------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - ศิลปินแห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2553
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » FYI
ผู้ส่ง ข้อความ
titisak
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: Jun 29, 2003
ตอบ: 85

ตอบตอบ: Thu Feb 08, 2007 9:27 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ศิลปินแห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2549 จำนวน 9 ท่าน เป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาบ จำนวน 2 ท่าน คือ

ศาสตราจารย์ ดร. ระวี ภาวิไล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์

ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภูมิสถาปัตยกรรม)

ขอแสดงความยินดี ครับ

_________________
อุดหนุนหน่อยนะคร้าบ www.thepropertythai.com
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Feb 13, 2007 8:13 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to: navigation, ค้นหา
สารานุกรมประเทศไทย...
ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ( 13 ต.ค. 2482 - ) ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภูมิสถาปัตยกรรม) ประจำปี 2549 [1] ภูมิสถาปนิกคนสำคัญของเมืองไทย ผู้บุกเบิกด้านการศึกษาและวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมของประเทศ ได้ออกแบบงานภูมิสถาปัตยกรรมที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึง สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ สวนหลวง ร.๙ อุทยานเบญจสิริ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ และอื่นๆ รวมทั้งงานภูมิทัศน์วัดโสธรวรวิหาร ผังแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (2537) เป็นผู้ก่อตั้งภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2520 และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นประธานสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทยคนแรก และเป็นเจ้าของสำนักงานภูมิสถาปนิกแห่งแรกของประเทศไทย ชื่อบริษัทสำนักงานภูมิสถาปนิก ดี เอส บี แอสโซสิเอส (DSB Associates)

สารบัญ [ซ่อนสารบัญ]
1 ประวัติ
2 ผลงาน
3 อ้างอิง
4 แหล่งข้อมูลอื่น



[แก้] ประวัติ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ เกิดที่จังหวัดเชียงราย จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงรายเมื่อ พ.ศ. 2498 เตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2500 หลังจากสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ. 2506 แล้ว ได้เริ่มทำงานในตำแหน่งสถาปนิกโทกองแบบแผน กรมโยธาเทศบาล หรือกรมโยธาธิการและผังเมืองในปัจจุบัน เป็นเวลา 5 ปี จึงได้ลาไปศึกษาต่อปริญญาโทสาขาภูมิสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐอเมริกา ได้รับปริญญา Master of Landscape Architecture เมื่อปี พ.ศ. 2513 หลังจากกลับมารับราชการต่อที่กรมโยธาเทศบาล (ปัจจุบันคือกรมโยธาธิการและผังเมือง) ได้ 2 ปีจึงได้โอนไปดำรงตำแหน่งวิทยากรโท สำนักนโยบายและแผน ฝ่ายสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่สังกัดกระทรวงมหาดไทย

ปี พ.ศ. 2517 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้ขอรับโอนศาสตราจารย์กิตติคุณเดชา บุญค้ำมาดำรงตำแหน่งอาจารย์โทในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยมอบหมายให้เป็นผู้ร่างหลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์ระดับปริญญาตรี พร้อมทั้งได้ดำเนินการร่างหลักสูตรเมื่อ พ.ศ. 2518 และจัดตั้งภาค(แผนก)วิชาภูมิสถาปัตยกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2520 และได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาคนแรกเป็นเวลา 6 ปี ต่อจากนั้นได้ดำรงตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายวิชาการและตำแหน่งคณบดีคณะสถาปัตยกรรมต่อเนื่องมาเป็นลำดับ ได้ร่วมก่อตั้งสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 ได้รับการโปรดเกล้าเป็นศาสตราจารย์ในสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรมและเกษียณอายุราชการเมื่อปี พ.ศ. 2543

ปี พ.ศ. 2544 ได้รับพระราชทานกิตติบัตรเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และต่อมาได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยาประจำปี พ.ศ. 2546 สาขาภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันศาสตราจารย์กิตติคุณเดชา บุญค้ำเป็นภาคีสมาชิกสำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน สาขาภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์

ปี พ.ศ. 2550 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา ได้รับการคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2549 ในสาขาทัศนศิลป์ (ภูมิสถาปัตยกรรม) จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.)และได้เข้ารับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ [2]

ศาสตราจารย์กิตติคุณเดชา สมรสกับ นางสาวิตรี มีบุตรธิดา ทั้งสิ้น 3 คน


[แก้] ผลงาน
ผลงานสำคัญของศาสตราจารย์กิตติคุณเดชา บุญค้ำรวมทั้งการบุกเบิกวิชาชีพและการวางรากฐานการศึกษาภูมิสถาปัตยกรรมของประเทศไทย ได้เปิดสำนักงานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมแห่งแรกของประเทศตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2530 ได้ก่อตั้งสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทยขึ้น และดำรงตำแหน่งนายกสมาคม 1 วาระ ทางด้านการพัฒนาวิชาชีพภูมิสถาปนิก ศาสตราจารย์กิตติคุณเดชา ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสภาสถาปนิก เพื่อร่างกฎหมาย ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติวิชาชีพ หลักสูตร แนวทางในการพัฒนาวิชาชีพในสาขาภูมิสถาปัตยกรรมและสาขาอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง

ตัวอย่างผลงานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่สำคัญ ได้แก่ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 4-5 แห่ง รวมทั้งที่จังหวัดศรีสะเกษ, สวนหลวง ร.๙ สวนสมเด็จพระนางเจ้าฯ อุทยานเบญจสิริ ภูมิทัศน์พระตำหนักสิริยาลัย จังหวัดอยุธยา นอกจากนี้ยังมีงานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมโรงแรม คอนโดมิเนียม และอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ผลงานเขียนชิ้นหลักคือ ตำราการปฏิบัติวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรม และหนังสือชื่อ 'ต้นไม้ใหญ่ ในงานก่อสร้างและพัฒนาเมือง'[3] ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ งานรุกขกรรม อาชีพรุกขกร และการศัลยกรรมต้นไม้ นายชวน หลีกภัย (อดีตนายกรัฐมนตรี) ได้เขียนคำนิยมหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า "คุณค่าของหนังสือเล่มนี้ จะทำให้ผู้อ่านได้รู้จัก เข้าใจ และมองเห็นถึงตัวตนที่แจริงและความสำคัญของต้นไม้ใหญ่ ตลอดจนวิธีการที่จะรักษาต้นไม้ใหญ่ทุกชนิดในผืนดิน ซึ่งมันพร้อมที่จะบอกกล่าวและแสดงออกถึงความขอบคุณต่อความอบอุ่นและมิตรไมตรีที่เราทั้งหลายได้มอบให้และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมืองและมนุษย์ชาติตลอดไป"


[แก้] อ้างอิง
↑ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2550 14:13 น.
↑ ข่าว ศิลปินแห่งชาติ 2549
↑ ต้นไม้ใหญ่ ในงานก่อสร้างและพัฒนาเมือง
ประวัตินิสิตเก่าดีเด่น คณะสถาปัตย์จุฬาฯ

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
ประวัติภาคีสมาชิกสำนักศิลปกรรม
ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2_%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B3".

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Feb 19, 2007 10:52 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


โลกและชีวิต ระวี ภาวิไล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ 2549

โดย พรชัย จันทโสก : jantasok@yahoo.com


ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับ OSK ศ.ดร.ระวี ภาวิไล ที่ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2549 ในฐานะนักวิชาการผู้บุกเบิกการศึกษาด้านดาราศาสตร์ ขณะเดียวกันยังทุ่มเทศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาและศาสนามาอย่างยาวนาน และมีผลงานเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

ศ.ดร.ระวี ภาวิไล เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2468 เข้าสวนกุหลาบฯปี 2475 เมื่อมีอายุเพียง 7 ขวบปี!! สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโทสาขาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแอเดอเลด และปริญญาเอกทางดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ด้านการทำงาน เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุ 19 ปี!! สอนหนังสืออยู่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี 2488 จนกระทั่งเกษียณอายุในปี 2529

ผลงานทางดาราศาสตร์เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ มีผลงานค้นคว้าวิจัยสำคัญๆ มากมาย อย่างกรณีเกิดปรากฏการณ์บนฟากฟ้า เช่น การปรากฏของดาวหาง สุริยุปราคา จันทรุปราคา หรือเหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ

เขามีผลงานเขียนและแปลหลายเล่มทั้งด้านดาราศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา ได้แก่ คุณค่าชีวิต, ชีวิตดีงาม, ดาวหาง, ดาราศาสตร์และอวกาศ, ทรายกับฟองคลื่น, ปรัชญาชีวิต (คาลิล ยิบราน), ปรัชญานิพนธ์, สาธนา, ปีกหัก, พระพุทธศาสนาในประเทศไทย, ยิ้มสู้ชีวิต, รู้สึกนึกคิด, ศาสนากับปรัชญา (ความสงัด), สาธนา : ปรัชญานิพนธ์ (รพินทรนาถ ฐากูร), สุริยุปราคา 24 ตุลาคม 2538 และหัวใจของศาสนาพุทธ

โดยเฉพาะผลงานแปลที่ได้รับการกล่าวขานถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ ปรัชญาชีวิต เขียนโดย คาลิล ยิบราน ที่สร้างกระแสให้คนหันมาสนใจเรื่องปรัชญาและมุมมองเรื่องความรัก

ในวัย 81 ปีของ ศ.ดร.ระวี ภาวิไล ยังคงสอนธรรมะและเป็นผู้อำนวยการธรรมสถานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เขาเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 และปัจจุบันยังคงเป็นผู้อำนวยการเรื่อยมา

0ทุกวันนี้นอกจากสอนธรรมะแล้วยังทำอะไรอีกบ้าง?

ผมยังค้นหา อ่าน และศึกษาความรู้ต่างๆ ยังสนใจเรื่องของทั้งศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ มาทุกยุคทุกสมัย เพราะว่ายังมีเรื่องที่น่าจะต้องทำ ต้องศึกษาอีกมาก ผมเห็นว่าทั้งหมดเป็นการหาความรู้เรื่องโลกเรื่องชีวิตของเรา ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลและคิดว่าถ้าได้พอเหมาะถึงขั้นเขียนได้ ก็จะเขียน ทั้งเรื่องเกี่ยวกับโลก เรื่องเกี่ยวกับชีวิต ที่สำคัญคือการนำเอาทั้งศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ มาประสานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้ หรือทำได้สักขั้นหนึ่งที่พอจะเป็นประโยชน์ก็จะเขียน แต่ว่าถ้าจะทำให้สรุปสมบูรณ์เต็มที่นั้น คงไม่ง่ายนัก

0รู้สึกอย่างไรที่ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์?

ต้องมีความยินดีที่ได้รับเกียรติ และทำให้ผมเริ่มทบทวนว่าทำอะไรมาบ้าง ความทรงจำทำให้ผมนึกย้อนไปถึงวัยเด็ก และประสบการณ์หลากหลาย รวมทั้งที่สำคัญคือความปรารถนาค่อนข้างแรงที่จะเข้าใจ 'โลกและชีวิต' ผมถือว่าโลกเป็นชีวิต ไม่มีการแบ่งแยก แต่เป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นผมจึงแสวงหาความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองในทุกเรื่องที่สนใจ เท่าที่สติปัญญาและเวลาจะเอื้ออำนวย

ในประวัติศาสตร์ของการแสวงหาและการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจของมนุษย์นั้น ได้มีการจำแนกเป็นศาสนา ปรัชญา และวิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ที่แจกแจงออกมากมาย แต่ผมเห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์ความรู้ความเข้าใจของทุกสาขาทุกแขนง ทุกชีวิต และโลกไม่มีการแบ่งแยก แต่ความเข้าใจอันนี้เมื่อผมเขียนบทความแสดงข้อคิดหรือความเห็นในวงการต่างๆ ผมวางใจเป็นกลาง เพ่งความคิดลงในประเด็นที่ผมต้องการ เช่น ถ้อยคำในภาษาง่ายๆ สื่อความหมาย

ฉะนั้นการแสวงหาของผมเป็นทั้งการอ่าน คิด ปฏิบัติทางจิต ทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ผมพยายามเข้าถึงความเป็นจริงของชีวิต ผมนำสิ่งที่รู้แสดงออกเพื่อประโยชน์ของเพื่อนร่วมโลกเท่าที่สามารถจะทำได้ และจะทำทุกอย่างที่กล่าวถึงต่อไปอีก

0เรื่องโลกและชีวิตยังคงเป็นประเด็นค้นหาไม่สิ้นสุด?

นี่คือความเป็นมนุษย์ที่ได้มีชีวิตอยู่ในโลก ถ้าไม่มีโลก..ชีวิตจะเกิดได้ไหม ถ้าไม่มีชีวิต..จิตใจจะรู้ว่ามีโลกไหม ทั้งสองอย่างนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องมีทั้งสองอย่างทั้งชีวิตซึ่งมีจิตใจด้วย จึงจะรับรู้ว่ามีโลกได้ ในทางกลับกันเพราะมีโลกจึงมีชีวิตเกิดขึ้นและมีจิตใจเกิดขึ้น ทั้งสองอย่างคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อมีชีวิตมีจิตใจก็มีความคิด และความคิดของมนุษย์ก็หลากหลาย เพราะมนุษย์แต่ละคนเกิดในสภาพแวดล้อมต่างกัน เติบโตขึ้นมาแตกต่างกัน มีความคิดที่แตกต่างกัน แต่ความคิดก็หนีไม่พ้นเรื่องว่า..เราเกิดมาทำไม เพื่ออะไร ที่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นมารับรู้ และวันหนึ่งก็ตาย ตายแล้วไปไหน มันมีความหมายอะไร นี่คือความรู้สึกส่วนตัวที่ว่าต้องการจะรู้ ต้องการจะหาคำตอบต่อปัญหานี้

0ต้องศึกษาและปฏิบัติด้วยตัวเอง?

สิ่งเหล่านี้ตั้งแต่อดีตก็จะมีคนบอก แต่เราไม่ใช่เพียงแต่จะรู้จากที่ผู้อื่นบอกว่าเป็นอย่างไร เราต้องหาด้วยตัวของเราเอง ต้องหาความเข้าใจด้วยตัวเอง ต้องหาความรู้เรื่องนี้ทั้งหมดด้วยตัวของเราเอง ผมทำอย่างนี้ตลอดมาตั้งแต่เป็นเด็ก คนอื่นผมไม่รู้ อย่างเวลาเข้าเรียนหนังสือ บางคนอาจจะเรียนเพื่อให้รวยและเพื่อไปทำอาชีพอะไรให้มันรวย แต่ผมสนใจที่จะหาความรู้มากกว่า ฉะนั้นเวลาเลือกเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนรุ่นเดียวกับผมเขาก็จะเลือกเป็นหมอหรือเป็นวิศวะ เพราะว่าเป็นอาชีพที่ทำรายได้ แต่ผมไม่สนใจ ผมไปเลือกวิทยาศาสตร์ เพราะยุคนั้นยังไม่มีวิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยสงฆ์ยังไม่มี และผมนึกว่ายังไม่จำเป็นจะต้องบวช ไม่รู้สึกว่าการแสวงหาเรื่องนี้จำเป็นจะต้องไปบวช

0เรียกว่ายุคนั้นวิชาปรัชญาและศาสนายังไม่มีเลย?

ผมเข้ามหาวิทยาลัยปี 2483 ยุคนั้นสาขาวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยยังไม่มีเลย เทียบกับตะวันตกวิชานี้เขามีมานานแล้ว มีผู้บุกเบิกพยายามจะให้มีวิชาปรัชญาเกิดขึ้น แต่กว่าจะมีก็นาน ผมไม่ได้ไปบุกเบิกเพราะผมเรียนวิทยาศาสตร์ ในวิชาวิทยาศาสตร์ผมก็รู้เรื่องโลกและชีวิตได้

0ถึงที่สุด'วิทยาศาสตร์-ปรัชญา-ศาสนา'เข้ามาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร?

วิทยาศาสตร์ในอดีตจะเน้นสารวัตถุของโลกที่เรียกว่า 'Mater' หรือ 'Material' เป็นโลกของสารวัตถุ เคยเน้นมาอย่างนั้นตลอดเวลา ข้อควรคิดคือว่าวิทยาศาสตร์เริ่มขึ้นในประเทศตะวันตก เพราะฉะนั้นศัพท์วิทยาศาสตร์ก็เป็นศัพท์ตะวันตกทั้งนั้น เพราะปัญหาของคนตะวันตกตลอดมาเขาต้องต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศซึ่งเป็นเรื่องของวัตถุ เมื่อเขาต้องต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เขาต้องเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจ พูดง่ายๆ ว่าอะไรเป็นศัตรู ก็ต้องเรียนรู้เพื่อให้รู้จักศัตรู

ฉะนั้นการค้นคว้าศึกษาของตะวันตกก็คือการศึกษาค้นคว้าเรื่องวัตถุ อันนี้เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ในอดีต เขาเน้นความรู้ความเข้าใจเรื่องของวัตถุ เพราะฉะนั้นจะถือได้ว่าวิทยาศาสตร์เน้นที่จะรู้และเข้าใจวัตถุ แต่ว่าสติปัญญาของนักวิทยาศาสตร์เมื่อพัฒนามาก็พยายามแสวงหาความรู้ไปถึงขั้นที่ว่าวัตถุทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง อันนี้ก็หมายความว่าเขาศึกษากว้างออกไปไม่ใช่เป็นแค่ระดับโลกของเราแล้ว แต่ขยายตัวออกไปถึงนอกโลก ออกไปสู่จักรวาล ปัญหาเลยเกิดขึ้นว่าจักรวาลเกิดขึ้นมาได้ยังไง

0ด้วยวิธีการของวิทยาศาสตร์?

วิธีการของวิทยาศาสตร์ คือ การวิเคราะห์ สังเกตการณ์ และใช้อุปกรณ์สังเกตการณ์ โดยหาความรู้เอามาวิเคราะห์และคาดคะเนว่าธรรมชาติทางวัตถุมีกฎเกณฑ์อย่างไร ขยายไปเรื่อยๆ ความรู้ความเข้าใจขยายออกไป นี่คือเรื่องที่ว่าทำไมวิทยาศาสตร์เน้นทางวัตถุ หรือ 'สสารนิยม' (Materialism) หรือ Mater นั่นเอง ทั้งเรื่องพลังงานหรือเรื่องอะไรก็มาจากสสารนี่แหละ แต่ที่สำคัญคือผมต้องการจะเน้นการรู้กว้างลึกไปถึงขั้นที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาอย่างไร

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในปัจจุบัน เขาพยายามหาคำตอบจากทฤษฎีที่เรียกว่า 'Big Bang' ว่าทุกอย่างเกิดจากเม็ดเล็กนิดเดียวที่ร้อนจัดอัดแน่นจนระเบิดขึ้นและก่อนหน้านั้นไม่มีอะไรเลย ความรู้ปัจจุบันรู้ไปถึงว่าหลังจากเม็ดนั้นระเบิดแล้วมันขยายตัวออกมาและกลายเป็นทุกอย่างที่เห็นเป็นสิ่งเหล่านี้ มาในปัจจุบันนี้ปัญหาเกิดขึ้นมาว่านอกจากวัตถุมันมีอะไรที่รับรู้วัตถุหรือเปล่า ผมเคยถามมาก่อน ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจิต จะมีอะไรรู้ว่าเป็นวัตถุไหม

0มองว่าจิตกับวัตถุจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก?

คุณบอกว่ามีวัตถุ อะไรรู้ว่ามีวัตถุ ตัวรู้มันเป็นอย่างไร มันอยู่ที่ไหน มันมีมาตั้งแต่เมื่อไร ตรงนี้เป็นเรื่องของปรัชญา และต้นกำเนิดทั้งวัตถุและจิตมาอย่างไร ฉะนั้นจึงมีศาสนาเสนอเข้ามาว่าทุกอย่างเกิดมายังไง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือจิต ฉะนั้นในศาสนากล่าวว่ามันมีการสร้างทุกอย่างขึ้น มีศาสนาที่เชื่อการสร้างของเทพเจ้า ที่เรียกว่า 'พระเจ้าสร้างโลก' ทั้งหมดอาจเป็นเรื่องที่คนคิดขึ้นก็ได้

แต่ว่าตัวความคิดไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นจิต ฉะนั้นเรื่องจิตก็ต้องเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาหาความรู้ นี่คือที่มาของศาสนา และเป็นที่มาของพุทธศาสนาด้วย เป็นที่มาของปรัชญาด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ ที่แท้ก็พูดเรื่องเดียวกันว่าเรามามีชีวิต มีทั้งจิตใจ มีทั้งร่างกายที่ศึกษาได้ด้วยวิทยาศาสตร์ แต่จิตในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้มีการศึกษามากพอ

0แต่ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์มีการศึกษาเรื่องจิตมากขึ้น?

ถ้ามาระยะหลังวิทยาศาสตร์เริ่มสนใจพิจารณาเรื่องจิตมากขึ้น แต่นักวิทยาศาสตร์บางพวกก็ยังไปอาศัยวัตถุ โดยไปคิดว่าสมองเป็นแหล่งของความคิดหรือจิต ปัญหามีอยู่ว่าสมองเป็นที่อยู่ของจิตหรือสมองเป็นจิต ผมสนใจเรื่องพรรค์นี้ ปัญหาที่ยังไม่มีใครขบแตก ผมสนใจว่าผู้คนคิดยังไงด้วย ไม่สนใจเพียงแต่ว่าใครเสนอแนวคิดยังไง นักปรัชญา นักศาสนา นักวิทยาศาสตร์ เคยเสนอไว้มากมาย แต่ที่สำคัญที่ผมรู้สึกคือเราต้องรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ฟังที่เขาว่ามา เราต้องหาหนทางที่จะรู้ของเราเอง

0การศึกษาวิทยาศาสตร์จะมีขั้นตอน..แต่ถ้าเป็นด้านปรัชญาและศาสนา ต้องมีขั้นตอนและวิธีการด้วยหรือเปล่า?

ต้องมีขั้นตอน ถ้าจะศึกษาว่าใครเสนออย่างไรในทางศาสนา ศาสนาคริสต์เสนออย่างไร ศาสนาพุทธเสนออย่างไร และยังมีว่าคริสต์นิกายไหนอีก พุทธนิยายไหน พุทธเถรวาทหรือพุทธมหายาน หรือพุทธวัชรยานของทิเบตคิดยังไง ควรจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ เมื่อเรียนรู้แล้วไม่ควรจะยอมเชื่อ ทดสอบดูว่าแนวคิดอันนี้สำหรับเราเข้าใจไหม เราตามได้ไหม เขาแนะนำแนวทางปฏิบัติเพื่อจะบรรลุความเข้าใจ เราทำแล้วได้แค่ไหน อย่างนี้เราก็ใช้เวลาศึกษาเรื่อยมา สิ่งที่เขียนไว้คิดว่าเรารู้กันสักแค่ไหน และถ่ายทอดออกมา

ผลงานของผมคือการถ่ายทอดความรู้ตามรูปแบบที่ผมเห็นว่าเหมาะ เขียนออกมาเป็นบทความ บทกวี หรืออะไรต่ออะไรบ้าง ในบางกรณีผมก็ไปแปลของเขามา หรือว่าคนนี้เขาคิดยังไง คนนั้นเขาคิดยังไง บางทีเสนอไปแล้วคนเขาก็ชอบ อย่าง 'คาลิล ยิบราน' คนชอบกันเยอะ

0'ระวี ภาวิไล'เหมือนเป็นสัญลักษณ์ปรัชญาของ'คาลิล ยิบราน'?

จะว่าไปคนที่พยายามหาผู้ที่บรรลุปัญญายิ่ง เราเรียกว่า 'พระพุทธเจ้า' ส่วนผู้ที่แสวงหาสำหรับผมก็คือ 'พระโพธิสัตว์' หมายถึงผู้ที่ยังแสวงหาอยู่ ยังไม่เจอ แต่ว่าเจอบางอย่างแล้ว เพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์ ผมคิดว่าคนเหล่านี้ตั้งมากมายเป็นโพธิสัตว์ทั้งนั้น ผมแปลปรัชญาของยิบรานสมัยนั้นคนพูดถึงมาก ที่จริงกว่าคนจะเริ่มสนใจ ผมแปลมาตั้งนานแล้ว และพิมพ์แล้วก็ขายไม่ออกช่วงระยะหนึ่ง เล่มแรกที่แปลแล้วพิมพ์ปี 2504 นั้นขายไม่ออก กว่าจะขายได้ประมาณปี 2513 ในช่วงไม่กี่ปีคนก็เริ่มมีรสนิยม มีพัฒนาการ มีความเข้าใจอะไรขึ้นมา

ถ้าไปทบทวนเปิดดู 'ปรัชญาชีวิต' ผมไม่ใช้คำอย่างเดิม คำอย่างเดิมเขาใช้คำว่า 'The Prophet' แปลว่า 'ศาสดาพยากรณ์' คนเขียนเขาเป็นศิลปินเขียนขึ้นมาโดยที่อายุยังไม่มาก โดยเฉพาะปรัชญาเกี่ยวกับความรัก คนชอบกันมาก

0ทุกวันนี้ยังมองความรักเหมือนเดิมอยู่ไหม?

เรื่องความรักที่จริงมันก็เปลี่ยน ความรักมันมีหลายระดับ ความรักระหว่างเพศ ความรักที่เป็นเมตตากรุณามันก็แตกต่างกัน ความรักมีหลายอย่าง เราต้องจำแนก แต่ความรักโดยทั้งหมดแล้วก็คือความไม่เห็นแก่ตัว ควรจะเป็นอย่างนั้น ความรักในแง่ของความรักหมายความถึงว่าเป็นผู้ให้ ไม่ใช่จะเอา ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ถูกครอบครองด้วย ทั้งสองฝ่ายต้องเป็นอิสระ ถ้าเห็นแก่ตัวไม่ใช่ความรักแล้ว มันรักตัวเองมากกว่า

0เวลาเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับดาราศาสตร์ มักมีสื่อโทรมาขอคำอธิบายทุกครั้ง?

นั่นล่ะ..ทำให้ผมต้องศึกษา แม้เดี๋ยวนี้ผมเองไม่ได้ดูหรอก พวกอุปกรณ์อะไรต่ออะไรก็เลิกใช้แล้ว แต่เนื่องจากเวลามีข่าวผมก็ถูกโทรถาม ผมก็ต้องพยายามศึกษาผลงานที่เขาเผยแผ่จากต่างประเทศอยู่เรื่อยๆ ถ้าถูกถามก็จะได้ตอบได้ แต่ว่าอีกอย่างหนึ่งคือหลักการต่างๆ ทางดาราศาสตร์ เป็นหลักการที่เป็นพื้นฐานใช้วิเคราะห์ได้ทั้งนั้น ปรากฏการณ์ต่างๆ ก็อาศัยความรู้พื้นฐานที่ได้ศึกษามา ไม่ใช่เรื่องที่นอกเหนือจากเรื่องซ้ำๆ ว่าจะมีสุริยุปราคาเมื่อไร จะมีจันทรุปราคาเมื่อไร มันก็มีอยู่เรื่อยๆ เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องอะไรที่ไม่คาดฝันจะบอกได้ไง มันอาจเกิดได้

กรณีที่หาคำตอบยากไม่ค่อยจะมี ถึงแม้มีผมก็ยังไม่เลิกที่จะอ่านหนังสือที่เขาเขียนอธิบายไว้ ฉะนั้นเวลาผมก็หมดไปกับการหาความรู้นั่นแหละ ไม่เป็นความรู้ทางดาราศาสตร์ หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ก็เป็นความรู้ทางปรัชญาหรือความรู้ทางศาสนา ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ

0ตอนนี้สนใจความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เรื่องอะไร?

ผมอ่านวารสารทางวิทยาศาสตร์และรู้ว่าในปัจจุบันนี้ ความรู้ขยายตัวกว้างขวางมากมายเหลือเกิน และที่น่าสนใจก็คือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ หลายอย่างไปสอดคล้องกับความรู้ทางศาสนา-ปรัชญาด้วย อย่างที่กล่าวถึงรากฐานความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ที่วิทยาศาสตร์เรียกว่า 'ควอนตัม ฟิสิกส์' ซึ่งกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่วิทยาศาสตร์ดั้งเดิมอธิบายไม่ได้

ผมจะยกหลักการอันหนึ่งในแง่ของ 'ควอนตัม ฟิสิกส์' อันที่จริงเราเรียนรู้โลกของสิ่งที่เล็กจิ๋วจนตามองเห็นไม่ได้ มันเป็นเรื่องของส่วนที่เล็กมากของธรรมชาติฝ่ายวัตถุ แต่ในธรรมชาติฝ่ายวัตถุนั้น ผู้ที่พยายามศึกษามันแยกตัวไม่ได้จากของที่ศึกษา คุณไม่สามารถจะดูอะไรโดยที่ไม่ทำให้มันเปลี่ยน เพราะการที่จะดูมันก็ต้องมีแสงไปตกกระทบและสะท้อนเข้าตา แสงที่สะท้อนกลับมาไม่ได้เห็นตอนที่มันอยู่ในสภาพเดิม มันเปลี่ยนไปแล้ว ฉะนั้นผู้ดูกับสิ่งที่ถูกดูมันมีความสัมพันธ์กัน นั่นหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้สัมพันธ์กันหมด สภาวะทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด

0ความวิตกเกี่ยวกับ'ภาวะโลกร้อน'(Global Warming)ที่คาดการณ์ว่าสภาพอากาศโลกจะเปลี่ยนไป?

นั่นเป็นการคาดคะเนของวิทยาศาสตร์ที่เอาหลักวิชามาพยากรณ์อนาคต การพยากรณ์อาจจะเกิดก็ได้ อาจจะไม่เกิดก็ได้ หรืออย่างน้อยอนาคตจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน แต่วิทยาศาสตร์อาจจะนำเอาข้อมูลที่จะทำให้มันเปลี่ยนแปลงเข้ามาไม่มากพอ เรายังเรียนอะไรไม่รู้อีกเยอะแยะ คุณจะสังเกตว่าข่าวการกล่าวถึงน้ำแข็งละลายมันเปลี่ยนไปทุกปี บางทีมันมากขึ้น บางทีมันน้อยลง

แสดงว่ามนุษย์ยังมีความรู้ไม่ชัดเจน ความรู้ความเข้าใจยังเปลี่ยนอยู่เรื่อยในเรื่องต่างๆ มากมาย ความรู้ของเราไม่ใช่ความรู้ถึงขั้นที่สุด ต้องหาไปเรื่อยๆ ทำต่อไปเรื่อยๆ เขามีการกล่าวกันว่าศาสดาอย่าง 'พระพุทธเจ้า' เท่านั้นที่รู้สิ่งแท้ไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่ท่านรู้ไม่มีวันเปลี่ยนคือเป็น 'อกาลิโก' หมายถึงไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา

ฉะนั้นแต่ละคนควรจะแสวงหาสิ่งที่เป็นอกาลิโก 0

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Apr 23, 2007 2:02 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

เริ่มจากงาน “วันเปิดบ้าน” ราชบัณฑิตยสถาน วันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2550 หรือศุกร์ที่จะถึงนี้ ณ สำนักงานราชบัณฑิตยสถาน สนามเสือป่า ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

ภาคเช้ามีการอภิปรายเรื่อง “ก้าวต่อไปของราชบัณฑิตยสถาน กับความต้องการของประชาชน” ภาคบ่าย 13.00 น. พลาดไม่ได้กับการเสวนาเรื่อง “รัฐธรรมนูญกับอนาคตของชาติ” เพราะนอกจากจะมี พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. เป็นผู้แสดงปาฐกถานำแล้ว ยังมี 4 ขุนพล ผู้ชำนาญการรัฐธรรมนูญมาร่วมเสวนาด้วย

ได้แก่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ, ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร และ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ตามด้วยอีกหลายๆเสวนา โดยนักปราชญ์ราชบัณฑิตย์ในสาขาต่างๆ... ใครมีเวลาว่างขอเชิญ ด้วย โอกาสงามๆ อย่างนี้หายากนะครับ

ส่วนงานนี้เริ่ม 26 เม.ย. สิ้นสุด 29 เม.ย. ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและนิทรรศการไบเทค บางนา ในชื่องาน “นิทรรศการการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์นานาชาติแห่งเอเชีย” หรือในชื่อภาษา ประกิตว่า PACK PRINT INTERNATIONAL จัดโดยสมาคมบรรจุภัณฑ์ไทย สมาคมการพิมพ์ไทย และพันธมิตร ฯลฯ...

ว่ากันว่าเป็นงานใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ จากการร่วมงานของ 200 บริษัท 20 กว่าประเทศ และคาดว่าจะมีผู้ชมงานกว่า 20,000 คน ที่เดินทางจากต่างประเทศมาชมงานนี้โดยตรง

ก็มาถึงงานแนะนำหนังสือยิ่งใหญ่อีกเล่มของปีนี้ ได้แก่ หนังสือ “อยุธยา” ซึ่งมีชื่อภาษาฝรั่งว่า Discovering Auythaya พิมพ์ 3 ภาษา อังกฤษ ญี่ปุ่น ไทย แปลโดย ไมเคิล ไรท์, โทชิฮารุ โยชิคาว่า จากต้นฉบับดั้งเดิมของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ OSK71 งานเริ่ม 14.00 น. วันพุธที่ 25 เมษายน ณ สยามสมาคมสุขุมวิท 21 (ซอยอโศก) จัดโดย มูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย หลังพิธีเปิดงานจะเชิญ 3 นักเขียนนักแปลมาเปิดใจ และเล่าเบื้องหน้าเบื้องหลัง “ทำไมต้องอยุธยา”

สำนักพิมพ์ชื่อน่าสนใจ บีซี่เดย์ เลซี่เดย์ เสนอหนังสือสำหรับเด็กๆ รวดเดียว 3 เล่ม... “ธรรมะเดลิเวอรี่” เล่ม 1 รวมธรรมะสำหรับวัยรุ่น โดยมหาสมปอง, “ล้วงลึกธรรม เนียมการค้าจีน” โดย ซี.พี.เซเว่น อีเลฟเว่น และ “งานมันส์...วันว่าง” คู่มือหางานทำ ล่วงเวลา สำหรับเด็กๆ โดย ฐิตารีย์...

ส่วน อัลฟ่า รีเสริช เจ้าตำรับ หนังสือข้อมูลตัวเลขและสถิติ เพิ่งวางหนังสือสถิติการส่งออกอาหาร Thailand Food Stats Edition ใครที่อยากจะส่งออกอาหารกับเขาบ้าง ลองพลิกดูได้

ชุดนี้ของมติชน มีดีๆหลายเรื่อง โดยเฉพาะ “ตะแกรงร่อนทอง” หนังสือแนวธรรมะ ขายดีอีกเล่ม ของ ว.วชิรเมธี...ส่วนเวิร์คพอยทส์ พับลิชชิง คลอดออกมา 2 เล่ม “เรียนภาษามนุษย์จากเพลง” โดย โอ้ทส์ และ “เพียงความทรงจำเอาไว้เลย” โดย อิทธิสุนทร

ชุดนี้ส่งมาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน จากสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ โกสินทร์ ขอแนะนำสั้นๆมีเรื่อง “บารมี”, ครบเครื่องเรื่องมงคล และ “เช็คชื่อ เช็คเลข เช็คดวง...ขจัดตัวถ่วงชีวิต” ใครเขียนบ้าง ดูจากหน้าปกตามร้านหนังสือนะครับ เพราะเนื้อที่หมดซะแล้วจ้า.

ซูม

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Apr 30, 2008 1:05 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ชื่อผู้ส่ง: คุณนรชัย รัตนสมบูรณ์
ข้อความ: ขอแก้ไขข้อมูลครอบครัว ของศ.กิตติคุณ ดร.ระวี ภาวิไล ครับ ท่านมี ลูก3คน คนที่1คุณ ภาสุรีย์ ภาวิไล คนที่2 คุณภาสกร ภาวิไล(ปัจจุบันได้บวชเป็นพระ เป็นผอ.ธรรมะสถานเชียงใหม่ วัดฝ่ายหิน นาม ภูริภัฒโณ ) คนที่3 คือคุณ อรุณ ภาวิไล ครับ

......................

ผมแก้ใน วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี แล้วนะครับ ดังนี้:

ระวี ภาวิไล
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา

ศาสตราจารย์ ดร. ระวี ภาวิไลศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล (17 ตุลาคม 2468 - ) อาจารย์และนักวิชาการด้านดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของไทย นับเป็นบุคคลที่บุกเบิกการศึกษาด้านดาราศาสตร์รุ่นแรกๆ ของไทย และมีส่วนให้สังคมไทย โดยเฉพาะเยาวชนให้ความสนใจการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์มากขึ้น สำหรับบุคคลทั่วไป อาจเริ่มรู้จักท่านดีในช่วงการมาเยือนของดาวหางฮัลเลย์ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2529 ท่านมีผลงานงานประพันธ์และงานแปล ที่น่าสนใจมากมาย ทั้งทางด้าน วิทยาศาสตร์ พุทธศาสนา วรรณกรรม และปรัชญา

ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล ได้รับการคัดเลือกเป็น ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ (ของประเทศไทย) พ.ศ. 2549

ดร.ระวี ภาวิไล มีบุตร 3 คน คือ ภาสุรี ภาวิไล (เอื้อง), ภาสกร ภาวิไล(ปัจจุบันได้บวชเป็นพระ เป็น ผ.อ.ธรรมะสถานเชียงใหม่ วัดฝ่ายหิน นาม ภูริภัฒโณ) และ อรุณ ภาวิไล (ซูโม่ตุ๋ย)





[แก้] การศึกษา
ประถมศึกษาที่โรงเรียนหุตะวณิช
มัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปริญญาโททางฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยแอเดอเลด ประเทศออสเตรเลีย
ปริญญาเอกทางดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ประเทศออสเตรเลีย
ปัจจุบัน ศ.ดร.ระวี ในวัย 80 ได้พาตัวเองเข้าสู่ทางธรรมะอย่างเต็มตัว ขณะที่โลกของวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ท่านติดตามอยู่ห่างๆ แต่ท่านก็ยังได้รับเชิญให้ไขข้อสงสัยในปรากฏการณ์วิทยาศาสตร์ให้กับสังคมอยู่เสมอๆ ล่าสุดกรณีการส่งจรวดขึ้นไปยิงดาวหางเทมเปิล-1 ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือนาซาเมื่อปีที่ผ่านมา ท่านก็ให้ความเห็นว่าเป็นเพียงการสร้างภาพของ “พี่เบิ้ม” เท่านั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เราต้องใส่ใจนัก


[แก้] การทำงาน
เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุ 19 ปี สอนหนังสืออยู่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2488 จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ. 2529

ผลงานทางดาราศาสตร์เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ เคยร่วมประชุมและรับเชิญทำงานวิจัยในต่างประเทศเกือบ 20 ครั้ง มีผลงานค้นคว้าวิจัยสำคัญ ดังเช่น เรื่องโครงสร้างละเอียดของโครโมสเฟียร์ ดวงอาทิตย์ เรื่องโครงสร้างอาณาจักรบริเวณกัมมันต์บนดวงอาทิตย์ เรื่องโครงสร้างและการเคลื่อนไหว ของบรรยากาศระดับโครโมสเฟรียร์ของดวงอาทิตย์ เรื่องบรรยากาศของดวงอาทิตย์ เป็นต้น

มีความสนใจทางด้านศาสนาและปรัชญา เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม รวมทั้งงานแปลวรรณกรรมคลาสสิก และปรัชญาศาสนา

ในด้านพุทธศาสนา ได้คิดค้นแบบจำลองจิต-เจตสิก ใช้ในการช่วยศึกษาและเข้าใจพระอภิธรรม เป็นแบบจำลอง ที่สามารถแสดงการประกอบของเจตสิก ในจิตแต่ละดวง ได้สมบูรณ์มาก ใช้ในการศึกษาเพื่อหาองค์ธรรม ในพระสูตรได้ด้วย ช่วยให้สามารถศึกษาพระอภิธรรม ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

เคยเป็นกรรมการบริหารโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย

ปัจจุบัน เป็นราชบัณฑิตแห่งราชบัณฑิตยสถาน ศาสตราจารย์กิตติคุณ ผู้อำนวยการธรรมสถานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กำลังศึกษาค้นคว้าเรื่องการกำเนิดของจักรวาล วิจัยเรื่องอุกกาบาตที่ตกในประเทศไทย ทำงานแปลและงานเขียน บรรยายเรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ศาสนาและปรัชญา และเป็นหนึ่งในบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ


[แก้] งานหนังสือ
คุณค่าชีวิต
ชีวิตดีงาม
ดาวหาง
ดาราศาสตร์และอวกาศ
ทรายกับฟองคลื่น โดย คาลิล ยิบราน
ปรัชญาชีวิต โดย คาลิล ยิบราน
สาธนา : ปรัชญานิพนธ์ โดย รพินทรนาถ ฐากูร
ปีกหัก โดย คาลิล ยิบราน
พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
สู้ชีวิต
รู้สึกนึกคิด
ศาสนากับปรัชญา (ความสงัด)
สุริยุปราคา 24 ตุลาคม 2538
หัวใจของศาสนาพุทธ
หิ่งห้อย:ปรัชญานิพนธ์ โดย รพินทรนาถ ฐากูร แปลร่วมกับ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา
อภิธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่
เพ่งพินิจเรื่องชีวิต
บุปผชาติแห่งชีวิต
โลกทัศน์ชีวทัศน์เปรียบเทียบวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา
ดอกไม้ในสวน
อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ โดย ลูอิส คาร์รอลล์ แปลเป็นไทยและเรียบเรียงโดย ระวี ภาวิไล

ที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B5_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%A5

..........................

บทความที่เกี่ยวข้อง:
มุมมองทางศาสนาที่น่าสนใจ ของ ศ.ดร.ระวี ภาวิไล SK2475 --> http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=print&sid=892
อีกสองลูกสวนฯซิวศิลปินแห่งชาติปี ๒๕๔๙ --> http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=print&sid=1818
“OSK ระวี ภาวิไล” แนะแบ่งเวทีให้ “มือสมัครเล่น” วงการดาราศาสตร์จะก้าวไกล --> http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1887&mode=thread&order=0&thold=0
วิทยาศาสตร์และศาสนาในวิถีนักวิทย์อาวุโส “ระวี ภาวิไล ส.ก.2475” --> http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1864&mode=thread&order=0&thold=0
โลกและชีวิต: OSK ระวี ภาวิไล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ๒๕๔๙ --> http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1858
ครูของแผ่นดิน : ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล ส.ก.๒๔๗๕ --> http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=print&sid=1868
เรียนรู้โลกและชีวิตกับ ศ. ดร. ระวี ภาวิไล SK2475 --> http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=562
etc.

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat Feb 05, 2011 12:52 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



ขอแสดงความยินดีกับ"พี่อี๊ด" สุประวัติ ปัทมสูต OSK69 ส.ก.10733 เข้าสวนฯปี 2493 ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ ปี 53 ในสาขา ศิลปะการแสดง

ที่มา:
http://kaew98.blogspot.com/2008/04/blog-post_03.html
http://osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=3670

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.159 วินาที