------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - ส่องเวบ : สังคมเน็ตฮอต!! เวบฮิต คนรุ่นใหม่ไฮเปอร์คอนเน็กเต็ด
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » ห้องกิจกรรมนำเกียรติภูมิ
ผู้ส่ง ข้อความ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat Mar 24, 2007 11:45 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ส่องเวบ : ชื่อมงคล

ครอบครัวใดที่กำลังจะมีสมาชิกใหม่ ย่อมวุ่นวายกับการค้นหาชื่อมงคลสำหรับทารกน้อย ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกคนใหม่ในบ้าน หลายคนต้องหันหน้าเข้าวัด ขอให้หลวงพ่อตั้งชื่อให้ทารกน้อย บางคนหันไปพึ่งพาโหราจารย์ ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งหันหน้าเข้าหาเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อค้นหาชื่อตามต้องการ

www.narmmongkol.com เวบไซต์ที่นำเสนอโปรแกรมตั้งชื่อมงคล สำหรับการตั้งชื่อ ค้นหาชื่อ และวิเคราะห์ชื่อ-นามสกุล ได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องตามหลักการตั้งชื่อ โดยรวม 3 ศาสตร์ไว้ด้วยกัน ได้แก่ หลักทักษา หลักเลขศาสตร์ และหลักอายตนะ ในฐานข้อมูลของโปรแกรมรวมรายชื่อมงคลกว่า 18,000 ชื่อ ให้เลือกกันอย่างจุใจ เจ้าของเวบเปิดกว้างให้ทดลองใช้งานฟรี 1 วัน

นอกจากชื่อที่เป็นมงคลแล้ว ในเวบยังนำเสนอข้อมูลชื่อที่ควรหลีกเลี่ยงไว้ด้วย เพราะความหมายของชื่อไม่เหมาะสม และมีอักษรที่เป็นกาลกิณีอยู่ในชื่อนั้น จึงไม่ควรจะนำมาใช้เป็นชื่อ แม้ว่าชื่อนั้นจะมีความไพเราะเพราะพริ้งอย่างมากก็ตาม

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Mar 29, 2007 12:15 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ส่องเวบ : เกมสนุก

26 มีนาคม 2550 20:39 น.

อากาศร้อนๆ อย่างนี้ หลายคนเลือกที่จะพักผ่อนอยู่ในบ้าน พร้อมกับอ่านหนังสือ ดูทีวี ฟังเพลง หรือท่องโลกอินเทอร์เน็ต เวบไซต์ http://www.siamcomic.com ได้รวมแฟลชเกมสนุกๆ จากทั่วโลก ในเวบมีเกมให้เลือกเล่นมากมาย เช่น เกมแต่งตัวตุ๊กตาสำหรับเด็กเล็ก โดยมีชุดให้เลือกหลายแบบทั้งชุดเกาหลี ชุดไปเที่ยว และชุดนอน เป็นต้น หรือจะเป็นเกมหาทางออก เกมทำอาหาร และเกมต่อสู้

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคการพับกระดาษ ให้ฝึกสมาธิกับการประดิษฐ์ของสวยด้วยตนเอง และถ้าอยากผ่อนคลายก็มีคลิปวิดีโอตลกน่ารักมาให้ดูคลายเครียดกัน หากอยากรู้ความเคลื่อนไหวในสังคมคนเล่นเกม ก็มีโซนข่าวสารด้านเกมให้เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หรือจะคลิกอ่านรายงานพิเศษ ซึ่งรวบรวมเรื่องราวน่ารู้มากมาย อาทิ เงือกสาวแอเรียลที่ครองใจเด็กหญิงมากกว่าครึ่งโลก หรือจะเป็นเรื่อง "ปลุกตำนาน รถด่วนอวกาศ 999" ที่ครองใจนักอ่านการ์ตูนรุ่นเก่า

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Apr 10, 2007 9:32 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



10 บิ๊กเพลย์เยอร์ออนไลน์ รับดอทคอม 'รีเทิร์น'

แต้มต่อที่อินเทอร์เน็ตมีเหนือกว่าสื่อต่างๆ คือ การ "ปลด" เงื่อนเวลาในการรับชม
ขอเพียงมีดีมานด์ก็สามารถ “คลิก” เข้าไปเสพภาพและเสียง รายการหรือโฆษณาตามที่ต้องการได้



ซ้ำยังมีลูกเล่นมากมาย หวือหวากว่าทีวี รวดเร็วกว่าสื่อสิ่งพิมพ์

นั่นคือความ “อัศจรรย์” ของอินเทอร์เน็ต ซึ่งเมื่อผนวกกับพฤติกรรมคุ้นเคยกับการ "คลิก" ของคนรุ่นใหม่ จึงช่วยขับดันธุรกิจบนออนไลน์ให้กลายเป็นธุรกิจที่มีอนาคตสดใสมากๆ อีกครั้ง

การกลับมาบูมของธุรกิจดอทคอมเที่ยวนี้ จึงได้รับการการันตีจาก "เกจิ" วงการไซเบอร์ทั้งหลายว่าเป็น "ของจริง"

สนุก, กระปุก, พันธวณิช, แมเนเจอร์ ออนไลน์, เซ็ทเทรด, เด็กดี, เอ็กซ์ทีน, เนชั่น, ไทยเซคคั่นแฮนด์ และพันทิป เหล่านี้คือเพลย์เยอร์สำคัญผู้รู้จักนำเอาอินเทอร์เน็ตมา "ขับเคลื่อน" ธุรกิจ


songwut110 บันทึก:
เน็ตฮอต!! เวบฮิต

จากผลการสรุปตัวเลขของเวบไซต์ทรูฮิต (Truehit.net) เมื่อปีที่แล้ว การใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยจะทะลุทะลวง มีคนคลั่งใช้อินเทอร์เน็ตมากถึง 1.67 ล้านคน แน่นอนเมื่อคนใช้เน็ตกันอย่างล้นหลาม "เวบไซต์" ที่เป็นคอนเทนท์หลักจึงได้รับความสนใจ "คลิก" กันอย่างถล่มทลาย


"ดร.ปิยะ ตัณฑวิเชียร" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยพัฒนาบริการ สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ (สบทร.) บอกว่า ปี 2549 มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เข้าเวบไซต์ต่อวันมากถึง 1.92 ล้านคน เป็นคนไทย 1.67 ล้านคน หรือประมาณ 87% หากนับจำนวนหน้าเวบเพจที่คนเข้าไปเยี่ยมชมตลอดทั้งปี จากจำนวนเวบไซต์สมาชิกของทรูฮิตมีสูงถึง 1.9 หมื่นล้าน หรือประมาณ 53.6 ล้านเพจวิวต่อเดือน เพิ่มขึ้น 50% จากสถิติของปีที่แล้ว

ขณะที่กลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าเป็นเพศชาย 55% เพศหญิง 45% กลุ่มอายุที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด อายุระหว่าง 24-35 ปี ราว 32% รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 18-23 ปี ราว 27% โดยกลุ่มนักเรียน นักศึกษา กลายเป็นกลุ่มคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดราว 37.63%

ระบบปฏิบัติการยอดฮิต คนไทยยังคงให้เครดิตระบบปฏิบัติการเอ็กซ์พี (XP) มากถึง 89.69% ขณะที่ระบบปฏิบัติแบบเปิดอย่างลินิกซ์ มีผู้ใช้เพียงแค่ 0.05% เท่านั้น

ส่วนแนวโน้มของการใช้งานเบราเซอร์ ไออี 6 (IE6) มีสัดส่วนการใช้งานลดลงจากที่เคยสูงถึง 93% เหลือ 90% โดยมีเบราเซอร์ ไฟร์ฟ็อกซ์ ขยับขึ้นจาก 2.53% มาเป็น 3.44% โดยเฉลี่ยในปี 2549 มีการใช้เสิร์ชเอ็นจิ้น 79.6 ล้านครั้งต่อเดือน

"สำหรับเสิร์ชเอ็นจิ้นที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ยังคงเป็นกูเกิลมากกว่า 90% รองลงมาเป็นสนุกดอทคอม ที่ใช้ฟังก์ชันของกูเกิลอยู่ 7.58% ขณะที่เสิร์ชเอ็นจิ้นไทยแท้อย่าง siamguru และ sansarn กลับมีคนใช้น้อยกว่า 0.02% ผมว่าเสิร์ชเอ็นจิ้นของคนไทย คงต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องของฐานข้อมูลเพิ่มขึ้นอีกมาก ถึงจะสามารถแข่งขันกับระดับโลกได้"

เวบไซต์ 3 อันดับแรกที่มีคนเข้าชมมากที่สุด อันดับ 1 ได้แก่ sanook.com มีผู้เข้าชมไม่ซ้ำกันต่อวัน 223,597 คน อันดับ 2 kapook.com มีผู้เข้าชมไม่ซ้ำกันต่อวัน 142,020 คน อันดับ 3 manager.co.th มีผู้เข้าชมไม่ซ้ำกันต่อวัน 126,069 คน โดยทั้ง 3 เวบนี้ ยังเป็นเวบไซต์ที่คว้ารางวัล เวบ อวอร์ด 2006 อีกด้วย

ดร.ปิยะ กล่าวต่อว่า ในส่วนของประเภทเวบไซต์ที่มีคนเข้าชมมากที่สุดในปี 2549 อันดับ 1 เป็นเวบไซต์ทางด้านบันเทิง 39.45% อันดับ 2 เวบไซต์ข่าวและสื่อ 7.64% อันดับ 3 เวบไซต์ประเภทบุคคล สังคม 7.16%

"จริงๆ ปีนี้ เวบข่าวมาแรงมาก โดยเฉพาะในช่วงวันที่ประเทศไทยเกิดรัฐประหาร เวบไซต์ข่าวเป็นเวบที่มีคนเข้าเยอะมากที่สุด โดยเฉพาะในวันที่ 20 กันยายน 2549 เราพบว่า มีคนเข้าชมเวบไซต์เกือบแสนคน เฉพาะวันนี้วันเดียว ถือว่าเป็นวันที่มีเพจวิวมากที่สุดของปี 2549

ขณะที่ "คีย์เวิร์ด" ที่ใช้ค้นหาบ่อยในอินเทอร์เน็ต 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.เกม 2.ดูดวง 3.ฟังเพลง

"ผมมองว่าภาพรวมของการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยเมื่อปีที่แล้ว มีอัตราการใช้งานสูงขึ้น สาเหตุหลักมีหลายประการ โดยเฉพาะการลดราคาบรอดแบนด์ การใช้อินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ รวมไปถึงการที่องค์กรธุรกิจเกือบทั้งหมด นำอินเทอร์เน็ตเข้าไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในองค์กร ทำให้การขยายตัวของอินเทอร์เน็ตมีเพิ่มมากขึ้น"

ดร.ปิยะ บอกด้วยว่า ปีนี้ สิ่งที่น่าจับตาคงไม่ใช่เรื่องการเติบโตของสถิติ แต่จะเป็นเรื่องของเนื้อหา (Content) ที่จะมีหลากหลายขึ้นบนอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในกลุ่มของความบันเทิง ข่าว และเวบ 2.0 หรือ (บล็อก)

สำหรับรายได้ของผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดของปี 2549 คือ กลุ่มที่มีรายได้ที่ต่ำกว่า 10,000 บาทลงมา ราว 52% ขณะที่พื้นที่ที่มีการใช้เน็ตมากสุดยังเป็นในกรุงเทพฯ กว่า 42% รองลงมาเป็นภาคกลางทั้งหมด 16%

ทรูฮิตได้แบ่งแต่ละหมวดเวบไซต์ที่ได้รับรางวัลด้วย เช่น หมวดเกม ได้แก่ www.asiasoft.co.th หมวดกีฬา www.soccersuck.com หมวดท่องเที่ยว www.sawadee.com หมวดมือถือ www.siamphone.com หมวดอินเทอร์เน็ต www.thaiware.com หมวดชอปปิง www.pramool.com หมวดอสังหาริมทรัพย์ www.homedd.com หมวดสุขภาพ www.thaihealth.net หมวดหน่วยงานและองค์กร www.glo.or.th (เวบกองสลาก)

หมวดการเงิน www.settrade.com หมวดบันเทิง www.sanook.com หมวดการศึกษา www.vcharkarn.com หมวดคอมพิวเตอร์ www.pantip.com /tech หมวดรถยนต์ www.one2car.com และหมวดข่าว www.manager.co.th

10 อันดับ "เวบ" ฮิตติดชาร์ท

1.www.sanook.com

2.www.kapook.com

3.www.manager.co.th

4.www.teenee.com

5.www.mthai.com

6.www.asiasoft.co.th

7.www.pramool.com

8. http://www.dek-d.com ของ OSK119

9.www.playpark.com

10.www.siamsport.co.th


ธุรกิจดอทคอม "ตัวจริง" บนถนนออนไลน์

7 ปีที่แล้ว ธุรกิจบนดอทคอมของไทยเปิดตัวขึ้นมาอย่าง "หวือหวา" และกลับ "ล้มละลาย" ในชั่วข้ามปี
แต่ธุรกิจดอทคอมที่กลับมาในรอบนี้เป็นไปด้วยท่วงท่า ลีลา ที่สุขุม รอบคอบยิ่งขึ้น จากการเรียนรู้ประสบการณ์ในอดีต
การกลับมาในครั้งนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซสรุปว่า เป็น "ของจริง" มีการซื้อขาย "จริง" เกิดธุรกรรม "จริง"
และเป็นการทำธุรกิจที่สามารถทำเงินได้จริง !!



หากยังจำกันได้ "บิล เกตส์" แห่งไมโครซอฟท์ ได้ทำนายอนาคตของ "ทีวี" ในการประชุมว่าด้วยเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อต้นปีว่า “ภายใน 5 ปีจากนี้ คนจะหัวเราะกับสิ่งที่เรามี”

ในความหมายดังกล่าว บิล เกตส์ ต้องการสื่อว่า ภายใน 5 ปีจากนี้ ทีวีจะถูกทดแทนโดย “อินเทอร์เน็ต”

ปรากฏการณ์ดังกล่าว มิใช่แค่ต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยก็มีสิทธิเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

เห็นได้จากธุรกิจต่างๆ เริ่มเบนทิศสู่ธุรกิจบน "ดอทคอม"

แต้มต่อที่อินเทอร์เน็ตกำลังจะมีเหนือกว่าทีวีสื่อจอตู้ คือ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา-สถานที่ในการเข้าชม

พร้อมเมื่อไร คลิกได้ทุกเมื่อ

ดังนั้นในความเห็นของ ปรเมศวร์ มินศิริ นายกสมาคมผู้ดูแลเวบไทย จึงกล้าฟันธงลงไปว่า ในเมืองไทยปรากฏการณ์ "เหนือกว่า" ของอินเทอร์เน็ตมาแน่ !

เพราะโลกใบนี้กำลังจะขยับไปสู่ยุคที่เขาเรียกว่า “ปฏิวัติดิจิทัล” ทำนองเดียวกับการเกิดขึ้นของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งปัจจุบันไทยได้รับอานิสงส์ โดนหางเลขเข้าให้แล้วเช่นกัน

โดยมี “ผู้ใช้” บีบคั้นให้ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องปรับตัว

“แต่ละธุรกิจตอนนี้เริ่มตระหนักว่า จะเอาอินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วยได้อย่างไร เห็นได้ชัดมาก เพราะผู้ใช้เป็นตัวขับดันเรื่องการปฏิวัติดิจิทัล ผมว่าในเมืองไทยกำลังมา ขณะที่ในเมืองนอกมาแล้ว" นายกสมาคมผู้ดูแลเวบไทยเผย

ปรเมศวร์ยกตัวอย่างให้เห็นว่า เมื่อผู้ใช้ซื้อกล้องดิจิทัล ทำให้บริษัทฟิล์มและร้านค้าต้องปรับตัว ลูกค้าซื้อ iPod เพื่อฟังเพลง หรือ Flat Drive ที่ฟังเพลงได้ ค่ายเพลงจึงต้องหันมาปรับตัวเช่นกัน และสิ่งเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงบริการบนอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้วัฒนธรรมที่กำลังจะตามมากับการปฏิวัติดิจิทัล คือ “วัฒนธรรมคลิก” (Click Culture)

“หลายคนได้เห็นข่าวสาร หรือเรื่องราวจากการคลิก เช่น ดูทีวีไม่ทัน ก็ต้องมาเปิดอินเทอร์เน็ตดู หลายคนเริ่มเสพคลิปวิดีโอสั้นๆ เหล่านี้เป็นชั่วโมงๆ เพราะว่าเขาสนใจ เราเริ่มเข้ามาอยู่ในช่วงนี้แล้ว เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ในปัจจุบัน มีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเข้ามาเล่น” ปรเมศวร์ให้ทัศนะ

เขายังเห็นว่า อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) คือ เครื่องมือ (Tool) สำคัญในการขับเคลื่อนยุคดังกล่าว เพราะคอนเทนท์หรือบริการที่หลากหลายในอินเทอร์เน็ต ย่อมต้องการการรองรับจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น

“ในช่วง 2 ปีหลัง เห็นการเติบโตของบรอดแบนด์ การที่เราเป็นคนทำเวบเอง เราจะรู้ความเร็วของผู้ที่เข้ามาชมเวบ และตามหลักการตลาด การที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแพร่หลายมากขึ้น เพราะราคาถูกลงมาก”

ขณะที่ "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" กรรมการผู้จัดการ บริษัทตลาด ดอท คอม ผู้ให้บริการเวบไซต์ www.thaisecondhand.com และ www.tarad.com และมีประสบการณ์อยู่ในวงการนี้ตั้งแต่ยุคบุกเบิก ก็บอกว่า แม้อีคอมเมิร์ซจะสะดุดไปช่วงเวลาหนึ่ง แต่เริ่มมีพัฒนาการที่ดี โมเดลของธุรกิจเริ่มฉายภาพชัด และค่อยๆ สดใสมากขึ้น

"ตอนนี้ดอทคอม คือ "ของจริง" ไม่ใช่การสร้างภาพลักษณ์เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

อีคอมเมิร์ซตอนนี้ต้องเป็นอะไรที่ชัวร์ สร้างรายได้จริง"

ภาพสวย เวบดัง ตังค์ไม่มี นี่คือคำนิยามดอทคอมยุคฟองสบู่แตก แต่ยุคนี้ เวบไม่ดังไม่ว่า แต่ต้องมีตังค์

และเมื่อพิจารณาจาก ข้อมูลสถานะพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2549 ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พบว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทยปี 2548 มีมูลค่า สูงถึง 220,924 ล้านบาท

เทียบกับปี 2546 ถือว่าเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 71.28%

หากตัดธุรกิจ B2G ที่มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 65% หรือประมาณ 143,437 ล้านบาทออกแล้ว เนื้อในของธุรกิจดอทคอมมีมูลค่า 78,297 ล้านบาท (B2B 30% หรือ 66,095 ล้านบาท และธุรกิจ B2C 11,395 ล้านบาท)

แม้ว่า 3 ปี ตัวเลขของธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะเติบโตเพียง 30-40% แต่ภาวุธถือว่าเป็นการเติบโตที่มีแนวโน้มดีขึ้น และเริ่มมีอิทธิพลกับนักช้อปออนไลน์มากขึ้น

"ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์" ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวว่า นักท่องเน็ตเริ่มยอมรับการจ่ายเงินซื้อของบนเวบมากกว่าการสำรวจครั้งก่อน โดยระบบการชำระเงินยอดนิยมคือ การชำระเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง (e-banking) สัดส่วน 20.28% จ่ายผ่านบัตรเครดิต 20.15% และจ่ายผ่านผู้ให้บริการกลาง 19.72%

เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะคนดอทคอมเริ่มทำธุรกิจเป็น ไม่เน้นการสร้างภาพ และไม่เน้นว่าต้องเป็นแหล่งชุมนุมผู้คนมากมาย ถึงคนจะน้อยหน่อย แต่เป็นคนยอมจ่าย ยอมซื้อจริง พวกเขาแฮปปี้กว่า

ธุรกิจดอทคอมยุคนี้จึงไม่เน้นการสร้างคอมมูนิตี้ แต่ “ดาวรุ่ง” ที่มาแรงส่วนใหญ่กลับกลายเป็นธุรกิจที่เจาะลึกลงแต่ละ “เซ็กเมนท์” เข้าถึงไลฟ์สไตล์คนมากกว่า เช่นเวบสำหรับเด็กวัยทีน เวบเกม เวบชอปปิง กีฬา เวบข่าว หรือสารพัดดาวน์โหลด

“เพราะว่าถ้าทำกว้างแล้วแข่งไม่ได้แล้ว โดนเจ้าตลาดกินหมด” ภาวุธบอก

ในการจัดอันดับ "สุดยอดเวบไซต์" ของทรูฮิตส์ดอทเน็ตพบว่า ปีที่ผ่านมาเวบไซต์ที่มีคนเข้าชมมากที่สุดอันดับ 1 เป็นเวบไซต์ด้านบันเทิง 39.45% อันดับ 2 เวบไซต์ข่าวและสื่อ 7.64% อันดับ 3 เวบไซต์ประเภทบุคคล สังคม 7.16%

"ปีที่ผ่านมาเวบข่าวมาแรงมาก โดยเฉพาะในช่วงวันที่ประเทศไทยเกิดการรัฐประหาร เวบไซต์ข่าวเป็นเวบที่มีคนเข้าเยอะมากที่สุด โดยเฉพาะในวันที่ 20 กันยายน 2549 เราพบว่า มีคนเข้าชมเวบไซต์เกือบแสนคน เฉพาะวันนี้วันเดียว ถือว่าเป็นวันที่มีเพจวิวมากที่สุดของปี 2549 และน่าจะเป็นเทรนด์ปีนี้ด้วย" "ดร.ปิยะ ตัณฑวิเชียร" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยพัฒนาบริการ สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ (สบทร.) หรือทรูฮิตส์ดอทเน็ต กล่าว

ส่วนปีนี้ดร.ปิยะ บอกว่า ให้จับตาเวบกลุ่มบันเทิง ข่าว และเวบ 2.0 หรือเวบบล็อกที่จะมาแรง

เช่นเดียวกับภาวุธที่เชื่อว่า ดาวรุ่งมาแรงสุดสุดที่ได้ใจวัยทีนต้องยกให้เวบบล็อก เวบไดอารี่ ที่มียอดฮิตกันถล่มทลาย เช่น exteen.com ที่มีบล็อกเกอร์แล้วกว่า 6-7 พันราย

ที่สำคัญทุกเวบต่างพยายามสร้าง “สะพานเชื่อม” สู่ “ธุรกิจ” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตามการที่ 5-6 ปีที่ผ่านมา ดอทคอมถูกปล่อยให้อยู่ในสุญญากาศ โมเดลธุรกิจอาจจะดีขึ้น แต่รูปแบบการหารายได้ยังไม่หลากหลายเท่าต่างประเทศ

การโฆษณาหรือแบนเนอร์ยังคงเป็นโครงสร้างหลักในการทำธุรกิจดอทคอม แต่แบนเนอร์ที่จะยอม “แปะ” ต้องเป็นเวบที่มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมหนาตาพอสมควร เช่น พันทิป กระปุก

เพราะเมื่อคนเข้ามาเยอะ โอกาสที่โฆษณาจะผ่านตามีมาก

ภาวุธจึงตั้งข้อสังเกตว่า เม็ดเงินรายได้ของโฆษณาบนเวบยังกระจุกตัวในเวบดังๆ เท่านั้น อย่างสนุก กระปุก ผู้จัดการ กินแชร์ไป 60-70% ของโฆษณาบนเวบไซต์

ขณะที่ปรเมศวร์บอกว่า แนวโน้มใหม่ของ Banner จะมีเรื่องของวิดีโอเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นสปอตโฆษณา ไม่ต่างกับการ “ย่อส่วนทีวี”

“ปีนี้นอกจาก Banner จะมาแล้ว ตัวที่เป็นวิดีโอจะมาด้วย เพราะสามารถเอาสปอตโฆษณาเดิมที่อยู่บนโทรทัศน์ หรือเวอร์ชั่นที่ยาวกว่าในโทรทัศน์มาเล่นในอินเทอร์เน็ตได้ ให้คนได้พูดคุย ได้วิจารณ์

ตอนนี้เริ่มมีลูกค้าเริ่มทำแบบนี้แล้ว สปอนเซอร์สนใจ เพราะเราคลิกเข้าไปดูสปอตโฆษณาชิ้นนั้นได้เลย ดูเวลาไหนก็ได้ที่อยากดู ”

ไม่แน่ว่า เทรนด์ใหม่นี้ อาจจะทำให้รายได้จาก Banner ในภาพรวมสูงขึ้น จาก 2% มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้จากโฆษณาทั้งระบบ

“สมาคมโฆษณาประกาศสัดส่วน 2% น้อยมาก ในต่างประเทศโตน่าจะ 7-10% มองแนวโน้มโฆษณาบนเวบไซต์ ผมคิดว่าแนวโน้มดี แต่ขึ้นอยู่กับอินฟราสตรัคเจอร์ของอินเทอร์เน็ตบ้านเรา

ถ้าเรายังอยู่กับเทคโนโลยีเดิม โฆษณาก็จะไปได้ระดับเดียว แต่ถ้าวันหนึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น 3G และคนจะมีอินเทอร์เน็ตใช้กันมากขึ้น ก็ยังเติบโตได้อีกสัก 5% ก็ดีใจแล้ว”

ดังนั้นในความเห็นของปรเมศวร์ คิดว่า Banner ยังไม่ถึงทางตัน มีแต่จะโตขึ้น

นอกจากเรื่องของวิดีโอแล้ว ปรเมศวร์ระบุว่า เวบที่เป็นสังคมออนไลน์ในต่างประเทศจะมีลูกเล่นถึงขั้นที่จะเลือกแบนเนอร์ในการสื่อสารกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความแตกต่างกัน

“เวบพวกนี้จะเก็บโพรไฟล์ของผู้ใช้ทั้งหมด เพศ อายุ ชอบอะไร พอล็อกอินเข้าไป จะเลือก Banner ที่สื่อสารกับเขา เพราะฉะนั้นสินค้าแคมเปญเดียวกัน อาจจะมีแบนเนอร์ 5 แบบ สำหรับคน 5 โพรไฟล์ ทำให้สามารถสื่อสารกับผู้หญิงอายุมากได้อย่างหนึ่ง ผู้หญิงอายุน้อยอย่างหนึ่ง คนกรุงเทพฯ แบบหนึ่ง คนต่างจังหวัดก็เลือกสื่อสารอีกอย่างหนึ่ง อินเทอร์เน็ตตอบโจทย์พวกนี้ได้”

นอกจากนี้ เขายังเห็นว่า รูปแบบการสื่อสารกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่จะสร้างรายได้ให้กับเจ้าของเวบไซต์ นั่นคือ การใช้มีเดียในลักษณะที่เป็น “เอ็นเตอร์เทนเมนท์” หรือซอฟท์เซลล์มากกว่า “ฮาร์ดเซลล์”

ขณะที่เรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไป สำหรับคนเอเชีย

“ในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น อะไรที่เล่นเพื่อความสนุกสนานจะบูมมาก เช่น เกมออนไลน์ กระปุกจึงเปิดบริการแนวเอ็นเตอร์เทนเมนท์ขึ้นมาก่อน

ความบันเทิงเข้าสู่บ้านคน คือ เวลาเราพูดถึงตลาดเอ็นเตอร์เทนเมนท์ใหญ่มาก เมื่อก่อนเม็ดเงินจะไปตกกับโรงภาพยนตร์ ไปตกกับศูนย์การค้า หรือทีวี วันหนึ่งตัวเลขพวกนี้จะไหลเข้าสู่อินเทอร์เน็ต

ตอนนี้มันไหลเข้ามาแล้วในรูปของเกมออนไลน์ ทำเงินเป็นร้อยๆ ล้าน เผลอๆ จะถึงพันล้าน ใหญ่กว่าตลาดโฆษณาอีก

เราถึงมองว่า นอกจากเราจะเข้าตลาดโฆษณาแล้ว เราควรจะเข้าสู่ตลาดความบันเทิงออนไลน์ ให้ผู้ใช้ซื้อบริการซึ่งเป็นบริการเอ็นเตอร์เทนเมนท์ที่เป็นตลาดหนึ่งที่จะโตมาก แล้วตัวเราเชื่อใน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ในรูปแบบของ Non-Game ว่าจะโตได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเกมออนไลน์เสมอไป”

โฆษณายุคนี้ต้องควรจะปรับไปในเรื่องของเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ให้ความบันเทิงหรือเอ็นเตอร์เทนผู้ชม เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งจะไปกันได้ดีกับการ Banner ในลักษณะวิดีโอ

“วิดีโอ ออนไลน์ ก็มีการแฝงโฆษณาในรูปแบบของรายการสั้นๆ พอดูแล้ว หัวเราะหรือซึ้ง เสร็จแล้วก็ขึ้นโฆษณาชอตหนึ่ง มีแบบนี้กันแล้ว”ปรเมศวร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต ยังคงทำหน้าที่ “เสริม” โฆษณาหลักในสื่ออื่น มากกว่าจะเป็นตัวนำ

อีกธุรกิจดอทคอมที่น่าจับตามอง คือ การ "กลายพันธุ์" ลงมือถือมากขึ้น และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเน็ตมากขึ้น

ไม่เพียงแค่การดาวน์โหลดริงโทน เกม วอลเปเปอร์ แต่การจับมือของกูเกิลกับยาฮูทำให้ใครๆ ก็ท่องโลกอินเทอร์ผ่านมือถือได้สบายๆ

"แนวโน้มนี้เริ่มเห็นชัดที่ญี่ปุ่น เพราะตลอดเวลาการเดินทางเขาจะใช้มือถือตลอด แต่สำหรับประเทศไทยคงต้องอาศัยระยะเวลา

ที่ผ่านมาโมบายไลฟ์จับมือเอไอเอส เพื่อพยายามสร้างคอมมูนิตี้บนมือถือ หรือทรูที่ใช้กลยุทธ์คอนเวอร์เจนท์ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ เหล่านี้เริ่มชัดมากขึ้น" ภาวุธกล่าว

เขาเชื่อว่าการแข่งขันบนโลกอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยยังไม่รุนแรง และยังมีโอกาสมากมายในหลายเซ็กเมนท์ ขอเพียงมองให้ลึก เจาะให้ถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า คนน้อยไม่สำคัญ แต่ต้องเป็นคนที่ "ใช่"

ขณะที่ปรเมศวร์มองว่า อัตราเติบโตธุรกิจดอทคอมในไทยจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางเวบไซต์มีอัตราเติบโตในแง่ของคนเข้าชม (เพจวิว) มากกว่า 100% ติดต่อกัน

“อัตราเติบโต เข้าใจว่าโตตามอัตราเติบโตผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันในเมืองไทยมีประมาณ 10 ล้านคน

ผมคิดว่าบางเวบไซต์เติบโตมากกว่า 100% ก็มีขึ้นอยู่กับสัดส่วนคนชมเดิมว่านานเท่าไร เช่น เวบไซต์สนุกตั้งมาเป็นสิบปี แต่บางเวบไซต์เพิ่งตั้งใหม่ฐานคนดูน้อยก็เติบโตสูง

เพราะฉะนั้นอัตราเติบโต 100% เป็นเรื่องปกติของธุรกิจอินเทอร์เน็ต เยอะกว่านี้เป็น 500% ก็มีมาแล้ว”

ก้าวกระโดด 'กระปุก' ขี่กระแสเวบ 2.0

จะเรียก "ปรเมศวร์ มินศิริ" ว่าเป็น "เกจิ" ธุรกิจดอทคอมก็คงไม่ผิด เพราะเขาคือผู้แจ้งเกิด snook.com เวบที่ขายไปในมูลค่าที่ว่ากันว่าอยู่ในหลักร้อยล้านบาท



และเมื่อหันมาปั้นเวบไซต์ kapook.com กระปุกก็เป็นเวบฮิตระเบิดเถิดเทิงสูสีกับสนุกดอทคอมอีก

และตอนนี้นายกสมาคมผู้ดูแลเวบไทยบอกว่า กระแส Web 2.0 ซึ่งเป็นพัฒนาการของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง กำลังจะกลายเป็นตัว ขับเคลื่อนธุรกิจดอทคอม “นับจากนี้”

“เกิดกระแสมาปีกว่าแล้วสำหรับ Web 2.0 ปีแรกที่มีกระแส คนไม่ค่อยรู้จัก แต่คนมารู้จักกว้างขวางเมื่อนิตยสารไทม์ให้รางวัล People of The Year กับพวกเราทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ในนั้นอธิบายไว้ว่า เป็นเพราะอิทธิพลของ Web 2.0 และพัฒนาตัวเองเป็นเวบไซต์ Myspace เวบไซต์ Youtube”

เขายังเชื่อถึงขนาดที่ว่า ธุรกิจดอทคอมจะกลับมาบูมอีกครั้งอย่างยั่งยืนกว่าเดิม

“เมื่อไทม์ตีกระแสนี้ขึ้นมาในระดับโลก ประกอบกับมีเวบที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ หลายเวบเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกรอบ แม้จะดูไม่บูมเหมือนคราวที่แล้ว แต่ไปได้เรื่อยๆ

ผมเชื่อว่าธุรกิจจะกลับมาแบบยั่งยืน ไม่ได้กลับมาแบบบูมเข้าตลาด อย่างฉาบฉวยเหมือนที่ผ่านมา”

เขายังอธิบายหลักการของ Web 2.0 ว่า จะทำตัวเอง (เวบไซต์) เป็น “ตัวกลาง” ให้ผู้ใช้ได้ใช้ประโยชน์มากที่สุด เช่น เวบไซต์ยูทูบ จะให้คนส่งอีเมลมา แชร์ข้อมูล กันดู หรือเวบไซต์มายสเปซ จะแชร์ความเป็นตัวเอง ออกมาทั้งในรูปของเนื้อหา เรื่องราว และรูปภาพ

ผลก็คือ เวบไซต์ดังกล่าวได้รับความนิยมสูงสุดภายในระยะเวลาอันสั้น โดยเวบไซต์ที่โตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ตโลก คือ ยูทูบ

“ไม่ต้องไปวัดเปอร์เซ็นต์เติบโตเลย เพราะเวบเขาอายุไม่ถึง 2 ปี แล้วโตขึ้นมาขนาดนี้วัดไม่ถูก เป็นเพราะเซอร์วิสที่โดนใจลูกค้า”

ปรเมศวร์พยายามอธิบายให้เห็นภาพว่า เมื่อคอนเทนท์ในยุคปฏิวัติดิจิทัลมีมากขึ้น จำเป็นต้องนำ Web 2.0 มาใช้ ในเรื่องของการ Tagging หรือการติดป้ายบอกแต่ละคอนเทนท์เป็นเหมือนการจัดหมวดหมู่

หลักการของ Web 2.0 นอกจากการแชร์ข้อมูลแล้ว จึงยังหมายรวมถึงการค้นหาข้อมูลที่ง่ายขึ้น !

“การจัดหมวดหมู่แบบ Web 2.0 ดูเหมือนไร้ระเบียบ แต่คือวิธีจัดระเบียบแบบหนึ่ง เอาป้ายมาติดไว้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นชั้นเป็นช่อแบบของเดิม หรือไม่มีอะไรเป็นหมวดของอะไร ทุกอย่างสามารถเซตหมวดที่สามารถมองได้ในหลายๆ มุม นี่คือ ศาสตร์ของการจัดอันดับคอนเทนท์

วิธี Tag ผู้ใช้จะใส่คอนเทนท์เพื่อช่วยอธิบายว่า คอนเทนท์ที่ใส่เข้าไปนั้น มีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง เวลาค้นจะได้ค้นตามกลุ่มคำกลุ่มนั้นได้สะดวกขึ้น มันคือการช่วยค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น ต่างจากกูเกิล (Google) ที่เป็นระบบ Index Search ไปเก็บข้อมูลมาทั้งไซด์แล้วพยายามมาบอก และมาจัดอันดับอันไหนสำคัญมาก สำคัญน้อย”

ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทบันฑิต เซ็นเตอร์ ผู้บริหารเวบไซต์กระปุก ปรเมศวร์บอกว่า กระปุกเป็นเวบไซต์แรกในไทย ที่เริ่มเดินเข้าสู่ Web 2.0 ด้วยการเปิด 2 บริการใหม่กว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ท่องเน็ตดีเกินคาด

“พอเราจับกระแสได้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราก็ปรับโพสิชั่นนิ่ง โดยบอกตัวเองว่า เราควรจะหยุดพัฒนาสิ่งที่เราทำอยู่ก่อน เพราะโลกมันจะเปลี่ยนไปอีกทาง

เราจึงใช้เวลาประมาณปีกว่าเพื่อวิจัยและพัฒนาบริการใหม่ออกมา และในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า เราก็จะปล่อยเซอร์วิสที่เหลือออกมาเพื่อทำให้เวบกลายเป็น Web 2.0 แท้ๆ”

สองบริการใหม่ของเวบกระปุก ได้แก่ บริการสังคมออนไลน์ (Social Networking) และ บริการวิดีโอ คลิป ออนไลน์ เป็นบริการที่มากับ Web 2.0 ซึ่งปรเมศวร์เห็นว่าเป็นแนวโน้มสำหรับการหารายได้จากธุรกิจดอทคอม

“บริการแรกเป็น Business Model ของมายสเปซ ซึ่งปัจจุบันเป็นเวบไซต์ที่ใหญ่ที่สุด เพิ่งแซงหน้ายาฮู (Yahoo) ไปเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา

ส่วนบริการที่สอง เป็น Business Model ของยูทูบ คนมีความต้องการจะดูคอนเทนท์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแอนิเมชัน หรือวิดีโอ คลิป”

ปรเมศวร์เล่าว่า ภายใน 3 เดือนของการเปิดบริการใหม่ เวบไซต์กระปุก มียอดเข้าชมเพิ่มจาก 3 ล้านคนเป็น 6 ล้านกว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากบริการใหม่นี้

“เมื่อสองปีที่เราเงียบไป เพราะไปอบรมที่อเมริกา จ้างฝรั่งมาช่วยวางระบบ Web 2.0 เพื่อเปิดบริการใหม่ แต่ไม่ใช่เราเห็นคนเดียว ใครๆ ก็เห็น ผมว่าจะมีเวบไซต์นำระบบนี้มาใช้ ในปีนี้จะทยอยเปิดตัวขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้บริโภคจะได้ผลประโยชน์สูงสุดจากตรงนี้”

บริการใหม่ดังกล่าว ทำให้โฆษณาบนเวบไซต์มีลูกเล่นมากขึ้น สามารถเพิ่มช่องทางหารายได้ทั้งจาก “โฆษณา” ไปถึงขั้นการ คิดค่าสมาชิกรายเดือน สำหรับบริการพิเศษ ซึ่งเวบไซต์กระปุกเริ่มคิดค่าบริการสมาชิกรายเดือนแล้ว

“กระปุกคาดว่าโฆษณาเยอะขึ้นเท่าตัวทุกปี เราเก็บค่าสมาชิกสำหรับบริการพิเศษในอัตรา 60 บาทต่อเดือน ปรากฏว่ายอดสมาชิกเราเพิ่มประมาณ 1 หมื่นราย ภายใน 3 เดือนแรก ซึ่งเราก็จะพัฒนาส่วนที่เป็นสมาชิกให้สูงขึ้น ตั้งเป้าปีนี้อยากได้สมาชิกประมาณแสนราย” ปรเมศวร์คาด

แม้ปัจจุบันโฆษณาบนเวบไซต์ (Banner) จะยังคงเป็นรายได้หลักของบริษัท โดยปรเมศวร์ตั้งเป้าในปีนี้ว่า กระปุกจะมีรายได้จากโฆษณาสัดส่วน 60% ที่เหลือเป็นรายได้จากค่าสมาชิกและอื่นๆ แต่ปีต่อไปข้างหน้า เขาเชื่อว่าค่าสมาชิกจะมีรายได้แซงขึ้นมา

“เราคิดว่าเรามีบริการที่สมาชิกยินดีจะจ่ายเงินแลกกับบริการบางอย่าง เช่น การส่งเอสเอ็มเอส ผ่านหน้าเวบไปยังมือถือ สมาชิกก็ยินดีจะจ่ายค่าบริการ ซึ่งเวบอื่นยังไม่มี สมาชิกนอกจากเสียเงินค่าบริการแล้วยังได้ฟีเจอร์เพิ่มเติมเอาไปแต่งหน้าเวบของตัวเอง”

ในปีนี้เวบกระปุกจะมีรายได้ประมาณ 80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งทำได้ 40 ล้านบาท

ปรเมศวร์ยังขยายความถึงแนวโน้มใหม่ของ Banner ที่จะมีเรื่องของวิดีโอเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นสปอตโฆษณา ไม่ต่างกับการ “ย่อส่วนทีวี”

“ปีนี้นอกจาก Banner จะมาแล้ว ตัวที่เป็นวิดีโอจะมาด้วย เพราะสามารถเอาสปอตโฆษณาเดิมที่อยู่บนโทรทัศน์ หรือเวอร์ชั่นที่ยาวกว่าในโทรทัศน์มาเล่นในอินเทอร์เน็ตได้ ให้คนได้พูดคุย ได้วิจารณ์

ตอนนี้เริ่มมีลูกค้าทำแบบนี้แล้ว สปอนเซอร์ก็สนใจ เพราะเราสามารถคลิกเข้าไปดูสปอตโฆษณาชิ้นนั้นได้เลย ดูเวลาไหนก็ได้ที่อยากดู”

ไม่แน่ว่า เทรนด์ใหม่นี้จะทำให้รายได้จาก Banner ในภาพรวมเพิ่มสูงขึ้นได้ จาก 2% ของมูลค่าโฆษณาทั้งระบบ หรือมีมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท

“สมาคมโฆษณาประกาศสัดส่วนโฆษณาในเวบน้อยมาก แค่ 2% ส่วนในต่างประเทศน่าจะโตประมาณ 7-10% มองแนวโน้มโฆษณาบนเวบไซต์ ผมคิดว่าแนวโน้มดี แต่ขึ้นอยู่กับอินฟราสตรัคเจอร์ของอินเทอร์เน็ตบ้านเรา

ถ้าเรายังอยู่กับเทคโนโลยีเดิม โฆษณาก็จะไปได้ระดับเดียว แต่ถ้าวันหนึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น 3G และคนจะมีอินเทอร์เน็ตใช้กันมากขึ้น ถ้าเติบโตได้อีกสัก 5% ก็ดีใจแล้ว”

ดังนั้นในความเห็นของปรเมศวร์ คิดว่า Banner ยังไม่ถึงทางตัน มีแต่จะโตขึ้น

นอกจากเรื่องของวิดีโอแล้ว ปรเมศวร์บอกว่า เวบที่เป็นสังคมออนไลน์ในต่างประเทศจะมีลูกเล่นถึงขั้นเลือก Banner ในการสื่อสารกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความแตกต่างกัน

“เวบพวกนี้จะเก็บโพรไฟล์ของผู้ใช้ทั้งหมด เพศ อายุ ชอบอะไร พอล็อกอินเข้าไป จะเลือก Banner ที่จะสื่อสารกับเขา

เพราะฉะนั้นสินค้าแคมเปญเดียวกัน อาจจะมี Banner 5 แบบ สำหรับคน 5 โพรไฟล์

เลือกที่จะสื่อสารกับผู้หญิงอายุมากอย่างหนึ่ง ผู้หญิงอายุน้อยอย่างหนึ่ง คนกรุงเทพฯ คนต่างจังหวัดก็เลือกสื่อสารต่างกัน อินเทอร์เน็ตตอบโจทย์พวกนี้ได้”

นอกจากนี้ "ปรเมศวร์ มินศิริ" นายกสมาคมผู้ดูแลเวบไทยยังมองว่า รูปแบบการสื่อสารกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่จะสร้างรายได้ให้กับเจ้าของเวบไซต์ คือ การใช้มีเดียในลักษณะที่เป็น “เอ็นเตอร์เทนเมนท์”

หรือ "ซอฟท์เซลล์" มากกว่า “ฮาร์ดเซลล์”

เพราะเรื่องอีคอมเมิร์ซ ยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนเอเชีย

เวบไซต์กระปุกจึงเลือกที่จะนำเสนอในรูปแบบของความสนุกตั้งแต่ต้น

“ในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น อะไรที่เล่นเพื่อความสนุกสนานจะบูมมาก เช่น เกมออนไลน์ กระปุกจึงเปิดบริการแนวเอ็นเตอร์เทนเมนท์ขึ้นมาก่อน เป็นความบันเทิงที่เข้าสู่บ้านคน

คือ ตลาดเอ็นเตอร์เทนเมนท์มันใหญ่มาก เมื่อก่อนเม็ดเงินจะไปตกกับโรงภาพยนตร์ ไปตกกับศูนย์การค้า หรือทีวี แต่สักวันหนึ่งตัวเลขพวกนี้จะไหลเข้าสู่อินเทอร์เน็ต

ตอนนี้มันไหลเข้ามาแล้วในรูปของเกมออนไลน์ ทำเงินเป็นร้อยๆ ล้าน เผลอๆ จะถึงพันล้าน ใหญ่กว่าตลาดโฆษณาอีก

เราถึงมองว่า เราควรจะเข้าสู่ตลาดความบันเทิงออนไลน์ ให้ผู้ใช้ซื้อบริการเอ็นเตอร์เทนเมนท์ซึ่งเป็นตลาดหนึ่งที่จะโตมาก คือ ตัวเราเชื่อในเอ็นเตอร์เทนเมนท์ในรูปแบบของ Non-Game ว่าจะโตได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเกมออนไลน์เสมอไป”

เขายังเห็นว่า โฆษณายุคนี้ควรจะปรับไปในรูปของเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ต้องให้ตัวมันเองให้ความบันเทิง หรือเอ็นเตอร์เทนผู้ชม เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งจะไปกันได้ดีกับการ Banner ในลักษณะวิดีโอ

“วิดีโอ ออนไลน์ ก็มีการแฝงโฆษณาในรูปแบบของรายการสั้นๆ พอดูแล้ว หัวเราะ หรือซึ้ง เสร็จแล้วก็ขึ้นโฆษณาชอตหนึ่ง มีแบบนี้กันแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต ยังคงทำหน้าที่ “เสริม” โฆษณาหลักในสื่ออื่น มากกว่าจะเป็นตัวนำ

“ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องการเอาสื่อนอกมาโปรโมทในเวบ แต่ต้องเอาเวบไปเสริมสื่ออื่นให้มันเข้มแข็งขึ้นมากกว่า”

ส่วนอัตราเติบโตธุรกิจดอทคอมในไทย ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาแม้ปรเมศวร์เห็นว่า จะเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในธุรกิจนี้ แต่ในภาพรวมอัตราเติบโตยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางเวบไซต์มีอัตราเติบโตในแง่ของคนเข้าชม (เพจวิว) มากกว่า 100% ติดต่อกัน ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องปกติของธุรกิจนี้

“อัตราเติบโต เข้าใจว่าโตตามอัตราเติบโตผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ปัจจุบันประมาณ 10 ล้านคนในเมืองไทย ผมคิดว่าบางเวบไซต์เติบโตมากกว่า 100% ก็มี ขึ้นอยู่กับสัดส่วนคนชมเดิมว่านานเท่าไร เช่น เวบไซต์สนุกตั้งมาเป็นสิบปี บางเวบไซต์เพิ่งตั้งใหม่ฐานคนดูน้อยก็เติบโตสูง

เพราะฉะนั้นอัตราเติบโต 100% เป็นเรื่องปกติของธุรกิจอินเทอร์เน็ต เยอะกว่านี้เป็น 500% ก็มีมาแล้ว”

thai2hand อี-คอมเมิร์ซ "ตัวจริง"

ถึงจะไม่ใช่เวบยอดฮิตติดอันดับ ที่คนคอเน็ตสุดแสนคลั่งไคล้เหมือนกระปุก พันทิป สนุก
แต่ถ้าวัดคลิกต่อคลิก ในหมวดเวบไซต์ขายของพันธุ์ไทยไม่มีใครที่ไม่รู้ thai2hand.com ของ "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" ที่ครองใจคอนักช้อปออนไลน์



thaisecondhand.com เป็นอีกรายที่สามารถสลัด "ฟองสบู่" ออกมา และเติบโตเป็น อี-คอมเมิร์ซ "ตัวจริง" มีรายได้หล่อเลี้ยงธุรกิจหลายสิบล้านบาท

"ตอนที่ผมเริ่มทำเวบ ยังไม่มีกระแส อี-คอมเมิร์ซ มีแต่อินเทอร์เน็ต เวบไซต์ แต่ผ่านไป 3 ปี เริ่มพูดกันแล้วบอกว่า เรานี่แหละคือ อี-คอมเมิร์ซ" "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" กรรมการผู้จัดการ บริษัทตลาด ดอท คอม ผู้ให้บริการเวบไซต์ www.thaisecondhand.com และ www.tarad.com เท้าความ

เขาเล่าว่า ได้ประกายความคิดมาจากช่วงฟองสบู่แตกมีตลาดนัดเปิดท้ายขายของมากมาย และความที่เป็นคนชอบช้อปของมือสองเลยลองมาทำเวบดู

"ตอนนั้นได้แรงบันดาลใจว่าเด็กๆ ก็ทำได้ เราก็น่าจะทำได้ ก็รวมตัวเพื่อนๆ ทำขึ้นมาเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าในอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นยังไม่มีเวบไซต์ไหนมีการซื้อขายบนออนไลน์เต็มรูปแบบ แม้ว่าอีเบย์เกิดแล้ว แต่ก็ยังไม่ดัง"

จากธุรกิจเล็กเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น กระทั่งเข้าสู่ยุคดอทคอมบูม T2H เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และกลายเป็น "สินค้า" ที่เหล่านักช้อปเวบไซต์เข้ามาจีบซื้อกิจการเช่นเดียวกับสนุกดอทคอม ของปรเมศวร์ มินศิริ

สำหรับภาวุธ และเพื่อนๆ มองว่า ถ้าขายก็เท่ากับ "จบเกม"

"ได้เงินมาก็เท่านั้น เราทำเองสนุกกว่า อีกอย่างเป็นห่วงทีมงานที่ร่วมงานกับเรามา"

แทนที่จะขายทั้งเวบไซต์ พวกเขาจึงเลือกให้พาร์ทเนอร์เข้ามาร่วมต่อยอดขยายธุรกิจมากกว่า โดยที่พวกเขายังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่คุมเกมธุรกิจในสไตล์ลุยๆ

ภายหลังจากผ่านพ้นยุคนั้นมา T2H เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น สินค้าฝากขายมีมากมาย และเพิ่มขึ้นหลายหมวด ตั้งแต่ "ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ"

"ไทยเซ็คคั่นแฮนด์มีสินค้าแปลกๆ มาขายมากขึ้นเรื่อยๆ มีเรือยอชท์ รถบัส รถสิบล้อ โกล์ดคาร์ทเรือประมง บางทีมีเรือลำละหลายล้านบาทมาขายกันสนุกสนาน รถไถ รถแทรกเตอร์มีขายหมด"

ไม่ใช่แค่มีของขาย มีคนกล้าขาย ก็มีคนกล้าเทรดเหมือนกัน จนเหล่านักช้อปพูดกันติดปากว่า เรียกว่า สินค้าแปลกๆ ก็ขายได้บนเวบนี้ และกลายเป็นอาณาจักรขายของมือสองออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย

อาณาจักรสินค้ามือสองเติบโตอย่างรวดเร็ว จนภาวุธและผองเพื่อนเริ่มมองการขยายธุรกิจ พวกเขาจึงออกเวบไซต์ Tarad.com หลังจากที่เวบขายของมือสองแข็งแรงดี

"เราสร้างให้สองเวบนี้มีคอนเซปต์ที่แตกต่างกัน ตลาดดอทคอมเป็นร้านค้า เหมาะกับสินค้าหลายๆ รายการ สำหรับคนที่ต้องการพื้นที่ของตัวเองในการขายของ แต่ถ้าเป็นชิ้นเดียวก็เข้ามาขายใน thaisecondhand"

ภาวุธ บอกว่า ปัจจุบันตลาดดอทคอมเติบโตขึ้นมากทั้งในแง่ของธุรกิจ ฐานลูกค้า รายได้ รวมทั้งการรับรู้ของลูกค้าก็มีมากขึ้น

"ปีที่แล้วเราโตกว่า 60% มีผู้ประกอบการมาใช้เยอะขึ้น ประมาณ 67,000 ร้านค้า จากเดิมปีที่แล้วมีแค่ประมาณกว่า 4 หมื่นร้านค้า เพิ่มขึ้นเกือบ 2 หมื่นร้านค้า เพราะคนเริ่มเข้ามาใช้อี-คอมเมิร์ซมากขึ้น มูลค่าการซื้อขายออนไลน์ผ่านเรามีประมาณกว่า 200 ล้านบาท จากฐานลูกค้าประมาณกว่า 4 แสนราย"

อนาคตใสๆ ชัดมากขึ้นทุกที ภาวุธ บอกว่า เป็นเพราะโมเดลธุรกิจของตลาดดอทคอม และไทยเซ็คคั่นแฮนด์ดอทคอมมีความชัดเจนในแง่ของ "ธุรกิจ" ที่สร้างเม็ดเงินได้จริงๆ

ไม่ใช่การขาย "ความฝัน" ในยุคฟองสบู่

เวบขายของอาจจะไม่ได้ต้องการ การคลิกนับแสนเพจวิวต่อวันเหมือนเวบคอมมูนิตี้ แต่สินค้าต้องเจ๋ง โดนใจนักช้อปได้จริงๆ

"ยอดขายปีที่แล้วเราได้หลายสิบล้าน โต 60% แต่ปีนี้เราจะโต 100%" ภาวุธ ประกาศเป้าหมายชัดเจน โดยใช้กลยุทธ์พร้อมๆ กัน 2 ด้าน คือ สินค้า และระบบการขาย

ภาวุธ ขยายความว่า ปีนี้จะไทยเซ็คคั่นแฮนด์จะแตกเซ็กเมนท์ใหม่ๆ เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น เพราะจากเทรนด์ "ดาวรุ่ง" ธุรกิจดอทคอมมีรูปแบบที่เจาะลงราย "เซ็กเมนท์" มากขึ้น ตามความสนใจ ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเน็ต

การตามติดสถานการณ์ธุรกิจดอทคอมมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรก ทำให้เขาเรียนรู้ว่า จะอยู่รอดบนธุรกิจดอทคอมได้ คนทำเวบต้องยืดหยุ่นแปรผันตามนักท่องเวบ หรือเรียกเท่ๆ ในหมู่คนทำเวบ ว่า "Users generate content" และภาวุธเป็นนักทำเวบที่คล้อยตามการเปลี่ยนแปลงของกระแสตลอดเวลา เขาแตกสินค้าในหมวดรถยนต์ สินค้ายอดฮิตของเวบที่มีสินค้าเข้ามาโพสต์เฉียดๆ แสนรายการ ออกมาเป็นหมวดใหญ่ นอกจากนี้เขากำลังเล็งๆ ที่จะนำสินค้าหมวดยอดนิยมมาแตกอีกเซ็กเมนท์ เพื่อให้ "เข้าถึง" ลูกค้าได้มากขึ้น "ปีนี้จะเห็นแน่ๆ" เขาบอก

ขณะเดียวกันเครื่องมือต้องซัพพอร์ตร้านค้าออนไลน์ให้ค้าขายคล่อง ซึ่งปีนี้คนค้าขายบนเวบ T2H และตลาดดอทคอมจะยิ่งง่ายขึ้นกับการโพสต์สินค้าในระบบภาพ 3 มิติ

แผนการของภาวุธไม่ได้หยุดแค่เพียงเป็นที่รู้จักในประเทศไทยเท่านั้น แต่เขามีฝันที่ยิ่งใหญ่กว่า...

ไม่ใช่แผนการจะเป็นอีเบย์ของคนไทยที่ใครๆ เห่อกันอยู่ ก็แค่อยากจะสร้าง T2H เป็นเวบชอปปิงออนไลน์ในตลาดต่างประเทศเท่านั้น

"ผมอยากไปอินเตอร์ เตรียมตัวไว้ปลายปี เราไปได้ ทำเวบภาษาอังกฤษ มีชาวต่างประเทศเป็นกลุ่มเป้าหมาย เป็นเป้าหมายที่ท้าทายมากขึ้น เพราะอี-คอมเมิร์ซจริง ตลาดจริงๆ อยู่ต่างประเทศ ประเทศไทยเป็นตลาดเล็กๆ ตลาดหนึ่งเท่านั้น"

เขาบอกว่า เป็นการแปลงเนื้อหาของเวบ T2H เป็นภาษาอังกฤษเพื่อจับกลุ่มลูกค้าให้กว้างมากขึ้น ซึ่งเขามองว่าออกไปแล้วไม่เจ็บตัวแน่ เพราะเป็นการขยายธุรกิจบนสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม "อย่างมากก็แค่ขายไม่ได้" เขาว่าอย่างนั้น

สิ่งสำคัญต้องไม่ผลีผลาม โดยจะเริ่มขยายตลาดจากเอเชียแปซิฟิก เพื่อนบ้านที่เรารู้จักดีก่อน บนเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่มี

"เพราะถ้าลุยภาพใหญ่ การแข่งขันสูงเราต้องเตรียมตัวดีมาก แต่เราจะเริ่มจากตลาดที่เราพอจะรู้จักในตลาดเพื่อนบ้าน เป็นตลาดใหม่ที่ยังไม่มีใครไปสร้าง เราใช้เครื่องมือทำตลาดผ่านออนไลน์ หรืออาจจะมีวิธี อาจจะต้องหาพาร์ทเนอร์ เป็นเรื่องที่เราต้องศึกษาวิธีให้ลึก"

ถึงรายได้ของ T2H รวมกับตลาดดอทคอม จะเป็นแค่ "เศษเสี้ยว" ของตลาด อี-คอมเมิร์ซ ต่างประเทศ แต่ ภาวุธ เชื่อว่า พวกเขา "พ้นปากเหว" มาแล้ว จากการที่มีโมเดลธุรกิจชัดเจน และเป็น "ตัวจริง" อี-คอมเมิร์ซ ไทย

พันธวณิช กินรวบจัดซื้อออนไลน์

มูลค่าธุรกรรมการจัดซื้อออนไลน์กว่า 7 หมื่นล้านบาท กำลังบ่งบอกถึงอนาคตสดใสของ "พันธวณิช" บริษัทจัดซื้อระบบออนไลน์ (E-Procurement) เพียง "หนึ่งเดียว" ในประเทศ


"ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจแห่งอนาคต มีการเติบโตที่ก้าวกระโดด ยิ่งถ้าประเทศไทยต้องไปตกลงทางการค้า จะมีข้อตกลงเรื่องการจัดซื้อจัดหา ต้องโปร่งใส ซึ่งระบบนี้จะช่วยได้ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ระบบการจัดซื้อออนไลน์" "ไตร กาญจนดุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพันธวณิช กล่าวถึงอนาคตของการจัดซื้อออนไลน์ หรือ E-Procurement ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจการค้าในอนาคต

การแข่งขันยิ่งเข้มข้น ธุรกิจจำเป็นต้องมองหาเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันได้

เขาบอกว่า ระบบการจัดซื้อออนไลน์เป็น "คำตอบ" ที่ดีที่สุดในยุคนี้ เพราะสามารถตอบโจทย์ของธุรกิจได้พร้อมกันถึง 3 ประโยชน์

หนึ่ง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

สอง ลดต้นทุนการจัดซื้อจัดจ้าง

และสาม ระบบ E-Procurement เป็นระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่ "โปร่งใส" ที่สุดในยุคปัจจุบัน

ไตรขยายความว่า องค์กรธุรกิจล้วนแต่ต้องมีการจัดซื้ออุปกรณ์โรงงาน เครื่องใช้สำนักงาน ซึ่งเป็นวัสดุที่สิ้นเปลืองตลอดเวลา ตั้งแต่ปากกา กระดาษ กระบวนการจัดซื้อจะต้องจัดหาซัพพลายเออร์ เช็คราคา เป็นการสิ้นเปลืองกำลังพล แทนที่จะใช้คนเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

"เอาท์ซอร์สเรื่องเหล่านี้มาให้เราทำแทนดีกว่า เพราะบริษัทประหยัดได้ทั้งคน ประหยัดทั้งเวลา"

โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว ลูกค้าสามารถนำระบบการจัดซื้อออนไลน์เป็นเครื่องมือในการบริหารต้นทุน (Cost Management) อีกด้วย

"ต้องยอมรับว่าการเพิ่มยอดขาย หรือหารายได้เพิ่มในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ทำไม่ได้ง่ายนัก สิ่งที่ต้องทำคือ ผู้บริหารต้องหันมามองในมุม cost management ซึ่งอีโปรเคียวเมนท์เป็นคำตอบ ถ้าไม่ทำวันนี้ก็ต้องทำวันหน้า"

ไตรยืนยันว่า ระบบจัดซื้อออนไลน์ช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์เต็มๆ "พิสูจน์" แล้วจากที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทสามารถช่วยลูกค้าประหยัดได้ถึง 12-21%

ตัวเลขนี้บอกเลยว่า "ไม่จิ๊บๆ" เพราะมูลค่าธุรกรรมจัดซื้อออนไลน์ผ่านพันธวณิชปีที่ผ่านมา สูงถึง 55,000 ล้านบาท

เขาบอกว่า สิ่งที่พันธวณิชทำคือ สร้างพลังการจัดซื้อ เพิ่มอำนาจการต่อรอง ด้วยการนำออเดอร์ของลูกค้าที่มีในมือทั้งหมดมาต่อรอง หาสินค้าในราคาที่ "ดีที่สุด" จากซัพพลายเออร์ที่มีกว่า 1.3 หมื่นราย (เป็นซัพพลายเออร์บนอีมาร์เก็ตกว่า 6 พันราย)

วิธีการนี้ทำให้ต้นทุนการจัดซื้อลดลงกว่า 50% และระยะเวลาในการจัดซื้อลดลง 66%

เพียงแค่นี้ ลูกค้าก็สามารถหันไปโฟกัสกับธุรกิจหลักได้ ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายกับปัญหาจุกจิกของการจัดซื้อ

ไตรบอกว่า ลูกค้าไม่ได้แค่ความสะดวก แต่ในฐานะของนักจัดซื้อ "มืออาชีพ" บริษัทมี "ข้อมูล" สำคัญสำหรับการตัดสินใจซื้อให้กับลูกค้าด้วย เพื่อให้ได้ราคาที่ "เหมาะสม" ที่สุด

เช่น สินค้าคอมพิวเตอร์ไม่ควรซื้อช่วงเดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม ซัพพลายเออร์จะพากันขยับราคาสินค้าไฮเทค หรือปีที่แล้วที่ผู้ผลิตต่างเพิ่มโปรดักชั่น จึงทำนายได้ว่า อีกไม่นานสินค้าจะทะลักตลาด ทำให้เกิด "สงครามราคา"

ถ้ารออีกนิด ก็จะได้สินค้าราคาถูกกว่า

"เรามีเจ้าหน้าที่รีเสิร์ชในทุกหมวดสินค้าที่ลูกค้าต้องการ มีการวิเคราะห์สถานการณ์ ข้อมูลสินค้าให้ลูกค้าทราบ เพราะนี่คืองานของเรา"

ไตรมองว่า โดยศักยภาพ ธุรกิจนี้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าปีนี้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่เชื่อว่าการจัดซื้อออนไลน์จะไม่โดนแรงกระแทก เพราะลูกค้าสามารถนำระบบนี้ควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน

ที่สำคัญ "ตัวกลาง" จัดซื้อออนไลน์ยังไม่มี "ผู้เล่น" ที่สนใจเข้ามาเล่นในตลาดนี้ ทั้งๆ ที่ระบบการจัดซื้อเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ

โดยมูลค่าของการจัดซื้อมีราว 2-3 แสนล้านบาท แต่ใช้ประโยชน์จากจัดซื้อออนไลน์แค่ 5% เท่านั้น

โอกาสมากมาย...แต่ตลาดนี้ "แข็ง" ไม่เล่น เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยัง "คุ้นเคย" กับวิธีจัดซื้อแบบเก่าๆ และมี "แรงเสียดทาน" จากบางคนที่ "เสียประโยชน์" จากระบบการจัดซื้อออนไลน์

เป้าหมายของพันธวณิชในการขยายตลาดอีมาร์เก็ตในปีนี้ ไตรมีธงว่า จะออกหาลูกค้านอกเครือข่ายซีพีที่เป็นบริษัทแม่ แล้วเล็งไปยังตลาดองค์กรเอกชนขนาดกลางถึงใหญ่ หรือ "ท็อป 500" ที่มีมูลค่าการจัดซื้อ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี


เพื่อสร้างยอดขายให้กับบริษัทเป็น 215 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตของกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และจะช่วยลูกค้าประหยัดต้นทุนไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท

ปัจจุบัน พันธวณิชมีลูกค้าประมาณ 50 ราย เป็นรายใหญ่ประมาณ 20-30% มีมูลค่าการจัดซื้อประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท และมีงานจัดซื้อและประมูลให้กับหน่วยงานราชการ 3.5 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้ให้กับบริษัทปีที่ผ่านมา 160 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 14%

"กลยุทธ์ของเราในปีนี้ คือ สร้างตลาดในหมวดสินค้าที่มีราคาไม่แพง และมีการแข่งขันไม่สูงนัก โดยจะนำวอลุ่มของลูกค้ามารวมกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองราคากับซัพพลายเออร์"

ขณะที่การจัดซื้อจากภาครัฐเป็นเป้าหมายระดับรอง โดยต้องการส่วนแบ่ง 22% จากเค้กงบประมาณการลงทุนของภาครัฐปีนี้ 3.7 แสนล้านบาท

แต่ตลาดนี้จะเล่นยากสักหน่อย เพราะ "ผู้เล่น" ในตลาดประมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-ออคชั่น เพิ่มจาก 9 ราย ในปี 2548 เป็น 12 ราย ในปี 2550 นั่นคือ กสท โทรคมนาคม และ ทศท คอร์ปอเรชั่น ซึ่งกำเงินจัดซื้อและประมูลไว้

โอกาสและศักยภาพของการเติบโตในการเป็นตัวกลางจัดซื้อจัดจ้างในตลาดเอกชนที่ยังไม่มีคู่แข่ง จึงน่าสนใจกว่าสำหรับพันธวณิช

พันทิปดอทคอม 'ครบเครื่อง' เวบคอมมูนิตี้

ต้องยอมรับว่าพันทิปเป็นหนึ่งใน "ผู้มีอิทธิพล" จนทำให้หลายคน "เสพ" การท่องเน็ตติดกันงอมแงม
เป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลทางความคิด ให้หลายคนเริ่มต้นที่จะมีเวบไซต์ของตัวเอง



ประการสำคัญ พันทิปคือผู้ทรงอิทธิพลบนเวบคอมมูนิตี้ที่ "ครบเครื่อง" ที่สุด

บนเครือข่ายเวบคอมมูนิตี้ของพันทิปมี 3 แกนหลัก คือ pantip.com bloggang.com และ pantown.com

กว่าจะมาเป็นเวบคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่มียอดสมาชิกมากกว่า 4 แสนคนในปัจจุบัน พันทิปเริ่มจากการเป็นเวบนิตยสารออนไลน์ด้านไอที ซึ่ง วันฉัตร ผดุงรัตน์ เจ้าของเวบพันทิปดอทคอม มีฝันเล็กๆ ขณะนั้นแค่ต้องการทำเวบภาษาไทยให้คนอ่าน

ด้วยประสบการณ์และความคลั่งไคล้ในไอทีสุดๆ ทำให้เขาเริ่มต้นเวบนี้ขึ้นมา แต่เพราะคอนเซปต์ธุรกิจใหม่เอี่ยมอ่องทำให้เอเยนซียังไม่ยอมรับ เงินจึงเริ่มขาดมือ สุดท้ายวันฉัตรค้นพบว่าต้องปรับโฉมพันทิปใหม่แล้วใช้ศักยภาพการสื่อสาร "สองทาง" ของอินเทอร์เน็ตมาใช้ให้เป็นประโยชน์

"คอมมูนิตี้ บนเวบไซต์" ไอเดียสุดคลิก ไม่แค่ทำให้พันทิปพ้นปากเหว แต่ยังดังเปรี้ยงปร้างและกลายเป็นเวบคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่ทำให้นักท่องเวบ "เสพติด" กันงอมแงม

เป็นจุดเริ่มต้นให้นักท่องเวบผันตัวมาเป็นเจ้าของเวบไซต์กันไปตามๆ กัน

แม้จะนานวันแต่เสน่ห์ของพันทิปยังไม่เสื่อม ถึงจะมีเวบใหม่สีสันฉูดฉาดบาดตาเกิดขึ้นมากมาย แต่เวบพันทิปยังเป็นเวบหนึ่งในใจนักท่องเน็ตที่ต้องแวะเวียนเข้ามาหา "เพื่อน" และกลายเป็นเวบสำหรับในการเช็คเรทติ้ง เช็คมุมมองของสังคมได้ในหลายๆ ครั้ง

วันฉัตรบอกว่า เวบพันทิปมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนมีอายุนิดหนึ่ง หลายคนอาจจะมองว่า "เชย" ว่า "แก่" เพราะสีสันเวบใหม่ที่เกิดขึ้นสะดุดตากว่า แต่นั่นเป็นความตั้งใจของเขาที่ตั้งใจทำเวบให้ทึมๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ เสริมการแสดงความคิดเห็นที่ลุ่มลึก

"เราไม่ตามกระแสหรือแฟชั่น" วันฉัตรบอก

เขาบอกว่า ถ้าคนมองเรื่องของอินเทอร์เน็ตเป็น จะพบว่าพันทิปเป็นคอมมูนิตี้ที่มีเครือข่ายสมบูรณ์ โดยมีแกนหลัก 3 แกน

pantip.com เป็นเวบแลกเปลี่ยนความคิดเวทีใหญ่ที่มีหลายหลากเรื่อง หลายหลากรสชาติ มีห้องย่อย 20 เซคชั่น

bloggang.com เวบบล็อก เป็นการต่อยอดจากเวบพันทิป ที่นี่ไม่ใช่แค่คอมมูนิตี้ แต่เป็นที่ที่ให้สมาชิกสามารถแสดงตัวตนได้มากขึ้น จากพื้นที่ที่เอื้ออำนวยมากขึ้น

pantown.com คอมมูนิตี้เล็กๆ สำหรับนักท่องเน็ตที่สนใจเรื่อง "เฉพาะทาง"

"อย่างเช่น หมวดดนตรี ในเวบพันทิปเราทำได้อย่างมากแค่ย่อยลงไปเป็นประเภทของเพลง แต่เราค้นพบว่ามีสมาชิกที่สนใจเรื่องเฉพาะทาง เช่น ฟลุต เปียโน หรือคนที่อยู่ต่างประเทศเอาสูตรอาหารไทยไปดัดแปลงมาเผยแพร่กัน เป็นคอมมูนิตี้เล็กที่กระจายไปทั่ว ซึ่งเขาสามารถสร้างเวบไซต์ของเขาเองได้อย่างง่ายๆ เป็นเวบที่กำลังมาแรง"

เขาบอกว่า พันทิปยังเป็นเวบที่มาแรงต่อเนื่องจากการเป็นเวบบอร์ดที่มีมานาน โมเมนตัมจึงยังส่งให้แรงขึ้น ขณะที่บล็อกก็มีแรงในระดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยบล็อกแกงค์จะมี "อัตราเร่ง" นำหน้าเวบอื่น ทั้ง 3 ขานี้จึงทำให้พันทิปสามารถให้บริการผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ครบถ้วน

"นี่เป็นแก่นของเรา ไม่ใช่เปลือกนอกที่คนเห็นว่าเราเชย" เขาย้ำ

ในฐานะคนทำเวบ วันฉัตรบอกว่า ต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ ลูกเล่นใหม่ๆ ออกมาให้บริการสมาชิก และคนเล่นเน็ตตลอดเวลา และกลางปีนี้พันทิปมีของดีมาให้สมาชิกได้เล่นมากขึ้น

"เราพยายามพัฒนาคอมมูนิเคชั่นเซ็นเตอร์ ที่มีซอฟต์แวร์ของตัวเองมาใช้ ซึ่งหลังจากพันทิปใหญ่ขึ้น มีศาลาประชาคม เขียนบล็อกให้คนเข้ามาเขียนเรื่องราวตัวเอง มีพื้นที่เฉพาะทาง วันหนึ่งเขาน่าจะมีการสื่อสารกันเฉพาะทาง

เลยจะให้พันทิปทุกขาสามารถใช้ซอฟต์แวร์นี้สื่อสารกันได้ อาจจะเป็นการสื่อสารแบบ "one to one" หรือ "one to many" เพื่อให้คนสื่อสารถึงกันได้มากขึ้น คาดว่าจะเสร็จกลางปีนี้"

มุมมองของวันฉัตร มองว่า พันทิปคือเวบคอมมูนิตี้ และหัวใจของคอมมูนิตี้คือการสื่อสาร การพัฒนาสิ่งต่างๆ จึงต้องเน้นที่จะให้ "บริการเสริม" เพื่อให้การสื่อสารออกรสออกชาติมากขึ้น

จึงไม่แปลกอะไรที่ไม่ปรากฏภาพของอีคอมเมิร์ซบนเวบนี้

"จริงๆ เราก็อยากทำอีคอมเมิร์ซ แต่ก็ขาดกำลังคน ไม่ใช่ว่าไม่มี เรามีพันทิปมาร์เก็ตที่มีการทำอีคอมเมิร์ซ แต่อีคอมเมิร์ซไม่ใช่ "แก่น" ของเรา การเอาสินค้ามาขายในเวบต่างๆ ผมมองว่าคงจะไม่ใช่ธุรกิจหลัก คงทำแบบบายโปรดักท์ ตามน้ำ มากกว่า"

ดังนั้นรายได้หลักของเวบไซต์ จึงมาในรูปของโฆษณา แบนเนอร์ และกิจกรรมมากกว่า ซึ่งปีที่ผ่านมาโฆษณาในพันทิปเติบโตขึ้นถึง 80% จากการเติบโตของบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต

ส่วนปีนี้ธุรกิจจะเติบโตเท่าไร วันฉัตรบอกว่า เขาไม่เคยตั้งเป้าธุรกิจ หรือตั้งเป้ายอดขาย

"วิธีคิดเราไม่เหมือนนักธุรกิจ แต่เป็นเหมือนนักว่ายน้ำที่ทำให้ดีที่สุด ได้แค่ไหนก็แค่นั้น เพราะเป้าหมายไปบีบทำให้เราสร้างสิ่งที่ไม่คุ้มค่าให้ลูกค้า เช่น ผมตั้งเป้าไว้ 20 ล้าน แต่ถ้าทำได้ไม่ถึง ก็จะไปบีบมาร์เก็ตติ้งให้นำเสนอสินค้าบางอย่างที่ลูกค้าไม่ชอบ ซึ่งไม่คุ้ม

เราถือว่าทำดีที่สุดก็แล้วกัน"

เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ยัดเยียดที่จะหาแต่กำไร แต่เป็นพื้นที่มีความจริงใจ มีความรู้มาแบ่งปันกันบนคอมมูนิตี้มอลล์แห่งนี้ ที่หาไม่ได้ในเวบไซต์ระดับโลก

"ผมก็ประหลาดใจว่าทำไมไม่มีคอมมูนิตี้ใหญ่ๆ อย่างนี้ในเวบไซต์ยาฮู กูเกิล แต่ถ้าถามว่าพันทิปอยากเป็นอะไร พันทิปเป็นอะไรที่ดีมากอยู่แล้วตอนนี้ เป็นพื้นที่ที่เป็นรู้จัก ไม่ใช่แฟชั่นหวือหวา แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเอาความรู้มาต่อยอด มาแบ่งกันในเรื่องทัศนะ น้ำใจ ซึ่งดีมาก และเราจะรักษาตรงนี้ไว้"

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Apr 10, 2007 9:34 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

สื่อใหม่ อนาคต เครือเนชั่น

ขณะที่ "สื่อเก่า" ไม่ว่าจะเป็นทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ นิตยสาร ยังคงเป็นแหล่งที่เอเยนซีโฟกัสเม็ดเงินโฆษณาถึง 98% แต่เครือเนชั่นภายใต้การนำของ "สุทธิชัย หยุ่น" ได้ประกาศก้องว่า เครือเนชั่น "ต้องขยับ" สู่ "สื่อใหม่" อย่างครบวงจร


"ปีนี้เครือเนชั่นจะก้าวเข้าสู่ดิจิทัล มีเดีย อย่างครบวงจร ด้วยการเปิดตัวเวบไซต์ทุกสื่อในเครือ และเวบบล็อก oknation.net จะเป็นชุมชนเวบบล็อกคนข่าวที่ใหญ่ที่สุดของไทย" นั่นเป็นวิชั่นของ "สุทธิชัย หยุ่น" บรรณาธิการบริหารเครือเนชั่น ที่กำลังเคลื่อนองคาพยพเข้าสู่ดิจิทัลมีเดีย

ที่จริงแล้วเครือเนชั่นตระเตรียมกำลังคนเพื่อขยับจาก "สื่อเก่า" สู่ "สื่อใหม่" มาระยะหนึ่งแล้ว โดยอัพเดทปรับโฉมหน้าเวบข่าวต่างๆ ที่มีอยู่ให้รวดเร็ว ชวนติดตาม ยิ่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ยิ่งกระตุ้นให้ทั้งเครือต้องเร่งก้าวสู่ "นิว มีเดีย"

เพราะวันที่สื่อทีวี "ยุติ" การนำเสนอข่าวกลางคันท่ามกลางกระหายใคร่รู้ของประชาชนคนไทย ทำให้ทุกคนแห่เข้าเวบข่าวเพื่อเช็คข่าว เฉพาะเวบข่าวเครือเนชั่นเองมีคนเข้าชมเวบไซต์เกือบแสนคน และเป็นวันที่มีเพจวิวมากที่สุดของปี 2549

เพราะเวบไซต์เป็น "สื่อเดียว" ที่เหลือให้ประชาชนได้รับรู้ความเป็นไปของบ้านเมือง

ทำให้สุทธิชัยฟันธงว่า เครือเนชั่นไม่มูฟไปสื่อใหม่ไม่ได้แล้ว และสื่อใหม่จะเป็นแหล่งสร้างรายได้ใหม่ให้กับเครือเนชั่นในอนาคต โดยอาศัยความได้เปรียบของสื่อที่มีหลากหลาย ตอบสนองคนอ่านได้ทุกกลุ่ม ทุกวัย

เพื่อก้าวสู่ยุค "ดิจิทัล คอนเทนท์" ยุคสองของเครือเนชั่น

7 เวบข่าว 7 รสชาติ ตั้งแต่ คมชัดลึก กรุงเทพบิซนิวส์ เนชั่นมัลติมีเดีย เนชั่นวีคเอนด์ เอ็นเจคอนเน็กซ์ เนชั่นแชนแนล และเนชั่นเรดิโอ ที่มียอดฮิตจากผู้เข้าชมเวบ (Unique IP) ระดับ 1 แสนคนต่อวัน กลายเป็น "พลัง" ส่งให้เวบข่าวเครือเนชั่นอยู่แนวหน้าของเวบข่าว โดยให้แต่ละเวบมีอิสระต่อกัน เพื่อให้ผลิตเนื้อหาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้อ่าน

"อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ" กรรมการอำนวยการ สายธุรกิจด้านสื่อกระจายภาพและเสียง กล่าวว่า ก้าวขยับดังกล่าวถือเป็นความได้เปรียบของเครือเนชั่นที่มีสื่อที่หลากหลาย และคอนเทนท์ข่าวของเครือเนชั่นมีศักยภาพมากเพียงพอที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเวบ

"เราจะเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ที่หลากหลายกว่าสิ่งพิมพ์ เป็นพลังที่สื่อเก่าไม่มี ซึ่งแนวทางหลัก คือ การคอนเวอร์เจนท์ทุกสื่อที่มีตั้งแต่สิ่งพิมพ์ อินเทอร์เน็ต ทีวี ลงในเวบไซต์ เพื่อตอบสนองคนอ่านที่ต้องการอ่าน ดู และฟังข่าวผ่านเวบไซต์มากขึ้น

เน็ตเวิร์คที่เรามี สามารถทำเป็นบิซิเนสโมเดลได้ ซึ่งเป็นคนละแนวทางกับคนอื่นๆ"

นอกจากนี้ "สื่อใหม่" ยังเปิดช่องให้เครือเนชั่นพยายามสร้าง "คนข่าวดิจิทัล" ขึ้นมา โดยเป็นคนข่าวดิจิทัลแบบฟรีสไตล์ คือ ใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้ ร่วมผลิตเนื้อหาในรูปแบบ Citizen Reporter

ด้วยการเปิดพื้นที่เวบบล็อกโอเคเนชั่น ให้คนข่าวและคอข่าวสามารถแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือถ่ายทอดสิ่งที่พบเห็น

"นักข่าวเรามีการเขียนเรื่องมากมายถึงวันละ 200-300 เรื่องต่อวัน มีข่าวจำนวนมากที่ไม่สามารถเผยแพร่ได้ เราเลยคิดว่าน่าจะปลุกระดมให้นักข่าวเราเขียนบล็อกออกมา เพื่อให้เกิดเวบบล็อกที่แตกต่างจากเวบที่มีในตอนนี้ และยังเปิดให้กลุ่มฮาร์ด คอร์ มีเวทีในการแสดงความคิดเห็น"

หลังจากเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการมาแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันเวบบล็อกโอเคเนชั่นมีบล็อกเกอร์แล้วประมาณ 2,700 คน

รูปแบบบล็อกมัลติมีเดียจะมีครบเครื่องทั้งภาพและเสียง เพื่อให้ชาวบล็อกแต่ละพื้นที่ได้แสดงความคิดเห็น และรายงานข่าวผ่านเข้าเวบบล็อกของตัวเอง

"เพื่อให้เวบบล็อกโอเคเนชั่นมีมุมมองข่าวหลากหลายส่งตรงจากทุกพื้นที่" อดิศักดิ์ กล่าว

และก็ได้ดั่งใจ เพราะผลิตผลจากสมาชิกชาวบล็อกโอเคเนชั่นนาม "เพ็ญ" กลายเป็นคอนเทนท์ที่นำเสนอประเด็นข่าว "ควันพิษ" ในเชียงใหม่ได้อย่างเข้าใจเจาะลึกจากคนในพื้นที่

คนข่าวดิจิทัล ชุมชนข่าวบนเวบ ที่พร้อมทั้งเนื้อหาภาพ-เสียง-ความเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านี้จะทำให้ข่าวสารซึ่งเคยเป็นแค่เรื่องของคนกลุ่มหนึ่ง กลายเป็นประเด็นที่ใครๆ ก็ร่วม "อินเทรนด์" ได้เช่นกัน

สุทธิชัย หยุ่น จากคนบ้าข่าว สู่ 'ลีดเดอร์' บล็อกข่าว

"สุทธิชัย หยุ่น" บอกว่า ตนเองเป็น "มือสมัครเล่น" เรื่องบล็อก แต่เขานั่นแหละที่สร้างกระแสให้ เวบบล็อก oknation.net เป็นที่ฮือฮา เป็น "บล็อกข่าว" ที่เข้ามาเบียดกับบล็อกของวัยทีน



อีกทั้งโอเคเนชั่นจะเป็นเหมือน "หัวหอก" นำเครือเนชั่นตะลุยธุรกิจมัลติมีเดีย

สุทธิชัยเริ่มเปิดบล็อกเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านข่าวสารเมื่อ 2-3 เดือนก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่า บล็อก คือ เวทีที่เปิดให้ผู้คนได้สื่อสาร แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

ทุกคนสามารถเป็นผู้ส่งข่าวสารได้ และยังเป็นการสร้างชุมชนของคนที่คิดเห็นตรงกัน

"ก็สนใจจะทำ เพราะหัวใจของการทำข่าว คือ ความรวดเร็วต่อเนื่อง และกระจายกว้างขวาง"

พอเริ่มศึกษา เข้าไปสัมผัส บอสใหญ่เนชั่น กรุ๊ป ยิ่งเห็นชัดว่า นี่คือทิศทางที่เนชั่นต้องก้าวไป เพราะการสื่อข่าวสารในบล็อกสามารถทำได้สารพัดรูปแบบ เป็นวิดีโอก็ได้ เป็นภาพก็ได้ ทำให้การส่งข่าวสารหลากหลายและกว้างขวาง

หรืออาจจะให้ข้อมูลเชิงลึกไม่ต่างจากนักข่าวมืออาชีพ หากคนเขียนคือผู้ที่ศึกษาติดตามเรื่องนั้นอย่างต่อเนื่อง หรืออยู่ในพื้นที่

"บล็อกเป็นเครื่องมือทำข่าว การแสดงความคิดเห็น การสร้างชุมชน บล็อกก็ไม่ต่างกับสื่อมืออาชีพ ถ้าคนเขียนเป็นคนที่ชำนาญในเรื่องนั้นๆ เขาจะทำได้ดี"

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็เช่น กรณีข่าวควันพิษ ข่าวภาคใต้ ซึ่งสุทธิชัยระบุว่า คนที่เขียนได้ดี คือ คนที่อยู่ในเหตุการณ์

"อย่างเรื่องหมอกพิษ คนที่อยู่ที่นั่น เขาจะเขียนบรรยาย ถ่ายรูปทุกชั่วโมง ถ้าเรามีนักข่าวจากกรุงเทพฯ ไป ก็อาจจะยังใช้วิธีสัมภาษณ์ผู้ว่าฯ สัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้อง ไปถ่ายรูป กว่าจะได้ตีพิมพ์ก็อีกวัน ความเร็วจึงไม่ทันบล็อก

บล็อกมันรายงานได้ตลอดเวลา ทำให้ข่าวสารจากสิ่งพิมพ์ไม่ทัน บล็อกจะนำข่าวสารไปก่อน เพราะฉะนั้นบทบาทสื่อจะเปลี่ยนไปอย่างยิ่ง"

อีกครั้งหนึ่งที่ถือว่าบรรดาบล็อกเกอร์ได้โชว์ความสามารถ คือ เมื่อทางค่ายเนชั่นจะสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และได้เปิดบล็อกเฉพาะกิจให้ตั้งคำถามเข้ามา ปรากฏว่าไม่ถึง 5 นาที มีการตั้งคำถามเข้ามามาก และหลายคำถามก็เรียกว่า เป็นคำถามที่ดี มีมุมมองที่ลึกซึ้ง

ดังนั้นนอกจากสุทธิชัยจะลงมือลุยบล็อกเองแล้ว เขายังระดมคนในชายคาเนชั่น คอลัมนิสต์ ร่วมเขียนมาร่วมเปิดบล็อก สร้างชุมชนคนข่าว

เมื่อผนวกความตื่นตัวของผู้คนที่พร้อมจะรายงานสิ่งที่รู้ คนข่าวอย่าง สุทธิชัย หยุ่น จึงกลายเป็นบล็อกเกอร์ผู้แจ้งเกิด "บล็อกพันธุ์ข่าว"


พลิกโฉมหน้าข่าวดิจิทัล

รางวัลอันดับ 1 เวบไซต์กลุ่มน่าสนใจประเภทข่าวและสื่อ
รางวัลเวบไซต์หนังสือพิมพ์ยอดเยี่ยม
รางวัลเวบไซต์ที่มีสถิติผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุด เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย ด้วยยอดสถิติการเข้าชมเฉลี่ยปี 2549 อยู่ที่กว่า 126,000 Unique IP



และรางวัลเวบข่าวสถิติผู้เข้าใช้งานมากที่สุด 4 ปีซ้อน

รางวัลทั้งสี่การันตีว่า เวบผู้จัดการออนไลน์เป็นเวบข่าวที่มีอิทธิพลต่อนักอ่านข่าวดิจิทัลมากที่สุดเวบหนึ่งของไทย

ความดังของเวบผู้จัดการออนไลน์เริ่มตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2542 และค่อยๆ ปรับตัวจนกระทั่งกลายเป็นเวบข่าว 24 ชั่วโมง เมื่อต้นปี 2544 แต่เวบข่าวนี้ยังไม่โด่งดังเป็นพลุแตก

กระทั่งกำเนิด "ซ้อเจ็ด" คอลัมนิสต์คนดังแห่งคอลัมน์ "บีบสิว" ที่มาขายข่าวคาวร้อนๆ ของคนในแวดวงดารา และไฮซ้อ ไฮโซ อย่างต่อเนื่อง ทำให้นักท่องเวบต้องคลิกเข้ามาอัพเดทข่าวในแวดวง

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เวบผู้จัดการกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลบนเวบข่าว นั่นคือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรเพื่อต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ที่มี สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของ นสพ. ในเครือผู้จัดการเป็นแกนนำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดกั้นสื่อเก่า ทำให้สื่อใหม่อย่างผู้จัดการออนไลน์แจ้งเกิดเวบข่าวได้อย่างเต็มตัว บนข่าว "เรียลไทม์" ที่รวดเร็ว

ไม่ใช่แค่ข่าวเรียลไทม์ แต่เป็นเวบข่าวที่ครบเครื่อง "มัลติมีเดีย" คลิปวิดีโอภาพและเสียง

พร้อมกับการเตรียมเปิดบริการใหม่ให้ลูกค้าในอนาคต ผ่านแมเนเจอร์โก หรือ บริการข่าวติดมือที่จะเป็นการพรินท์ข่าวจากเวบไซต์ในช่วงเย็นรองรับกลุ่มผู้ใช้งานในช่วงเย็นที่ผู้จัดการออนไลน์ได้รวบรวมข่าวน่าสนใจไว้ด้วยกัน และข่าวที่พรินท์ออกมาจะมีคูปอง นำไปใช้ส่วนลด ซื้อสินค้าบริการจากพันธมิตรที่ร่วมรายการกับผู้จัดการ

การวิ่งไล่ล่าตามเทรนด์โลกดิจิทัลแบบก้าวต่อก้าว ทำให้เวบแมเนเจอร์ก้าวสู่แถวหน้าของข่าวออนไลน์ และสามารถหล่อเลี้ยงธุรกิจได้อย่างเต็มตัว

เป็น 1 ใน 3 เวบไซต์ที่เอเยนซีจับตามองมากที่สุด


เวบบล็อกของวัยทีน exteen.com

"exteen.com" เป็นเวบบล็อกที่เปิดมา 3 ปี มีคนเข้าชมประมาณ 5 หมื่นคนต่อวัน และมีเพจวิวมากกว่า 8 ล้านเพจต่อเดือน เวบไซต์ เป็น 1 ใน 30 เวบของประเทศไทยที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุด จากการจัดอันดับของทรูฮิต



บล็อกฮิตแห่งนี้เกิดจากงานอดิเรกของ "ทีปกร วุฒิพิทยามงคล" โปรแกรมเมอร์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ ซึ่งตอนแรกเขาทำขึ้นในฐานะนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่อยากจะสร้างเวบบล็อกของตนเองขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์ ความรู้ ของคนที่เรียนด้านนี้

แต่ไปๆ มาๆ กลับฮิตด้วยจุดเด่นในฐานะบล็อกซึ่งตอบสนองพฤติกรรมวัยรุ่นได้ดี

"คือวัยรุ่นเขาชอบที่จะรายงานอีเวนท์ต่างๆ ที่เขาพบเห็น ถ่ายรูป เขียนเล่าเหตุการณ์ผ่านบล็อก ได้แสดงความคิดเห็นที่เปิดกว้าง แล้วเขาไม่ได้มองว่าเขากำลังสื่อสารกับพับบลิค แต่มองว่ากำลังสื่อสารกับเพื่อน"

บล็อกเปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้นำเสนอเรื่องที่สนใจกับคนวัยเดียวกัน ได้เล่นกับเทคโนโลยี "นิวมีเดีย" ซึ่งเป็นของชอบ

บล็อกอย่าง exteen จึงบูมโดยไม่ต้องออกแรงดัน

นอกจากนั้นการเป็นบล็อกที่มีลูกเล่น เปิดพื้นที่ให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ยังช่วยให้เกิดการบอกต่อๆกันได้ดี

โดยแฟนคลับของ exteen.com จะมีตั้งแต่นักเรียนมัธยมปลาย นักศึกษา ไปจนถึงคนวัยเริ่มทำงาน ซึ่งสิ่งที่คนกลุ่มนี้สนใจ จะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี การ์ตูน เกม การพบปะผู้คนใหม่ๆ ชอบเขียนบันทึก

จำนวนบล็อกเกอร์ คนที่เข้ามาเยี่ยม exteen จะมีมากเป็นพิเศษในช่วงเปิดเทอม เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้หลักของ exteen นั้นเป็นวัยรุ่น วัยเรียน "ช่วงเปิดเทอม เด็กวัยรุ่นก็คงอยากเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เลยมาเปิดบล็อกกันมาก" ทีปกรกล่าว

จำนวนบล็อกใน exteen ขณะนี้มีถึง 80,000 บล็อก แต่ที่แอคทีฟจริงๆ ก็ราวหนึ่งในสาม

แม้เนื้อหาในบล็อกของ exteen จะไม่ต่างจากบล็อกอื่นๆ นัก คือเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องเชิงไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่น ประเภทเกม การ์ตูน ภาพยนตร์ แต่ก็มีเนื้อหาบางส่วนที่เป็นเรื่องเชิงวิชาการ เช่น คอมพิวเตอร์ ทฤษฎีต่างๆ หรือชีวิตในชนบท

ทีปกรบอกว่า ทางเวบพยายามรณรงค์ให้เขียนเรื่องที่ผู้อื่นอ่านแล้วจะได้ประโยชน์อยู่เสมอ

"ต่อไปคงจะเน้นหนักเรื่องนี้ด้วยครับ เพราะผมคิดว่าสิ่งที่เป็น value ของเวบเราก็คือคอนเทนท์ที่เกิดจากผู้ใช้นั่นเอง ถ้าคอนเทนท์ดี ทุกฝ่ายก็ได้รับประโยชน์ เวบก็มีคนเข้า เจ้าของบล็อกก็ชอบใจที่มีคนอ่าน คนอ่านก็ได้ประโยชน์ด้วย"

ผู้เขียนที่น่าสนใจในบล็อก exteen ประเมินจากสายตาของเวบมาสเตอร์อย่างทีปกรก็เช่น "Chubby" (http://chubby.exteen.com) ซึ่งจะเป็นบล็อกวิจารณ์หนังโดยละเอียด รวมทั้งยังเขียนเรื่องเกี่ยวกับสังคมทั่วไปด้วย เช่น ปัญหารถแดงในจังหวัดเชียงใหม่ หรือกรณีหมอกควันที่เพิ่งผ่านมาเป็นต้น

"บล็อกอื่นๆ ที่ผมชอบและอ่านเป็นประจำ ก็เช่น http://dream-pop-art.exteen.com ซึ่งจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบ ศิลปะ ได้น่าสนใจมากครับ หรือถ้าเป็นบล็อกเกี่ยวกับการพัฒนาเกมก็มีที่ http://thanita.exteen.com คนเขียนเขาอยู่ในทีมพัฒนาเกมไทยเกมหนึ่ง หรือที่เขียนเกี่ยวกับวงการโฆษณาก็มีครับที่ http://adverblog.exteen.com/"

เนื้อหาในบล็อกจริงๆ จึงค่อนข้างหลากหลายและน่าสนใจ ซึ่งทีปกรบอกว่า จะโปรโมทบล็อกที่เขียนดีๆ เหล่านี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างด้วย

การสร้างรายได้เชิงธุรกิจของ exteen ตอนนี้ จะมาจากโฆษณาเพียงอย่างเดียว ซึ่งช่วงหลังๆ ก็มีโฆษณามาลงกันมากขึ้น โดยสินค้าจะเป็นสินค้าเกี่ยวกับวัยรุ่น เช่น เป๊ปซี่ ลอรีเอะ ไนกี้ แฮร์รี่ พอตเตอร์

"การโฆษณาผ่าน exteen มีข้อดีตรงที่ว่า ผ่านสายตาผู้ชมจำนวนมาก สามารถสร้าง Brand Awareness ได้ดี หรือการเปิดตัวแคมเปญใหม่ๆ การโฆษณาออนไลน์ผ่านเวบ ผมคิดว่าจะเป็นตัวกระตุ้น อย่างน้อยก็ให้คนรู้จักแคมเปญนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะคิดว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่ก็ใช้เวลากับโทรทัศน์หรือสื่ออื่นๆ น้อยลง แต่จะมาใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากกว่า"

exteen มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทีปกรบอกว่า เวอร์ชั่นที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้คือเวอร์ชั่นที่สาม มีการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ มากพอควร เช่น ฟีเจอร์เกี่ยวกับ Feed ส่วนในอนาคต หากถึงจุดหนึ่ง ก็อาจจะเก็บค่าบริการสำหรับสมาชิกที่ต้องการฟังก์ชันการใช้งานเพิ่ม เพื่อให้เป็นรายได้ที่มาช่วยเหลือตัวเวบเองด้วย

"ถ้าหากพร้อมจริงๆ ก็อาจจะขยายไปสู่เวอร์ชั่นที่เป็นภาษาอังกฤษ จะได้ไม่จำกัดการใช้งานแค่คนไทยเพียงอย่างเดียว" ทีปกรกล่าว

"สนุกดอทคอม" ชั่วโมงทองของเบอร์หนึ่ง

อาจเป็นธุรกิจเดียวในเมืองไทยที่โตปีละ 100% ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน เป็นธุรกิจเดียวที่เพิ่มพนักงานปีละ 30%
sanook.com วันนี้ ยืนผงาดด้วยตัวเลข Unique IP ระดับ 2.5 แสนต่อวัน เป็นเวบอันดับ หนึ่ง ที่โตเร็วอย่างเหลือเชื่อ
"ชั่วโมงทองมาถึงแล้ว" ต่อบุญ พ่วงมหา ซีอีโอเอ็มเว็บ บอกชัดถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่กำลังมาถึง




"ถึงเวลาทำเงินหรือยัง ? " เป็นคำถามยอดฮิตของธุรกิจดอทคอม

ไม่มีสถิติไหนให้คำตอบได้ชัดเจนว่าธุรกิจดอทคอมในเมืองไทย มีจำนวนเม็ดเงินที่ไหลเวียนอยู่เท่าไร แต่ข้อเท็จจริงที่ทุกสายตามองตรงกัน ก็คือ ดอทคอมมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด

โดยเฉพาะมุมมองของ "ต่อบุญ พ่วงมหา” ประธานบริหาร บริษัท เอ็มเว็บ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารเวบไซต์อันดับหนึ่ง sanook.com ซึ่งยืนยันว่า "ชั่วโมงทอง" ของธุรกิจดอทคอมมาถึงแล้ว

เขาบอกว่า สนุกดอทคอม มีการเติบโตของรายได้ในระดับ 100% มา 3 ปีติดต่อกัน และจากบริษัทขนาดเล็ก เมื่อ 3 ปีก่อน วันนี้ สนุกดอทคอม มีพนักงานเกือบ 200 คน หรือเพิ่มปีละประมาณ 70 คน ติดต่อกัน 2 ปี

ต่อบุญ ไม่เปิดเผยถึงรายได้ของ sanook.com เขาบอกเพียงว่ารายได้หลักยังมาจากยอดโฆษณาออนไลน์ ซึ่งอยู่ในระดับ 70% ของรายได้ทั้งหมด และสนุกดอทคอมมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ในตลาดโฆษณาออนไลน์ประมาณ 30-40% ของตลาด

ประเมินคร่าวๆ ว่า ในปี 2549 เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์มีสัดส่วน 1% ของยอดเงินโฆษณาทั้งหมด 8,000 ล้านบาท หรือในราว 800 ล้านบาทต่อปี ถ้าสนุกดอทคอมมีส่วนแบ่งการตลาด 30% เศษ รายได้จากโฆษณาออนไลน์ของสนุกดอทคอมหนีไม่พ้นระดับ 250 ล้านบาท

ยังไม่นับรวมรายได้ส่วนอื่นอีก 30% เช่น รายได้จากสารพัดดาวน์โหลด อีกหนึ่งช่องทางทำเงินของสนุกดอทคอม

ไม่แปลกที่ ต่อบุญ บอกว่า หลังจากรอคอยมาหลายปี วันนี้ "ดอทคอม" กลับมาอีกครั้ง และคราวนี้เป็นของจริงที่เขาเชื่อว่าเป็น "ชั่วโมงทอง"

บนกติกาของ Truehits.net ศูนย์รวมสถิติเวบไทย สนุกดอทคอม ครองอันดับหนึ่งของเวบไซต์ที่มียอดผู้เข้าชมเวบไซต์ที่ไม่ซ้ำกัน สูงสุด 250,000 Unique IP

ก้าวต่อไปของ "สนุก" คือ การแปลง ฮิต ให้เป็น "รายได้" ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของดอทคอมวันนี้ โดยเฉพาะดอทคอมที่มีลักษณะคอมมูนิตี้ ที่มักจะมีฮิต แต่ไม่มีรายได้

เพื่อเก็บเกี่ยวชั่วโมงทองได้เต็มที่ ในปลายปี 2549 ทีมงานของสนุกดอทคอม นำโดย กษมาช นีรปัทมะ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเว็บ (ประเทศไทย) จึงเดินสายพบบริษัทเอเยนซีโฆษณา

เป้าหมายคือ "ขายไอเดีย" ทำการตลาดผ่านเวบไซต์

"กษมาช" บอกว่า โฆษณาออนไลน์เป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว ความพยายามลำดับถัดไปของ "สนุก" ในการแปลงฮิตให้เป็นรายได้คือ การนำเสนอ "โซลูชั่นทางการตลาด"

"การตลาดออนไลน์ เป็นเรื่องใหม่ เราจึงต้องเดินสายทำความเข้าใจกับเอเยนซีโฆษณา เพื่อชี้ให้เห็นโอกาสในช่องทางการตลาดแบบใหม่ เอเยนซีบางแห่งไม่คุ้นชินกับศัพท์แสงของเวบไซต์ กว่าจะเข้าใจกันว่า Unique IP บอกอะไร Page Views (จำนวนหน้าที่มีการอ่านต่อวัน) บอกอะไร อาจต้องไปมากกว่า 1 ครั้ง ยังไม่ต้องพูดถึงการขายด้วยซ้ำ"

เขาบอกว่า การตลาดออนไลน์ เมื่อบวกกับศักยภาพของโทรศัพท์มือถือ สามารถ Deliver หรือ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงโฆษณาได้อย่างแท้จริง

โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ซึ่งมีข้อจำกัดในด้านงบประมาณในการโฆษณาผ่านสื่อหลัก สื่อออนไลน์จะเข้ามาเป็นสื่อทางเลือกที่ใช้งบประมาณต่ำกว่า แต่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า

"ไม่ใช่ขายแค่ Banner Ad. เท่านั้น แต่ สนุก มี Marketing Solution และ Traffic ในระดับที่ ทำอะไรก็ได้" กษมาช กล่าว

ทราฟฟิก ในระดับที่ทำอะไรก็ได้ ในความหมายของ กษมาช หมายถึง จำนวนผู้เข้าชมเวบไซต์ที่ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นสินทรัพย์ก้อนมหาศาลที่จะถูกแปลงเป็นรายได้ในอนาคต

ทราฟฟิกที่ทุบสถิติเป็นว่าเล่นของ "สนุก ดอทคอม" นอกจากจะยืนยันได้ถึงการเพิ่มขึ้นของปริมาณผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเมืองไทย ตำแหน่ง "แชมป์" หลายปีติดต่อกัน ยังบ่งบอกถึงความสามารถในการเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนไทย และ "วัยรุ่นไทย"

ยอด Unique IP ระดับ 2 แสนราย ของ สนุก มาพร้อมกับการเป็นเวบคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ และการวางตำแหน่งตัวเองไว้ในฐานะ Content Aggregater หรือผู้รวบรวมคอนเทนท์

รวมเกมออนไลน์ หาคู่ ดูดวง แชทกับเพื่อน อ่านข่าว เสิร์ชคอนเทนท์ ไม่ว่าจะหาอะไร ดูเหมือนเวบไซต์ที่ยุ่งเหยิงสุดๆ เวบนี้ จะพยายามตอบทุกความต้องการ

เวบของ สนุก จึงเต็มไปด้วยคอนเทนท์นานารูปแบบที่หลั่งไหลมาจากพันธมิตร และวิธีสร้างการเชื่อมโยง

"ใครอยากได้อะไร ไม่ว่าจะเป็น user กลุ่มไหน เราก็จะพาไปให้ถึง เราจะพาไปยัง Destination ที่แต่ละกลุ่มอยู่ " นั่นคือ ภารกิจหลักของ Content Aggregater ที่ ต่อบุญ นิยามไว้

เรียกได้ว่า สนุก รวบรวมคอนเทนท์มาไว้ที่ตัวเองอย่างเหลือเฟือ โดยไม่ต้องลงมือผลิตเนื้อหาด้วยตัวเอง เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า ตลาดต้องการอะไร ผู้บริโภคต้องการอะไร

"ผมชอบดูสถิติ " เป็นนิสัยอย่างหนึ่งของ ต่อบุญ ที่ทำให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และเป็นคำตอบว่า ในวันที่ประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ "วันหวยออก" สนุก ควรจะเคลียร์เวบอย่างไร เพื่อไม่ให้ "คอหวย" หงุดหงิดเพราะเวบล่ม และยังเป็นคำตอบด้วยว่า ทำไมเมนู "ดูดวง" ต้องอยู่อันดับ 2 รองจาก "ข่าววันนี้" และทำไมเวบไซต์สนุกจึงมากมายไปด้วยกิจกรรมชิงของรางวัล เพื่อกระตุ้นให้เกิด Interactive Community

"ต่อบุญ" บอกว่า หัวใจหลักของการทำเวบคอมมูนิตี้ คือ การเกาะติดเทรนด์ และไลฟ์สไตล์

"เราต้องตามติดไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นตลอดเวลา แค่เผลอแผล็บเดียวก็ตามไม่ทันแล้ว โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะโลกในอินเทอร์เน็ต ที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีข้อจำกัด" ต่อบุญ กล่าว

ถึงแม้ เวบไซต์ สนุก จะดูเป็นเวบวัยรุ่น แต่สำหรับ "ต่อบุญ" สนุกไม่เคยทิ้งกลุ่มไหน

"เรากวาดทุกกลุ่ม ผู้ใหญ่ เราใช้ข่าวเป็นหัวหอก สนุก จึงเป็นที่รวมของทุกสำนักข่าว ส่วนในกลุ่มเด็ก เราใช้เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เด็กวันนี้ก็ต้องเป็นผู้ใหญ่ต่อไป เราต้องดูแลเขาต่อเนื่อง มีคอนเทนท์ที่ตอบสนองความต้องการของเขาได้เมื่อเขาโตขึ้น ไลฟ์สไตล์ก็เปลี่ยนไป "

แผนพัฒนาคอนเทนท์ของ สนุก ต่อไปจะโฟกัส ณ จุดไหน...ต่อบุญ ขยายความโดยเปรียบเทียบไปถึง google และ yahoo "google เป็น Search Engine และ yahoo เป็น Web Directory สนุก ก็มองสองเรื่องนี้เช่นกัน"

"สนุก มีความเป็น Yahoo เพราะใครก็ตามไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหน ต้องมาที่พอร์ทัลสนุก แล้วเราจะพาไปถึงที่ที่เขาต้องการ และในมุมมองของ Google สนุกพยายามพัฒนาการค้นหาข้อมูลที่เหมาะกับคนไทย เราเป็นพาร์ทเนอร์กับกูเกิลอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนไทย เสิร์ชของสนุกอาจ "เวิร์คกว่า" เพราะรวมเฉพาะคอนเทนท์ไทย ถ้าต้องการเสิร์ชคอนเทนท์เฉพาะไทย ไม่ต้องไปกวาดคอนเทนท์จากทั่วโลกมาเสิร์ช"

ในฐานะเบอร์หนึ่งของดอทคอม "ต่อบุญ" ชี้ให้เห็นสองเทรนด์ใหญ่ คือ

อย่างแรก คือ เรื่องของ User Generate Content หรือ คอนเซปต์ของเวบ 2.0 ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเป็นผู้ส้างคอนเทนท์ ตามด้วย Contexual Content เนื้อหาที่ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่เป็นมัลติมีเดียสมบูรณ์แบบ และมีความเป็นอินเตอร์แอคทีฟ

นี่คือสองแกนใหญ่ที่กลายเป็น "กระแสหลัก" ของเวบไซต์ไทยในช่วงปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าทุกเวบไซต์เห็นแนวโน้มใหญ่ และทุกรายพยายามมองหา Business Model เพื่อสร้างรายได้

Key to Success ของดอทคอมเมืองไทย คงไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่าเวบดังต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับว่า ใครขยับก่อน จับเทรนด์ทัน และทำเป็น เท่านั้น

ทราฟฟิก 2.5 แสน UIP ของสนุกดอทคอมกำลังเริ่มสำแดง "พลัง"

พลาดสายตาไม่ได้เด็ดขาด กับจังหวะก้าวของ สนุก และ ต่อบุญ พ่วงมหา ดอทคอมเจเนอเรชั่นแรกๆ ที่กำลังเริงร่ากับ "ชั่วโมงทอง" ในฐานะผู้ครอบครองทราฟฟิกอันดับหนึ่งของดอทคอมเมืองไทย

///


"สนุก มีรายได้เติบโตในระดับ 100% มา 3 ปีติดต่อกัน และจากบริษัทขนาดเล็ก เมื่อ 3 ปีก่อน วันนี้ สนุกดอทคอม มีพนักงานเกือบ 200 คน หรือเพิ่มปีละประมาณ 70 คน ติดต่อกัน 2 ปี"

เซ็ทเทรดดอทคอม คลับคอหุ้น

"เซ็ทเทรด ดอทคอม" เวบท่าอันดับแรกๆ ที่คอหุ้นต้องนึกถึงและคลิกเข้ามาเสิร์ชหาข้อมูลหุ้นฮิตติดชาร์ท เป็นคลับที่นักลงทุนเข้ามาแล้วสบายใจได้ว่าไม่ต้องจ่ายสักแดง



4 ปีซ้อนกับรางวัลเวบไซต์ยอดนิยมอันดับ 1 หมวดการธนาคาร-การเงิน จากสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ หรือทรูฮิตส์ดอทเน็ต จากเวบไซต์การเงินกว่า 100 เวบไซต์

จากการเป็นฟรีพอร์ทัล คลังข้อมูลสำหรับการลงทุนในตลาดเงิน ตลาดทุนไทย ทำให้ที่นี่เป็นที่แรกๆ ที่นักลงทุนจะเข้ามาเสิร์ชข้อมูลหุ้นร้อน หุ้นฮิตติดชาร์ท ก่อนตัดสินใจลงทุน

ตรงกับเป้าประสงค์ของตลาดหลักทรัพย์ ที่ให้เซ็ทเทรดดอทคอมเป็นหนึ่งใน "กลไก" ขยายฐานนักลงทุนมากขึ้น

ปัจจุบันเซ็ทเทรด เป็นคลับหลักในการรวมพลคนคอหุ้นไว้มากถึง 2 แสนราย และมียอดผู้เยี่ยมชม (Unique IP) ระดับ 2.1 หมื่นคนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากผู้เข้าเยี่ยมชม 1.6 หมื่นคนต่อวัน หรือ 30% จากเมื่อปีที่แล้ว

"ชนิสา ชุติภัทร์" กรรมการผู้จัดการ บริษัทเซ็ทเทรด ดอท คอม บอกว่า ถ้าวัดจากผู้เข้าเยี่ยมชม และรางวัลที่ได้เป็นท็อปอันดับ 1 ในหมวดการเงิน ถือว่าเซ็ทเทรดมีอิทธิพลกับนักลงทุนมากพอควร

ด้วยข้อมูลและลูกเล่นที่มีพัฒนาการจนเกือบครบเครื่อง ถูกอกถูกใจนักลงทุน

ทั้งในปีที่ผ่านมา เซ็ทเทรดได้ปรับปรุงเวบไซต์ให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ทันสมัย และน่าใช้งานมากขึ้น เพิ่มเนื้อหาข่าวโดยได้รับข้อมูลอัตโนมัติจากแหล่งข่าวโดยตรง มีข้อมูลบทวิเคราะห์ และบทความด้านการลงทุนจากแหล่งข้อมูลชั้นนำต่างๆ ทั่วประเทศมานำเสนอในเวบไซต์

ปรับปรุงข้อมูลด้านการลงทุนให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อให้นักลงทุนหรือคนที่ไม่เคยลงทุน หรือผู้ที่สนใจลงทุนได้ประโยชน์มากที่สุด"

ลูกเล่นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น ประมาณการมูลค่าต่างๆของหุ้นโดยนักวิเคราะห์ (SAA Consensus) อย่างเช่น ราคาหุ้นในอนาคต ผลตอบแทนในอนาคต และเซ็ทเทรดได้เพิ่มตารางสรุปการจัดอันดับหุ้นที่ประมาณการกำไรเฉลี่ยถูกปรับขึ้น/ลงมากที่สุด หรือที่มีค่าเฉลี่ย EPS Growth เติบโตสูงสุด/ต่ำสุด

ฟังก์ชันสุดฮิพล่าสุดที่ถูกใจนักลงทุนมือใหม่ยิ่งนัก นั่นคือ พอร์ตการลงทุนจำลอง (Virtual Portfolio) ให้มือใหม่ได้ลองเทรดซื้อๆ ขายๆ พอร์ตจำลองในสถานการณ์จริง

ความพิเศษของพอร์ตการลงทุนจำลองถูกปรับปรุงให้ครบด้านมากขึ้น ทั้งลงทุนในหุ้น กองทุนรวม ตราสารอนุพันธ์ ซึ่งนอกจากมือใหม่ได้ลองหัดซื้อขายแล้ว ยังให้นักลงทุนมืออาชีพใช้เป็นเครื่องมือ "เกาะติด" การลงทุนได้แบบ "เรียลไทม์"

"พอร์ตลงทุนจำลองสามารถรองรับความต้องการของนักลงทุนแต่ละประเภท เช่น คนไม่เคยลงทุนอยากลองลงทุน ก็อาจจะมาลองเทรดหุ้นในพอร์ตจำลองก่อน เราจะอัพเดทพอร์ตให้ตามภาวะตลาดจริง หรือคนที่ลงทุนใน RMF LTF สามารถติดตามเอ็นเอวีได้ตลอดเวลา

แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพที่เปิดพอร์ตไว้กับหลายโบรกเกอร์ ก็อาจจะเอาหุ้นมารวมไว้ที่นี่ เพื่อติดตามผลได้ใกล้ชิดและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น"

กรรมการผู้จัดการเซ็ทเทรดหวังว่า พอร์ตจำลองจะเป็นอีกเครื่องมือที่จะดึงนักลงทุนเข้าเวบไซต์มากขึ้น ตามแผนขยายฐานผู้ลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถ้าข้อมูลพร้อม นักลงทุนก็พร้อมลงทุนเช่นกัน

"เซ็ทเทรดได้เคยสำรวจและพบว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ลงทุนหันมาใช้อินเทอร์เน็ตในการซื้อขายหุ้น คือ การมีความรู้และข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจซื้อขายอย่างพอเพียง”

จากข้อมูลดิบ เซ็ทเทรดต้องพยายาม "ย่อย" ข้อมูลให้นักลงทุนคลิกเรื่องการลงทุนมากขึ้น เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจ เครื่องมือทุกชิ้นจึงต้อง "ง่าย" และ "ใช้ได้จริง" แต่ต้องระแวดระวังว่าต้องไม่เป็นการ "ชี้นำ"

"เราพยายามพัฒนาเครื่องมือ ลูกเล่นต่างๆ เพิ่มขึ้น หรือต่อไปอาจจะมีการพัฒนาเครื่องมือการลงทุนตามลักษณะนิสัยนักลงทุน เพื่อเป็นเครื่องมือให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งเราต้องตามว่านักลงทุนต้องการอะไรมากที่สุด"

สิ่งที่เซ็ทเทรดต้องทำต่อไป คือ การให้ความรู้แก่นักลงทุนมากขึ้น ซึ่งเซ็ทเทรดได้จับมือกับสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (Thailand Securities Institute: TSI) อบรมหลักสูตรการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ต และนำฟังก์ชัน Virtual Portfolio นี้ ไปเป็นเครื่องมือเสริมการเรียนการสอนในหลักสูตรระดับต่างๆ ด้วย

ชนิสายังบอกอีกว่า ปีนี้เซ็ทเทรดจะพัฒนาเวบไซต์ให้เป็นศูนย์ข้อมูลและบริการเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ทางอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มรูปแบบเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อให้ผู้ลงทุนหรือประชาชนทั่วไปที่สนใจ ได้เรียนรู้เทคนิคการลงทุนในหุ้นด้วยตนเองผ่าน e-Learning พร้อมติดตามกิจกรรมการจัดอบรมสัมมนาและสำรองที่นั่งผ่านทางเวบไซต์อีกด้วย



TARAD.com ทำเลเซ้งลี้อีคอมเมิร์ซของคนไทย

ไทยเซกคั่นแฮนด์ ...ของมือสองอะเหรอ...??

ตอนที่ www.thaisecondhand.com เปิดให้บริการ ศูนย์กลางค้าขายออนไลน์ในรูปแบบไม่เหมือนใคร เมื่อ 9 ปีก่อน อาจดูขำ ๆ แต่วันนี้ทีมผู้ก่อตั้งเว็บ มีเสียงหัวเราะที่ดังกว่า เพราะของมือสองดอตคอมเหล่านี้ มีตัวเลขค้าขายตกเดือนละหนึ่งร้อยล้าน

มีสมาชิก ทำมาค้าขายอยู่สี่แสนกว่าราย

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กก.ผจก. บริษัทตลาดดอทคอม บอกว่าวัตถุประสงค์แรกของการก่อตั้ง มุ่งให้เป็นศูนย์กลางการขายของที่อยากจะขายให้ผู้อื่นไปใช้ต่อ ซึ่งก็มีทั้งคนขายได้และขายไม่ออก และพัฒนามาจนมีผู้ค้า 2 กลุ่ม ทั้งเจ้าถิ่น และพวกซื้อมาขายไป

ในขณะที่เป็นศูนย์กลางสินค้ามือสอง ก็เก็บข้อมูล วิเคราะห์ ตลาดออนไลน์ไปด้วย และบทสรุปธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ณ วันปิดบัญชีปี 2549 ว่ามีผู้อยู่ในธุรกิจสองแสนราย เฉพาะไทยเซกคั่นแฮนด์ มีมูลค่าสองร้อยล้านบาท โดยมียอดการสั่งซื้อ ห้าหมื่นสองพันรายการ ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดของกิจการที่ดำเนินมาเก้าปี

ข้อมูลนี้ แปลว่าระบบการค้าอีคอมเมิร์ซ หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ป้อแป้ตอนปล่อยตัว เมื่อเกือบสิบปีก่อน เริ่มตั้งหลักได้ ดังนี้กลุ่ม thaisecondhand จึงรุกต่อด้วยการเปิดเว็บตลาดดอตคอม <Tarad.com> เป็นศูนย์กลางค้าขาย ออนไลน์ สำหรับสินค้าใหม่ และเป็นช่องทางกับผู้ประกอบการทั้งเก่าและใหม่ ในช่องทางการค้าที่เปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆ

ซึ่งไม่ใช่การทำที่บุ่มบ่าม แต่เริ่มด้วยการพัฒนาตลาด ด้วยวิธีให้ความรู้กับผู้สนใจ จัดสัมมนาว่าด้วยการค้าขายออนไลน์มาแล้วถึง 9 ครั้ง และปีนี้จะจัดอีก 20 ครั้ง

“ภาวุธ” บอกว่า Tarad.com จะเป็นตลาดที่ให้คนอยากเริ่มธุรกิจออนไลน์เข้ามาเปิดร้านค้าได้ มีระบบชำระเงินที่ปลอดภัย และมีสมาชิกที่พร้อมจะเป็นลูกค้าถึงสี่แสนรายรออยู่ ซึ่งเป็นบริการรูปแบบใหม่ ที่ผู้ประกอบการ สามารถจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเองเพื่อทำการค้า ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ เรื่องการเขียนเว็บไซต์เลย แต่สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้ตลอด 24 ชม.

สำหรับผู้เริ่มต้น นักการค้าผู้สามารถมือใหม่จะเลือกเปิดร้านออนไลน์แบบไม่เสียตังค์สักบาทก็มีให้เลือก

“เรียนจบใหม่ อยากเริ่มเป็นผู้ประกอบการก็ทำได้ เข้ามาคลิกสร้างร้านแบบสำเร็จรูปบนเว็บ มีลูกค้า พร้อมระบบชำระเงินให้แล้ว แบบนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย ให้พื้นที่ฟรี” ภาวุธ ชี้ช่องทางทำกินสำหรับคนรุ่นใหม่

หรืออยากได้ที่พิเศษกว่า ก็มีแพ็กเกจร้านค้าที่วางสินค้าได้มากชิ้นขึ้น แต่ค่าลงทุนต่ำ เริ่มต้นเพียง 156 บาท ซึ่งขณะนี้ผู้ที่เคยอบรม มาเปิดร้านออนไลน์แล้วหลายราย

ในจำนวนผู้ประกอบการที่เข้ามาสู่ระบบ พบว่าตลาดที่ไปได้ดี อยู่ที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับแฟชั่น สินค้าหัตถกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า และทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าที่ผู้บริโภคใช้บริการ หรือใกล้ชิดกับอินเทอร์เน็ต

นอกจากบริการเปิดร้านค้าบนเว็บ ทาง Tarad.com กำลังขยายช่องทางใหม่ ในโลกธุรกิจ อีคอมเมิร์ซให้กระจายไปตามต่างจังหวัดทั่วประเทศไทยในรูปแฟรนไชส์ โดยแต่งตั้งตัวแทนระดับจังหวัดให้แนะนำและขาย พร้อมทั้งการบริการเว็บสำเร็จรูปกับผู้ประกอบการต่าง ๆ รวมทั้งผู้สนใจที่จะเข้าสู่โลกออนไลน์

ภาวุธ ขยายแนวความคิดว่า การแนะนำการค้าขายออนไลน์ ต้องมีตัวแทนที่เข้าไปคุยและให้บริการที่ใกล้ชิดในระดับพื้นที่

การขยายตัวครั้งนี้ Tarad.com ต้องการพิสูจน์ว่า ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้นทำได้และอยู่รอดด้วยดี จึงมีแผนว่าจะลุ้นการเข้าตลาดหลักทรัพย์ MAI ในปี 2551

ซึ่งจะเป็นเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง แต่สิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจ และมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ คือการมีส่วนช่วยให้การค้าอีคอมเมิร์ซของคนไทยเข้มแข็ง ทำให้สินค้าไทยกระจายไปทั่วโลกด้วยฝีมือและระบบของคนไทย

มือใหม่ หรือมือเก่าไม่เกี่ยง

หรือจะเริ่มด้วยมือสอง เชิญที่ thaisecondhand.

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed May 23, 2007 12:02 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ประชาชาติ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3898 (3098)



Jaiku.com คนรุ่นใหม่ "ไฮเปอร์คอนเน็กเต็ด"

คอลัมน์ webbiz

โดย ศิริพงษ์

คอลัมน์นี้เพิ่งเขียนถึง Twitter.com ไปไม่นาน เว็บที่มีสโลแกนว่า What are you doing ? เป้าหมายก็เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางสำหรับแจ้งใครต่อใครว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในตอนนั้น เพื่อโพสต์ข้อความสั้นๆ ไว้ คนอื่นๆ ในกลุ่มก็จะรับรู้ได้ ทั้งด้วยการเข้าไปยังหน้า Twitter ของตัวเอง หรือเลือกรับข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ อีเมล์ ตลอดจนโปรแกรมอินสแตนต์เมสเซจจิ้งบางโปรแกรม

เมื่อไม่กี่วันมานี้ก็ไปเจอเข้ากับอีกเว็บหนึ่ง ซึ่งออกแบบพัฒนาเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน Jaiku.com แต่มีบางฟังก์ชันเพิ่มเติมน่าสนใจ นั่นก็คือ การผนวกเข้ากับโทรศัพท์มือถือ โดยผู้ใช้ลงโปรแกรมไว้ใน

โทรศัพท์ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากโทรศัพท์มือถือก็จะสามารถเช็กสถานะของเพื่อนในกลุ่มได้จากโทรศัพท์ รวมไปถึงจะทำให้รู้ได้ด้วยว่า ณ เวลานั้น เพื่อนในกลุ่มอยู่ที่ไหน อาศัยการระบุตำแหน่งผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออีกทอดหนึ่ง

ที่มากกว่านั้น Jaiku ยังทำงานร่วมกับบลูทูท ซึ่งจะทำให้สามารถรับรู้ได้ว่าในรัศมีของบลูทูท ซึ่งเป็นระยะใกล้ๆ กันนั้น มีใครใช้ Jaiku อยู่หรือไม่ ในบางกรณีก็อาจจะเป็นเพื่อนในกลุ่มที่บังเอิญไปอยู่ในบริเวณเดียวกันก็ได้

บนเว็บ Jaiku ยังเปิดให้ผู้ใช้สามารถทำอะไรได้มากกว่า Twitter เช่น การดึงเอาฟีดมาจากเว็บอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบล็อกของผู้ที่เราติดตามเป็นประจำ ฟีดข่าวจากเว็บข่าวสารด้านต่างๆ หรือ แชนเนลที่ Jaiku จัดเอาไว้ให้บางส่วน การ โพสต์ข้อความจากโทรศัพท์มือถือก็ทำได้ทันที

ทั้ง Twitter และ Jaiku เป็นเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบหนึ่ง แต่พัฒนาขึ้นมาอีกระดับเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งคลุกคลีกับอินเทอร์เน็ต ใช้อุปกรณ์ติดต่อสื่อสารแบบเกาะติด คนรุ่นใหม่ๆ กลุ่มนี้มีความต้องการติดต่อสื่อสารแบบตลอดเวลา ถึงได้เกิดบริการแบบนี้ขึ้นมาตอบสนอง เป็นกลุ่มที่เรียกว่า ไฮเปอร์คอนเน็กเต็ดเจเนอเรชั่น หากอยู่ในสถานที่ใช้คอมพิวเตอร์ อยู่นอกสถานที่ใช้โทรศัพท์มือถือสำหรับบริการเดียวกัน เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ต่อยอดมาจากเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบเดิม โดยนอกจากจะเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มเป็นเครือข่าย ยังเอื้อให้คนเหล่านั้นติดต่อและติดตามแต่ละคนได้ตลอดเวลาไม่จำกัด

เป็น "เทรนด์" ใหม่ของโลกไอทีที่ฟันธงได้เลยว่าสามารถติดตลาดในเวลาไม่นาน

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue May 29, 2007 10:31 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

"อีเบย์"จับมือ"Sanook.com"เปิดเว็บใหม่ในไทย

08:29 น. บริษัทอีเบย์ อิงค์. ซึ่งเป็นผู้นำในการประมูลทางอินเทอร์เน็ตแถลงเมื่อวานนี้ว่า ทางบริษัทได้ตกลงกับบริษัทสนุกดอทคอม (Sanook.com) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเว็บท่าของไทย ในการเปิดเว็บไซท์แห่งหนึ่งในประเทศไทยที่สามารถให้บริการซื้อขายข้ามประเทศผ่านทางเว็บไซท์ระดับโลกของอีเบย์ โดยเว็บไซท์แห่งใหม่นี้จะใช้ภาษาไทย คาดกันว่าเว็บไซท์แห่งใหม่นี้จะเปิดตัวในอีกราว 5-7 เดือนข้างหน้า และจะอยู่ภายใต้การบริหารและดำเนินงานโดยบริษัทใหม่แห่งหนึ่งที่อยู่ในเครือของสนุกดอทคอม

สนุกดอทคอมเป็นกิจการในเครือของบริษัทเอ็มไอเอช กรุ๊ป ซึ่งกรรมสิทธิ์ทั้งหมดในบริษัทนี้เป็นของบริษัทแนสเปอร์ส ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดของแอฟริกา

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed May 30, 2007 10:36 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

เที่ยวผ่านเว็บไซต์..http://scitour.most.go.th

ช่วงฝนตกไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้ากันแบบนี้ ลำบากนักสำหรับคนชอบเที่ยวอย่างเรา ๆ เพราะจะไปเที่ยวไหนก็แสนจะลำบาก แต่ถ้าจะให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนก็ออกจะน่าเบื่อไปหน่อย

แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะเนี่ยะ!!!

ไม่ยากคะ เพราะวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แบบที่ไม่ต้องเดินทางให้เสียเวลา และไม่ต้องกลัวว่าจะต้องนั่งเก้ออยู่บนรถ เพราะฝนตกด้วย

ซึ่งเราจะพาไปเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานีผ่านทางเว็บไซต์ http://scitour.most.go.th



เว็บไซต์เปิดใหม่ ในความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยโครงการศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี STKC ร่วมกับ สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘อยู่ดีมีสุข’ ที่ได้จังหวัดสุราฎร์ธานีเป็นต้นแบบ ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวถือเป็นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว รวมไปถึงนักท่องเที่ยว ได้รับความรู้ ความเข้าใจในหลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์อย่างง่าย ๆ

แล้วภายในเว็บไซต์ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง??



ในส่วนของหน้าแรกนั้น จะประกอบไปด้วย ข้อมูลจังหวัด ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวโครงสร้างพื้นฐาน และข้อมูลน่ารู้ที่เป็นสาระในเรื่องต่าง ๆ

นอกจากนั้นยังมีเกร็ดความรู้นานาสารพันเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เช่น กำเนิดหินตา-หินยาย เป็นต้น

หรือจะเป็นข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับจุดเด่นของจังหวัด ที่จับขึ้นมาร้อยเรียงเป็นคำขวัญ ที่ว่า ‘เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ’

ส่วนของการพาเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็จัดทำขึ้นเป็นคลิปวีดีโอ ซึ่งไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็จะได้เที่ยวไปด้วยกันอย่างไม่ต้องกลัวฝน



ส่วนไฮไลต์ของเว็บไซต์นี้คงจะอยู่ที่ ‘Google Map’ และ ‘ภาพถ่ายดาวเทียม’ ที่แสดงลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดสุราษฎร์ธานีไว้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชนแก่ผู้ที่ต้องการศึกษาลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในเชิงลึก

เรียกว่าใครที่ยังไม่เคยไป หรือได้สัมผัสกับความสวยงามในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้วล่ะก็ ลองเปิดเว็บไซต์นี้เที่ยวไปเรื่อย ๆ รับรองว่า เหมือนได้ลงพื้นที่เองเลยทีเดียว..

iladat@dailynews.co.th

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
วัลยา แสงทอง
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Thu Jun 28, 2007 8:47 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ปลุกชีพโดเมน “ดอท ทีเอช” หนุนอี-คอมเมิร์ซไทย
วัลยา แสงทอง

ตัวเลข “25,017” คือสถิติโดเมนเนม ดอท ทีเอช (.th) ที่มีผู้จดทะเบียนล่าสุดในประเทศไทย หรือหากจะให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ปริมาณแบรนด์เนมของร้านขายสินค้า หรือผู้ให้บริการคอนเทนท์ต่างๆ ของไทยบนโลกออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ดำเนินธุรกิจออนไลน์มากถึง 520,000 บริษัท

แต่คงไม่น่าตกใจเท่ากับข้อมูลที่ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของอี-คอมเมิร์ซสัญชาติไทยเหล่านี้ กลับใช้บริการโดเมนเนมจากต่างชาติ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10 เท่าของโดเมนเนมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอี-คอมเมิร์ซ ที่มีการใช้โดเมนเนมสูงกว่า 70% ของตลาด และส่วนใหญ่จะนิยมจดทะเบียนเป็น .com มากกว่า .co.th

“ภาคภูมิ ไตรพัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.เอช.นิค จำกัด ผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนม .th เพียงรายเดียวในประเทศไทย บอกว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการในไทยยังมองไม่เห็นถึงความสำคัญของการใช้โดเมนเนมไทย ประกอบกับยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการใช้โดเมนเนม .th ที่พูดต่อๆ กันว่าใช้ได้แค่ในประเทศไทยเท่านั้น

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โดเมนเนมภายใต้ .th ทุกประเภท ทั้ง .co.th, .ac.th, .go.th, .net.th, .or.th, .mi.th และ .in.th สามารถให้บริการได้ทั่วโลก เทียบได้กับโดเมนเนมที่ออกจาก “ไอแคนน์" (ICANN: Internet Corporation for Assigned Names and Numbers) หน่วยงานกลางผู้รับหน้าที่ดูแลบริหารจัดการการจดทะเบียนโดเมนเนม และระบบตัวเลขที่อยู่บนเครือข่ายในสหรัฐ เพียงแต่สงวนไว้สำหรับผู้ใช้ในประเทศไทยเท่านั้น

ทั้งยังสามารถใช้ชื่อโดเมนเนมภายใต้ตัวอักษรภาษาไทย เช่น “ทีเอชนิค.th” ได้ทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรม หรือซอฟต์แวร์ใดๆ เพิ่มเติม เพื่อเข้าใช้บริการเวบไซต์ดังกล่าว

“เรายังมีความเข้าใจการใช้โดเมนไทยผิดๆ ผนวกกับค่านิยมของต่างชาติ ทำให้ยอดการใช้โดเมนเนมไทยยังเติบโตไม่มากนัก แม้จะเปิดให้บริการกับคนไทยมาแล้วมากกว่า 8 ปี”

และเมื่อขึ้นปีที่ 9 จึงอาจจะดูช้าไปสำหรับการหาวิธีและทางออกเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยหันมาสนใจแบรนด์เนมเวบไซต์ไทยๆ แทนที่ของนอก

ภาคภูมิยอมรับว่า ที่ผ่านมา ทีเอชนิคยังไม่สามารถสร้างการยอมรับในกลุ่มผู้ประกอบการไทยได้มากนัก ทั้งการรุกหนักของกลุ่มโดเมน “ดอท คอม (.com)” ที่กวาดลูกค้าทั่วโลกได้แล้วกว่า 64 ล้านชื่อ และมีผู้ใช้จากไทยถึง 2.6 แสนชื่อ

รวมทั้งความซับซ้อนของขั้นตอนการยื่นขอจดทะเบียนชื่อเวบไซต์กับ “ทีเอชนิค” ที่ยังคงเป็นปัญหาลำดับต้นๆ ที่ทำให้ผู้ใช้เลือกเปิดอินเทอร์เน็ตเพื่อคลิกเลือกโดเมน ดอท คอม สวยๆ สำหรับเวบไซต์ของตัวเองภายในเวลาไม่กี่นาที

ผู้บริหารทีเอชนิค อธิบายว่า เหตุที่ต้องมีระบบและขั้นตอนยุ่งยากในการจดทะเบียนโดเมนเนมไทย ก็เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ โดยเฉพาะในกลุ่มของอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งหากเวบไซต์มีปัญหา หรือโดนโจรกรรมโดเมน อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจมหาศาล

“เราไม่ปฏิเสธว่าขั้นตอนมันค่อนข้างซับซ้อนและยุ่งยาก แต่เราไม่อยากให้เกิดปัญหาอย่างในต่างประเทศ ที่เกิดกรณีขโมยโดเมนเนม หรือบางรายก็ซื้อไว้เก็งกำไร ซึ่งมันไม่ช่วยให้เกิดผลดีทางธุรกิจเลย”

ล่าสุด “ทีเอชนิค” พยายามปรับปรุงปัญหาดังกล่าว โดยจับมือกับพันธมิตรในกลุ่มผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ตนำร่องโครงการ “ทีเอชนิค ออธอร์ไรซ์ รีเซลเลอร์” เพื่อให้เป็นเครือข่ายในการช่วยจดทะเบียนโดเมนเนม .th โดยได้รับความร่วมมือเบื้องต้นแล้ว 4 ราย ประกอบด้วย 1.บริษัท ดอท อะไร จำกัด 2.บริษัท แมกซ์ เซฟวิ่งส์ (ประเทศไทย) จำกัด 3.โรงเรียนอินเทอร์เน็ตและการออกแบบ (เน็ตดีไซน์) และ 4.บริษัท ตลาด ดอท คอม จำกัด

เป็นการทดลองการเป็นตัวแทนในการรับจดทะเบียนโดเมนไทยผ่านช่องทางที่ง่ายขึ้น สามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง และการทำประชาสัมพันธ์เสริมกลไกทางการตลาดที่ “ทีเอชนิค” ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากยึดนโยบายการเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่หวังผลกำไร

“เราต้องการจะเป็นองค์กรที่ขาวสะอาด จะเห็นว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยปันผลเลย กำไรที่ได้ก็จะคืนสู่สังคมในรูปของกิจกรรม งานสัมมนาให้ความรู้ต่างๆ เพราะไม่อยากให้มีตัวเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจขัดขวางต่อการพัฒนาของอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ”

"ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด หนึ่งในผู้ร่วมอุดมการณ์ปลุกชีพตลาดโดเมน เนม .th ในครั้งนี้ บอกว่า ส่วนของตลาด ดอท คอมเองใช้บริการโดเมนเนมชื่อใหม่ๆ นับร้อยๆ ชื่อต่อเดือน ซึ่งก็ยอมรับว่าส่วนใหญ่เป็นการเปิดบริการกับ .com เนื่องจากใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก

แต่ในฐานะที่เราเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นอี-คอมเมิร์ซ รายใหญ่ ก็น่าจะมีส่วนผลักดันการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตในประเทศได้บ้าง ซึ่งเมื่อพิจารณาประโยชน์ในการใช้งานแล้ว นอกจากจะช่วยสนับสนุน

“เราจะพยายาม Replace โดเมนที่จดทะเบียน .com เป็นร้อยๆ ชื่อต่อเดือนด้วย .th ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของแพ็คเกจ หรือโปรโมชั่นต่างๆ เป็นข้อเสนออันดับแรกให้กับผู้ประกอบการไทย” ภาวุธว่า

อย่างไรก็ตามภารกิจสานฝันตลาดโดเมนเนมไทยในครั้งนี้ ถูกกำหนดไว้ว่า ภายในปี 2555 หรืออีกราว 5 ปีข้างหน้า จะมียอดผู้ใช้โดเมนเนม .th มากกว่า 2 แสนราย

งานไอทียุคที่ 3 กับยอดขาย 16,000 ล้านบาทต่อปี
คนบ้านพริก banprick@hotmail.com

เบิร์บ / วิวัฒนาการงานนิทรรศการ และงานจำหน่ายสินค้าไอทีแบ่งเป็น 3 ยุค ยุคแรกเป็นยุคที่เมนเฟรมและเครื่องมินิ มีอิทธิพลในตลาดบ้านเรา สินค้าไอทีส่วนใหญ่จะขายให้กับลูกค้าองค์กร โดยเฉพาะสถาบันการเงิน ราชการและรัฐวิสาหกิจ ยุคที่ 2 พีซีและเน็ตเวิร์ค งานเทรดโชว์ธรรมดาก็เปลี่ยนเป็นงานคอนซูเมอร์มากขึ้น ยุคที่ 3 อินเทอร์เน็ตครองเมือง ยุคนี้เองเป็นยุคที่นิทรรศการและแสดงสินค้าไอทีขนาดใหญ่ปรับตัวเป็น “งานจำหน่ายสินค้าไอที” จุดขายคือจำนวนคนที่มามากหลายแสนคน

อาจกล่าวได้ว่า งานไอทียุคแรกนั้น “ยุคเมนเฟรมและมินิ” (ก่อนปี 2532) งานไอทีจะเป็นชนิด “IT Enterprise Show” เน้นงานสัมมนาและงานแสดงสินค้า แสดงเทคโนโลยีระดับสูงมากกว่าขายปลีก การจัดงานเป็น 2 ระยะ

กล่าวคือ 2 วันแรกสำหรับนักธุรกิจและผู้บริหาร และอีก 2 วันต่อมาเป็นงานสำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งโดยมาก เวนเดอร์หรือผู้จำหน่ายสินค้า ก็มักจะปิดบูธ หรือไม่ค่อยมีคนยืนเฝ้าบูธให้ข้อมูลใดๆ ใน 2 วันสุดท้ายของงาน

งานไอทีในยุคแรกนี้เอง จัดโดยสมาคมไอทีของไทย รวมทั้งสมาคมด้านคอมพิวเตอร์ระหว่างประเทศ มักจะใช้ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว และห้องบอลรูมโรงแรมต่างๆ ในการจัดงาน คนเข้าชมงานจะมีระดับพันคน และส่วนใหญ่จะมาเพราะจดหมายเชิญ

งานไอทียุคที่สอง “ยุคพีซีและเน็ตเวิร์ค” ผลการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และไมโครซอฟท์วินโดว์ส ทำให้เกิดสินค้ามากมาย หลากหลาย ช่วงนี้เอง งานคอมเด็กซ์ อเมริกา (COMDEX) เติบโตอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด และดูเหมือนบิล เกตส์ จะเป็นดารารับเชิญดาวเด่น เพื่อกล่าวเปิดงานในแต่ละปี โดยมีคนเข้าแถวเพื่อรอฟังล้นหลาม ยิ่งกว่าคอนเสิร์ตของไมเคิล แจ๊กสัน ที่โด่งดังในระยะนั้น

งานไอทียุคที่สองนี้ สำหรับประเทศไทย เริ่มเปลี่ยนสภาพจากงานเทรดโชว์ (Trade Show) ไปเป็นงานคอนซูเมอร์มากขึ้น มีการค้าปลีกมากขึ้น ย้ายงานจากเซ็นทรัลลาดพร้าวมายังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ยุคนี้เองคนมาเดินงานเริ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในวันเสาร์อาทิตย์ อย่างไรก็ตาม จำนวนคนมาชมงานก็ยังอยู่ในหลักหมื่น และสินค้าไอทีส่วนใหญ่ก็ยังคงมีราคาแพงสำหรับคนทั่วไป

งานไอทียุคที่สาม “ยุคอินเทอร์เน็ตครองเมือง” ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้คนติดต่อข้ามประเทศได้ง่าย ทั้งผ่านอีเมลและเวบไซต์ ทันทีที่สินค้าเปิดตัวใหม่ เจ้าของแบรนด์หรือเจ้าของสินค้าสามารถโพสต์เวบ นำข้อมูลเชิงเทคนิค พร้อมภาพและวิดีโอสาธิตสินค้าขึ้นเวบไซต์ได้เลย

ดีลเลอร์ทั่วโลกสามารถชมแค็ตตาล็อกออนไลน์เหล่านี้ได้ไม่จำกัดเวลา จำนวน และสถานที่ และเมื่อสถานที่ไม่จำเป็นต้องมี งานคอมเด็กซ์ซึ่งเป็นจุดนัดพบ เป็นมาร์เก็ตเพลสของซัพพลายเออร์และเวนเดอร์ ก็ไม่จำเป็นต้องมี ทำให้คอมเด็กซ์กลายเป็นคอมเดี้ยง ยกเลิกการจัดไปแล้วกว่า 4 ปี และไม่มีวี่แววที่จะจัดอีกในอนาคตอันใกล้นี้

งานไอทีในต่างประเทศ จึงเริ่มหาจุดยืนใหม่ เปลี่ยนเป็นงานไอทีเฉพาะกลุ่ม เฉพาะยี่ห้อ อาทิเช่น งานสินค้าคอนซูเมอร์และแก็ดเจต งานแสดงเกม งานเน็ตเวิร์คของซิสโก้ งานดาต้าเบสของออราเคิล หรืองานแสดงเทคโนโลยีซีพียูและชิพของอินเทล เป็นต้น

จะมีงานซีบิตเท่านั้นที่ยังเป็นงานชนิดเหมารวมทุกอุตสาหกรรม กระนั้น ดูเหมือนว่าทิศทางจะเริ่มเปลี่ยน โดยเริ่มปรับไปเป็นงานแบบ Enterprise & Telecom Solution Show แทนที่จะเป็นงานแก็ดเจตและคอนซูเมอร์โปรดักท์เหมือนเดิม

สำหรับประเทศไทยแล้ว งานแสดงเทคโนโลยีไอทีเฉพาะกลุ่มเริ่มมีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะมีวิธีการที่ดีกว่านั้น กล่าวคือ การเดินแวะเยี่ยมลูกค้าองค์กรรายบริษัทและสร้างห้องแสดงสาธิต ณ บริษัท อาจเป็นวิธีการที่ดีกว่า ประหยัดกว่า ได้ผลมากกว่า

ในยุคที่สามนี้เอง งานนิทรรศการและแสดงสินค้าไอทีขนาดใหญ่ ได้ปรับตัวเป็น “งานจำหน่ายสินค้าไอที” โดยจุดขายก็คือ จำนวนคนที่มามากหลายแสนคน (แต่เกินจริงไปที่จะถึงหลักล้าน) และยอดขายสินค้าไอทีที่สูง ล่าสุดงานไอทีบ้านเรา เฉพาะกรุงเทพฯ มีมากถึงปีละ 5-6 ครั้ง เฉพาะงานคอมมาร์ต ซึ่งเพิ่งจัดเสร็จไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (ถ้าตัวเลขนั้นพิสูจน์ได้ว่าจริง) มียอดขายในงานมากถึง 3,000 ล้านบาท

ถ้าคอมมาร์ตจัดทั้งหมดปีละ 3 งาน นั่นหมายความว่า คอมมาร์ตกลายเป็นร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในไทย โดยมียอดขายรวมปีละ 12,000 ล้านบาท !!

นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่า งานคอมมาร์ต มีขนาดใหญ่กว่าห้างไอทีซิตี้ถึง 2.5 เท่า ทั้งนี้ตัวเลขยอดขายจากห้างไอทีซิตี้เมื่อปีที่แล้ว พบว่ามียอดขายประมาณ 4,800 ล้านบาท

จากข้อมูลของไอดีซีที่กล่าวว่าปี 2550 นี้ ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและอุปกรณ์ต่อพ่วงน่าจะมีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 34,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่า คอมมาร์ตมีผลต่อระบบเศรษฐกิจไอทีถึง 35%

และถ้าหากนับรวมงานไอทีอื่นๆ อีก 3 งาน สินค้าไอทีที่ขายผ่านงานไอทีจะมียอดขายราว 16,000 ล้านบาท หรือราว 50% ของตลาดไอที !!

เรื่องนี้สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารบริษัทไอทีหลายแห่งที่กล่าวว่า ยอดขายโน้ตบุ๊คของตัวเองขายผ่านงานไอทีมากกว่า 30% ของยอดขายทั้งหมด ส่งผลให้ระบบนิเวศน์การค้าไอทีเปลี่ยนไป คนรอซื้อสินค้าจากงานไอที มากกว่าเดินซื้อตามห้างร้านปกติ

ช่องทางการค้าปกติ เริ่มได้รับผลกระทบโดยตรง ห้างพันธุ์ทิพย์ และห้างไอทีน้อยใหญ่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ พบปัญหาว่า ก่อนและหลังงานคอมมาร์ต ยอดขายจะตก ไม่มีคนซื้อ

เจ้าของร้านค้าย่อยตามห้างไอทีต่างๆ เริ่มพูดว่า ถ้ามีการจัดงานไอทีมากขนาดนี้ เขาเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเปิดร้านขนาดใหญ่ในห้างไอที เปิดเป็นร้านเล็กๆ ก็พอ โดยมีข้อดีก็คือ ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานประจำ และสต็อกสินค้าจำนวนมาก จากนั้นเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการออกบูธในงานต่างๆ ดีกว่า

ธุรกิจไอทีเริ่มเหมือนธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์ ที่มีแต่โรงงานและหน้าร้านนิดหน่อย หน้าร้านจริงๆ กลายเป็นงานแสดงเฟอร์นิเจอร์แทน

ผลกระทบดังกล่าว ทำให้ร้านค้าย่อยในห้างไอที ลดขนาดหรือปิดตัวไปมาก ส่งผลให้ห้างไอทีชื่อดังต่างๆ จำเป็นต้องหากลยุทธ์เพื่อดึงคนเข้าห้าง โดยล่าสุด ห้างพันธุ์ทิพย์ และไอทีมอลล์ กำหนดยุทธศาสตร์ว่า หลังงานคอมมาร์ต 2 สัปดาห์ จะมีการจัดงานไอทีประจำห้าง เพื่อดึงคนและสร้างยอดขายให้กับร้านค้าย่อยในห้าง

ขณะเดียวกัน บริษัทผู้ค้าส่งต่างๆ (ดิสตรี้) ก็เริ่มมีการรวมตัว เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ เพราะงานไอที ทำให้บทบาทและอำนาจต่อรองของบริษัทค้าส่งน้อยลง เพราะกิจกรรมส่วนใหญ่ เกือบจะกลายเป็นการขายตรงระหว่างเจ้าของแบรนด์กับร้านค้าย่อย ดิสตรี้กลายเป็นแค่โลจิสติกส์ ไม่ใช่บริษัทวางแผนการตลาดอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน งานคอมมาร์ตกำลังจะบุกต่างจังหวัด ทำให้ช่องทางการค้าปกติในภูมิภาคต่างๆ เริ่มหวั่นเกรงว่าจะมีผลกระทบหรือไม่ อาจทำให้ตลาดต่างจังหวัดซึ่งเดิมซื้อขายด้วยความสัมพันธ์และมีมาร์จิน กลายเป็นตลาดซื้อขายแบบรองานอีเวนท์เหมือนกรุงเทพฯ ไป

และนี่คือตลาดไอทีที่เปลี่ยนไป เกิดเป็นตลาดขายตรงแบบหนึ่ง โดยผลประโยชน์เกิดขึ้นโดยตรงกับผู้บริโภค ดีลเลอร์ และเจ้าของแบรนด์ ส่วนบริษัทค้าส่งและห้างไอทีต่างๆ ถูกลดบทบาทลง
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Jul 01, 2007 10:57 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


ขุมทรัพย์ "เสิร์ชเอ็นจิ้น" ร้อนฉ่า ยักษ์ใหญ่ดาหน้าชิงเค้กอุตลุด

คอลัมน์ Click World

เครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูล หรือ "เสิร์ชเอ็นจิ้น" อาจดูเป็นชิ้นเค้กธรรมดาๆ บนโลกไซเบอร์ที่ผูกขาดอยู่กับผู้ให้บริการเพียงไม่กี่ราย แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมีบริษัทหลายแห่งพยายามช่วงชิงเค้กชิ้นนี้ เห็นได้จากการมีหน้าใหม่ๆ โดดเข้าสู่การพัฒนาเสิร์ชเอ็นจิ้นในแบบฉบับของตนเองออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นกรณีของยักษ์ใหญ่ในวงการเครื่องถ่ายเอกสาร "ซีร็อกซ์"

"ซีร็อกซ์" เปิดตัวเสิร์ชเอ็นจิ้นสายพันธุ์ใหม่ ชื่อ "FactSpotter" ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูลตามความหมายของ "คำ" จึงสามารถวิเคราะห์ "คำ" ในข้อความนั้นๆ ทำให้หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่า เสิร์ชเอ็นจิ้นประเภทนี้จะเป็นตัวแทนของการค้นหาข้อมูลในยุคหน้า และจะเข้ามาแทนที่ "กูเกิล-ยาฮู" และ "เอ็มเอสเอ็น" เลยทีเดียว

การทำงานของเสิร์ชเอ็นจิ้นในปัจจุบันเป็นลักษณะที่เรียกว่า การกระจายคำในหน้าเว็บเพจเพื่อหาและดูความสัมพันธ์ของคำว่าเกี่ยวกันอย่างไร ซึ่งในเว็บเพจจะประกอบด้วยคำที่คล้ายคลึงกันที่ผู้ใช้พิมพ์ลงในระบบการเสิร์ช และคำไหนที่มีความเกี่ยวข้องกันก็จะปรากฏเป็นอันดับแรกๆ ในหน้าผลลัพธ์ ขณะที่เสิร์ชเอ็นจิ้นตาม ความหมายของคำจะถูกออกแบบมาให้พยายามทำความเข้าใจเนื้อหาที่ประกอบด้วยคำต่างๆ ภายในหน้าเว็บเพจนั้น ทำให้ได้ความหมายตรงมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน

ตัวอย่างเช่น เสิร์ชเอ็นจิ้นตามความหมายของ "คำ" จะจดจำทุกคำ เช่น คำว่า "She" ในเอกสารที่เกี่ยวกับ "Jade Goody" เพราะ "She" มีค่าเท่ากับ "Jade Goody" ด้วย หรือเสิร์ชเอ็นจิ้นแบบใหม่จะจดจำและจำแนกความแตกต่างระหว่างหน้าเอกสารที่ใช้คำว่า "pupil" ที่หมายถึงนักเรียน รวมถึงหน้าที่ใช้คำว่า "pupil" ที่หมายถึง รูนัยน์ตาด้วย ดังนั้นไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจเห็นการประมวลผลของเสิร์ชเอ็นจิ้นเหมือนกับที่สมองมนุษย์สั่งการเลยก็ได้

ตัวอย่างที่เห็นแล้ว เช่น Hakia.com ที่มีระบบการเสิร์ชเอ็นจิ้นทางความหมายนี้ หรือแม้แต่กูเกิลก็เริ่มปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีทางความหมายใส่ลงไปในระบบการค้นหาของตน จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าเสิร์ชเอ็นจิ้นแบบใหม่จะเป็นหนทางทำให้โลกของการสืบค้นข้อมูลก้าวหน้ามากขึ้น

พลังของเสิร์ชเอ็นจิ้นยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ หนังสือพิมพ์ทางการเงินท้องถิ่นของจีนรายงานด้วยว่า "ไชน่า เทเลคอม" มีแผนที่จะเปิดตัวเสิร์ชเอ็นจิ้นเพลงและวิดีโอเป็นของตนเองเช่นกัน ซึ่งถือเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในจีนในการค้นหาข้อมูลวิดีโอออนไลน์ ทั้งนี้เพราะความต้องการเรื่องบันเทิงที่มีแบนด์วิดท์สูงๆ นั้นเติบโตอย่างรวดเร็วในจีน ดังนั้น"เรดไลน์ ไชน่า" จึงออกฟังก์ชันใหม่เพื่อหวังช่วย "ไชน่า เทเลคอม" สร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ มากขึ้น

นอกจากนั้นค่ายไมโครซอฟท์เองก็มีความพยายามที่จะสร้างเสิร์ชเอ็นจิ้นของตนขึ้นมาในระบบปฏิบัติการ วินโดวส์ วิสต้า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังฝัน เพราะถูกขัดขวางโดยกูเกิล เจ้าพ่อแห่งวงการเสิร์ชเอ็นจิ้น โดยอ้างเหตุผลว่าเครื่องมือการค้นหาข้อมูลของวิสต้าทำให้โปรแกรมของรายอื่นๆ ทำงานได้ช้าลงรวมถึง กูเกิลด้วย

เป็นเหตุให้ไมโครซอฟท์ต้องเปลี่ยนแปลงโปรแกรมบางส่วนเพื่อช่วยผู้ที่อยากใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นระบบอื่นทำงานได้สะดวกขึ้น

มากไปกว่านั้น "กูเกิล" ถึงขั้นไปร้องเรียนกับกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐว่า ไมโครซอฟท์ไม่ยอมทำตามข้อตกลงเมื่อปี 2545 ที่ตกลงไว้ว่าจะช่วยคู่แข่งโดยการสร้างซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างราบรื่นบนระบบวินโดวส์

ด้วยเหตุนี้ไมโครซอฟท์จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบเสิร์ชเอ็นจิ้นของตน โดยปล่อยให้ผู้ใช้พีซีและผู้ผลิตอย่างเช่น เดลล์ สามารถติดตั้ง โปรแกรมที่ไม่ใช้ไมโครซอฟต์อย่าง "กูเกิล" บนหน้าจอได้อย่างอัตโนมัติ และจะเพิ่มลิงก์ ไว้ที่วินโดวส์สตาร์ตเมนู เพื่อเป็นอีกทางเลือก ให้ด้วย

"เดวิท ดรัมมอนต์" หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ กูเกิล กล่าวว่า "ปัจจุบันไมโครซอฟท์มีการเข้าสู่หน้าจอระบบการเสิร์ชบนวิสต้าอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงและจำกัดทางเลือกของผู้บริโภค วิธีการแก้ไขปัญหานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ก็ควรพัฒนาด้านอื่นๆ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้การบริการเสิร์ชเอ็นจิ้นของ รายอื่นๆ ได้ด้วย"

การต่อสู้กันระหว่างสองค่ายยักษ์ใหญ่ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งในการช่วงชิงเม็ดเงินจากเสิร์ชเอ็นจิ้น ตราบใดที่วินโดวส์ยังเป็นผู้ควบคุมตลาดระบบปฏิบัติการบนเดสก์ทอป และกูเกิลสามารถสร้างเม็ดเงินจากโฆษณาได้ ตราบนั้นก็ยังคงทำให้ไมโครซอฟท์อยากที่จะได้หยิบฉวยโอกาสจากเสิร์ชเอ็นจิ้นอยู่ดี

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Aug 21, 2007 10:59 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


ส่องเวบ-สมุนไพร
21 สิงหาคม 2550 00:07 น.

สมุนไพรรักษาโรคเป็นภูมิปัญญาไทยบางชนิดผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์แล้วว่ารักษาได้ผลจริง บางชนิดก็ยังอยู่ระหว่างการศึกษาหาข้อมูล รวมทั้งหารูปแบบการใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และปลอดภัยสูงสุดเช่นกัน www.samunpri.com

รวบรวมความรู้และข่าวสารวงการสมุนไพรไทยจัดหมวดหมู่ให้ความรู้เต็มอิ่ม โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่สมุนไพรใกล้ตัวเพื่อความงาม เพื่อสุขภาพ สมุนไพรที่เป็นอาหาร ผลไม้สมุนไพร ดอกไม้สมุนไพร ผักสมุนไพร สมุนไพรจากก้นครัวและเครื่องดื่มสมุนไพร พร้อมภาพประกอบจำนวนมาก

หรือหากสงสัยว่าอาการท้องอืดท้องเฟ้อแผลในกระเพาะและลำไส้ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร ปวดฟัน ควรจะใช้สมุนไพรชนิดใด ก็คลิกอ่านรายละเอียดในคอลัมน์สมุนไพรตามอาการ ขณะที่คอลัมน์รอบรู้เรื่องสมุนไพรจะช่วยให้ทราบว่า สมุนไพรคืออะไร มีลักษณะอย่างไร วิธีเก็บและเก็บรักษาทำอย่างไร ส่วนคอลัมน์เรื่องทั่วไปจะช่วยให้คุณรู้จักสรรพคุณของพืชผักรอบตัวมากขึ้น เช่น ลูกยก แปะก๊วย สะระแหน่

ในเวบยังนำเสนอตำรับยาสมุนไพรจากคัมภีร์มหาโชติรัตน์1 พร้อมเคล็ดลับความรู้ง่ายๆ มาให้ผู้สนใจทดลองปฏิบัติได้ที่บ้านตามอัธยาศัย เผื่อว่าจะติดใจและเผยแพร่ต่อไปยังคนใกล้ชิด

แนะนำเวบไซต์ได้ที่science@nationgroup.com

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Sep 16, 2007 4:36 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Oct 15, 2007 3:24 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

>บีบีซีจับมือกับโลนลี่แพลเน็ต

บีบีซีเวิลด์ไวด์ (BBC Worldwide) เผยว่าได้ตกลงซื้อลิขสิทธิ์ไกด์บุ๊คท่องเที่ยวดังนามโลนลี่แพล เน็ตเพื่อเผยแพร่ออนไลน์ในอินเทอร์เน็ตแบบเต็มรูปแบบเหมือนในหนังสือไกด์บุ๊คเล่มดังทุกกระเบียดนิ้ว ด้านโทนี่ วีลเลอร์และภรรยา ซึ่งร่วมกันก่อตั้งหนังสือนำเที่ยวก็ยินดีกับไอเดียนี้ของบีบีซี ส่วนรูปเล่มของโลนลี่แพลเน็ตแบบเต็มรูปแบบที่นักท่องโลกไซเบอร์และนักเดินทางจะหาอ่านได้ตอนไหนนั้น คงต้องรอเงี่ยหูฟังความคืบหน้าจากบีบีซีอีกครั้งหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ มีให้อ่านกันออนไลน์แน่นอน

>มิแรนด้า จูไล คว้า Frank O’ Connor Award 2007

มิแรนด้า จูไล (Miranda July) ผู้กำกับสาวสวยและแถมพ่วงตำแหน่งนักเขียน คว้า Frank O’ Connor Award 2007 จากงานเขียนรวมเรื่องสั้นชุดแรกของเธอ No One Belongs Here More Than You หากใครสนใจความคืบหน้ามากกว่านี้ ลองคลิกเข้าไปอ่านที่ http://noonebelongsheremorethanyou.com/

>ศัพท์ใหม่วัยฮิพยุคดิจิทัล

และแล้ว Oxford English Dictionary ก็ได้ฤกษ์พิมพ์พจนานุกรมภาษาอังกฤษเล่มใหม่ เท่าที่เข้าไปอ่านข่าวสั้นๆ ใน http://books.guardian.co.uk/news/articles/0,,2172733,00.html ก็เห็นมีศัพท์น่ารักๆ เพิ่มมาพอสมควรเพื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัลและเหมาะกับเด็กวัยฮิพทั้งหลาย อย่างคำว่า addy ใครจะไปนึกว่าความหมายในพจนานุกรมฉบับพิมพ์ล่าสุดคือ ที่อยู่อีเมล เพราะเราชินกับการถามว่าอีเมลก็พอถือเป็นอันรู้กัน ต่อไปจะถามอีเมลใครต้องถามว่า แอ๊ดดี้ ส่วนอีกคำ cattle class หมายถึง ที่นั่งชั้นธุรกิจบนเครื่องบิน และยังมีอีกหลายคำ ลองเข้าไปอ่านดูกันก่อนจับจองเป็นเจ้าของ ว่าแต่ว่า ศัพท์บัญญัติใหม่บางคำ อย่างสองคำที่ยกตัวอย่างมา ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องสร้างคำขึ้นใหม่เลย เพราะที่ใช้อยู่แต่เดิมก็เข้าท่าแล้ว แต่รู้กันไว้กันตกยุคละกัน

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Oct 26, 2007 1:54 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

"SocialNetworking"ในไทยบูม Hi5ดึงบ.ลูก"สนุก"หาโฆษณา

"ไฮไฟว์ดอตคอม" รับกระแส Social Networking บูม ตั้ง "ท็อปสเปซ" บริษัทลูกสนุกดอทคอมเป็นตัวแทนโฆษณาในไทย เผยยอดสมาชิกเพิ่มวันละ 8,000 ราย เติบโตสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก เตรียมทำเมนูภาษาไทยเอาคนใช้เร็วๆ นี้ ด้านสนุกฯชี้เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์เทียบกับสื่อหลัก "ทีวี-วิทยุ" ยังแค่จิ๊บๆ แต่โต 100% ทุกปี มั่นใจหลังผนึกไฮไฟว์คลุม 60% page view ผู้ใช้เน็ตในไทย

นายกษมาช นีรปัทมะ รองประธานบริหารสื่อออนไลน์ บริษัท ท็อปสเปซ จำกัด บริษัทในเครือ "สนุก ออนไลน์" เปิดเผยว่า ได้ทำสัญญากับไฮไฟว์ดอตคอม (www.Hi5.com) ซึ่งเป็นเครือข่ายเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์ (social networking) ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ที่มีสมาชิกลงทะเบียนทั่วโลกถึง 65 ล้านราย เพื่อเป็นตัวแทนโฆษณาในประเทศไทย โดยปัจจุบันไฮไฟว์มีสมาชิก ในเมืองไทยประมาณ 800,000 ราย มีผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเฉลี่ยวันละ 8,000 ราย เมื่อบวกกับเว็บไซต์สนุกดอทคอม, สนุกคิวคิว และฮิปคิงดอมดอทคอมแล้ว จะครอบคลุม page view กว่า 60% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเมืองไทยที่มีอยู่ประมาณ 13.6 ล้านคน

ทั้งนี้ฐานลูกค้าของไฮไฟว์มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จนคาดว่าภายในสิ้นปีนี้น่าจะมีสมาชิกถึง 1 ล้านคน บวกกับสนุกดอทคอมและสนุกคิวคิวอีกเว็บละ 1 ล้านคน

ก็จะมีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์กว่า 3 ล้านคน ซึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทำการตลาดแบบ database marketing แล้วถือเป็นจำนวนที่น่าสนใจ ถ้ารวมปริมาณ page view หรือจำนวนครั้งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอแล้ว เว็บสนุกและไฮไฟว์จะอยู่ที่ 1,000 ล้าน page view เลยทีเดียว

"กลุ่มลูกค้าที่ซื้อโฆษณาออนไลน์ผ่านเรา แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ 1.ลูกค้ารายใหญ่ จะซื้อสื่อผ่าน media agency เป็นสัดส่วนกว่า 70% ปีที่ผ่านมา media agency

มีความเข้าใจและลงโฆษณามากขึ้น ทำให้จำนวนลูกค้ามากขึ้น โดยปีที่ผ่านมามี 300 ราย ปีนี้เพิ่มเป็น 400 ราย และ 2.ลูกค้ารายย่อย หรือลูกค้าที่ซื้อโฆษณาโดยตรงกับสนุก เช่น ธุรกิจ SMEs กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม มีสัดส่วน 30% หากนับจำนวนราย ปี 2549 มี 2,000 ราย เพิ่มเป็น 3,000 รายในปีนี้ แต่เทียบเป็นมูลค่าเงินโฆษณาโดยรวมแล้วยังน้อยกว่าลูกค้าที่ซื้อสื่อผ่าน media agency"

ส่วนภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์นั้นมีสัดส่วนน้อยกว่าเม็ดเงินที่ลงทางสื่อโทรทัศน์และวิทยุมาก โดยมีเพียง 0.5-1% ของเม็ดเงินโฆษณาทั้งหมด 90,000 ล้านบาทในปีนี้ อย่างไรก็ตามแนวโน้มการเติบโตของการโฆษณาออนไลน์มี 100% ติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว และปีนี้คาดว่าจะโต 100% เช่นกัน แม้จะได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและการเมือง

ด้านนายเบร็ต ฟิงเคลสไตน์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายขายของไฮไฟว์ดอตคอม กล่าวว่า การแต่งตั้งสนุกให้เป็นตัวแทนโฆษณาในไทยจะทำให้ลูกค้าที่ต้องการลงโฆษณาในเว็บไซต์ไฮไฟว์สะดวกมากขึ้น จากเดิมที่ต้องติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่โดยตรง โดยเมืองไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนสมาชิกมากเป็นอันดับ 12 ของไฮไฟว์ แต่มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 3

"จุดที่ทำให้เราเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย คือ คนไทยมีนิสัยเป็นมิตรและเรามีช่องทางให้ชักชวนเพื่อนให้เข้ามาเป็นเครือข่าย ในปีนี้สมาชิกไฮไฟว์ในไทยถือว่าเติบโตกว่า 500% ทำให้เราเป็นเว็บ social networking อันดับ 1 ในขณะนี้ คือ 800,000 คน รองลงมาคือเฟสบุ๊ก และมายสเปซ และใน 3-4 เดือนนี้จะทำการปรับให้ไฮไฟว์มี คำสั่งต่างๆ เป็นภาษาไทยด้วย เป็นนโยบายที่จะ localized เป็นภาษาของประเทศต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าในประเทศนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น"

ปัจจุบันประเทศที่ไฮไฟว์มีสมาชิกสูงสุด ได้แก่ ่สหรัฐอเมริกา เปรู เม็กซิโก โรมาเนีย และมีการแต่งตั้งตัวแทนโฆษณาในหลายๆ ประเทศ เช่น แคนาดา สหราชอาณาจักร โปรตุเกส และเม็กซิโก

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Feb 28, 2008 10:58 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


ส่องเวบ-6ตุลา

เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม เมื่อนายกรัฐมนตรีกล่าวพาดพิงถึงเหตุการณ์ในอดีต โดยอ้างอิงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

สถานศึกษาบางแห่งสั่งนักเรียนนักศึกษา เข้าห้องสมุดค้นหาข้อมูลเพื่อนำเสนอเป็นรายงาน หรือจัดบอร์ดความรู้ประจำสัปดาห์ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องแก่เพื่อนนักเรียน

http://www.2519.net เว็บไซต์ถ่ายทอดเรื่องราวและความคิดเห็นที่มีต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์6 ตุลาคม 2519 จัดทำโดย "กลุ่มตุลาธรรม" ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่ศรัทธาต่ออุดมคติของคนหนุ่มสาวในอดีตที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ข้อมูลในเว็บจึงเป็นเรื่องราวของเหตุการณ์ 6 ตุลา ล้วนๆทั้งลำดับเหตุการณ์ แฟ้มภาพ บทสัมภาษณ์ของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และผู้เกี่ยวข้อง บทความ-บทวิเคราะห์ และมุมตอบปัญหาข้อข้องใจ

แนะนำเว็บไซต์science@nationgroup.com

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Feb 29, 2008 3:52 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ส่องเว็บ-พันธุ์พืช

หลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรต่างกังวลกันว่า พืชจีเอ็มโอจะทำลายพืชดั้งเดิม ที่เคยเพาะปลูกกันอยู่จนหายไปสิ้น จนเป็นเหตุให้หลายหน่วยงานออกมาเคลื่อนไหวเพื่อรักษาพันธุ์พืชดั้งเดิมของ

ไทย http://www.rspg.thaigov.net เว็บไซต์ของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งรวบรวมกิจกรรมอนุรักษ์พันธุ์พืชไว้มากมาย

ผู้เยี่ยมชมจะทราบถึงบทบาทหน้าที่ของโครงการพร้อมกิจกรรมต่างๆ ในการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ป่า ไม้บ้าน ไม้ดอกไม้ประดับ รวมทั้งการนำพันธุ์ไปแจกจ่าย เพื่อเป็นการขยายพันธุ์และการพัฒนาสายพันธุ์ที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีมุมแนะนำโครงการทดลองปลูกขยายพันธุ์พืช ที่นำเข้ามาสำหรับใช้เป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น มะกอกโอลีฟ ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำมันสำหรับบริโภค

แนะนำเว็บไซต์science@nationgroup.com

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณสามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.215 วินาที