------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - เหะหะพาที: วิวาห์…มาจากไหนกัน?
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » กดกระดิ่งความคิด
ผู้ส่ง ข้อความ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Jul 13, 2005 5:11 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ในสังคมไทยจะมีการแต่งงานอยู่ ๒ แบบครับ คือ:
อาวาหะ = การแต่งงาน, การสมรส, การพาหญิงมาบ้านตัว, ชายหญิงที่แต่งงานกันแล้วหญิงไปอยู่บ้านชาย เรียก "อาวาหะมงคล" พิธีนี้ไทยโบราณถือว่าไม่ดี ดังภาษิตว่า " เอาลูก(สะ)ใภ้มาเลี้ยงย่า ปานเอาผีเอาห่ามาใส่เฮือนใส่ชาน"

วิวาหะ = การแต่งงาน, การสมรส, , ชายหญิงที่แต่งงานกันแล้ว ชายไปอยู่บ้านหญิง เรียก "วิวาหะมงคล" พิธีนี้ไทยโบราณถือว่าดีนัก ดังภาษิตที่ว่า "เอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่าแม่เฒ่าปานได้ข้าวมาใส่เล้าใส่เยีย"

แต่คนไทยเชื้อสายจีนมักจะปฏิบัติตามทำเนียมจีนครับ คือนิยมจัดพิธีอาวาหมงคล ต่างจากกับคติไทยโบราณครับ

..........................

"ซูม": แต่งงานมะริกันสไตล์

ที่มา http://www.thairath.co.th/thairath1/2548/column/hiha/jul/13_7_48.php

ได้มีโอกาส สนทนาหาความรู้กับเพื่อนๆ ที่อยู่อเมริกามานาน และเคยไปงานแต่งงานแบบอเมริกันมาหลายครั้งหลายหน

คงต้องขออนุญาตเขียนเล่าสู่กันอ่านละครับ

เพราะความยิ่งใหญ่ ครึกครื้น สนุกสนานและพิธีรีตองของเขาค่อนข้าง เยอะกว่าบ้านเรา

ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อเพื่อนนะครับ เพราะเจตนาในการเขียนครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะสะท้อนวัฒนธรรมการแต่งงาน ระหว่างของอเมริกันกับของเราเท่านั้น

ในยุคแห่งการถ่ายทอดวัฒนธรรมอย่างทุกวันนี้ การรับรู้เอาไว้ว่า

ที่โน่นเขาแต่งงานกันอย่างไร โดยเฉพาะในธรรมเนียมอเมริกันเขามีอะไร บ้าง คงจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

เนื่องจากเพื่อนผมเลี้ยงลูกด้วยระบบอเมริกันครึ่งหนึ่ง ไทยครึ่งหนึ่ง เพราะมั่นใจแล้วว่า อย่างไรเสียลูกสาวคงจะอยู่อาศัยที่โน่น ในฐานะพลเมือง อเมริกันโดยไม่กลับเมืองไทย

จึงเพาะบ่มให้เป็นคนอเมริกันครึ่งหนึ่ง เพื่อให้สามารถยืนหยัดต่อสู้ ต่อไปได้ในประเทศที่ทุกชีวิตต้อง ต่อสู้ดิ้นรนไม่ว่าจะรวยหรือจนประเทศนี้

ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดความเป็นไทยเอาไว้ให้แก่ลูกๆทุกคน เพื่อไม่ให้ลืมรากเหง้าเผ่าพันธุ์และ แผ่นดินเกิดของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย

การแต่งงานลูกสาวคนแรกของเพื่อนจึงเป็นการแต่งงานอย่างผสมผสาน มีทั้งพิธีไทยและพิธีอเมริกันควบคู่กันไป

เนื่องจากเจ้าบ่าวหรือลูกเขยของเพื่อนเป็นคนอเมริกันแท้ๆ

พิธีจึงมีทั้งแบบฝรั่ง คือ การสวมแหวนรับพรจากบาทหลวง ปฏิญาณตนต่อหน้าบาทหลวงอย่างที่เราเห็นในหนัง

แล้วก็ตามด้วยพิธีรดนํ้าสังข์แบบไทยๆ มีการบรรเลงดนตรีไทยกระหึ่มไปทั้งบริเวณจัดงาน ซึ่งอยู่ในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค กลางมหานครนิวยอร์ก

ในระหว่างพิธีก็จะมีเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่แต่งตัวเหมือนกันเด๊ะ เดินตามเจ้าบ่าวเจ้าสาวจำนวนหนึ่ง

เป็นจุดเริ่มของความแตกต่างระหว่างงานแต่งงานฝรั่งกับ งานแต่งงานไทย ซึ่งเขามักจะใช้เพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาวเพียง 2 คน

ที่อเมริกาความจริงก็ใช้ตัวหลักคือเพื่อนสนิทที่สุด 2 คน เหมือนกัน แต่เขาจะมีหางเครื่อง คือเพื่อนสนิทอื่นๆ (แต่งตัวเหมือนกัน) เดินตามมาด้วย

อาจจะ 4 ซ้า 5 คน หรือ 10 คน ก็สุดแต่ว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะมีเพื่อนมากแค่ไหน

ก่อนจะมาถึงงานนี้ เขาจะมีประเพณีอีกอย่างหนึ่ง คือให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวแยกไปเที่ยวกับเพื่อชายเพื่อนหญิง ของตัวล้วนๆ...แบบไปสั่งลากันให้ เต็มที่ว่างั้นเถอะ เพราะต่อไปนี้จะไม่ได้เที่ยวด้วยกันอีกแล้ว

จากนั้นก็จะมีการเดินทางร่วมกันของครอบครัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวไปท่องเที่ยวที่ใด ที่หนึ่งด้วยกัน เพื่อความรู้จักมักคุ้นของทั้ง 2 ครอบครัว

เมื่อตกลงใจแต่งงานกันและจะมีพิธีแต่งแน่นอนแล้ว ก่อนหน้าคืนแต่งงานหนึ่งคืน เขาจะมีพิธี “ซ้อมใหญ่” รืองานเลี้ยงระหว่างเพื่อนฝูงใกล้ชิด ของเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวสำหรับการทำหน้าที่ต่างๆในงานพิธีวันรุ่งขึ้น

ก่อนซ้อม เขาจะมีการประกาศโดยเจ้าบ่าวเจ้าสาวว่าเหตุใด จึงเลือกคนนี้มาเป็นเพื่อนทั้งตัวจริงและหางเครื่องในพิธี

รู้จักกันเมื่อไร พบกันอย่างไร คบกันมานานแค่ไหน เธอหรือนาย มีความสำคัญต่อฉันและเราอย่างไร ฯลฯ

เป็นพิธีระหว่างเพื่อนฝูงที่ซาบซึ้งไม่น้อย ที่ผมยังไม่เคยเห็นในบ้านเรามาก่อน

จากนั้นพรรคพวกเพื่อนฝูงทั้ง 2 ฝ่ายที่มาร่วมซ้อมใหญ่ด้วยกันก็จะกลับไปพักผ่อน เพื่อรอที่จะเข้าร่วมพิธีตามที่ซ้อมกันไว้ในวันรุ่งขึ้น

ครับ! ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพื่อให้เห็นว่าก่อนจะถึงวันแต่งงานนั้น ประเพณีของคนอเมริกันเขาทำอะไรกันบ้าง

พรุ่งนี้ขออนุญาตว่าต่อถึงบรรยากาศวันแต่งงาน ซึ่งออกไปทางสนุกสนานครึกครื้น จนทำให้ผมนึกอยากเขียนเรื่องนี้

มีอะไรแตกต่างไปจากบ้านเราแยะครับ อย่าลืมติดตามอ่านด้วยก็แล้วกัน.

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย songwut110 เมื่อ Wed Aug 16, 2006 1:50 am, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
Sunshine
แฟนพันธุ์แท้
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Sep 27, 2004
ตอบ: 101

ตอบตอบ: Wed Jul 13, 2005 10:42 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

"พิธีจึงมีทั้งแบบฝรั่ง คือ การสวมแหวนรับพรจากบาทหลวง ปฏิญาณตนต่อหน้าบาทหลวงอย่างที่เราเห็นในหนัง" -Khun Zoom perhaps gets words mixed up. He uses the word "ฝรั่ง" and later uses the word "บาทหลวง". This should not be called "พิธีแบบฝรั่ง" but it should be "Christian ceremony". There are "ฝรั่ง" who are not Christians and they will not do it this way.

The reason I need to point this out is that, some people, especially the young, tend to imitate "ฝรั่ง" and movies stars. On one of my vacations in Thailand, I saw in a newspaper where Christianity wanted to spread its religion by posting messages from some movies stars and singers who convert to Christianity. To me I think it was like a direct sale to young people. I will applaud them if they try to convert criminals without religions to be good Christians but I do not like it when Christianity tries to convert moral Buddhists or Muslims. Everyone has a right to choose his/her religion (or choose not have it) but it must not be by imitation of movies stars or "ฝรั่ง".
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Jul 14, 2005 3:08 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

แต่งงานมะริกันสไตล์ (2)
ที่มา: http://www.thairath.co.th/thairath1/2548/column/hiha/jul/14_7_48.php

ซูม ไทยรัฐ บันทึก:
เมื่อวานนี้ผมเล่าถึงการซ้อมใหญ่ หรือการอุ่นเครื่องก่อนแต่งงานของหนุ่มสาว อเมริกัน ซึ่งมีหลายขั้นตอน และบางขั้นตอนก็เป็นเอกลักษณ์ของเขาโดยเฉพาะ

วันนี้ขออนุญาตเล่าต่อถึงบรรยากาศวันแต่งงานเลยนะครับ ซึ่งดูๆแล้วก็เป็นเอกลักษณ์ของเขาอีกเช่นกัน

งานเลี้ยงฉลองพิธีสมรสของเขามักจะเป็นแบบนั่งโต๊ะรับประทานอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ที่เรียกว่า “ซิทดาวน์ ดินเนอร์” หรือการนั่งตามชื่อ ที่ติดไว้ที่โต๊ะอาหาร

แต่ก่อนที่เขาจะเชิญไปนั่งโต๊ะ ก็จะมีงานเลี้ยงแบบ “ค็อกเทล” เดินถือแก้วเหล้า แก้วเครื่องดื่ม จิ้มโน่น จิ้มนี่ รองท้อง เพื่อให้แขกเหรื่อสังสรรค์กันก่อนประมาณ 1 ชั่วโมง

พอได้เวลาก็เชิญนั่งโต๊ะ และระหว่างที่มีการเสิร์ฟอาหาร ซึ่งจะทยอยมาเป็นชุดๆตามลำดับ แบบอาหารชุดดินเนอร์ของฝรั่งนั่นเอง ก็จะมีรายการบันเทิง และพิธีการต่างๆ สลับฉากไปด้วย

ช่วงนี้แหละครับ ที่ไม่เหมือนบ้านเรา เพราะที่โน่นเขาจะใช้ดีเจมืออาชีพมาเป็นผู้ดำเนินรายการ ไม่ใช่ใช้เพื่อนเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวมาเป็นโฆษก

การดำเนินรายการจึงไปอย่างรวดเร็ว รวบรัด และเปิดโอกาสให้แขกเหรื่อมีส่วนร่วมโดยตลอด

เช่นพอเริ่มต้น หลังรับประทานอาหารชุดแรก เขาก็เชิญชวนให้ลุกขึ้นเต้นรำในจังหวะง่ายๆ สบายๆ เสีย 1 ชุด เพื่อเรียกน้ำย่อย

อย่างของเพื่อนผมเนื่องจากเป็นคนไทย เขาก็เปิดฉากด้วยเพลงรำวง “ดาวพระศุกร์” โดยมีเพื่อนเจ้าบ่าวและ เจ้าสาวรำป้อออกมาตามที่ซักซ้อมกันไว้ พร้อมกับเชิญชวนให้แขกอื่นๆลุกขึ้นรำตาม

จากนั้นดีเจก็จะเชิญกลับไปนั่งโต๊ะ แล้วก็เริ่มพิธีกล่าวแสดงความยินดี คล้ายๆการกล่าวอวยพรโดยผู้ใหญ่ 2-3 ท่าน

ต่อมาก็จะมีการเชิญเจ้าสาวให้เต้นรำออกมากับพ่อเจ้าสาว 1 เพลง 1 จังหวะ ตามที่เลือกไว้ พร้อมกับเชิญแม่เจ้าบ่าวให้เต้นคู่กับเจ้าบ่าวด้วยเพลงที่เลือกไว้ล่วงหน้าเช่นกัน

การเต้นรำระหว่างพ่อกับลูกสาวและแม่กับลูกชายที่ว่านี้ เขาบอกว่าเป็นธรรมเนียมประการหนึ่งของงานแต่งงานแบบมะริกัน จึงมักจะมีทุกๆงาน

หลังจากออกมาทั้ง 2 คู่แล้ว ก็อาจจะเชื้อเชิญแม่เจ้าสาว พ่อเจ้าบ่าวให้ตามออกมาด้วย เพื่อจะร่วมกันกล่าวขอบคุณแขกต่างๆ

พอจบพิธีการช่วงนี้ ก็จะมีการเต้นรำ โดยเชื้อเชิญแขกให้ยืดเส้น ยืดสายอีกสัก 3-4 เพลง แล้วก็มาถึงการเล่นสนุก ที่สอบถามดูแล้วมักจะมีทุกงานเช่นกัน

ได้แก่การเชิญเพื่อนเจ้าสาวที่ยังโสดให้ออกมารับ ดอกไม้ ที่เจ้าสาวโยนให้

ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวนั้น ก็จะออกมารับ “ถุงน่อง” เจ้าสาว ที่เจ้าบ่าวถอดมาโยนให้เพื่อนๆแย่งกันรับ

เพื่อนเจ้าบ่าวคนที่รับถุงน่องได้ ก็จะนำถุงน่องไปสวมให้เพื่อนเจ้าสาว ที่รับดอกไม้ได้เมื่อสักครู่

ขั้นตอนสวมถุงน่องนี้เองที่มีมุกสนุกสนาน เรียกเสียงเฮและเสียงเชียร์ได้ตลอดเวลา

จบชุดนี้แล้วก็จะมีการฉายสไลด์ หรือวีดิโอประวัติเจ้าบ่าวเจ้าสาวแบบบ้านเรา มีการตัดเค้กแจกแขกเหรื่อแบบบ้านเรา ก่อนจะจบลงด้วยพิธีการขอบคุณพ่อแม่ของคู่บ่าวสาว

ถ้าเป็นงานอื่นก็คงใช้พิธีกล่าวธรรมดาๆ แต่เผอิญงานเพื่อนผมเป็นงานไทยๆ เจ้าสาวที่มีความเป็นไทยเต็มเปี่ยมก็เลยดึงเจ้าบ่าว ทรุดตัวลงกับพื้นกราบเท้าพ่อแม่แบบไทยๆ สร้างความตื้นตันให้แก่แขกเหรื่อทั้งชาวไทยและต่างประเทศไม่น้อยทีเดียว

ถึงตอนนี้แขกเหรื่ออาจจะกลับไปบ้างแล้ว เพราะเสิร์ฟอาหารจานหลักเรียบร้อย แต่ก็ยังมีกลุ่มญาติสนิทและเพื่อนสนิทอยู่ร่วมฉลองอีกมาก

งานแต่งงานของเขาเท่าที่เห็นจึงเป็นการแต่งแบบฉลองกันจริงๆ ดำเนินรายการอย่างเป็นขั้นตอน โดยดีเจมืออาชีพอย่างที่ว่า และหนักไปในทางสนุกสนาน รวมทั้งเปิดโอกาสให้แขก มีส่วนร่วมโดยตลอด

ผมไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายในการแต่งงานแต่ละคู่ของคนอเมริกันจะตกเท่าไหร่แน่... เท่าที่สอบถามจากเพื่อนพ้องอื่นๆ ได้รับคำตอบมาอย่างกว้างๆว่าขึ้นอยู่กับความใหญ่เล็กของงาน

แต่ไม่ว่าถูกหรือแพง ก็เป็นความฝันของหนุ่มสาวอเมริกันที่อยากจะมีพิธีแต่งงานที่ครบสูตร แม้จะเป็นเพียงงานเล็กๆก็ตาม

ความฝันนี้คงเป็นความฝันที่เหมือนกันของหนุ่มสาวทั่วโลกนั่นแหละครับ... บริษัทรับจ้างจัดงานแต่งงานจึงมีทั่วโลก และร่ำรวยกันทั่วโลก...ทั้งในประเทศไทยของเรา

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Jul 15, 2005 3:52 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

หนึ่งในแอตแลนตา
ที่มา: http://www.thairath.co.th/thairath1/2548/column/hiha/jul/15_7_48.php

"ซูม" ไทยรัฐ บันทึก:
จากนิวยอร์กผมบินไปนอนค้างที่แอตแลนตามา 2 คืนครับ ตามคำเชื้อเชิญ ของสามีภรรยาชาวไทยคู่หนึ่งที่ไปประสบความสำเร็จ อย่างสูงยิ่ง ในการเปิดร้านอาหารไทย ที่สหรัฐอเมริกา

คุณ สุพิชัย กับคุณ นันทา นิยมกุล เจ้าของร้าน “แทมมารินด์” ที่แอตแลนตา ที่ผมเคยเขียนถึงบ่อยครั้งเมื่อหลายปีก่อน

โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับความสนิทสนมกับ วีเจย์ ซิงห์ โปรกอล์ฟชื่อดังของโลก... จนถึงขั้นที่วีเจย์นำอาหารไทยจากร้านแทมมารินด์ไปเลี้ยง ในงานดินเนอร์ต้อนรับ แชมป์กอล์ฟมาสเตอร์ ซึ่งเป็นกอล์ฟรายการใหญ่ 1 ใน 4 รายการของโลก

ส่งผลให้ อาหารไทย กลายเป็นอาหารที่ได้รับการกล่าวขวัญทั่วสหรัฐฯ เพราะรายการ กอล์ฟมาสเตอร์เป็นรายการที่ยิ่งใหญ่ และอยู่ในความสนใจของคนอเมริกัน แม้จะมิได้เล่นกอล์ฟก็ตาม

ยิ่งในแอตแลนตาด้วยแล้ว ร้านแทมมารินด์แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ ของเมือง มีคนดังๆ และลูกค้าทั่วไปไปอุดหนุนแน่นขนัด ทั้งมื้อเที่ยง มื้อค่ำ

คุณชาลี หรือคุณสุพิชัย จึงตัดสินใจเปิดร้านใหม่ขึ้นอีกร้านหนึ่ง ใหญ่ กว่าร้านเดิมอย่างน้อย 4 เท่า ตั้งชื่อว่า “แนน” ซึ่งเป็นชื่อที่เพื่อนฝูงชาวอเมริกันเรียกคุณ นันทา แม่ครัวเอกของเรารายนี้

ทั้งคุณสุพิชัย และคุณนันทาอยากให้ผมไปเห็นร้านใหม่ ที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของทั้งคู่... ในฐานะที่ผมเคยเขียนถึงเรื่องราวของเขากับ วีเจย์ ซิงห์ เป็นคนแรกในเมืองไทย

ผมไม่ได้ไปแอตแลนตานานแล้วครับ ล่าสุดก็คือ 11 กันยายน 2001 ปีที่ตึกเวิลด์เทรดโดนถล่ม เพราะช่วงนั้นไปเยี่ยมลูกชายคนโตที่ซีเอ็นเอ็น พอดิบพอดี

ตั้งแต่ลูกชายกลับบ้าน ผมก็ไม่ได้ไปแอตแลนตาอีกเลย...จึงตัดสินใจบินไปนอนค้างกับคุณสุพิชัย และคุณนันทาเสีย 2 คืน

นอกจากไปรำลึกถึงแอตแลนตาแล้ว ก็ถือโอกาสไปเยี่ยมชมร้าน “แนน” ร้านอาหารไทย ร้านใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในแอตแลนตาอีกด้วย

ผมคงไม่มีอะไรเล่าเกี่ยวกับแอตแลนตามากนัก นอกจากจะบอกว่ายังเป็นเมืองที่สวยสะอาดน่ารัก และเขียวชอุ่มเหมือนเดิม

ส่วนร้านอาหาร “แนน” ของ 2 สามีภรรยาคู่นี้ ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่สวยมาก เป็นจุดที่จะเข้าสู่ ย่านเมืองใหญ่ของแอตแลนตาพอดิบพอดี

ภายในร้านตกแต่งงดงามสไตล์ไทยๆเหมือนที่แทมมารินด์ แต่ทำได้ สวยกว่า เพราะมีพื้นที่ให้โชว์มากกว่า

สัญลักษณ์ประจำร้าน นอกจากสิ่งของตกแต่งที่เป็นไทยๆแล้ว ยังคงเป็นรูปของบรรดา นักกอล์ฟดังๆ ระดับโลก ที่แวะมารับประทานอาหารไทยที่ร้านนี้ทุกครั้งที่มาแข่งขันที่แอตแลนตา

จึงมีทั้ง ไทเกอร์ วูดส์, เออร์นี่ เอลฟ์, ฟิล มิคเคลสัน, เซอร์จิโอ การ์เซีย, อาดัม สก็อต ฯลฯ ประดับประดาไว้ตามจุดต่างๆ

ล่าสุดคุณนันทา หรือ “เชฟแนน” ได้รับเชิญมาสอนผู้เข้าประกวดนางงามจักรวาลที่บ้านเรา ฝึกทำอาหารไทย ที่ ดุสิตธานี เมื่อไม่นานมานี้

ทางร้านก็เอารูปแม่ครัวแนนที่กำลังสอนนางงามสหรัฐฯ ซึ่งลงตีพิมพ์ในหน้าข่าวสตรีไทยรัฐ ไปโชว์ไว้ด้วย

วันที่ผมไปเยี่ยมร้าน “แนน” ฝนค่อนข้างตกหนัก เพราะมีพายุเฮอ-ริเคนเข้าแถวๆไมอามี ทำให้อากาศแปรปรวนไปทั่วภาคใต้ รวมทั้งแอตแลนตา

แต่ลูกค้ายังคงแน่นขนัดถึงขั้นยืนคอยหน้าบาร์สั่งเครื่องดื่มมาดื่มฆ่าเวลา ทำให้ขายเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นอีก

จุดเด่นอีกประการหนึ่งของร้านแนน ก็คือโต๊ะพิเศษ 2 โต๊ะ ที่จะต้องจองล่วงหน้าจึงจะมีสิทธิ์นั่ง

โต๊ะแรก ได้แก่ “เชฟเทเบิ้ล” หรือโต๊ะของหัวหน้าพ่อครัว ซึ่งสำหรับที่นี่ก็คือ แม่ครัว “แนน” หรือคุณนันทานั่นเอง

โต๊ะนี้มี 8 ที่นั่ง คิดราคาครั้งละ 1,000 เหรียญถ้วนๆ ไม่มีสิทธิ์สั่งอาหารรับประทานเอง... สุดแต่ว่าแม่ครัวจะจัดอะไรมาให้ ก็ต้องทานอย่างนั้น

ไม่น่าเชื่อว่ามีการจองยาวเหยียดตลอดทั้งเดือน

อีกโต๊ะตั้งชื่อเป็นพิเศษให้แก่ “วีเจย์ ซิงห์” เรียกว่า “วีเจย์ เทเบิ้ล” สำหรับลูกค้า 6 ที่นั่ง...เป็นโต๊ะที่ทางร้านจัดให้แก่ วีเจย์ ซิงห์ ซึ่งจะมานั่งที่โต๊ะนี้ทุกครั้งเวลามาแอตแลนตา

ในขณะที่วีเจย์ยังไม่มาก็เปิดให้ลูกค้าทั่วไปนั่ง...ปรากฏว่ามีคนจองยาวเหยียดเช่นกัน

เมื่อพูดถึงวีเจย์ ซิงห์ คงต้องเชิญชวนให้ท่านผู้อ่าน อ่านต่อวันพรุ่งนี้อีกวันครับ... เขาจะนำอาหารไทยขึ้นโต๊ะรายการใหญ่อีกแล้ว คนอะไรไม่รู้ช่างรัก “อาหารไทย” และเมืองไทยเสียจริงๆ.

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Dec 26, 2005 4:30 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

วันนี้..บ๊อกซิ่งเดย์

ผมขอเนื้อที่ตรงนี้ไปทำการบ้านเขียนเล่าเรื่องการไปเยี่ยม เยือนประเทศพม่าอยู่เสีย 10 กว่าวัน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และเพื่อให้รู้จักประเทศเพื่อนบ้านที่รั้วอยู่ติดกันกับเรามากขึ้น

วันนี้กลับมาเขียนเรื่องทั่วๆไปเหมือนเดิมแล้วครับ...แล้วก็ตรงกับวันที่ 26 ธันวาคม หรือวัน BOXING DAY ของอังกฤษพอดิบพอดี

แฟนฟุตบอลจะรู้จักวันนี้เป็นอย่างดียิ่ง เพราะวัน BOXING DAY จะมีฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเตะครบทุกคู่ และทุกๆปีเสมอมาไม่ขาด

แม้แต่ปีนี้ก็มีคู่ดีๆถ่ายทอดสดผ่านยูบีซีมาให้เราดู 2-3 คู่

และทุกๆครั้งเวลาถึง BOXING DAY มักจะมีแฟนฟุตบอลเขียนจดหมายมาถามจ่าแฉ่งฝาแฝดผมอยู่เสมอๆว่า ทำไมไม่จัดชกมวยล่ะ จัดเตะบอลทำไมกัน

บ๊อกซิ่ง แปลว่าชกมวยไม่ใช่เหรอ

ปีนี้ก็มีคนถามอีก แต่จ่าแฉ่งแกไม่มีเนื้อที่จะตอบ เลยฝากมาให้ผมช่วยอธิบายแทน

ก็ดีเหมือนกันครับ ถือเป็นการเล่าสู่กันฟังหรือเขียนสู่กันอ่าน ประดับความรู้สำหรับแฟนๆคอลัมน์นี้ไปด้วย

ว่ากันว่า ประเพณี BOXING DAY เป็นประเพณีของคนอังกฤษโดยเฉพาะ และทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่บ้างที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

แต่ที่อเมริกานั้น นอกจากไม่มีประเพณีแล้ว ยังไม่รู้จักหรือไม่ (ค่อย) ได้ยินใครพูดถึงเอาเสียเลย

ผมเองเคยไปเที่ยวอังกฤษบ้าง 2-3 ครั้ง แต่ไม่เคยไปในเทศกาลนี้ จึงไม่รู้ความหมายลึกซึ้งนัก

เท่าที่ฟังจากเพื่อนๆ พอจะจับใจความได้ว่า วันนี้เป็นวันบรรจุของขวัญหรือของใช้ที่จำเป็นใส่กล่องแจกจ่ายให้แก่บุคคลด้อยโอกาส

สมัยโบราณหลังวันคริสต์มาส 1 วัน คนอังกฤษมักจะจัดอาหารจัดของใส่กล่อง และบางทีก็เสียบธนบัตรไว้ที่หน้ากล่องด้วย เพื่อให้แก่ คนใช้คนงานหรือผู้ที่มาช่วยงานในบ้านหรือในบริษัทเรา

คล้ายๆประเพณีแต๊ะเอียตอนตรุษจีนของคนจีนนั่นเอง

บางทฤษฎีก็บอกว่า ช่วงคริสต์มาสเป็นช่วงที่ลูกหลานเดินทางมาร่วมฉลองกับพ่อแม่ ถือเป็นการรวมญาติประจำปี

พอฉลองเสร็จ วันรุ่งขึ้นก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน หรือไปทำงานต่อ ณ แหล่งใหม่ที่ลูกๆหลานๆย้ายไปอยู่อาศัย

พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็จะจัดอาหาร จัดข้าวของที่เอามากินมาใช้ในช่วงคริสต์มาสลงกล่องให้ลูกๆติดตัวไป

แต่ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีไหนก็ตาม ทั้ง 2 ทฤษฎีล้วนมี “กล่อง” เป็นตัวเอก หรือเป็นตัวเดินเรื่องที่สำคัญ

กล่องก็คือ BOX นั่นแหละครับ จึงเป็นที่มาของคำว่า BOXING DAY หรือวันบรรจุกล่องหรือแจกกล่อง ด้วยประการฉะนี้ ไม่ใช่วันชกมวยเด็ดขาด

เขียนถึงเรื่องนี้แล้วก็ทำให้นึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้ของเรา

เหตุการณ์เกี่ยวกับภาวะน้ำท่วมภาคใต้ อันเนื่องมาจากพายุฝนที่กระหน่ำเข้าใส่อยู่หลายวัน จนพี่น้องชาวใต้ถึง 9 จังหวัด ต้องประสบ ความเสียหายอย่างหนัก

เสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอีกเช่นเคย

ทำให้เดือนธันวาคม กลายเป็นเดือนแห่งความทุกข์ของพี่น้องชาวใต้ไปอีกปีหนึ่ง หลังจากที่ประสบทุกข์ใหญ่มากๆจากเหตุการณ์สึนามิ เมื่อปีที่แล้ว

ผมก็ขอทำหน้าที่ปลอบใจและให้กำลังใจ ในฐานะคนไทยร่วมชาติ

ขณะเดียวกันก็ขอขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือจากภาคต่างๆที่ลงไปสู่ภาคใต้ ทั้งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และจะดำเนินการต่อไป

สรุปว่า ในวันบ๊อกซิ่งเดย์ ตามธรรมเนียมฝรั่งนั้น หากเราจะดัดแปลง เสียหน่อยให้เข้าเหตุการณ์บ้านเรา ก็น่าจะถือเสียว่าเป็นวันจัดของลงกล่องหรือหีบห่อต่างๆ ส่งไปให้พี่น้องที่ประสบเคราะห์ทางภาคใต้

ใครอยู่ใกล้องค์กรการกุศล หรือมูลนิธิ ที่ดำเนินการช่วย เหลือพี่น้องชาวใต้อยู่ จะส่งเป็นกล่องยังชีพหรือเป็นเงินก็ได้ครับ เพื่อที่องค์กรการกุศลหรือมูลนิธิที่เกี่ยวข้องเขาจะได้นำไปมอบ ให้แก่พี่น้องภาคใต้ต่อไป.

"ซูม" http://www.thairath.co.th/thairath1/2548/column/hiha/dec/26_12_48.php

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Aug 16, 2006 1:53 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

songwut110 บันทึก:
ในสังคมไทยจะมีการแต่งงานอยู่ ๒ แบบครับ คือ:
อาวาหะ = การแต่งงาน, การสมรส, การพาหญิงมาบ้านตัว, ชายหญิงที่แต่งงานกันแล้วหญิงไปอยู่บ้านชาย เรียก "อาวาหะมงคล" พิธีนี้ไทยโบราณถือว่าไม่ดี ดังภาษิตว่า " เอาลูก(สะ)ใภ้มาเลี้ยงย่า ปานเอาผีเอาห่ามาใส่เฮือนใส่ชาน"

วิวาหะ = การแต่งงาน, การสมรส, , ชายหญิงที่แต่งงานกันแล้ว ชายไปอยู่บ้านหญิง เรียก "วิวาหะมงคล" พิธีนี้ไทยโบราณถือว่าดีนัก ดังภาษิตที่ว่า "เอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่าแม่เฒ่าปานได้ข้าวมาใส่เล้าใส่เยีย"

แต่คนไทยเชื้อสายจีนมักจะปฏิบัติตามทำเนียมจีนครับ คือนิยมจัดพิธีอาวาหมงคล ต่างจากกับคติไทยโบราณครับ...


ท่องเวลา ผ่าอารยธรรม
โดย บัญชา ธนบุญสมบัติ buncht@mtec.or.th

วิวาห์…มาจากไหนกัน?

พิธีการแต่งงานของคนทั่วโลกนับเป็นประเพณีสำคัญ ซึ่งหากดูเผินๆ แล้ว เราอาจจะเห็นรายละเอียดแตกต่างกันไปตามกรอบวัฒนธรรม แต่จริงๆ แล้วประเพณีนี้มีอะไรเป็นแก่นแกนคล้ายกันบ้างไหม ลองมาดูใกล้ๆ กันหน่อย

ในสมัยโบราณนานนมมาแล้วนั้น การแต่งงานเป็นเรื่องที่ชายไปฉุดคร่าสาวเจ้ามาเป็นเมีย เพราะคนโบราณเดิมอยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ จึงเกี่ยวดองเป็นญาติกัน เมื่อมีข้อห้ามแต่งงานภายในตระกูลเดียวกัน ฝ่ายชายก็ต้องไปควานหาหญิงจากกลุ่มอื่น โดยต่อมาเมื่อรู้สึกว่าทำอย่างนี้มันไม่ดี ผิดศีลผิดธรรม ก็เลยประนีประนอมกัน โดยการตกลงมอบสินทรัพย์ให้กับพ่อแม่ของฝ่ายหญิง ซึ่งกลายมาเป็นประเพณีการเรียกสินสอดทองหมั้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้นั่นเอง

ที่พูดง่ายๆ อย่างนี้มีหลักฐานอะไรไหม? ท่านเสถียรโกเศศได้เล่าตัวอย่างประเพณีแต่งงานของชาติพันธุ์ต่างๆ ไว้หลายเรื่องในหนังสือ ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตแต่งงาน แต่ผมจะขอยกตัวอย่างเรื่องสนุกๆ บางเรื่องที่ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

ในวันไปรับตัวเจ้าสาวของชาวเกาะนิวกินีพวกหนึ่งนั้น เจ้าบ่าวจะพาสมัครพรรคพวก (ผู้ชาย) ไปด้วยหลายคน พอไปถึงบ้านเจ้าสาว ก็จะทำทีว่าไปปล้นและทำเสียงเอ็ดอึงดังกึกก้อง เจ้าสาวเมื่อได้ยินเข้าก็ต้องรีบหนีออกจากบ้านให้เร็วที่สุด เจ้าบ่าวกับพวกก็จะคอยไล่จับ ถ้าจับได้ เจ้าสาวก็จะต้องทำเป็นนอนดิ้น หยิกๆ ข่วนๆ สะบัดสะบิ้งเต็มที่

ส่วนพวกเจ้าสาวก็ต้องทำทีเข้ามาช่วยและตีกันชุลมุนวุ่นวาย โดยแม่เจ้าสาวนั้นได้รับบทพิเศษหน่อย คือ มือก็คว้าไม้ตีเปะปะไป ปากก็โพนทะนาด่าว่าพวกเจ้าบ่าวไป แต่สักพักว่าที่แม่ยายก็จะแสร้งทำเป็นลมล้มแผ่ ประดุจว่า เดี๊ยนเสียใจเหลือเกิ๊นเหลือเกินที่สูญเสียลูกสาวไป โดยมีหางเครื่องคือ พวกผู้หญิงคนอื่นๆ ในบ้านร้องไห้ระงม นี่คือพิธีแต่งงานของเขา

เชื่อกันว่า เมื่อสังคมศิวิไลซ์ขึ้น พวกผู้ชายที่ไปร่วมปล้นกับเจ้าบ่าวจึงกลายเป็น 'เพื่อนเจ้าบ่าว' (ฝรั่งเรียก best man) ส่วนพวกผู้หญิงที่คอยปกป้องเจ้าสาวก็กลายเป็น 'เพื่อนเจ้าสาว' (ฝรั่งเรียก bridesmaid หรือ the maid of honor) นั่นเอง

สำหรับคุณแม่ของเจ้าสาวซึ่งสมควรได้รับตุ๊กตาท้อง เอ้ย! ตุ๊กตาทองอย่างที่สุดนั้น ทำให้ผมคิดถึงพิธีหมั้นของไทยเราที่แม่ยายต้องทำที 'แบก' สินสอดทองหมั้นเข้าบ้านยังไงยังงั้นเลย (อันนี้ความเห็นของผมล้วนๆ ก๊าบ)

มีจุดเล็กๆ น่าคิดนิดๆ ด้วยว่า ในประเพณีไทยมี 'บ่าวนำ' ซึ่งเป็นคนที่นำเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าว โดยบ่าวนำนี้จะเลือกคนที่มีภรรยาแล้ว เทียบได้กับคนที่มีความชำนาญในการไปลักพาลูกสาวของเขามาแล้ว ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวนั้นมักจะโสด นั่นคือ ในการติดตามเจ้าบ่าวไปนั้น นอกจากจะไปช่วยเพื่อนให้สมหวังแล้ว ยังเท่ากับว่าได้ไปเรียนรู้การลักพาลูกสาวคนอื่น พอถึงคราวตนเองจะได้ทำเป็นบ้าง การตีความเช่นนี้อย่ามาด่าว่าผมเลย เพราะท่านเสฐียรโกเศศว่าไว้ทำนองนี้จริงๆ นะเออ

ความจริงไม่ต้องดูอื่นไกล คำว่า ‘วิวาห’ นี่ในภาษาสันสฤตแปลว่า 'แบกเอาไป' (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า 'การพาออกไป') ส่วนอีกคำหนึ่งคือ ‘อาวาห’ ก็มีนัยส่อถึงการพรากจากไปคล้ายกัน

ต่อมาความหมายได้ปรับเปลี่ยนไปบ้าง และแยกกันชัดๆ ว่า ถ้าแต่งงานแล้ว ชายไปอยู่บ้านหญิง ก็เรียก วิวาหมงคล (ตามประเพณีปฏิบัติในอินเดียฝ่ายใต้) แต่ถ้าหญิงไปอยู่บ้านชาย ก็เรียกว่า อาวาหมงคล (ตามอินเดียฝ่ายเหนือ)


พื้นที่ใกล้หมด เลยอยากฝากประเด็นไว้ให้คิดเล่นๆ คือ เราเรียกผู้หญิงที่เข้าพิธีแต่งงานว่า ‘เจ้าสาว’ แต่กลับเรียกผู้ชายว่า ‘เจ้าบ่าว’ (ไม่ใช่ ‘เจ้าหนุ่ม’) ทำไมผู้ชายที่กำลังแต่งงาน จึงกลายเป็นคนคอยรับใช้ หรือ ‘บ่าว’ (ไพร่) ไปได้? อยากรู้คำตอบ โปรดอดใจรอด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน (ขโมยสำนวนมติชนเขามา)

ก่อนจบขอฝากคำคมว่าด้วยการแต่งงานซะหน่อย : ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน (Ralph Waldo Emerson) บอกว่า “A man’s wife has more power over him than the state has.” หรือ “ภรรยามีอำนาจเหนือผู้ชายมากกว่าที่รัฐมีต่อพวกเขา” (ข้อความนี้ฟังแล้วนึกถึงกรณีที่นายใหญ่ยังต้องแบมือขอกะตังค์นายหญิงเอาไปเลี้ยงบ่าวไพร่ยังไงอยู่…ฮิ..ฮิ)

ส่วนโสเครตีส นักปราชญ์กรีกแนะนำ (ผู้ชาย) ว่า จงแต่งงานเถิด หากท่านได้ภรรยาที่ดี ท่านก็จะมีความสุขไปชั่วชีวิต แต่หาไม่แล้ว ท่านก็จะกลายเป็นนักปรัชญา (ซึ่งก็ดีไปอีกแบบ) พูดอีกอย่างก็คือ

หากความรักทำให้คนเราตาบอด การแต่งงานก็จะทำให้คนเราตาสว่าง นั่นเอง J

ขุมทรัพย์ทางปัญญา

ขอแนะนำหนังสือ ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตแต่งงาน ของท่านเสฐียรโกเศศ (พิมพ์ครั้งที่ 3) สำนักพิมพ์ศยาม (ISBN 974-7033-62-3)

สำหรับเวบ ลองไปอ่าน A Compilation of Customs and Traditions Regarding Marriage ที่ http://www.limarriages.com/customs.html

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/20060802/news.php?news=column_21290444.html
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Oct 04, 2006 1:56 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ในอินเดีย/ปากีฯ มีคดีอันเนื่องมาจากเงินสินสอด (Dowry) เยอะมากครับ หลาย case ถึงขั้นฆ่ากันตายหรือก่อให้เกิดการเป็นอริระหว่างตระกูลเลยทีเดียว

.............................................

ท่องเวลา ผ่าอารยธรรม โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ buncht@mtec.or.th

เหตุใดสาวอินเดีย

จึงต้องเสียค่าสินสอด?



เมื่อคราวก่อน ผมได้เล่าเรื่องประเพณีการแต่งงานเอาไว้ในบางแง่มุม แล้วทิ้งคำถามไว้ว่า ทำไมผู้ชายที่เข้าพิธีแต่งงานถึงเรียกว่า เจ้าบ่าว ซึ่งฟังแล้วเหมือนกับบ่าวไพร่ (ข้ารับใช้) ยังไงยังงั้น

เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะมีตัวอย่างประเพณีในบ้านเราและเพื่อนบ้านในแถบอินโดจีนให้เห็น กล่าวคือ เมื่อสังคมพ้นยุคการไปฉุดหญิงสาวมาเป็นภรรยาแล้ว ก็เข้าสู่ยุคการเรียกร้องเอาทรัพย์สินจากฝ่ายชายเป็นค่าสินสอด แต่ปัญหาก็คือ ถ้าฝ่ายชายยากจน แต่ดันไปติดพันลูกสาวของบ้านที่มีฐานะดีกว่าล่ะ จะทำยังไงดี?

ว่าที่พ่อตาก็จะบอกว่า โนพร็อบแบลม เฮ้ย! ไม่เป็นไร เอ็งจงเอาแรงกายเข้าแลก มาอยู่บ้านข้า ช่วยทำไร่ไถนา และจัดการงานอื่นๆ ตามที่ข้าสั่ง ถ้าหากลูกสาวของข้า (กับข้าและเมีย) พึงพอใจ เอ็งก็จะได้แต่งงาน แต่ถ้าไม่ เอ็งก็อด

หลักฐานรึ? ตามประเพณีเก่าของมอญ ผู้ชายต้องอยู่รับใช้งานแก่พ่อแม่ของฝ่ายผู้หญิงถึง 3 ปี จึงจะสมรสสมรัก ทางเขมรก็คล้ายๆ กันคือ เจ้าบ่าวต้องไปอยู่รับใช้ที่บ้านพ่อของฝ่ายหญิง เรียกว่า เธวอบำเรอ แปลว่า รับใช้การงาน โดยต้องทำงานอยู่และนอนในครัว 2-3 เดือน แต่บางทีอาจถึงปี ถ้าหากเป็นคนจน ส่วนทางปักษ์ใต้บ้านเรานั้น พอทำพิธีหมั้นกันแล้ว ผู้ชายก็ต้องไปรับใช้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจนกว่าจะถึงวันแต่งงาน โดยฝ่ายหญิงเป็นผู้เลี้ยงดู

คำว่า บ่าว ซึ่งเดิมทีหมายถึง ชายหนุ่มโสด จึงได้กลายเป็นคนรับใช้ไปด้วยเหตุนี้นี่เอง

ที่ว่ามานี้ ยังไม่ครบแน่ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าในแดนภารตะนั้น มีประเพณีที่ฝ่ายหญิงต้องเป็นผู้เสียสินสอดทองหมั้นให้ฝ่ายชาย โดยหากฝ่ายชายมีฐานะทางสังคมสูง ค่าสินสอดทองหมั้นก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย และแม้ว่าในทางกฎหมายจะห้ามไว้แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีให้เห็นกันอยู่ คำถามก็คือ ประเพณีนี้มีที่มา-ที่ไปยังไง?

เรื่องนี้มีการตั้งสมมติฐาน (= เดา) กันไปหลายแง่มุม ซึ่งผมขอตี๊ต่างยกนักเดา 5 คน มาเสนอไอเดียให้ฟังดังนี้

• คนแรกคิดง่ายๆ ว่า เป็นเพราะสาวแขกมีจำนวนมากกว่าหนุ่มแขกอะเปล่า ครอบครัวฝ่ายหนุ่มก็เลยเล่นตัว คิดค่าตัวว่าที่เจ้าบ่าวจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู การศึกษา ฯลฯ (ไม่ค่อยมีใครเชื่อสมมติฐานนี้เท่าไร)

• คนที่สองเดามั่งว่า สังคมอินเดียแต่เดิมนั้น ผู้หญิงไม่มีสิทธิในการรับมรดกของครอบครัว แต่พ่อ-แม่ที่ไหนก็ย่อมรักลูกของตนเอง ดังนั้น เมื่อลูกสาวจะแต่งงานออกไป จึงได้หากลวิธียกทรัพย์สินส่วนหนึ่งมอบให้ลูกสาวเอาไว้ แต่ไปๆ มาๆ พ่อแม่ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ดันมามีส่วนเอี่ยวช่วยเอาไปใช้ด้วยซะงั้น เช่น เอาทรัพย์สินส่วนนี้ไปมอบให้กับน้องสาวของสามีตอนที่น้องสาวคนนี้แต่งงาน

• คนที่สามเดามั่งว่า ดูดีๆ สิ สังคมอินเดียแบ่งชั้นวรรณะกันชัดแจ๋ว แล้วประเพณีเรียกสินสอดจากฝ่ายหญิงนี่ก็มักจะอยู่ในวรรณะชั้นสูง ได้แก่ กษัตริย์และพราหมณ์…อะแฮ่ม…เป็นไปได้ไหมว่า เป็นเพราะเจ้าสองวรรณะนี่ส่วนใหญ่มีฐานะดี ไม่ต้องใช้แรงงานใครทำมาหากิน แต่หากครอบครัว (ฝ่ายชาย) จะมีผู้หญิงอีกคนเข้าไปอาศัยด้วย ก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายในบ้านที่สูงขึ้น ก็เลยคิดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตอนแต่งงานซะเลย

• คนที่สี่ได้ฟังคนที่สามก็เข้าข้าง โดยแถมว่า วิธีนี้ยังเป็นการรักษาระบบการแบ่งชั้นวรรณะให้ยั่งยืนอีกต่างหาก เพราะจะได้เป็นการกีดกันคนวรรณะต่ำกว่า (ได้แก่ แพศย์ และศูทร) ไม่ให้มาเกี่ยวดองกับพวกวรรณะสูงกว่า

• ส่วนคนสุดท้ายพาดพิงจักรวรรดิอังกฤษเข้าไปนู่น โดยอ้างว่า ไอ้ระบบฝ่ายหญิงจ่ายค่าสินสอดนี่ชัดเจนขึ้นหลังจากที่อังกฤษเข้ายึดครองอินเดียแล้ว เพราะแต่เดิมนั้น ยังไม่มีการจัดระเบียบสิทธิในที่ดินของแต่ละบุคคล (ที่ดินในหมู่บ้านเป็นของคนทั้งหมู่บ้าน) แต่พออังกฤษมาจัดว่าที่ดินผืนนี้เป็นของคนนั้นคนนี้ ก็เลยเกิดระบบการซื้อขายที่ดินหรือมอบให้กับคนอื่น ดังนั้นที่ดินจึงกลายเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นสินสอดได้ (แต่คนที่เสนอไอเดียนี้ก็ยอมรับว่า เดิมทีอินเดียน่าจะมีรากประเพณีนี้อยู่แล้ว)

เอ้า! รักใคร ชอบใคร คนไหนพูดเข้าท่า ก็เลือกเชื่อกันเอง หรือจะไปถามผู้รู้ และค้นคว้าต่อเองก็ยิ่งดีใหญ่

ก่อนจบเรื่องนี้ มีเกร็ดเล็กๆ มาฝาก คือ ในระหว่างพิธีเลี้ยงฉลองมงคลสมรสแบบไทยๆ งานหนึ่ง ผู้ใหญ่ซึ่งได้ขึ้นไปกล่าวอวยพรและให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาวได้ฝากแง่คิดไว้ว่า ในการใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันนั้น ทั้งสองฝ่ายต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย และให้อภัยซึ่งกันและกัน ส่วนเรื่องการตัดสินใจกิจการภายในบ้านนั้น ท่านสอนว่า

“หากเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ควรให้ภรรยาตัดสินใจไปได้เลย แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องยกอำนาจนี้ให้แก่สามี เพราะผู้ชายนั้นเข้มแข็งและเด็ดขาดกว่าผู้หญิงมากนัก”

“อะแฮ่ม…อย่างไรก็ดี…” ท่านว่าต่อไป…“แต่จากประสบการณ์ตรงของผมนี่ ตั้งแต่อยู่กินกับภรรยามานานกว่า 30 ปี…ยังไม่เคยมีเรื่องใหญ่ๆ เกิดขึ้นเลยแม้แต่เพียงครั้งเดียว” (ฮา)

ขุมทรัพย์ทางปัญญา

ขอแนะนำหนังสือ ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตแต่งงาน ของท่านเสฐียรโกเศศ (พิมพ์ครั้งที่ 3) สำนักพิมพ์ศยาม (ISBN 974-7033-62-3)

ขอแนะนำเรื่อง Dowry, Sati and Child Marriage เขียนโดย Sudheer Birodkar ที่ http://hindutva.org/practices1.html และ เรื่อง Dowry ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Dowry

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/20060803/news.php?news=column_21352328.html

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Oct 16, 2006 6:58 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1365

อาหารสมอง

โดย วีรกร ตรีเศศ

ตายแล้วก็แต่งงานได้

ใครที่เคยไปร่วมพิธีกงเต็กคงได้เห็นสิ่งประดิษฐ์จำลอง เช่น บ้าน โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ วีดิโอ รถยนต์ ฯลฯ เพื่อเอาไว้เผาส่งไปให้ผู้ตายเพื่อความสบายใจของลูกหลาน เพราะมีความเชื่อว่าคนอยู่ต้องดูแลคนตายให้สุขสบาย มิฉะนั้น จะไม่เป็นผลดีต่อผู้อยู่ ในชนบทจีนบางแห่งในปัจจุบันไปไกลกว่านั้น มีการหาศพหญิงสาวเป็นคู่ให้แก่ลูกชายที่เสียชีวิต เพื่อจะได้เป็นคู่ในปรโลก

ประเพณีประหลาดนี้กระทำกันมายาวนานอย่างน้อยก็ในบริเวณหมู่บ้าน ที่เรียกว่า Chenjiayuan ในมณฑล Shanxi ลุ่มแม่น้ำเหลือง มีระยะทางห่างจากเมืองเซี่ยงไฮ้ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้เพียง 1,000 ไมล์

หมู่บ้าน Chenjiayuan อยู่บนที่ราบที่เรียกว่า Loess Plateau ท่ามกลางขุนเขาที่ปิดกั้นชาวบ้านในบริเวณนี้จากความเจริญ ประเพณีเก่าแก่ที่ยังสืบทอดกันในปัจจุบันของบริเวณนี้ในการหาศพหญิงสาวเป็นคู่ให้ลูกชายที่ตายไปแล้ว เรียกว่า Minghun หรือชีวิตคู่หลังการตาย

การตายจากไปของลูกชายของครอบครัวในวัยหนุ่ม โดยเฉพาะยังไม่ได้แต่งงานมีลูกไว้สืบสกุล ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง ในสังคมจีนคอมมิวนิสต์ที่บังคับมาตลอดให้มีลูกเพียงคนเดียวจึงเป็นการสูญเสียแรงงานของครอบครัวที่สำคัญ ต้องสูญเสียศักยภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวในอนาคตเนื่องจากขาดแรงงานไป ฯลฯ ดังนั้น เพื่อให้ลูกชายได้มีความสุขในขั้นสุดท้ายหลังการตายจึงต้องหาเจ้าสาวที่ตายแล้วมาทำพิธีแต่งงานและฝังไว้คู่กับศพลูกชาย (หาเจ้าสาวที่ยังเป็นมาฝังคงจะลำบากกว่า)

ประเพณีประหลาดนี้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในมณฑล Shanxi และมณฑล Shaanxi ใกล้เคียงทำให้เกิดผลกระทบ เพราะการหาเจ้าสาวเช่นว่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและมีต้นทุนสูง จะต้องเป็นหญิงสาวโสดที่เพิ่งตาย (มีอายุน้อยกว่าเจ้าบ่าวก็ยิ่งดี) และพ่อแม่หญิงสาวมีความเชื่ออย่างเดียวกันที่ต้องการหาสามีที่ตายแล้วให้แก่ลูกสาวที่ตายแล้ว (เขียนไปแล้วก็งงๆ เหมือนกัน)

เรื่องมันยุ่งตรงที่หาเจ้าสาวทั้งที่มีชีวิตและลักษณะนี้ได้ไม่ง่าย เนื่องจากประชากรหญิงก็มีน้อยอยู่แล้วในสังคมจีนที่ต้องการลูกชาย ในชนบท ทารกหญิงถูกฆ่าตายด้วยการบีบจมูก หรือเอาถุงทรายเล็กๆ ใส่ปากและบีบปากไม่ให้หายใจ (ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขียนไปรู้สึกสยดสยองไปเท่า) จำนวนไม่น้อยในแต่ละปีในสังคมที่ต้องการลูกชาย และถูกบังคับให้มีลูกเพียงคนเดียว

สังคมจีนนั้นนักวิชาการบอกว่าเป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเน้นชายเป็นใหญ่ ลูกผู้หญิงมิได้เป็นของพ่อแม่ เธอต้องแต่งงานและมีลูกของตนเองก่อนที่จะมี "ที่" ในสายการสืบลูกหลานของฝ่ายชาย ผู้หญิงที่ตายโดยไม่ได้แต่งงานจึงไม่มี "ที่" ในโลกนี้

ในชนบทที่แร้นแค้นถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเพราะภูมิประเทศเช่นบริเวณหมู่บ้าน Chenjiayuan หญิงซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว มักไปหางานทำในเมืองใหญ่และไม่กลับมา ชายจึงมีหญิงให้เลือกได้ไม่มาก

ขนาดประเภทที่มีชีวิตยังหาได้ยากเช่นนี้แล้ว ลองจินตนาการดูว่าประเภทไม่มีชีวิตจะหาได้ยากเพียงไร โดยเฉพาะวัยสาวที่เพิ่งเสียชีวิตลงไม่ห่างจากผู้ชายมากนัก



อย่างไรก็ดี กลไกตลาดตามหลักเศรษฐศาสตร์ทำงานเสมอ ไม่ว่าในดินแดนแร้นแค้นเพียงใด ประเพณีประหลาดนี้ได้สร้างกลไกตลาดขึ้นโดยธรรมชาติทั้งดีและเลว โดยเกิดเครือข่ายข้อมูลที่อาศัยญาติพี่น้องและเพื่อน มีนายหน้าหาหญิงสาวที่เพิ่งเสียชีวิตให้ครอบครัวที่ต้องการ ถึงแม้การซื้อขายศพจะถูกห้ามในจีน แต่การตกลงปลงใจของทั้งสองฝ่ายผ่านนายหน้าโดยมีเงินสดเปลี่ยนมือกันก็เกิดขึ้นได้อย่างแนบเนียน

ราคาที่ฝ่ายชายต้องจ่ายก็ตกประมาณ 10,000 หยวน (46,200 บาท) ซึ่งเท่ากับประมาณ 4 ปี ของรายได้เฉลี่ยเกษตรกรจีนแถบนั้น ฝ่ายหญิงไม่ตีความว่าเป็นค่าขายศพ หากถือว่าเป็นสินสอดอันพึงได้รับหากเธอไม่เสียชีวิตไปเสียก่อน เมื่อทุกฝ่ายรวมทั้งนายหน้า win-win แฮปปี้ถ้วนหน้า (ไม่รู้ว่าศพทั้งคู่ที่แต่งงานกันจะรู้ไหมว่าได้เกิดอะไรขึ้น ถ้ารู้ก็คงดีเพราะแถมมี win-win เพิ่มขึ้นอีกฝ่ายหนึ่ง) พิธีก็เกิดขึ้นโดยขุดเธอจากหลุมเก่า หรือถ้าเพิ่งตาย (มีหลายรายตายเพราะตกน้ำแม่น้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ๆ) ก็เอามาฝังคู่กับศพลูกชายเลย

สำหรับคนยากจนที่จ่ายราคานี้ไม่ได้ก็ต้องอาศัยพวกขุดขโมยศพที่มีอยู่ประปรายซึ่งนำมาเสนอขายให้ในราคาที่ต่ำกว่า หากหาไม่ได้จริงๆ ก็อาศัยขุดหลุมและใช้ฟางผูกเป็นรูปหญิงสาวและฝังไว้คู่กัน คนยากจนเหล่านี้ในเวลาที่มีชีวิตอยู่ก็หาคู่ได้ยากอยู่แล้ว เพราะไม่มีสินสอดเพียงพอที่จะไปสู่ขอลูกสาวที่มีจำนวนจำกัด และคงจำกัดทั้งความงามและสติปัญญาด้วย เพราะหากสวยก็คงมีคนอื่นขอไปนานแล้ว และหากฉลาดก็คงออกไปทำงานในเมืองใหญ่ไปนานแล้วเช่นกัน

ประเพณี Minghun น่าจะเกี่ยวพันกับความเชื่อในเรื่องโลกหน้าอันเห็นได้จากเรื่องเผาสิ่งของในพิธีกงเต็ก และโยงใยกับความหวาดหวั่นและเห็นใจลูกอันเป็นสุดที่รัก สำหรับฝ่ายหญิงนั้นจะมีตัวตนก็ต่อเมื่ออยู่ในสายสืบสกุลของฝ่ายชาย เมื่อตายเสียก่อนมีคู่ การแต่งงานหลังตายแล้วจึงเป็นโอกาสอันดีแถมได้ "สินสอด" อีกด้วย สำหรับฝ่ายชายก็เป็นการให้โอกาสลูกที่จะสืบสกุลต่อ ถึงแม้จะเป็นการเทียมก็ตามที ลูกจะได้มีคู่มีความสุขหลังตายแล้ว (อาจลืมนึกไปว่าการแต่งงานบางครั้งอาจทำให้ลูกได้รู้จักทั้งสวรรค์ที่ตนเองอยู่ และนรกที่ตนเองประสบได้ในเวลาเดียวกัน)

ไม่ว่าใครจะรู้สึกขบขันหรือสยดสยองกับ Minghun ก็ตาม แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นว่าเป็นความงดงามที่คนอยู่สามารถมอบให้แก่ลูกที่ตายไปแล้วได้ เป็นความเสียสละอย่างสูง และเป็นความรัก ปรารถนาดีที่น่าชื่นชมของพ่อแม่ที่ห่วงกังวลชีวิตของลูก ถึงแม้ว่าจะผ่านโลกนี้ไปแล้วก็ตาม

เชื่อกันว่า Minghun มีมาแต่โบราณ เพราะมีบันทึกอยู่ในหนังสือของจีนชื่อ Rites of Zhou เมื่อศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล

ประเพณีจีนผูกพันกับเรื่องความรักใคร่เอื้ออาทรของครอบครัวและความเคารพนับถือบรรพบุรุษอย่างงดงาม และอย่างสอดคล้องกับการอยู่รอดด้วยการพึ่งพาซึ่งกันและกัน Minghun เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของความรักใคร่ ห่วงใย ที่พ่อแม่มีต่อลูกผู้จากไปก่อนวัยอันควร (ข้อมูลหลักจาก IHT, Oct 5, 2006)



เครื่องเคียงอาหารสมอง

ถึงแม้ความจริงคือทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย แต่ทุกคนก็ขอตายช้าหน่อย และในช่วงท้ายของชีวิตขอมีสุขภาพดีพอควร ไม่เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะเป็นภาระแก่คนอื่น

ผู้สูงอายุบางคนร่างกายแข็งแรงจนถึงวัยปลาย 80 หรือ 90 จึงเกิดสภาวะที่เรียกว่า frailty ขึ้น ซึ่ง frailty คือสภาวะการมีความอ่อนเพลีย อ่อนแอ น้ำหนักลด กล้ามเนื้ออ่อนและไม่แข็งแรง คำถามก็คือ อะไรที่ทำให้แต่ละคนถึงสภาวะ frailty ในวัยที่ไม่เท่ากัน บางคนก็เริ่มตั้งแต่ 60 เศษๆ หรือ 70 เศษๆ

งานศึกษาทางการแพทย์ล่าสุดพบว่าสาเหตุแรกที่ทำให้เกิด frailty ก็คือ โรคหลอดเลือดตีบ โดยอาจมีการอุดตันในสมอง ในไต ในหัวใจ ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน การอุดตันในบางจุดทำให้เลือดไม่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายตามปกติ

หนทางแก้ไขก็คือ ควบคุมโดยไม่สูบบุหรี่ ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูง โดยมุ่งไม่ให้เลือดอุดตัน ไหลเวียนได้โดยสะดวกที่สุดเท่าที่จะทำได้

อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ไม่มีจิตใจที่แจ่มใส และการไม่ทำตัวให้กระฉับกระเฉง ไม่เดินเหินเคลื่อนไหว Elenor Simonsick ตีพิมพ์บทความใน The Journal of The American Medical Association (เดือนพฤษภาคม 2006) โดยสรุปว่า ผู้คนในทุกกลุ่มอายุที่ไม่มีปัญหาในเรื่องการเดิน หากไม่สามารถเดินได้ไกล 400 เมตรในเวลา 5 นาทีแล้วก็ส่อว่าจะมีปัญหาสุขภาพ

ผู้ที่ใช้เวลาเดิน 400 เมตรในเวลาเกินกว่า 6 นาที มีความเสี่ยงในการมี heart attack ในอนาคตเท่ากับคนที่เดินระยะทางนี้ไม่ได้เลย

ความสามารถในการหลีกหนี frailty ขึ้นอยู่กับ (ก) ทำตัวให้กระฉับกระเฉง (ข) มีความเชื่อมั่นว่าคนสูงอายุที่ยังไม่ถึง frailty นั้นมีมากมาย (การคิดในทางลบไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ) (ค) ดูแลการไหลเวียนโลหิตของร่างกาย โดยหลีกหนีโรคเบาหวาน ดูแลหลอดเลือดไม่ให้อุดตัน (ฝรั่งแนะนำให้คนอายุเกิน 50 ปี กินเบบี้แอสไพริน 2 เม็ดต่อวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการอุดตันของหลอดเลือดโดยทำให้ลิ่มเลือดไม่จับตัวได้ง่าย) (ง) ดูแลระดับความดันโลหิต (จ) ไม่สูบบุหรี่ (ฉ) ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล (ข้อมูลจาก IHT, Oct 5, 2006)



*น้ำจิ้มอาหารสมอง - It is possible that a man could live twice as long if he did not spend the first half of his life acquiring habits that shorten the other half.

เป็นไปได้ที่มนุษย์จะมีอายุยืนอีกหนึ่งเท่าตัว ตราบที่ไม่ได้ใช้เวลาของครึ่งชีวิตแรกไปกับการติดนิสัยซึ่งทำให้ชีวิตอีกครึ่งหนึ่งสั้นลง


หน้า 20 http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=MDQyMDEzMTA0OQ==&srcday=MjAwNi8xMC8xMw==&search=no

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon May 21, 2007 5:26 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Aug 26, 2008 11:06 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



วิวาห์ตามขนบจีนโบราณ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 สิงหาคม 2551 14:26 น.


ปี 2008 ชาวจีนถือเป็นปีแห่งโชคลาภ ไม่เพียงแต่ประเทศจีนถือเอาฤกษ์ของเลข 8 มาใช้ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก อภิมหากีฬาที่คนทั่วโลกจับตามอง ณ กรุงปักกิ่ง สำหรับลูกหลานที่สืบเชื้อสายจากมังกรจีนทั่วโลก ต่างก็ยึดถือปีนี้เป็นฤกษ์ดีเหมาะในการลั่นระฆังวิวาห์เช่นกัน

บจก.เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ (นีโอ) จึงจัดงานวิวาห์เทรนด์ใหม่ Chic Chinese พร้อมโชว์ครบเครื่องเรื่องประเพณีวิวาห์จีนอันคลาสสิกในงาน WEDDING FAIR-EXCLUSIVE 2008

ลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ ผจก.ทั่วไป นีโอ กล่าวว่า การจัดงานปีนี้เพื่อเอาใจคนไทยเชื้อสายจีนที่ต้องการแต่งงานแบบสมัยใหม่ แต่ยังคงรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีเพื่อเอาใจญาติผู้ใหญ่ด้วย

ประเพณีวิวาห์ของจีนนั้นเริ่มมีปรากฏขึ้นในสมัยราชวงศ์โจว โดยยึดถือ “3 หนังสือ 6 พิธีการ” ซึ่ง 3 หนังสือได้แก่ หนังสือหมั้นหมาย, หนังสือแสดงสินสอดและหนังสือรับตัวเจ้าสาว ส่วน 6 พิธีการนั้น เป็นขั้นตอนการปฏิบัติที่เริ่มตั้งแต่การหมั้นไปถึงการแต่งงาน

เริ่มจาก 1. สู่ขอ ผู้ใหญ่ฝ่ายชายและแม่สื่อจะเดินทางไปสู่ขอกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง 2. ขอวันเดือนปีเกิด โดยฝ่ายหญิงจะมอบวันเดือนปีเกิดให้กับฝ่ายชายเพื่อนำไปเสี่ยงทาย 3. เสี่ยงทาย โดยฝ่ายชายจะนำวันเดือนปีเกิดของฝ่ายหญิงไปไว้หน้ารูปปั้นเทพเจ้า เพื่อชี้แนะว่าการแต่งงานจะนำโชคดีหรือร้ายมาสู่ครอบครัว 4. เมื่อสรุปว่าฝ่ายหญิงจะนำโชคลาภมาแล้ว แม่สื่อจะนำสินสอดทองหมั้นไปให้ฝ่ายหญิง 5. ขอฤกษ์ เป็นหน้าที่ของฝ่ายชายที่จะหาฤกษ์จัดงานและนำฤกษ์ที่ได้ไปขอความเห็นจากฝ่ายหญิง 6. รับเจ้าสาว ซึ่งเจ้าบ่าวจะเดินทางไปรับเจ้าสาวที่บ้าน และเคารพศาลบรรพชนของฝ่ายหญิง และพาเจ้าสาวไปทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินที่บ้านเจ้าบ่าว พร้อมกับยกน้ำชาคารวะพ่อแม่ฝ่ายเจ้าบ่าว ผ่านพิธีทั้งหมดแล้วจึงถือว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยากันถูกต้อง

ซึ่งในอดีตนั้นเชื่อว่าหากพิธีแต่งงานขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามหลักที่กล่าวไปแล้ว ถือว่าพิธีไม่สมบูรณ์ แต่ในปัจจุบันเนื่องจากพิธีการดังกล่าวยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป จึงมีการตัดขั้นตอนลงไปคือ ขอวันเดือนปีเกิด, เสี่ยงทาย, มอบสินสอด, ขอฤกษ์ คงเหลือเพียง 2 ขั้นตอน คือ การสู่ขอและการส่งตัวเจ้าสาวเท่านั้น

ประเพณีการสู่ขอนั้นทำกันที่บ้านเจ้าสาว เริ่มจากผู้ใหญ่ฝ่ายชายและแม่สื่อเดินทางมาสู่ขอกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง มอบสินสอดทองหมั้น และสวมแหวนหมั้นต่อหน้าผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย และก่อนถึงฤกษ์ส่งตัวเจ้าสาวนั้น เจ้าสาวจะรับประทานอาหารกับพ่อแม่พี่น้องของตนเป็นมื้อสุดท้าย โดยแม่เจ้าสาวจะคอยคีบอาหารให้พร้อมกับกล่าวอวยพร

เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเจ้าสาวนั้น เจ้าบ่าวจะนั่งรถผูกโบว์สีชมพูที่กระโปรงหน้ารถมายังบ้านเจ้าสาว เจ้าบ่าวบางคนอาจจะทำเก๋คือจัดกระบวนม้าพ่วงเสลี่ยงสีแดงมารับตัวเจ้าสาวก็เป็นได้ ที่เจ้าบ่าวหน้าลืมคือการเตรียมอั่งเปาไว้สำหรับผ่านประตูเงินประตูทองเพื่อรับตัวเจ้าสาว ซึ่งเมื่อผ่านประตูเงินประตูทองแล้วทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องไหว้ฟ้าดินและเจ้าที่(เรียกว่าตี่จูเอี้ย) ไหว้เทพพระเจ้าเตาไฟซึ่งอยู่ในครัว และไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว

ถ้าหากปู่ย่าตายายของเจ้าสาวยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องไหว้กับตัว เพื่อบอกกล่าวให้ท่านทราบว่าเจ้าสาวกำลังจะจากครอบครัวไปแล้ว พร้อมทำพิธี “ยกน้ำชา” หรือ “ขั่งเต๊” โดยเจ้าสาวแสดงความขอบคุณที่พ่อแม่เลี้ยงดูให้เติบใหญ่ ส่วนเจ้าบ่าวจะให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลลูกสาวของท่านอย่างดีที่สุด จากนั้นพ่อแม่ของเจ้าสาวจะแจกอั่งเปาพร้อมทั้งอวยพรให้เป็นการตอบแทน

ส่งตัวเจ้าสาว ประกอบพิธีที่บ้านของเจ้าบ่าว คือเมื่อเสร็จสิ้นพิธีทางบ้านเจ้าสาวแล้ว เจ้าสาวจะต้องนั่งรถไปกับเจ้าบ่าว พร้อมกับคนถือตะเกียงซึ่งต้องเป็นญาติผู้ชายของฝ่ายหญิง ในตอนนี้พ่อเจ้าสาวจะเป็นคนจูงเจ้าสาวขึ้นรถ แล้วกล่าวคำอวยพรพร้อมกับพรมน้ำใบทับทิมให้ด้วยว่า “ขอให้น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เปลี่ยนคุณหนูให้เป็นคุณหญิง ”

และทันทีที่รถของคู่บ่าวสาวมาถึงบ้านเจ้าบ่าว คู่บ่าวสาวจะต้องทำพิธีไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่ ไหว้เทพเจ้าเตาไฟ และไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าวเช่นเดียวกับที่ทำที่บ้านเจ้าสาว จากนั้นจึงทำพิธียกน้ำชาให้กับพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ เพื่อแสดงถึงความนอบน้อมรวมทั้งเป็นการฝากฝังตัวด้วย และท่านก็จะแจกอั่งเปาพร้อมทั้งอวยพรให้เป็นการตอบแทน แลถือเป็นโอกาสที่ญาติทั้งสองฝ่ายจะได้ทำความรู้จักกันด้วย

จากนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะทานลูกบัวผสมพุทราแดง เพราะเสียงที่ออกในภาษาจีนของทั้ง 2 คำ พร้องเสียงกับคำมงคลว่า “ มีลูกชายในเร็ววัน” ส่วนครอบครัวจีนในเมืองไทยนั้น นิยมทานขนมอี้ซึ่งคล้ายบัวลอยใส่สีชมพูหรือบัวลอยไข่หวาน พร้อมทั้งคล้องแขนดื่มเหล้ามงคล หมายถึงการสมรสครั้งนี้ได้พันธนาการสองดวงใจไว้อย่างแนบแน่น



เมื่อเสร็จขั้นตอนต่าง ๆ แล้วจึงส่งคู่บ่าวสาวขึ้นหอ ซึ่งบางแห่งจะมีญาติมิตรของทั้งคู่บุกห้องหอ เรียกว่า “ ประเพณีป่วนห้องหอ” เพื่อหยอกล้อคู่บ่าวสาว ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อโบราณที่ว่า ในห้องหอมักมีภูตผีปีศาจคอยก่อกวน ดังนั้นเพื่อปัดเป่าพลัง หยางของปีศาจและเพิ่มพลังหยินให้เข้มแข็งหรืออาจเป็นเพราะสมัยก่อนคู่บ่าวสาวมักแต่งงานทั้ง ๆ ที่ไม่คุ้นเคยกัน จึงเป็นหน้าที่ของญาติมิตรที่จะเข้ามาช่วยสร้างความครึกครื้นเพื่อทลายกำแพงระหว่างทั้งสอง ส่วนตะเกียงที่จุดนำขบวนเจ้าสาวมานั้น จะต้องจุดไว้หน้าห้องนอนของคู่บ่าวสาวตลอดคืนและทิ้งไว้ 3 วัน

ส่วนขนมมงคลในพิธีแต่งงานนั้น ถือเป็นขนบธรรมเนียมที่สืบทอดมานานนับพันปี ผู้คนรุ่นหลังยังพยายามรักษาและปฏิบัติตาม โดยเปลี่ยนไปตามยุคหรือท้องถิ่นบ้าง ขนมมีบทบาทสำคัญในงานแต่งงานตามแบบจีน โดยฝ่ายเจ้าสาวจะเป็นผู้กำหนดชนิดและจำนวน ขนมหมั้นและขนมแต่งงานในพิธี คือ เป็นขนม 4 สี เรียกว่า “ซี้เส็กหม่วยเจี๊ยะ” และ ขนม 5 สี เรียกว่า “โหงวเส็กทึ้ง” ประกอบด้วย ขนมเหนียวเคลือบงา, ขนมเปี๊ยะโรยงา, ขนมถั่วตัด, ขนมข้าวพองทุบและขนมโก๋อ่อน นอกจากนี้ บางบ้านอาจจะมีน้ำตาลทราย, ซาลาเปาไส้หวานและคุกกี้กระป๋องด้วย

ด้าน ชุดวิวาห์ตามประเพณีจีนโบราณ ทั้งของบ่าวสาวจะมีความอลังการมาก โดยชุดเจ้าบ่าวเป็น 2 หรือ 3 ชิ้น ประกอบด้วย กางเกงขายาว เสื้อตัวในและเสื้อคลุมที่งดงาม ทำจากผ้าไหมจีนและผ้าต่วนเนื้อดี นิยมใช้สีแดงและทอง และปักตัวอักษรหรือลวดลายที่มีความหมายเป็นมงคล สวมเครื่องประดับศีรษะ

สำหรับชุดเจ้าสาวนั้นมีความงดงามสมกัน มีให้เลือกหลายรูปแบบ เช่น ชุดกี่เพ้ารัดรูป ปักลวดลายหงส์หรือเถาดอกไม้ ลายโบตั๋น บ้างออกแบบเป็นชุดโบราณที่มี 2-3 ชิ้น คือ กระโปรงจีบอัดพลีต เสื้อตัวในและเสื้อคลุมปักดิ้นทอง และไหมอร่ามเรืองรอง

ใครสนใจอยากจะเรียนรู้พิธีวิวาห์ตามประเพณีจีน หรือหนุ่มสาวคู่ไหนที่กำลังจะจูงมือเข้าพิธีวิวาห์ลองไปหาไอเดียแปลกใหม่ได้ที่งาน WEDDING FAIR-EXCLUSIVE 2008 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28-31 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


Source: http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9510000099357

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
papabear1962
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: May 14, 2007
ตอบ: 618
รุ่นทีู่่: 98

ตอบตอบ: Wed Aug 27, 2008 8:51 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

อ่านแล้วอยากแต่งงานซ้ำอีก(แต่เปลี่ยนตัวเจ้าสาวใหม่--(ฮา)
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว รุ่นที่ (แสดงในกระทู้)
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue May 05, 2009 2:03 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

เรื่องควรรู้ก่อนเลือกคู่ต่างชาติ
โดย เดลินิวส์ วัน จันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 เวลา 23:42:41 น.

ความเชื่อของสังคมไทยที่ยอมรับนับถือชาติตะวันตก นำมาซึ่งค่านิยมในการชื่นชมผู้หญิงที่ได้คู่ครองต่างชาติ ทว่าปัจจุบันปรากฏปัญหาของคู่แต่งงานสตรีไทยกับชาวต่างชาติมากขึ้น กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ จึงจัดโครงการเผยแพร่ความรู้ในประเด็นสำคัญที่หญิงไทยจำนวนมากประสบ แต่งงานกับชายต่างชาติ ดีจริงหรือ ณ ห้องประชุม กรมการกงสุล โดย นางอาภรณ์ ใหม่มงคล เจ้าพนักงานปกครองระดับชำนาญการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แนะนำผู้หญิงไทยว่า ควรจดทะเบียนสมรส ซึ่งตามกฎหมายไทยไม่ยินยอมให้ถือสองสัญชาติ แต่ไม่มีบทลงโทษ ส่วนในกรณีการขอคืนสัญชาติไทย สามารถนำหลักฐาน อาทิ ใบมรณบัตรคู่สมรสหรือใบหย่าเป็นหลักฐานแสดง และยื่นคำร้องที่สถานกงสุลในแต่ละประเทศหรือในต่างจังหวัด สามารถยื่นเรื่องขอคืนสัญชาติเป็นพลเมืองไทยที่ภูธรจังหวัด

เจ้าพนักงานปกครองระดับชำนาญการ กล่าวถึงกรณีของบุตรว่า เด็กจะได้สัญชาติไทย หากไปแจ้งที่สถานทูตไทยในต่างประเทศ รวมถึงจะมีสิทธิได้สัญชาติของคู่สมรสชาวต่างชาติด้วย หรือหากลืมแจ้งขณะอยู่ที่ต่างประเทศ สามารถนำสูติบัตรของบุตรที่ได้รับจากประเทศนั้น ๆ มาแปลและแจ้งเรื่องในประเทศไทยได้ในภายหลัง แต่ภายใน 1 ปี หลังบุตรมีอายุครบ 20 ปีแล้ว จะต้องให้ลูกเลือกเพียงสัญชาติเดียว นายมนชัย พัชนี ผอ.กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กล่าวถึง ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้หญิงไทยแต่งงานกับชาวต่างชาติว่า เหตุผลจากฐานะยากจน ส่วนใหญ่มักเป็นสตรีไทยที่ผ่านการสมรสแล้วมีปัญหาด้านจิตใจ คิดว่าควรคบหากับชาวต่างชาติที่ดูแลเอาใจใส่ได้ดีกว่า ประกอบกับชาวต่างชาติเปิดใจกว้างและให้โอกาส ให้การยอมรับมากกว่าชายไทย

ที่มา: http://news.nipa.co.th/news.action?newsid=70541

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณสามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.398 วินาที