผู้ดำเนินชีวิตเช่นนี้เป็นคนไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย เข้าทำนองว่า "ผีตายโหงกับโลงไม้ยาง" หรือที่คนใต้เปรียบเปรยว่าเหมือน "เหล็กขูด (กระต่าย) เหี้ยนกับ (มะ) พร้าวเน่า"

4.นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เติบโตมาจากแวดวงธุรกิจ แต่ไม่ค่อยประสีประสาในเรื่องของบทบาททางการเมือง โดยเฉพาะในกระบวนการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย เช่น การร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 และการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 (แต่ได้ข่าวว่าท่านสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ได้รับเลือกจากผู้สมัครด้วยกันที่ให้เลือกกันเอง)

ท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาที่กำลังอยู่ในกระแสของการปฏิรูปการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นความหวังของประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการปฏิรูปการเมืองซึ่งส่วนใหญ่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่าและกว้างขวางกว่านายกรัฐมนตรี

จึงเป็นการยากที่นายกรัฐมนตรีทักษิณจะสร้างความเชื่อถือเกี่ยวกับการดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและความคาดหวังของมวลมหาประชาชน

จากเงื่อนไข ปัจจัยตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้นายกรัฐมนตรีทักษิณที่แม้จะเป็นคนที่มีคุณภาพในระดับที่พอจะเป็นผู้นำประเทศในยุคที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในเวทีการเมืองระดับภูมิภาคและระดับโลกได้กลายเป็น "ตัวตลก" หรือเป็น "เด็กเลี้ยงแกะ" ในสายตาประชาชนของตนเอง

นอกจากจะไม่ได้รับเกียรติจากประชาชนส่วนหนึ่ง (ซึ่งมากพอสมควร) กลับถูกประฌามอย่างเสียหายจนไม่น่าเชื่อ

แม้แต่ออกมาบอกว่าตนถูกปองร้ายหมายหัวถึงขั้นใช้ "คาร์บอมบ์" (ซึ่งไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้รับเกียรติอย่างสูงส่งเช่นนี้) แต่ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยกลับมองว่าเป็นการจัดฉาก สร้างสถานการณ์

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีเหตุผลอื่นมาอธิบายนอกจากเรื่อง "เวรกรรม" เพราะแม้ว่านายกรัฐมนตรีทักษิณจะหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่นายกรัฐมนตรีทักษิณไม่อาจจะรอดพ้นจากเวรกรรมที่อาจจะเคยกระทำมาทั้งในชาติปางก่อนและชาตินี้ เนื่องจากเวรกรรมมันไม่มีอายุความอย่างกฎหมายนั่นเอง

วางมือเสียเถอะ ทุกฝ่ายจะได้หมดเวรกรรมกันเสียที?

แผนขู่สังหาร "ล่ม" "ทักษิณ"อ้อนน้ำตาตกใน ฤๅแค่กลบข่าวกุหลาบแก้ว ?

ยังคาดเดากันไม่ได้ ว่าสาเหตุที่แท้จริงของแผนมุ่งทำร้ายถึงขนาดจะ "เอาชีวิต" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นมาจากอะไรกันแน่

แต่มีข้อมูลจาก พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า "การข่าวได้แจ้งมาก่อนแล้ว ก็มีความพยายามที่จะทำ ซึ่งเราก็พยายามจับกุมหลายครั้ง ถ้าจำได้ก็คงมีตอนช่วงที่ตนลงเครื่องบินที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) 2 ครั้ง ช่วงหลังที่เกิดอุบัติเหตุ ถ้าจำได้ก็ประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา"

พ.ต.ท.ทักษิณระบุถึงผู้อยู่เบื้องหลัง "แผนล่ม" ว่าเป็นนายทหารในและนอกราชการ 4 นาย แต่ไม่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

แม้วัตถุระเบิดยังไม่ทำงาน แต่อาจจะต้องเพิ่มกำลังในการอารักขาตัวนายกรัฐมนตรีและครอบครัว "มาตรการคือรักษาความปลอดภัย ซึ่งฝ่ายรักษาความปลอดภัยก็อยากให้ระมัดระวังมากขึ้น ตอนนี้กำลังมีเพียงพอ เพียงแต่ต้องระมัดระวังหน่อย"

และมีการเปลี่ยนเวลาปฏิบัติราชการทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ "ในเรื่องเวลากำหนดการ อาจมีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ้าง ส่วนภารกิจนอกพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล อะไรที่จำเป็นก็ไป อะไรที่สามารถให้ตัวแทนไปได้ ช่วงนี้ก็ให้ตัวแทนไปก่อน เฉพาะในช่วงนี้จนกว่าการสืบสวนสอบสวนจะเสร็จสิ้น"

เจอมาทั้งที่สยามพารากอน, เซ็นทรัล เวิลด์, และรถเก๋งบรรทุกวัตถุระเบิด แต่นายกรัฐมนตรียังใจดีสู้เสือ "มนุษย์เกิดมาหนเดียวตายหนเดียว" (24 ส.ค.2549)

"ไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดในประเทศไทย พอเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (24 ส.ค.) และไม่เป็นอะไร คือมันไม่ตาย แต่ถ้าเป็นอะไรก็คือตาย เมื่อพอพ้นคำว่าไม่ตาย บางทีเราก็ลืมนึกถึง แต่พอคิดย้อนไป ความรู้สึกมันเหมือนน้ำตาตกใน" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อหน้าสมาชิกพรรคกว่า 30 คน ณ ห้องสีม่วง ทำเนียบรัฐบาล (25 ส.ค.2549)

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุอย่างเป็นทางการด้วยว่า "มีรายงานข่าวที่ยืนยันข้อมูลว่า มีความพยายามที่จะลอบสังหาร ชุดรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีจึงต้องตื่นตัว"

ดังนั้นก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ พบรถต้องสงสัยเป็นรถเก๋งยี่ห้อแดวู สีบรอนซ์เงิน เลขทะเบียน ฐฉ 3085 พร้อมเชื้อวัตถุระเบิด มีอานุภาพการทำลายล้างรัศมี 1 กิโลเมตร พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 ในฐานะหัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งชุดล่วงหน้า 2 วัน

หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยบอกว่า "เพื่อเตรียมพร้อม เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง เกิดการแบ่งแยกประชาชนเป็น 2 กลุ่ม จึงต้องเตรียมความพร้อมในส่วนของหน่วยรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันและอารักขา วี.ไอ.พี.หรือนายกรัฐมนตรี โดยยึดหลักการต้องรีบนำ วี.ไอ.พี.ออกมาจากพื้นที่ที่มีอันตราย"

คำคาดการณ์ของหัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี สรุปขณะนั้นว่า "ขณะนี้เป็นไปได้ว่าฝ่ายต่อต้านอาจจะใช้วิธีการเปลี่ยนไป โดยใช้ของเหม็นหรือสิ่งปฏิกูลปาเข้ามา จึงต้องเตรียมรับมือ ประสานตำรวจในแต่ละท้องที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่นายกฯต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ"

ดังนั้นแผนรักษาความปลอดภัยจึงได้ถูกปฏิวัติปัดฝุ่นใหม่ ด้วยระบบปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายต้องรับรู้ร่วมกัน คือ

1.จะมีการเพิ่มกำลังคุ้มกันนายกฯและป้องกันไม่ให้มีบุคคลเข้าประชิดตัวนายกฯ โดยจะใช้ตำรวจระดับผู้บัญชาการและเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่และฝ่ายสันติบาลเข้ามาอารักขาความปลอดภัยและปฏิบัติการด้านการข่าวรอบนอกพื้นที่ปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น

2.เพราะประชาชนทั้งฝ่ายหนุน-ต้านที่เฝ้าติดตามภารกิจของนายกรัฐมนตรี จะสังเกตจากความเคลื่อนไหวจากผู้สื่อข่าวและช่างภาพ ดังนั้นอาจจะต้องล่อหลอกผู้สื่อข่าวไม่ให้ติดตามนายกฯในระยะที่ใกล้ชิดมากเกินไป แต่จะมีกำหนดการให้ทราบคร่าวๆ เพื่อใช้ในการไปทำข่าว

3.ให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ จัดการสอบสวนสืบสวนกลุ่มประชาชนที่มาต่อต้าน ว่ามีการเคลื่อนไหวเป็นขบวนการหรือไม่ เพื่อโยงไปถึงผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลัง

4.ประสานกับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่องดหรือลด กำหนดการนายกรัฐมนตรีออกปฏิบัติราชการนอกสถานที่ โดยเฉพาะในที่สาธารณะที่มีประชาชนพลุกพล่าน ยากแก่การรักษาความปลอดภัย

5.ประสานไม่ให้ฝ่ายการเมือง ส.ส. หัวคะแนน นำกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนมาให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้ง่ายต่อการแยกแยะประชาชนกลุ่มต่างๆ

6.ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุอย่างเข้มงวด ทั้งฝ่ายสนันสนุนและต่อต้าน

นอกจากนี้มีการจัดการพื้นที่ที่ทำเนียบรัฐบาลในระดับเข้มข้นที่สุด โดยมีคำสั่งให้กองรักษาความปลอดภัยประจำทำเนียบรัฐบาล เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ทุกจุดประตูทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาลจะมีตำรวจสันติบาลยืนถือปืนเอ็ม 16 เฝ้าตามประตูต่างๆ ตั้งแต่เวลา 08.00 น.ทุกวัน และมีการตรวจสอบรถยนต์, บุคคลที่เข้าออกทำเนียบรัฐบาลอย่างเข้มงวด

การรักษาความปลอดภัยทุกอณูของทำเนียบรัฐบาล ถูกจัดขึ้นโดยกองรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลทุกหน่วยงาน ที่ตึกสันติไมตรี ในวันที่ 26 ส.ค.2549 เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อมรับมือ หากเกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นในทำเนียบรัฐบาล

แม้เสียงระเบิดจะไม่ดังกึกก้อง มีแต่เพียงการจับกุม ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชนะ สังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ที่ขับรถยนต์บรรทุกระเบิดไปวนเวียนอยู่บริเวณใกล้กับบ้านพักของรักษาการนายกรัฐมนตรี

และยังไม่ทันที่การสอบสวนจะเสร็จสิ้น รักษาการนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งปลด พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ออกจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)

หากอ่านเกมแบบชั้นเดียวเชิงเดียวอาจวิเคราะห์ว่า มีการเชื่อมโยงเหตุการณ์การจับกุม ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชนะ ที่เคยเป็น "ลูกน้อง" ของพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายทหาร จปร.7 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

และพลเอกพัลลภนี่เองที่ส่งบอดี้การ์ดไปดูแลความปลอดภัยให้มหาจำลองในช่วงขับไล่นายกฯทักษิณบนถนนราชดำเนิน

เหตุการณ์นี้จึงอาจจะปฏิเสธยากว่า ที่สุดแล้ว "ผู้มีบารมี" จะถูกลากลงมาสู่เกมอำนาจในครั้งนี้ด้วยอย่างตั้งใจ

กลางกระแสร้อน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ออกโรงมาต่อจิ๊กซอว์ให้ชัดขึ้นว่า จริงๆ แล้วตนกับ พล.อ.พัลลภสนิทสนมกันมาก เพราะจบการศึกษา จปร.รุ่น 7 รุ่นเดียวกัน จึงมีการโยงเช่นนั้นเพื่อให้เข้าใจว่าพวกตนเป็นผู้ไปวาง

"ถ้าพวกผมทำ เรียบร้อยไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้ถึงอย่างนี้หรอก ระดับผมและ พล.อ.พัลลภซึ่งเป็นทหารผ่านศึกทั้งสมรภูมิลาว เวียดนาม มาแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะทำอะไรโง่ๆ แบบนั้น พล.อ.พัลลภเขาเป็นนักรบ มีความสุขุมรอบคอบ ผ่านสงครามมาแล้วมากมายก่ายกอง เป็นระดับแม่ทัพนายกอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมมองว่าเป็นฝีมือของทหารเลว ไม่ใช่ระดับชั้นแม่ทัพนายกองหรอก ไม่ใช่ฝีมือระดับ พล.อ.พัลลภที่เคยผ่านการรบทัพจับศึกมาแล้ว ผมคิดว่าน่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์มากกว่า"

"ตอนนี้รัฐบาลพยายามกลบกระแสข่าวที่มีคนต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ และไปทำร้ายเขา ทั้งคนแก่ ผู้หญิง เด็ก และยังต้องการกลบข่าวบริษัท กุหลาบแก้ว ที่เป็นนอมินีด้วย"
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Fri Sep 01, 2006 2:27 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1359

บทความพิเศษ

บรรทัดสุดท้าย BOTTOM LINE...

มีการกล่าวมานานแล้วว่า

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นพวก "บรรทัดสุดท้าย" หรือพวก "สัมฤทธิผลนิยม"

นั่นคือ มุ่ง หรือหวังไปที่ "ผลสุดท้าย" สูงสุด โดยไม่สนใจวิธีการ

ถึงขนาดมีการกล่าวในเชิงลบ ว่า สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณใช้ประชาธิปไตยเป็นเพียง "วิธีการ" ที่จะก้าวไปสู่ "ผล" ตามที่ตนเองหรือพรรคไทยรักไทยต้องการเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่น่าเชื่อ เพียง 5-6 ปี สถานการณ์จะพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง

พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เป็นเพียงคนต้องการ "ผลสุดท้าย" ฝ่ายเดียวเท่านั้น

หากแต่มีคนอื่นกำลังใช้แนวทางนี้ กระทำต่อ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย

ในวันนี้ ต้องยอมรับว่า วิกฤตต่างๆ ที่ถาโถมเข้าใส่ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นหนักหน่วง รุนแรง ถือเป็นวิกฤตอย่างยิ่ง

วิกฤตซึ่งมี "ผู้ที่กระทำ" ทั้งโดย "เปิดเผย" และ "ไม่เปิดเผย"

และดูจะย้อนศร พ.ต.ท.ทักษิณอย่างสำคัญ

นั่นคือ ไม่สนใจว่าวิธีการที่กระทำต่อ พ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าเคลื่อนไหวผ่านการเมือง ชุมนุมประท้วง ตะโกนด่า ดิสเครดิต ทำลายความน่าเชื่อถือ การทำให้เป็นตัวตลก

หรือแม้แต่วิธีการรุนแรงที่กำลังเป็นคำถามว่าจริงหรือไม่จริงนั่นคือ "ลอบสังหาร"

พูดง่ายๆ คือ ฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณไม่สนใจว่าจะเป็นวิธีการตามระบอบประชาธิปไตยหรืออนาธิปไตย

แต่บรรทัดสุดท้ายที่ต้องการ ก็คือ การโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ลงให้ได้

น่าสนใจว่า ด้วยภาวะเช่นนี้ แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะประเมิน "บรรทัดสุดท้าย" ของตนเองอย่างไร!



ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หากติดตามท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณที่แสดงต่อบุคคล กลุ่มบุคคล และต่อสาธารณะ จะพบร่องรอยที่น่า "สนใจ" หนึ่ง

นั่นก็คือ "ความเหนื่อยล้า" "ท้อแท้" ที่ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวสุนทรพจน์ในงานมอบรางวัลแก่ผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่นปี 2549 พูดตอนหนึ่งว่า

"ในโลกตะวันตก ความสำเร็จของคนจะเป็นแรงจูงใจให้คนที่ไม่สำเร็จในวันนี้สำเร็จในวันหน้า แต่จุดอ่อนของคนในสังคมนี้ที่ทำให้ไม่ก้าวหน้าคือ เรื่องจิตใจ ที่มีความอิจฉาริษยามากกว่าการจะพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง"

"มามอบรางวัลวันนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า คนที่มารับรางวัลมีแต่คนรุ่นหนุ่มสาว ทำให้ผมคิดในใจและมีความรู้สึกเหมือนกันว่า มามอบรางวัลให้ให้รุ่นหนุ่มๆ น้องๆ ลูกๆ เพราะผมแก่มากแล้ว 6 ปีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าปีหน้าท่านจะรับจากใคร..."

หรือเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวกับข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ระดับ 9 ขึ้นไป

"สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมในวันนี้จะสนับสนุนให้คนกล้าเปลี่ยนแปลงอีกเยอะ เพราะสิ่งที่ผมพยายามจะเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ต่อส่วนร่วมมีความขัดแย้งสูง แต่สิ่งที่ผมโดนวันนี้มันทำให้คนท้อใจอีกเยอะ เหลือเชื่อสิ่งที่ผมเจอในวันนี้ไม่เคยคิดว่าจะเกิดในสังคม และตัวผมที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงให้บ้านเมือง ผมต้องเหนื่อยมาก"

"พูดตรงๆ ที่ผมเดินสายวันนี้อยากฝากประสบการณ์ที่เป็นนายกรัฐมนตรีมา 6 ปี ให้ไว้กับกระทรวงต่างๆ และถ้าไม่จำเป็นอย่างยิ่งยวดคงจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเหนื่อยมาก พอสำหรับคนในครอบครัวหนึ่ง แต่ถ้ามันจำเป็นอย่างยิ่งยวดก็ต้องเป็นต่อ เลยคิดว่าสิ่งไหนที่เป็นสิ่งดีๆ ก็อยากจะฝากไว้กับเพื่อนข้าราชการ จะได้ลองไปคิดต่อ เพราะบ้านนี้เมื่องนี้พูดได้สองมุมคือ บ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว แต่เป็นมุมของความท้อถอย แต่อีกมุมหนึ่งถ้าพูดอีกมุมหนึ่งว่าบ้านเมืองนี้เป็นของเราต้องช่วยคนละไม้คนละมือเพื่อลูกหลานเหลนของเรา นี่คือสิ่งที่ผมจะเดินสาย แต่คงไม่ได้กี่กระทรวงหรอก เพราะว่ามันท้อแท้ใจมาก สิ่งที่เกิดกับผมขณะนี้ปรากฏว่าเห็นสื่อออกมามันไม่มีความเป็นธรรม แย่จริงๆ"

และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวกับประชาชน 100 คนมาร่วมให้กำลังใจบริเวณหน้าที่ทำการพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ได้กล่าวว่า

"ผมจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อเรียกความสามัคคีให้บ้านเมืองสงบสุขอย่างเร็วที่สุด ที่ผ่านมาการเมืองต่อสู้กันอย่างยาวนาน ทำให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายบางส่วน ผู้ที่เสียประโยชน์บางส่วน ผู้ที่ไม่ได้ประโยชน์บางส่วน และผู้ที่อุดมการณ์ไม่ตรงกันบางส่วนไปรวมตัวกันทำให้สังคมเกิดความแตกแยก"

จากคำพูดนี้ ดูเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณจะยอมรับแล้วว่า "ฝ่ายตรงข้าม" ตนเอง ได้แพร่ขยายออกไปรอบตัวแล้ว



ภาวะที่มี "ฝ่ายตรงข้าม" รอบตัว

ทั้งผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายบางส่วน ผู้ที่เสียประโยชน์บางส่วน ผู้ที่ไม่ได้ประโยชน์บางส่วน และผู้ที่อุดมการณ์ไม่ตรงกัน อย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณว่า

ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณยากอย่างยิ่งที่จะดำรงอยู่บนเส้นทางการเมืองอย่างราบรื่นได้อีกต่อไป

ซึ่งตรงนี้ พ.ต.ท.ทักษิณจะโทษคนอื่นเพียงอย่างเดียวไม่ได้

เพราะเอาเข้าจริง วิกฤตที่สุมรุมอยู่ตรงนี้ เป็นสนิมที่เกิดแต่เนื้อในตน อย่างสำคัญด้วย

พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่ปฏิเสธว่า ยามที่ตนเองกุมอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น

ได้ใช้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการลิดรอนคนอื่น มีการกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ว่าในภาคใต้ การปราบปรามยาเสพติด

ใช้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการผลักดันนโยบายทุกด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่สนองตนเองโดยไม่ใส่ใจคนอื่น

ใช้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ สื่อ จนนำไปสู่ความไม่น่าไว้วางใจ

ขณะเดียวกัน ยังถูกมองในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การคำนึงถึงแต่พวกพ้อง

หรือแม้แต่การขายกิจการส่วนตัว 7.3 หมื่นล้าน ก็ได้นำไปสู่ความกังขา "ใหญ่"

สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ ทำให้เกิดภาวะอย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกข้างต้นนั่นแหละว่า ทำให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายบางส่วน ผู้ที่เสียประโยชน์บางส่วน ผู้ที่ไม่ได้ประโยชน์บางส่วน และผู้ที่อุดมการณ์ไม่ตรงกัน หลอมรวมเป็น "ฝ่ายตรงข้าม" ที่เข้มแข็ง

เข้มแข็งที่จะโค่น พ.ต.ท.ทักษิณลงให้ได้

ทั้งนี้ หมายอาจรวมถึงการลอบสังหารนายกรัฐมนตรีด้วยวัตถุระเบิดในรถยนต์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ด้วย



เหตุการณ์ลอบสังหารดังกล่าว

ต้องถือว่าเป็น "ความรุนแรงขั้นสูงสุด"

แต่กระนั้น สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ คงต้องครุ่นคิดอย่างหนัก

เพราะแทนที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ ในฐานะ "ผู้ถูกกระทำ"

แต่สังคมกลับมานั่งถกเถียงกันว่า เหตุการณ์จริง หรือจัดฉากขึ้นมา

ซึ่งนี่สะท้อนภาวะความไม่เชื่อมั่น ความไม่ไว้วางใจในตัว พ.ต.ท.ทักษิณอย่างชัดเจน

มองในประเด็น "การลอบสังหาร" เป็นเรื่องจริงก่อน

ถ้าเป็นจริง ก็ชวนให้เกิดคำถามว่า ทำไมถึงมีผู้เกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณได้มากขนาดถึงขั้นพยายามลอบสังหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ถือว่ารุนแรงที่สุด

และแทบไม่เคยมีผู้นำคนไหนที่มีปริมาณของความเกลียดชังมากถึงขนาดนี้

ที่เป็นเช่นนี้เพราะความที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นบุคคลที่ก้าวร้าว เหยียดหยาม ท้าทาย ไม่รู้จักทำตนให้เป็นที่รัก ใช่หรือไม่

โดยปกติบุคลิกคนไทยนั้นถึงจะเกลียดผู้นำอย่างไร การคิดสังหารนั้นมีน้อยมาก

แต่หากเหตุการณ์ "ลอบสังหาร" เป็นเรื่องจริง

นั่นก็แสดงว่าความเกลียดชังมีมากจนถึงจุดเดือด ถึงขนาดต้อง "ฆ่าแกงกัน" ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะอาจเป็นชนวนของความแตกแยกและรุนแรง จนอาจนำไปสู่การนองเลือดของสังคมโดยรวมได้

ชี้ชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณนั่นเองคือ "อภิปัญหา" ที่นำไปสู่ปฏิบัติการรุนแรงที่กระทำต่อกัน

เมื่อมองเหตุการณ์ลอบสังหาร ในแง่ "การจัดฉาก" ที่หวังต้องการกลบเกลื่อนบางเรื่องยิ่งแล้วใหญ่

เพราะหากสังคมจับได้ไล่ทัน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเสื่อมความเชื่อถือลงไป ถึงขั้นล้มละลายเลยทีเดียว

ภาวะเช่นนี้ ย่อมต้องไปขยายความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้น และไปกระตุ้นให้คนเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณมากขึ้น

เมื่อเกลียดมากขึ้นๆ การคิดขจัดผู้มีอำนาจด้วยวิธีรุนแรงก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

นี่เป็นภาวะที่สะพรึงกลัวของสังคมไทย ในอนาคตอันใกล้นี้



กล่าวโดยสรุป ขณะนี้ ความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ตกต่ำลงอย่างมาก

และภาวะเช่นนั้น พ.ต.ท.ทักษิณก็รู้อยู่เต็มอก และได้สะท้อนผ่านคำพูดอย่างท้อเแท้ เหน็ดเหนื่อย ในหลายวาระ

ขณะที่ภาวะความขัดแย้งของสังคม ก็ได้ขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง

วันนี้ฝ่ายตรงข้ามของระบอบทักษิณ ไม่ได้มีเพียงแค่การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายพันธมิตรฯ ฝ่ายปัญญาชน คนชั้นกลาง อย่างเปิดเผยเท่านั้น หากแต่มีคู่ความขัดแย้งที่ไม่เปิดเผย และเลือกใช้วิธีการกระทำต่อกันชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะนำสังคมไปสู่ "ความรุนแรง" สูงมาก

แม้ พ.ต.ท.ทักษิณอาจจะมีความหวังว่า หากเร่งให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว ชัยชนะจากการเลือกตั้งอาจทำให้ตนเองและพรรคไทยรักไทยมีความชอบธรรมที่จะกลับมาบริหารประเทศได้อีกครั้งก็ตาม

แต่คนฉลาดอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คงประเมินได้ไม่ยากว่า ภาวะแห่งความบานปลายของสถานการณ์ "ทักษิณออกไป" นั้น มีแนวโน้มสูง ที่ทำให้เกิดสภาพ แม้จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

แต่อาจไม่สามารถบริหารประเทศได้ต่อไป

เมื่อมองเห็น "บรรทัดสุดท้าย" มีแนวโน้มที่จะจะมีคำตอบเช่นไรแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะ "นักสัมฤทธิผลนิยม" ไม่คิดจะเสียสละอะไรบ้างหรือ

นี่เป็นคำถามที่หลายคนใจจดจ่อรอคำตอบ

และคาดหวังว่า น่าจะเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์

แต่กระนั้น ก็คงต้องทำใจไว้ล่วงหน้าด้วยว่า ถึง พ.ต.ท.ทักษิณจะรู้ว่าบรรทัดสุดท้ายคืออะไร อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณอาจจะทำใจยอมรับการ "ถอย" ไม่ได้

ถอยไม่ได้เพราะความหอมหวนของอำนาจ

ถอยไม่ได้เพราะความหวาดระแวงที่จะถูกตาม "เช็คบิล"

นี่จึงอาจเป็นภาวะที่ทำให้ "รุกก็ไม่ได้ ถอยก็ไม่ได้" มีแต่ต้องฟาดฟันกันให้ล้มตายไปข้างหนึ่ง

หากเป็นเช่นนั้นก็คงเป็นความโชคร้ายสุดสุดของสังคมไทยอีกครั้ง

เพราะคนที่มองเห็นแต่ "บรรทัดสุดท้าย" ที่มีเพียงแต่คำว่า "ชนะ" อย่างเดียว ก็อาจใช้ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะรุนแรง โหดเหี้ยมเพียงใด กำจัดฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้สัมฤทธิผล "ชนะ" ให้ได้!
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Wed Sep 13, 2006 1:47 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ปีที่ 15 ฉบับที่ 745 วันที่ วันศุกร์ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2549

บทบรรณาธิการ / พงษ์ศักดิ์ ศรีสด

เวรกรรมที่โอบล้อม 'ทักษิณ'!?

ก็คงถึงคราวที่จะได้รับผลกรรมที่ก่อเอาไว้แล้วละครับ ปัญหาจึงประเดประดังเข้าใส่รัฐบาลรักษาการอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แบบว่าหมดเรื่องโน้น ก็จะมีเรื่องนี้แทรกซ้อนขึ้นมาไม่หมดไม่สิ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ชาวประชาทั้งหลายจะได้รู้เช่นเห็นชาติ หรือเห็นตัวตนที่แท้จริงของ 'ผู้นำ' ที่ตัวเองเคยยกย่องและชื่นชอบกันเสียที...

ซึ่งล่าสุดนี้ น่าจะเจอ 'ของจริง' เข้าเต็มๆ จึงได้พูดเป็นนัยๆ กับคณะรัฐมนตรีว่า "เมื่อเลือกตั้งกันแล้ว บ้านเมืองจะได้กลับมาเข้าที่เข้าทาง ปัญหาต่างๆ จะได้จบเสียที หลายคนจะได้หมดเวรหมดกรรมซะที รวมทั้งตัวผมด้วย" แต่ผมก็ว่ามันคงจะไม่ง่ายอย่างนั้น? เนื่องจากวิกฤติที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตอนนี้มันเดินทางมาใกล้ถึงฉากสุดท้ายแล้ว เพียงแต่ว่า 'ไคล์แม็กซ์' ของเรื่องราวจะออกมาอย่างไร? และใคร? เป็นพระเอก หรือใคร? เป็นผู้ร้ายเท่านั้น

เช่นเดียวกับข่าวท่านถูกปองร้ายเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ยังไม่วายจะมีคนตั้งข้อสงสัยว่าจริงหรือ? ที่ตำรวจบอกว่ามีคนคิดใช้รถบรรทุกระเบิดหรือคาร์บอมบ์ ถล่มใส่ขบวนรถท่าน ขณะที่ 'สื่อ' หลายๆ สำนักตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นการจัดฉาก เพื่อกลบปัญหาหลายๆ เรื่องที่กำลังประเดประดังเข้าใส่ท่าน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการเปิดเกม 'รุก' อีกฝ่ายเพื่อชิงพื้นที่ข่าวคืนจากอีกฝ่ายนั่นแหละครับ ไม่ได้เห็นอกเห็นใจ หรือเป็นห่วงเป็นใยแต่ประการใด ซํ้าร้ายกว่านั้นยังมีคนมองว่าทหารที่ถูกจับ เป็น 'แพะ' อีกต่างหาก

ไม่รู้นะครับ ผมว่าเรื่องดังกล่าวนี้มันก็ดูยังไงๆ? อยู่เหมือนกัน ตั้งแต่เริ่มมีการจับกุม 'ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ' พร้อมกับมีการอธิบายอุปกรณ์ระเบิดที่ยึดได้ในรถยนต์ของกลางแล้ว ยิ่งมาเห็นการเอาจริง-เอาจัง จนดูเหมือนลุกลี้ลุกลนผิดปกติของตำรวจในเวลาต่อมา ผมก็ว่าเรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว

แต่ก็เอาเถอะครับ มาจนถึงขั้นนี้แล้ว จะเอาไงก็เอากัน ติดตามไปเรื่อยๆ ว่าตำรวจท่านจะลากไปที่ใคร? บ้าง อย่างสัปดาห์นี้เห็นบอกว่าจะจับเพิ่ม แต่ที่ไหนได้เป็นการเชิญตัวมาคุยเท่านั้น ยกเว้น พ.ท.มนัส สุขประเสริฐ ลูกน้องคนสนิท พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รอง ผอ.กอ.รมน. ที่ถูกปลดจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ และถูกควบคุมตัวที่เรือนจำทหาร ร่วมกับ ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ

ส่วนตัวละครอื่น? อาทิ พล.ต.ไพโรจน์ ธีรภาพ (ตท.รุ่น 11) ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ช่วยราชการกอ.รมน. ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้ารับงานจาก...? ให้มาลอบสังหารนายกฯ เห็นแต่ตำรวจเอ่ยชื่อ?ยังไม่ปรากฏตัวออกมา เช่นเดียวกับ 'เสธ.ตี๋' พ.อ.สุรพล สุประดิษฐ์ นายทหารฝ่ายการเงิน กอ.รมน. ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จ่ายเงินซื้อรถแดวูที่จะใช้ทำคาร์บอมบ์

ย้อนกลับไปที่เรื่องการเลือกตั้งอีกที ผมมองว่าการเลือกตั้งที่มีขึ้นคงไม่ทำให้ใคร? หรือกระทั่งท่านผู้นำจะหมดเวรหมดกรรมไปง่ายๆ หรอกครับ เพราะยังไม่รู้ว่าการเลือกตั้งที่กำหนดไว้วันที่ 15 ตุลา. จะเลื่อนออกไปอีกสักกี่วัน เนื่องจากกระบวนการ 'คัด' เลือกตัวกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต.ชุดใหม่ของวุฒิสภา ยังไม่แล้วเสร็จ!? และที่สำคัญก็คือ พรรคไทยรักไทยยังมีวิบากกรรมอีกหลายๆ เรื่องรออยู่ข้างหน้า...

เอากันใกล้ๆ ตอนนี้ก็มีคดีความว่าด้วยการจ้างพรรคเล็กลงสมัครที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งมีหลักฐานค่อนข้างแน่นหนาว่า 'แกนนำ' พรรคไทยรักไทย ไปดำเนินการตามข้อกล่าวหา และมีแนวโน้มสูงว่าอาจจะถึงขั้นยุบพรรคไทยรักไทยกันเลยทีเดียว

นี่! ว่ากันเฉพาะเรื่องสำคัญๆ นะครับ ยังมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อื่น? อีก ไม่ว่าเรื่องการตรวจสอบว่า บริษัทกุหลาบแก้ว เป็น 'นอนินี' กองทุนเทมาเส็กหรือไม่? หรือกระทั่งการเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นของลูกๆ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งแต่ละเรื่องก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เสื่อมทรุดลงไปเรื่อยๆ

ว่าที่จริงแล้ว ทั้งหลาย-ทั้งปวงที่เป็น 'ปม' ปัญหาวิกฤติอยู่ในยามนี้ จุดเริ่มต้นจริงๆ ก็เกิดขึ้นจากตัวท่านผู้นำเองทั้งนั้น ผมรู้ว่าคนอื่น? คิดกันอย่างไร แต่ส่วนตัวผมเองนั้นมักรู้สึกว่าท่านชอบทำทุกเรื่อง-ทุกอย่างให้รวบรัด และออกจะง่ายไปหน่อย เพียงท่านยอมให้กระบวนการตรวจสอบท่านตามระบบตั้งแต่แรก ก็ไม่ต้องรอการเลือกตั้งอะไรทั้งนั้น หรือถ้าท่านดีจริง หรือทำทุกอย่างถูกต้อง ท่านก็อยู่ต่อได้อยู่แล้ว แต่ถ้าท่านทำผิด ต้องรับโทษตามกฎหมายด้วยนะครับ...

ผมอยากจะบอกว่า ทุกคนที่ออกมาต่อต้าน 'ระบอบทักษิณ' ไม่มีใครแอบจิตคิดหวังตำแหน่งลมๆ แล้งๆ อะไรของท่านหรอกครับ มีแต่ปักจิตปักใจคิดว่าถึงเวลาต้องเอาชาติบ้านเมืองกลับคืนมาเท่านั้น.

เพราะฝีมือ 'ทักษิณ' แท้ๆนักการทูตยังต้องทะเลาะกัน

นายกฯ ทักษิณของเราโกอินเตอร์ไปแล้วครับกับการสร้างความแตกแยก เพราะทุกวันนี้ไม่ใช่คนไทยเท่านั้นที่ต้องทะเลาะกันเองเพราะเรื่องการเมือง

แม้แต่คนในวงการทูตในบ้านเราก็ยังมองตากันไม่สนิททุกครั้งที่ต้องพูดถึงการเมืองไทย

จะบอกว่านักการทูตแตกออกเป็นสองเสี่ยง เพราะฝีมือของผู้นำไทยก็คงไม่ผิด

พูดง่ายๆ ก็คือ บรรดานักการทูตทั้งหลายในกรุงเทพฯ ตอนนี้แบ่งออกเป็นสองฝ่ายเหมือนคนไทยที่เป็นเจ้าบ้านไม่มีผิด

ฝ่ายหนึ่ง คือนักการทูตที่รักทักษิณแบบสุดๆ ผู้นำไทยจะทำอะไร ดูจะเข้าตากรรมการไปเสียหมด

อีกฝ่ายหนึ่งพอจะจัดให้เป็นประเภท 'พันธมิตรนักการทูตเพื่อประชาธิปไตย' ก็น่าจะได้ คือเป็นพวกเห็นไส้เห็นพุงทักษิณ ท่านรักษาการนายกฯ จะทำอะไรดูมันขัดหูขัดตาไปหมด

พูดไปแล้วไม่น่าเชื่อ นักการทูตที่ยืนเคียงข้างคุณทักษิณ ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนของประเทศตะวันตกที่ถือได้ว่าอยู่ในขั้นพัฒนาแล้วทั้งทางด้านการเมืองและสังคม บางประเทศมีภาพของการเป็นแม่แบบของประชาธิปไตยด้วยซ้ำ

นักการทูตในกลุ่มนี้ไม่คิดอะไรมาก ถ้าคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยของท่านได้คะแนนเสียงจากชาวบ้านในการเลือกตั้ง ก็ถือว่าทุกอย่างเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยแล้ว

เพราะฉะนั้น ท่านทูตทั้งหลายถึงต้องเกาหัวแกรกๆ ด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมคุณทักษิณถึงไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้ ทั้งๆ ที่พรรคของท่านก็ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงแบบท่วมท้นเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา

และก็ยอมรับไม่ได้ที่พรรคการเมืองเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์บอยคอตการเลือกตั้ง แถมสื่อมวลชนและนักวิชาการ ตลอดจนชาวบ้านในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ยังเห็นดีเห็นงามไปกับขบวนการ 'โนโหวต' ด้วย

ข้อกล่าวหาทั้งหลายที่มีต่อคุณทักษิณไม่สำคัญ ไม่ว่าเป็นเรื่องคอร์รัปชัน ผลประโยชน์ทับซ้อน การเล่นพรรคเล่นพวก การแทรกแซงองค์กรอิสระ หรือแม้แต่การขายหุ้นในชินคอร์ปให้กับสิงคโปร์โดยไม่จ่ายภาษีแม้แต่บาทเดียว

ตราบใดที่คุณทักษิณได้คะแนนเสียงจากประชาชนส่วนใหญ่ในการเลือกตั้ง ก็ถือว่าท่านมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

ถ้าจะพูดสั้นๆ ก็คือ นักการทูตกลุ่มนี้มอง 'รูปแบบ' ของประชาธิปไตย (นั่นก็คือการเลือกตั้ง) เป็นสำคัญ ส่วนเนื้อหาที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องรอง

ซึ่งก็เป็นความรู้สึกที่สวนทางกับนักการทูตอีกด้านหนึ่งโดยสิ้นเชิง

นักการทูตกลุ่มที่สองนี้ ส่วนใหญ่มาจากประเทศกำลังพัฒนา และหลายประเทศกำลังเผชิญ หรือเคยผ่านพ้นวิกฤติการเมืองเหมือนกับที่บ้านเรากำลังประสบอยู่

คือเป็นประเทศที่มีผู้นำสไตล์ 'ประชานิยม' ปกครองประเทศแบบกึ่งเผด็จการ ปฏิเสธระบบการตรวจสอบ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ในเรื่องของคอร์รัปชัน แต่เอาคนยากจนเป็นฐานการเมืองด้วยนโยบายเอาอกเอาใจ ทั้งแจกทั้งแถม

ผู้นำประเภทนี้มาสไตล์เดียวกันหมด คือสร้างภาพของการเป็นผู้นำของคนยากไร้ ไม่ยอมฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ไม่เคยละโอกาสที่จะสร้างกระแสชาตินิยมด้วยการแสดงตัวว่าข้าไม่ง้อประเทศมหาอำนาจหรือต้องขอใครกิน

เลือกตั้งทุกครั้งไม่ต้องห่วง ระดมกลไกและอำนาจทุกอย่างในมือและใช้ทุกวิถีทางที่จะเกาะเก้าอี้ไว้ การเลือกตั้งจึงเป็นเครื่องมือพยุงอำนาจเท่านั้น ไม่ใช่เป็นกลไกของการสร้างความเป็นประชาธิปไตย

เพราะฉะนั้นในสายตาของนักการทูตเหล่านี้ การบริหารประเทศในสไตล์ 'ซีอีโอ' ของคุณทักษิณจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอะไรเลย แถมยังเป็นวิธีการที่น่าเป็นห่วงด้วยซ้ำ เพราะนับวันก็ยิ่งจะพาประเทศไทยลงเหว

เพราะประเทศที่เคยมีผู้นำแบบนี้เจ๊งมามากต่อมากแล้ว หลายประเทศในละตินอเมริกามีให้เห็นเป็นตัวอย่าง มีผู้นำประเภทชูธงประชานิยม แรกๆ ชาวบ้านก็หลงใหลได้ปลื้ม กว่าจะรู้ตัวประเทศชาติก็มีหนี้สินท่วมหัวจนเกือบเอาตัวไม่รอด ระบบการเมืองก็แทบล้มครืน ประชาชนแตกแยก จนกลายเป็น 'รัฐล้มเหลว' เหมือนที่อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน เคยเตือนไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน

ถ้าคนไทยทุกวันนี้คุยเรื่องการเมืองกันไม่ได้ เพราะแค่เอ่ยปากก็ทะเลาะกันแล้ว นักการทูตก็เหมือนกันครับ เริ่มตั้งวงเมาท์เรื่องการเมืองไทยเมื่อไร ก็เป็นอันต้องวงแตกทุกครั้ง เพราะถือหางกันคนละข้าง

ทางออกของท่านทูตทั้งหลายก็คือการแยกวงคุย เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจบานปลายกลายเป็นเรื่องพิพาทระหว่างประเทศ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักการทูตตะวันตกหลายประเทศ ชื่นชอบทักษิณเป็นพิเศษก็คือบรรดา 'เมกะโปรเจค' ที่ผู้นำไทยเคยโปรยเป็นยาหอมไว้ ทำเอาทั้งนักธุรกิจและนักการทูตน้ำลายหกไปตามๆ กัน

แต่มีคำถามหนึ่งที่นักการทูตค่ายนิยมทักษิณตอบไม่ได้ก็คือ สมมติว่าผู้นำของประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ โทนี แบลร์ของอังกฤษ หรือประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐ ถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าช่วยครอบครัวขายหุ้นในบริษัทโทรคมนาคมให้กับประเทศคู่แข่ง ประชาชนยังจะยอมให้ผู้นำที่ว่านั่งเสนอหน้าอยู่ในบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวน์นิ่ง ในกรุงลอนดอน หรือในทำเนียบขาว ต่อไปหรือไม่

บางทีฝรั่งที่ว่าก้าวหน้านักหนาในเรื่องประชาธิปไตย ก็มีดับเบิลสแตนดาร์ดได้เหมือนกัน
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Oct 16, 2006 3:28 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ชี้ประเทศในเอเชียให้ความสำคัญต่อการค้ามากกว่าความมั่นคง

วอชิงตัน 16 ต.ค. - ผลการศึกษาในสหรัฐระบุกลุ่มประเทศในเอเชียให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการค้ามากกว่าประเด็นด้านความมั่นคงในภูมิภาค

กลุ่มนักวิชาการระดับแนวหน้าจากสำนักงานวิจัยเอเชียของสหรัฐกล่าวไว้ในงานวิจัยเรื่อง "ยุทธศาสตร์เอเชีย 2006-07 : การค้า การพึ่งพิงซึ่งกันและกันและความมั่นคง" ว่า กลุ่มประเทศในเอเชียมองความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นจักรกลหลักที่จะขยายความมั่งคั่งของประเทศตน ดังนั้น จึงต่างกำลังเร่งกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าซึ่งกันและกัน แทนการส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยระบุว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่กระชับแน่นแฟ้นขึ้นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าประเทศในเอเชียจะไม่มีปัญหาความตึงเครียดหรือความขัดแย้งทางการเมือง หรือเป็นหลักประกันเสถียรภาพภายในภูมิภาคแต่อย่างใด แม้ว่าประเทศเหล่านั้นจะคาดหวังให้สันติภาพธำรงอยู่ในภูมิภาคสืบไป ทั้งนี้ เนื่องจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียที่มีเขี้ยวเล็บทางทหารด้วยก็มักจะแข่งขันทางการเมืองควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

ผลวิจัยยังพบว่า จีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียและในโลกใช้การขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าเป็นตัวเร่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และยกฐานะตนขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ในโลกที่มีอำนาจต่อรองแม้แต่สหรัฐ และว่า สิ่งที่ท้าทายสหรัฐที่สุดในอนาคตก็คือ ความสามารถในการควบคุมการถ่ายเปลี่ยนความเป็นมหาอำนาจ และการธำรงความเป็นมหาอำนาจที่สุดของโลกไว้ในทุกด้าน. –สำนักข่าวไทย

[ 2006-10-16 : 11:38:54 ]




ที่มา : สำนักข่าวไทย
http://www.msnth.com/msn/news/economichighlights/article1.asp

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Apr 01, 2007 1:51 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top









_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Apr 12, 2007 11:06 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

เมาท์สนั่น! “อดีตผู้ยิ่งใหญ่” ควง “ใหม่” เที่ยวห้างดังเมืองผู้ดี

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 เมษายน 2550 16:52 น.


เมาท์สนั่น อดีตผู้ยิ่งใหญ่หน้าทรงเหลี่ยม ควักเงินเป็นฟ่อนเดินห้างดังเมืองผู้ดี ควงนักร้องสาวร่างอวบ “ใหม่ เจริญปุระ” ชอปปิ้ง ด้านประชาสัมพันธ์นักร้องสาว อยู่ระหว่างเดินทางต่างประเทศจริง แต่ไม่ขอตอบข้อซักถามใดๆ รอให้เจ้าตัวกลับมาชี้แจงเอง

ตกเป็นเรื่องเมาท์กระฉ่อนแวดวงไฮโซทีเดียว สำหรับข่าวอดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในบ้านเรา ที่ควงคู่นักร้องสาวเสียงแหบร่างอวบ “ใหม่ เจริญปุระ” เดินชอปปิ้งห้องหรู “แฮร์ร็อดส์” ที่ประเทศอังกฤษ

โดยแหล่งข่าวได้เปิดเผยกับ “บันเทิงออนไลน์” ว่า เรื่องดังกล่าวกำลังเป็นที่สนใจในวงสนทนาแวดวงไฮโซเป็นอย่างยิ่ง โดยเรื่องดังกล่าวเป็นข่าวออกมา เพราะมีไฮโซกลุ่มหนึ่งที่เดินทางไปชอปปิ้งยังต่างประเทศ แล้วบังเอิญเจอกับอดีตผู้นำของไทยคนหนึ่งกำลังควงคู่ชอปปิ้งกับนักร้องสาวร่างอวบ ในอิริยาบถที่กระเง้ากระงอดถือข้าวถือของให้กันแบบหวานฉ่ำ โดยหนังสือพิมพ์หัวสียักษ์ใหญ่ก็ลงข่าวนี้แล้วเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ เมื่อติดต่อขอสัมภาษณ์นักร้องสาวชื่อดัง ประชาสัมพันธ์ค่ายแกรมมี่ได้ตอบสั้นๆ โดยยอมรับว่า นักร้องสาวยังเดินทางไปยังต่างประเทศจริง แต่ไม่ทราบว่า เดินทางไปประเทศใดบ้าง เพราะนักร้องสาวเองก็ไม่ได้มาร่วมแถลงข่าวคอนเสิร์ตของคลื่นวิทยุเอไทม์ ที่เพิ่งแถลงข่าวโดยคอนเสิร์ตครั้งนี้ ซึ่งเจ้าตัวร่วมแสดงด้วย และเกี่ยวกับข่าวที่ออกมานั้น ตนอยากให้รอนักร้องสาวออกมาชี้แจงเองจะดีกว่า

สำหรับอดีตผู้ยิ่งใหญ่รายนี้ ที่ผ่านมาถือได้ว่ามีข่าวการพัวพันกับแวดวงดาราหลายราย โดยก่อนหน้าที่จะมีข่าวกับนักร้องค่ายแกรมมี่ เจ้าตัวก็ตกเป็นข่าวควงนักร้องหญิงเสียงแหบค่ายอาร์เอส มาแล้ว


.........................

ปิดฉากความฮาของทนายคู่หู “ประมาณ-วันชัย”

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 เมษายน 2550 14:43 น.


"ทีไอทีวี" ระส่ำอีก ทนายชื่อดัง "อ.วันชัย" หนีเพื่อนซี้ไปจัดวิทยุกับ "มัลลิการ์ บุญมีตระกูล" ระบุสาเหตุมาจากการแตกคอกันในเรื่องของแนวคิดและจุดยืน ด้าน "อ.ประมาณ" ยอมรับคู่หูไม่จัดรายการทีวีแล้ว แต่เชื่อเป็นการลาเพราะเรื่องของสุขภาพ ยันไม่ได้ทะเลาะและไม่ได้แยกจากกันเสียทีเดียว...

มีข่าวเชิงลบออกมาอยู่ตลอดเวลาสำหรับบรรดาสมาชิกของ “ไอทีวี” ที่ว่ากันว่าหลายคนกำลังจะตีจาก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พวกเขาและเธอหลายต่อหลายคนต่างออกมาดิ้นรน อ้อนวอน เรียกร้องไม่ต้องการจอมืดและอยากจะทำหน้าที่สื่อมวลชนของตนเองกระทั่งสามารถดำเนินการออกอากาศต่อได้ในชื่อของ “ทีไอทีวี” ท่ามกลางข้อครหาของสังคมที่สงสัยว่า คนเหล่านี้มีสิทธิพิเศษเหนือประชาชนคนไทยอื่นๆ อย่างไร ถึงทำให้รัฐฯ ต้องส่อเจตนาทำผิดกฎหมายในการเข้ามาโอบอุ้ม

ในบรรดาคนที่ตกเป็นข่าวก็มีทั้ง “กิตติ สิงหาปัด” ที่ช่อง 3 ยอมรับว่ามีการทาบทามอยู่ หรือจะเป็นผู้ประกาศสาวอย่าง “ตาล ประวีณมัย บ่ายคล้อย” ที่ไปมีรายชื่ออยู่ในทรูวิชั่นส์ (ยูบีซี) ที่กำลังจะมีการเพิ่มช่องขึ้นมาอีก 2 ช่อง รวมถึงข่าวคราวการแตกคอกันของ 2 ทนายชื่อดัง “วันชัย สอนศิริ-ประมาณ เลืองวัฒนวณิช” จากรายการร่วมมือร่วมใจ และตีข่าวเล่าความ

สำหรับเหตุผลของการแยกทางกันนั้น มีรายงานว่าเป็นเพราะทั้งสองมีความไม่ลงรอยกันในเรื่องของความคิดที่เริ่มมาตั้งแต่เมื่อครั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยร่วมกับประชาชนนับแสนรวมตัวกันเพื่อขับไล่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในขณะที่ทนายวันชัยค่อนข้างจะมีความเห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทว่าทางฝ่ายของทนายประมาณนั้นกลับโน้มเอียงไปยังในแนวทางของอดีตนายกฯ

ทั้งยังเคยไปว่าความในศาลปกครองให้กรณีคดีไอทีวีกับ สปน. และกล่าวในระหว่างชุมนุมที่ไอทีวีว่า...ถ้ากฎหมายไม่ดี รัฐบาลก็ควรแก้กฎหมายเพื่ออุ้มไอทีวี

เรื่องมาเข้มข้นขึ้นเมื่อหนึ่งในพิธีกรของรายการร่วมมือร่วมใจที่ทั้งสองทำอยู่อย่าง “มัลลิการ์ บุญมีตระกูล” ประกาศลาออกจากการทำหน้าที่ดังกล่าวโดยให้เหตุผลในทำนองว่าไม่เห็นด้วยในแนวทางของไอทีวี(เดิม) ในเรื่องของการเคลื่อนไหว รวมทั้งเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลมีความสะดวกในการทำให้ทีไอทีวีแห่งนี้กลายเป็นทีวีสาธารณะตามที่ประชาชนต้องการ ทำให้เกิดความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่พนักงานมากขึ้นทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

ล่าสุดในส่วนของ 2 ทนายที่เหลืออยู่ก็ได้แยกทางกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน โดยปัจจุบันทนายวันชัยได้ไปจัดรายการเต็มตัวกับมัลลิกา ในรายการคุยข่าวเล่าความ ทางสถานีวิทยุ Fm 105 (ทุกวัน) ขณะที่ในส่วนของทนายประมาณเองก็ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ยังยืนยันว่าไม่ได้แยกจากกันแต่อย่างใด

“ไม่ได้แยกกันหรอกครับ คืออาจารย์วันชัยเขาลา แต่ว่างานทอล์กโชว์เนี่ยเรายังทำอยู่ด้วยกัน เขาลาเพราะเขาเหนื่อย ตื่นแต่เช้ามาหลายปีแล้ว จัดรายการ 6 โมงเช้าเขาต้องตื่นตี 4-ตี 5 นั่นทำมาหลายปีแล้ว งานอย่างอื่นเรายังทำด้วยกันอยู่ งานเช้าเนี่ยขอลา ส่วนร่วมมือร่วมใจเนี่ยเขาจะอย่างไรอยังไม่รู้ เขาจะแจ้งทางโปรดิวเซอร์เอง แต่งานเช้าเนี่ยเขาบอกว่ามันเช้าขอหยุดก่อน ร่างกายอายุเขาก็มากแล้วเขาบอกนะ กิจกรรมอื่นๆ ยังทำด้วยกันอยู่”

ยืนยันว่าไม่ใช่การแตกคอหรือทะเลาะกัน?
“โอ๊ย...ไม่ได้ทะเลาะกัน คนถามไถ่มาเยอะ อ.วันชัยไปไหน ตอนนี้เขาไปจัดรายการกับมัลลิการ์อยู่ คือพูดตรงๆ นะว่าตอนที่มาทำร่วมมือร่วมใจเนี่ย เราก็ภาระหนักนะ คือต้องหยุดว่าความไปเลย เพราะมันรายการสด พอจัดรายการเช้าก็ต้องงดทอล์กโชว์ต่างจังหวัดอีก เพราะกลับมาไม่ทัน อ.วันชัยเขาก็เลยอยากพักรายการเช้าเพื่อที่จะไปว่าความ ไปทำอย่างอื่นบ้าง ลาพักตั้งหลัก ว่าเขาจะจัดการอย่างไรดี ทำรายการเช้าทอล์กโชว์ตอนเย็นก็กลับมาไม่ทัน น่ะ ว่าความก็ไม่ได้”

“ไม่ได้ทะเลาะกันแน่ ไม่ได้แตกคอ ผมก็จัดรายการอยู่ 3 รายการ เป็นรายการของตัวเอง 2 แล้วก็รับจ้างเขา 1 รายการของทีไอทีวี เป็นพิธีกรให้เฉยๆ ก็ร่วมมือร่วมใจ ส่วนรายการอื่นผมเช่าเวลา ส่วนคนหัวหมอช่อง 3 อ.วันชัยพักมานานแล้ว เขาทยอยพักมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว...(หัวเราะ) เวลาเราดำเนินรายการเราก็เข้าขากัน ทอล์กโชว์เราก็เข้าขากัน เมื่อตอนเราทำรายสารสดชีวิตเราก็เปลี่ยนเลยนะ เปลี่ยนไปคนละเรื่องเลย”

เผยหากมีความคิดเห็นเรื่องอะไรที่ไม่ตรงกัน ก็เลือกที่จะใช้วิธีไม่พูดถึงเรื่องนั้นเพื่อจะได้ไม่ทะเลาะกัน
“เราไม่มีอะไรขัดแย้ง เราไม่คุยกันเรื่องที่เราคิดเห็นต่างกัน ไม่ถกกัน อะไรที่มันต่างเราจะไม่ถกกัน เอาเฉพาะเรื่องที่เราเห็นเหมือนกันพอ อะไรที่มันแตกต่างกันบ้างอย่างเรื่องการเมืองเนี่ย เราก็โตกันแล้วไม่ต้องมาคุยกันมาก เราคบกันมา 30-40 ปีแล้วไง ไม่ใช่เวลามาทะเลาะแล้ว ผมเข้าใจตอนที่เขามาบอกว่าเขาเหนื่อยน่ะ ไม่ต้องอ้อมค้อมกันแล้ว พอมาเจอจังหวะที่ไอทีวีเป็นแบบนี้ด้วยมั้ง...(หัวเราะ) เราบริหารสภาทนายความมาด้วยกันอีกเป็น 10 ปี ไม่มาทะเลาะกันหรอก”

ก่อนจะชี้แจงเรื่องที่เข้าไปช่วยว่าความคดีของไอทีวีว่า...“คือไอทีวีปรับเปลี่ยนพอดีคนเลยเข้าใจผิด คิดไปเลยเถิดว่าเห็นต่างกันหรือเปล่า ไอทีวีเขาจะเป็นอย่างไร เราไม่ได้บริหารไอทีวี เราไม่ได้เกี่ยว อย่างคดีของไอทีวีที่ผมไปช่วยแถลงเพราะว่าเรามีประสบการณ์ในด้านกฎหมาย ที่ต้องไปช่วยแถลงเพราะทนายที่เขาว่าความแถลงไม่เป็นเท่านั้นเอง เราอ่านสำนวนแล้วเราก็เข้าใจเรื่องราวแล้วเราก็แถลงให้ เราไม่ได้รับจ้างตรงนั้น ซึ่งช่วงนี้ไม่ได้ว่าความแล้ว วางรูปคดีอย่างเดียว”

สำหรับ “ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช” และ “วันชัย สอนสิริ” ถือได้ว่าเป็นสองทนายความที่มีความสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก โดยในการจับคู่กันบรรยายทอล์กโชว์ตามสถานที่ต่างๆ ก็มักจะได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีเนื่องจากเนื้อหาของการบรรยายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ดูวุ่นวาย ซับซ้อนและเป็นเรื่องน่าเบื่อได้ถูกทั้งสองนำมาถ่ายทอดให้เป็นเรื่องสนุกสนานเข้าใจง่าย โดยทั้งคู่เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างและมีงานตามเข้ามามากมายหลังจากที่ได้ทำรายการทีวี “แจ้งความ” เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วให้กับช่องไอทีวีนั่นเอง
...
“ประมาณ-วันชัย” สองทนายที่ “คบได้” --> http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=6000000061131

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Apr 16, 2007 12:41 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top














_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณสามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.179 วินาที