------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - เรื่องของลัทธิเม้งก้า. (ศาสนามาณีกี)
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » กดกระดิ่งความคิด
ผู้ส่ง ข้อความ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu May 05, 2005 6:29 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

พบหลักฐานนักเดินทางจีนพบทวีปอเมริกาก่อนหน้าโคลัมบัสถึง 70 ปี

สิงคโปร์- เผยหลักฐานหนุนทฤษฎีใหม่ "จีนพบทวีปอเมริกา" ก่อนหน้าโคลัมบัสถึง 70 ปี

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันพุธ (4 พ.ค.2548) ว่าสิงคโปร์กำลังเตรียมจัดนิทรรศการนานถึง 3 เดือนเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 600 ปีที่แม่ทัพเจิ้ง เหอ แห่งอาณาจักรจีน เดินทางมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกและในโอกาสนี้จะมีการแสดงหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีใหม่ที่ว่าแม่ทัพเจิ้ง เหอ เป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาเป็นคนแรก ไม่ใช่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักเดินเรือชาวสเปนดังที่เข้าใจกัน โดยนายพลเจิ้ง เหอ เดินทางไปเหยียบทวีปอเมริกาตั้งแต่ค.ศ.1421 ก่อนหน้าโคลัมบัสซึ่งเดินเรือไปถึงเมื่อค.ศ.1492 ถึง 71 ปี

รายงานข่าวเผยว่าทฤษฎีใหม่นี้ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางมาก่อนหน้า ผ่านหนังสือหนาถึง 490 หน้าของเค

วิน เมนซีส์ อดีตผู้บังคับการเรือดำน้ำของกองทัพนาวีอังกฤษ วัย 67 ปี ที่เผยว่าจากการค้นคว้าข้อมูลนานถึง 15 ปี ตัวเองกล้าฟันธงว่านายพลเจิ้ง เป็นผู้นำกองเรือถึง 300 ลำและลูกเรืออีก 30,000 คนไปยังทวีปอเมริกาหลังจากเคยเดินทางไปไกลถึงแอฟริกามาแล้ว และได้ขนยีราฟมาถวายให้จักรพรรดิด้วย และที่แท้ โคลัมบัสและนักเดินเรือชื่อดังอีกหลายคนในยุคหลัง สามารถเดินเรือได้ดีก็เพราะอาศัยแผนที่เดินเรือที่นายพลเจิ้ง เหอ เขียนไว้

อย่างไรก็ดี นักวิชาการตะวันตกหลายคนโต้ว่าแม่ทัพเจิ้งอาจจะเป็นนักเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ก็จริง แต่ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดพอจะยืนยันได้ว่านักเดินเรือจีนผู้นี้เป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาเป็นคนแรก

...................................................................................

สมุทรยาตราเที่ยวที่ 2
คัมภีร์จากแผ่นดิน โดย "บาราย ไทยรัฐ"

โคลัมบัส ถูกรู้จักในประวัติศาสตร์การเดินเรือของโลก ในฐานะนักเดินเรือผู้ค้นพบทวีปอเมริกา นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่อีกหลายคนต่อมา มักเป็นฝรั่ง ไลฟ์ แมกกาซีน เพิ่งยอมรับและรู้จัก เจิ้งเหอ (แต้ฮั้ว) ขันทีจักรพรรดิราชวงศ์หมิง แม่ทัพเรือจีน เป็น 1 ใน 100 คนสำคัญของโลก ในรอบ 1 พันปี เมื่อปี พ.ศ.2542

ปริวัฒน์ จันทร เล่าเรื่อง 600 ปี สมุทรยาตราเจิ้งเหอ แม่ทัพเรือผู้กลายเป็นซำปอกง อันศักดิ์สิทธิ์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม 2548 ว่า ในปีเดียวกัน เนชันแนล จีออกราฟฟิก ได้จัดอันดับเจิ้งเหอ เป็น 1 เดียวของชาวตะวันออก ใน 32 นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ปีนี้รัฐบาลจีนเริ่มงานมหกรรมรำลึกถึงเจิ้งเหอ ด้วยการสร้างนครเจิ้งเหอขึ้น ที่ปากแม่น้ำหลิวเหอ เมืองไท่ซาง จุดนี้คือจุดที่กองเรือมหาสมบัติ (เป่าฉวน) ออกจากปากแม่น้ำแยงซีเกียงสู่ท้องทะเล เดินทางไปค่อนโลกรวม 7 ครั้ง ระยะเวลายาวนานติดต่อกัน 28 ปี คาดว่าจะเสร็จและ เปิดให้เข้าชมได้กลางปี 2548

ความยิ่งใหญ่ของกองทัพเรือเป่าฉวน บันทึกสมัยราชวงศ์หมิงระบุว่า ในจำนวนเรือ 300 ลำ แต่ละลำมีความยาวถึง 400 ฟุต กว้าง 160 ฟุต มี 9 เสากระโดงเรือ ขนาดใหญ่กว่าเรือของโคลัมบัสถึง 4 เท่า

ทั้งยังเริ่มมีการสืบค้นว่า ในเที่ยวที่ 6 กองทัพเรือของเจิ้งเหอ เดินทางรอบโลกและค้นพบทวีปอเมริกาก่อนหน้าโคลัมบัส ถึง 70 ปี

ในเรือทุกลำนอกจากมีทหาร พลเรือ พ่อค้า แพทย์ ล่ามภาษา นายช่าง นักพฤกษศาสตร์ พ่อครัว เจ้าหน้าที่พิธีการทูต พระสงฆ์ศาสนาพุทธ ครูสอนศาสนาอิสลาม จำนวนรวมกัน 3 หมื่นคน แล้วยังมีสินค้าเลื่องชื่อของจีน เครื่องกังไส ผ้าแพร ผ้าไหม ใบชา เครื่องทองเหลือง เครื่องทองสัมฤทธิ์ ฯลฯ

สุดยอดของดีของจีนเหล่านี้ นอกจากจะใช้แลก เปลี่ยนสินค้าหายากที่จีนต้องการ บางสถานการณ์ ยังใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการ

เจิ้งเหอนำกองทัพเรือออกสู่ท้องทะเล ระหว่างปี พ.ศ.1948 ถึงปี 1976 ผ่าน 30 ประเทศ นับแต่จัมปา (เวียดนาม) สยาม มลายู ชวา ลังกา เข้าอ่าวเปอร์เซียเข้าทะเลแดงไปถึงเมืองเอเดน ถึงนครศักดิ์สิทธิ์แห่งเมดินาและเมกกะ แล้วอ้อมลงใต้ไปถึงฝั่งแอฟริกา เมืองมากาดิซู บราวา (โซมาเลีย) มาลินตี (เคนยา)

หลายสถานการณ์ กองทัพเรือเจิ้งเหอยังเล่นบทกองทัพผู้พิชิต ยึดเมือง หรือเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองเมืองที่แวะผ่าน

มีบันทึกว่า ในสมุทรยาตรา หรือเจ็ดเที่ยวเรือของเจิ้งเหอ 3 เที่ยวแวะสยาม สาระน่าสนใจอยู่ในสมุทรยาตรา เที่ยวที่ 2 ระหว่าง พ.ศ.1951-1952 เจิ้งเหอนำกองทัพเรือเข้าอ่าวไทย และเข้าไปทอดสมอหน้าวัดพนัญเชิง กรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลพระรามราชาธิราช กษัตริย์แห่งราชวงศ์อู่ทอง

ช่วงเวลาที่กองทัพเรือเจิ้งเหอเข้าอยุธยา บังเอิญให้เป็นช่วงเวลาผลัดแผ่นดิน

เจ้านครอินทร์ พระนัดดาขุนหลวงพะงั่ว สายราชวงศ์สุพรรณ ซึ่งเคยมีสัมพันธ์อันดีกับจีนมาก่อน เคยเสด็จเมืองจีนถึง 3 ครั้ง นำช่างจีนมาทำเครื่องปั้นดินเผาในสยาม มีเหตุสำคัญเป็นเงื่อนไข ให้มีการปฏิวัติยึดอำนาจจากพระรามราชาธิราช เชิญไปประทับเมืองปทาคูจาม

ขุนนางทั้งปวงเป็นใจเชิญพระนครอินทร์เป็นกษัตริย์อยุธยา เป็นพระอินทราชาธิราช (นครินทราธิราช) กษัตริย์พระองค์นี้ เชื่อกันว่า เป็นผู้สถาปนามหาสมบัติกรุวัดราชบูรณะ

นับแต่นั้น กษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณ ผู้มีสัมพันธ์ อันดีกับมหาอำนาจจีน ก็ครองกรุงศรีอยุธยา ต่อมาจนกระทั่งเสียกรุงครั้งที่ 1 (พ.ศ.2112)

อิทธิพลของเจิ้งเหอ ยังมีจนถึงวันนี้ ข่าวการถอดอุณาโลมประดับพระนลาฏ จากองค์หลวงพ่อโต(พระพุทธไตรรัตนนายก) วัดพนัญเชิงไปเก็บไว้ ทำให้นึกได้ว่า หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิงก็ถูกคนไทยเชื้อสายจีนนับถือ เรียกชื่อว่าซำปอกง ชื่อดั้งเดิม ซานเป่า หรือซำปอ ของเจิ้งเหอ



หลวงพ่อซำปอกง ยังมีที่วัดกัลยาณมิตร กรุงเทพฯ (ในภาพ) และที่วัดอุภัยภาติการาม ฉะเชิงเทรา ถึงเทศกาล คนจีนจะแห่กันไปกราบไหว้เนืองแน่นทุกปี.

...................................................................................

จีนกับอำนาจการค้าในเอเชีย
โดย บิสิเนสไทย [22-6-2002]

เบื้องหลังความสำเร็จของจีนในการสร้างเครือข่ายพาณิชย์นาวีในท้องน้ำเอเชีย ก่อนที่จะสูญเสียไปอย่างง่ายดายในเวลาแสนสั้น เกิดขึ้นอย่างไร?

ก่อนการเข้ามาของกองเรือพาณิชย์นาวีติดปืนใหญ่ของโปรตุเกส และพวกยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้น จีนคือมหาอำนาจทางด้านการค้าทางทะเลของเอเชียอย่างแท้จริงในคริสต์ศตวรรษที่ 15

ความยิ่งใหญ่ทางการค้าทางทะเลของจีนนั้นเป็นที่ยอมรับอย่างปราศจากข้อสงสัย แต่น่าเสียดาย ที่ความยิ่งใหญ่นั้น สิ้นสุดลงอย่างง่ายดาย และไม่ใช่เพราะพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งขัน หรือพวกยุโรป แต่เกิดจากทัศนะของชั้นปกครองจีนเสียเองที่มองข้ามความยิ่งใหญ่ของตนเอง และลดความสำคัญทางด้านนี้ลง

สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับความยิ่งใหญ่ทางด้านพาณิชย์นาวีของจีนก็คือ เกิดจากการริเริ่มของ“คนขี่ม้า” ชาวมองโกลที่เข้ามาปกครองจีนประมาณร้อยปีเศษเท่านั้น

กุบไลข่าน กษัตริย์มองโกลที่ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์หงวนของจีน มีความทะเยอทะยานที่จะเปิดการค้าทางทะเลด้วยเหตุผลที่ต้องการแสวงหาอำนาจจากทรัพยากรเหนือหมู่เกาะต่างๆ หลังจากที่พวกมองโกลได้ชัยชนะเด็ดขาดเหนือชนชาติต่างๆในยุโรปและเอเชียแล้วสร้างอาณาจักรทางบกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ค.ศ. 1279 กุบไลข่าน ออกคำสั่งให้สร้างกองเรือจีนเพื่อขยายอำนาจทางทะเล และทำการค้ากับบรรดาชาติในทะเลจีนและทะเลเหลือง แต่วัตถุประสงค์ของพระองค์ไม่บรรลุผล หลังจากที่กองเรือที่ถูกส่งไปโจมตีญี่ปุ่น ถูกพายุไต้ฝุ่น ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “กามิกาเซ่” ทำลายลงอย่างย่อยยับ แต่เจตนารมณ์เพื่อสร้างกองเรือดังกล่าว ยังไม่จบสิ้น เพราะราชวงศ์หมิง ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 รับเอาความสนใจนี้มาสืบทอด

ค.ศ. 1368 จู หยวน จาง นำกองกำลังชาวจีนขับไล่พวกมองโกลออกจากอำนาจ และตั้งราชวงศ์หมิงขึ้นมา ซึ่งราชวงศ์นี้ สามารถสร้างความรุ่งเรืองสูงสุดในยุคของพระจักรพรรดิ หยุง โล ซึ่งพระจักรพรรดิองค์นี้เองได้ทรงมีพระบัญชาให้สร้างกองเรือขึ้นมาเพื่อสำรวจ“ทะเลตะวันตก”(หมายถึงมหาสมุทรอินเดีย) ด้วยการผูกมิตรกับพวกมุสลิมที่ครองอำนาจในบริเวณดังกล่าว

การสำรวจทางทะเลครั้งนั้น มีคำเล่าลือเพิ่มเติมทางประวัติศาสตร์ว่า ได้แอบซ่อนวัตถุประสงค์หลักทางทหารเอาไว้ นั่นคือ การค้นหาพระอนุชาของพระจักรพรรดิ ซึ่งคาดว่า หลบหนีภัยการเมืองจากการแก่งแย่งราชบัลลังค์มายังทะเลจีนใต้ (หนานหยาง) แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เพื่อเปิดเส้นทางการค้าทางทะเลไปยังอินเดียและคาบสมุทรอาหรับทางทะเล หลังจากที่เส้นทางถนนสายไหมทางบกผ่านเอเชียกลางถูก ปิดกั้นลง เพราะการยึดครองอำนาจในเอเชียกลางของพวกเติร์ก นำโดย ติมูร์ หลัง (หรือ Tamerlane ในบันทึกของชาวตะวันตก)

ขันทีชาวมุสลิมตำแหน่งชื่อ เจิ้ง เหอ (ชื่อเดิมคือ หม่า ฮ่อ) ซึ่งมีพื้นเพเดิมเป็นชาวมณฑลยูนนาน และมีบิดาซึ่งเคยเดินทางไปแสวงบุญที่เมกกะมาแล้ว ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำการเดินทางเพื่อสำรวจทางทะเลเริ่มต้นตั้งแต่ ค.ศ. 1405

กองเรือของจีน นำโดย เจิ้ง เหอ เดินทางตระเวณน่านน้ำในทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรอินเดียถึง 7 ครั้ง จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1433 ซึ่งครั้งนี้ เขาได้รับตำแหน่งทางการว่า ซัน เป่า ไท่ เจี้ยน (ขันทีใหญ่แห่งไตรรัตน์) แล้วถูกย้ายไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งเดิมอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับเรื่องราวที่สาบสูญไป จนกระทั่งมีการค้นพบบันทึกของผู้ร่วมเดินทางที่ชื่อ หม่า ฮ่วน ในยุคราชวงศ์ชิงในอีก 300 ปีต่อมาในหอสมุดของพระจักรพรรดิ เฉียน หลง ตำนานแห่งความยิ่งใหญ่ของการเดินทางของ เจิ้ง เหอ จึงกลับมาสู่ชาวโลก

กองเรือของเจิ้ง เหอ ลาดตระเวณเยี่ยม และทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาติในทะเลจีนใต้อย่างประสบความสำเร็จ และบางครั้งก็เข้ามาช่วยจัดระเบียบความขัดแย้งให้กับรัฐเล็กๆในช่องแคบมะละกาที่ทำการสู้รบกันเพราะความขัดแย้งในอำนาจ

ไม่เพียงเท่านั้น เจิ้ง เหอ ยังออกสำรวจทำแผนที่ทางทะเลในมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงชายฝั่ง แอฟริกาตะวันตก และทำให้รัฐต่างๆรู้จักกับความมั่งคั่งรุ่งเรืองของจีนในยุคราชวงศ์หมิงยุคนั้น และได้รู้จักกับสินค้าอันมีคุณค่าของชาวจีนที่เหนือกว่าสินค้าจากชนชาติอื่นๆ อาทิ ผ้าไหม เครื่องถ้วยเซรามิก และอื่นๆ

การสำรวจทางทะเลโดยมีเป้าหมายทางทหารที่ถูกซ่อนเร้น ได้เบิกร่องนำทางให้กับการค้าทางทะเลอย่างที่ไม่มีใครคาดฝัน เนื่องจากรัฐต่างๆพากันทุ่มความสนใจอยากค้าขายกับจีนจริงจัง แม้กระทั่งกติกาของการค้าที่จีนตั้งเอาไว้จะออกมาในรูปของความสัมพันธ์เชิงบรรณาการระหว่างรัฐใหญ่(จีน) กับรัฐประเทศราช ซึ่งจีนเรียกว่าระบบจิ้มก้อง

ระบบจิ้มก้องนั้น ชาติที่จะทำการค้ากับจีน จะต้องยอมรับอธิปไตยที่เหนือกว่าของพระจักรพรรดิจีนโดยปราศจากเงื่อนไข หลังจากนั้น จะสามารถทำการค้ากับจีนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการค้าทุกครั้งชาติคู่ค้าของจีนจะได้กำไรมหาศาล

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ผู้นำรัฐต่างๆ แสร้งเอาระบบจิ้มก้องส่งเครื่องบรรณาการมาให้จีนอย่างสมำ่เสมอเพื่อหวังผลทางการค้าที่เกินคุ้ม เพราะในทางพฤตินัยแล้ว รัฐเหล่านั้น ไม่เคยเป็น “เมืองขึ้น”ที่แท้จริงของจีนแต่อย่างใดเลย

ระบบจิ้มก้อง จึงกลายเป็นเพียงสัญญลักษณ์ทางอำนาจของจักรวรรดิจีนที่รัฐคู่ค้าใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหากำไรจากความหยิ่งยะโสทางความเชื่อของจักรวรรดิจีนเท่านั้น

ความกระตือรือร้นของรัฐคู่ค้า ที่ทำให้จีนต้องขาดทุนทางการค้าอย่างมากนี้ ทำให้บางช่วง พระจักรพรรดิจีนถึงกับออกคำสั่งเตือนรัฐต่างๆมิให้”จิ้มก้อง”บ่อยครั้งจนเกินจำเป็น

ในทางกลับกัน เรือสำเภาจีนซึ่งพ่อค้าตามเมืองท่าต่างๆ ของจีนได้กลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกับขุนนาง ได้ถูกส่งออกไปทำการค้าและแสวงหาสินค้าทรัพยากรโดยเฉพาะเครื่องเทศจากทะเลจีนใต้อย่างมากมาย จนเรือสำเภาจีนกลายเป็นสิ่งที่คุ้นตาในบรรดารัฐต่างๆในเขตช่องแคบมะละกาต่อมาอีกหลายศตวรรษ แม้ว่าจะมีเรือจากยุโรปเข้ามาแข่งขันนับแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา

ด้วยระบบที่ถูกสร้างขึ้นนี้ ทำให้การค้าทางทะเลซึ่งบุกเบิกโดยกองเรือของ เจิ้ง เหอ ขยายตัวอย่างรวดเร็วตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 15 ในขณะที่ความสนใจของราชวงศ์หมิงหลัง ค.ศ. 1433 ต่อกิจการพาณิชย์นาวีใน”ทะเลตะวันตก”ได้จบสิ้นลงไปโดยนิตินัย

แม้ว่า ความสำเร็จของเจิ้ง เหอ ในการเดินทางทำการค้าทางทะเล จะหลายเป็นความสูญเปล่า แต่ตำนานของความยิ่งใหญ่ในการเดินทางครั้งนั้น ได้ถูกจดจำในรูปนิทาน และตำนานต่างๆในทุกดินแดนที่เขาเหยียบย่างผ่านไป

ศาลเจ้า ซำ ปอ กง ถูกสร้างขึ้นตามเมืองท่าต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่สักการะบูชาของชาวเรือ และชาวจีนโพ้นทะเล ในไต้หวันชื่อของเจิ้งเหอ ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อสามัญของขิงชนิดหนึ่ง ส่วนที่มะละกา มีบ่อน้ำซึ่งเจิ้ง เหอ เคยมาอาบชำระกาย ถูกตั้งชื่อว่า บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของ ซำ ปอ กง

ความทรงจำต่อความยิ่งใหญ่ของเจิ้ง เหอ ไม่เคยลืมเลือนไปเลย แม้ว่าจะผ่านช่วงเวลาของการรุกรานโดยชาวตะวันตกนานหลายศตวรรษต่อมา แต่นั่นมีความหมายเพียงแค่ว่า จีนได้สูญเสียบทบาทและอำนาจในด้านพาณิชย์นาวีอย่างสิ้นเชิงอย่างน่าเสียดาย


อ้างอิง:
http://www.komchadluek.net/news/2005/05-05/for-17251621.html
http://www.thairath.co.th/thairath1/2548/column/bible/mar/13_3_48.php
http://anew.exteen.com/category-Good-For-You/page-2
http://www.businessthai.co.th/content.php?data=403175_Bussiness%20LifeStyle

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย songwut110 เมื่อ Sun Mar 30, 2008 1:14 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Jul 01, 2005 5:08 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Zheng He ในภาษาจีนกลางอ่านว่า เจิ้งเหอ ครับ... zh = จ ... e = ออกเสียงคล้าย เออะ (คนไทยรู้จักในนาม ซำปอกง)

.......................................................................................................

มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1298 หน้า 20
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0409010748&srcday=2005/07/01&search=no

อาหารสมอง โดย วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th

โคลัมบัสไม่ใช่คนแรกที่พบอเมริกา

ประวัติศาสตร์ระบุว่าโคลัมบัส (Columbus) เป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาในปี ค.ศ.1491 แต่ขณะนี้มีหลักฐานมากขึ้นทุกทีว่ามีคนที่พบทวีปอเมริกาก่อนหน้าเขาหลายปี ยิ่งไปกว่านั้นชาติพันธุ์ที่คนนี้เป็นสมาชิกก็เดินทางไปตั้งรกรากในหลายส่วนของโลกอีกด้วยเมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน ชาติพันธุ์นี้ก็คือคนจีน

ในกลางปี 2548 สิงคโปร์ได้แสดงนิทรรศการโชว์ข้อมูลสำคัญที่สนับสนุนสิ่งที่พบในหนังสือชื่อ "1421 : The Year China Discovered America" โดย Gavin Menzies หนังสือเล่มนี้แสดงชีวประวัติของนักเดินเรือคนสำคัญของโลกคือนายพลเรือ Zheng He

Zheng เป็นผู้นำของการเดินทางด้วยเรือใหญ่เป็นขบวนอย่างประสบผลสำเร็จถึง 7 ครั้ง ระหว่าง ค.ศ.1405 ถึง 1423 รวมเรือ 317 ลำ มีลูกเรือรวม 28,000 คน ไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ

และประสบผลสำเร็จจนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้เดินเรือบุกเบิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก



เรื่องราวของเขาเริ่มต้นในปี 1382 ใน Hunnan ในจีน Zheng เป็นคนจีนมุสลิม (ปัจจุบันมีอยู่เป็นร้อยๆ ล้านคนในจีน) เขาถูกจับในช่วงสงครามตั้งแต่ยังเป็นเด็กโดยกองทัพของราชวงศ์หมิง และ ถูกตัดอวัยวะเพศเพื่อให้เป็นขันทีและรับใช้ในวัง แต่ด้วยความเฉลียวฉลาด เขาเล่าเรียนหนังสือจนเป็นคนที่จักรพรรดิองค์ที่สามของราชวงศ์หมิงคือ Zhu Di โปรดปราน รับสั่งให้เป็นผู้นำเรือไปบุกเบิกดินแดน โพ้นทะเลสุดหล้าเพื่อเอาสมบัติมาจากพวก "คนป่า"

แต่เมื่อขบวนเรือของ Zheng กลับมาจากการเดินทางในปี 1423 จักรพรรดิ Zhu Di ก็สิ้นไปแล้ว และยุคแห่งการตัดขาดจากโลกภายนอกของจีนอีกหลายร้อยปีก็เกิดขึ้น หลักฐานระบุว่าแม้แต่เรือก็ถูกทิ้งให้ผุอยู่ที่ท่าเรือ และหลักฐานการเดินเรือจำนวนมากก็สูญหายไป

นิทรรศการได้แสดงให้เห็นว่าจีนมีประสบการณ์เดินเรือกว่า 600 ปี พัฒนาอุปกรณ์เดินเรือไม่ว่าจะเป็นเข็มทิศ แปลงเพาะผัก ปลูกถั่วเหลืองบนเรือตลอดปีเพื่อใช้เป็นอาหารและผักเขียวเป็นแหล่งวิตามินซีเพื่อป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน (scurvy) ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงของผู้เดินทางในเรือยาวนาน

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี 2002 พยายามหักล้างสิ่งที่เคยเชื่อกันมายาวนาน โดยระบุว่า Zheng ค้นพบทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัสถึง 70 ปี ข้ออ้างนี้ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในวงวิชาการของโลก ผู้เขียนยืนยันว่าโคลัมบัสมีแผนที่ของอเมริกาก่อนที่จะออกเดินทาง นอกจากนี้ Vasco de Gama (1462-1524) ที่บุกเบิกเส้นทางไปอินเดียใน ค.ศ.1479 ก็มีแผนที่แสดงที่ตั้งของอินเดีย หรือแม้แต่กัปตัน Cook ที่ค้นพบทวีปออสเตรเลียก็มีแผนที่ของทวีปออสเตรเลียที่มาจากนักบุกเบิกก่อนหน้าแล้ว

Menzies ผู้เคยเป็นกัปตันเรือดำน้ำของกองทัพเรืออังกฤษบอกว่านักบุกเบิกทางเรือที่ ยิ่งใหญ่ของชาวยุโรปทั้งหลายในประวัติศาสตร์นั้น โดยแท้จริงแล้วไม่ได้พบอะไรใหม่เป็นรายแรก แท้จริงแล้วแผนที่ทางเรือของโลกได้มีคนวาดไว้เสร็จแล้วก่อนหน้าที่พวกเขาจะออกเดินทาง

คนที่เขาคาดเดาว่าเป็นคนที่ทำแผนที่โลกส่วนใหญ่เสร็จก่อนหน้าก็คือ Kublai Khan ที่มีกองเรือใหญ่ออกไปสำรวจโลก และหลักฐานสำคัญก็คือแผนที่ของ Kublai Khan ซึ่งพบเมื่อไม่นานมานี้ที่ U.S.Library of Congress โดยนักวิชาการคนหนึ่ง การพิสูจน์อายุของคาร์บอนที่อยู่ในกระดาษพบว่าแผนที่นี้มีอายุไล่ไปถึงปลายทศวรรษที่ 13 หรือเมื่อประมาณ 800 ปีก่อนหรือ 300 ปี ก่อนที่โคลัมบัสพบทวีปอเมริกา และแผนที่นี้แสดงทวีปอเมริกาเหนือไว้ชัดเจน

Kublai Khan นั้นเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ Mongol Yuan ของจีนซึ่งมีช่วงอายุระหว่าง ค.ศ.1279-1368 ในช่วงเวลานี้มีคนยุโรปหลายคนได้เดินทางไปเมืองจีน (Marco Polo ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น) Kublai Khan เป็นนักรบที่น่ากลัวมาก รบมาไกลถึงแถบบ้านเรา โดยบุกตีอาณาจักรพม่าใน ค.ศ.1287

การค้นพบแผนที่เช่นนี้สั่นคลอนความเชื่อของฝรั่งที่ว่าโคลัมบัสเป็นสุดยอดคนหนึ่งของ นักค้นพบทวีปสำคัญของโลก มีข้อสงสัยมานานแล้วว่านักเดินเรือยุโรปรู้และปิดเป็นความลับว่ามีแผ่นดินคั่นอยู่ระหว่างยุโรปและเอเชีย โคลัมบัสก็เป็นผู้หนึ่งที่รู้ความลับนี้ จนกล้าอาสาอย่างบ้าบิ่นกับกษัตริย์สเปนที่จะเดินทางไปค้นพบดินแดนใหม่เพื่อหาความมั่งคั่งมาให้

มีหลักฐานประวัติศาสตร์ระบุว่าโคลัมบัสมีความเชื่อว่า "India" (ไม่ใช่ Cathay ซึ่ง หมายถึงจีน) อยู่ไปทางตะวันตกของหมู่เกาะ Canaries (อยู่นอกฝั่งสเปน) 3,900 ไมล์ แต่ระยะทางนี้ ตรงกับจุดที่ตั้งของทวีปอเมริกาพอดี ในอดีตเชื่อกันว่าเป็นความโชคดีของโคลัมบัสที่พบทวีปอเมริกาตรงจุดนั้น โดยคิดว่าเป็นอินเดีย (จึงเรียกคนพื้นเมืองว่า Indians ซึ่งทำให้เกิดความปวดหัวเพราะมีทั้ง Indians ของอินเดีย และ Indians ของทวีปนี้ซึ่งภาษาไทยเรียกคนพวกนี้ในอเมริกาเหนือว่าอินเดียนแดง) คำถามปัจจุบันก็คือ เขาโชคดีจริงๆ หรือเป็นเพราะว่าเขาแอบมีแผนที่ที่มาจาก Kublai Khan หรือ Zheng ? อยู่ในมือแล้วก่อนออกเดินทาง

ในงานนิทรรศการนี้ มีการแสดงแผนที่ของดินแดนเกาหลี ซึ่งมีอายุย้อนหลังไปเมื่อ 400 ปีก่อน ซึ่งเชื่อว่าลอกมาจากแผนที่ของจีนที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อ 4,000 ปีก่อน Menzies ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้เชื่อว่า Zheng ต้องรู้จักแผนที่เหล่านี้ หรืออาจมีแผนที่ของ Kublai Khan จนทำให้เขาไปถึงทวีปอเมริกาก่อน โคลัมบัส 70 ปี



ปัจจุบันมีหลักฐานประวัติศาสตร์ของซากเรือจีนในรัฐฟลอริดา เซาธ์แคโรไลนา นิวยอร์ก และแคนาดา ยิ่งไปกว่านั้นมีการพบหลักฐานของการตั้งหลักแหล่งของคนจีนที่เดินทางมาด้วยเรือใน Nova Scotia ที่ Cape Dauphin ของคานาดาอีกด้วย

ในนิวซีแลนด์ก็เช่นกันมีการพบหลักฐานในลักษณะเดียวกัน มีการพบคลอง หลุมศพแบบอิสลาม ป้อมทหาร หลุมศพชาวพุทธ เหมือง ฯลฯ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป็นการตั้งถิ่นฐานของคนจีนแน่นอน และก่อนคนยุโรปไปถึงนิวซีแลนด์อย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะนี้กำลังมีการทดสอบอายุของหลักฐานที่พบในนิวซีแลนด์ด้วยวิธีตรวจอายุคาร์บอนและตรวจสอบ DNA ของกระดูกที่พบในหลุมฝังศพในแหล่งที่ตั้งในแคนาดาเพื่อตรวจสอบชาติพันธุ์อีกด้วย

หนังสือและนิทรรศการนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงครั้งใหญ่ขึ้นว่าอะไรคือความจริง หลักฐานที่พิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของ Kublai Khan และ Zheng จะยืนยันความยิ่งใหญ่ของคนจีนในอดีต และมีผลในทางการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย

ต่อไปอาจมีคนพิเรนเสนอให้เปลี่ยนชื่อ The United States of America (มาจากชื่อของผู้บุกเบิกไปทวีปอเมริกาหลังโคลัมบัส 1 ปี คือ Amerigo Vespucci) เป็น The United States of Zheng ก็เป็นได้

ที่น่าแปลกใจเมื่อดูตัวเลข ค.ศ. ก็คือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาของการค้นพบทวีปใหม่นี้มิได้หลุดรอดไปจากสายตาของสองบุคคลสำคัญของโลกที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นเช่นเดียวกัน

นั่นก็คือ Leonardo da Vinci และ Michelangelo



เครื่องเคียงอาหารสมอง

สึนามิครั้งใหญ่ของโลกที่กระทบ 11 ประเทศเมื่อหกเดือนที่แล้ว ทำให้มีคนตายทั้งหมดมากกว่า 175,000 คน หายไปอีก 50,000 คน และอีกนับแสนคนไร้ที่อยู่ ก่อให้เกิดความทุกข์โศกแก่มวลมนุษย์อย่างมหาศาล แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น

ผมไม่ได้หมายถึงแผ่นดินไหวอีกหลายครั้งที่ได้เกิดและอาจเกิดตามมาอีกหรือสึนามิที่อาจเกิดอีก แต่หมายถึงโรคประหลาดที่กำลังเกิดกับผู้ที่รอดชีวิตมาซึ่งเรียกกันว่า "Tsunami Lung"

แพทย์ได้พบสภาวะปอดอักเสบในบรรดาผู้รอดชีวิตจากสึนามิหลายราย และเชื่อว่าอาจทำให้ผู้รอดชีวิตอีกนับพันคนล้มเจ็บในอนาคตได้ แพทย์เชื่อว่าผู้ที่ได้สำลักหรือสูดเอาน้ำทะเลจากสึนามิ เข้าปากและปอดอาจรับเอาเชื้อแบคทีเรียในน้ำทะเลและโคลนที่ถูกตีขึ้นมาจากใต้ทะเลเข้าสู่ร่างกาย การอักเสบนี้อาจลามไปถึงสมองจนอาจทำให้เป็นอัมพาตได้

นิตยสารการแพทย์ชื่อดัง New England Journal of Medicine ฉบับล่าสุดมีข้อเขียนเกี่ยวกับกรณีของเด็กสาวอินโดนีเซียอายุ 17 ปี ที่มีอาการดังกล่าว เธอถูกคลื่นซัดออกไปนอกฝั่งหนึ่งกิโลเมตร แต่ก็รอดมาได้โดยสำลักน้ำ ทราย และโคลน หลายอาทิตย์ต่อมาร่างกายข้างขวาของเธอขยับไม่ได้ พูดน้อยลง ความจำเลอะเลือน บังเอิญแพทย์จากสหรัฐอเมริกาไปรักษาคนเจ็บจากสึนามิพบเข้าจึงตรวจอย่างละเอียดและพบว่าเชื้อแบคทีเรียจากโคลนและน้ำน่าจะเป็นสาเหตุ ปัจจุบันเธอมีอาการดีขึ้นมากแล้ว

ผมไม่เชื่อว่าโรค Tsunami Lung จะเกิดขึ้นมากมายในหมู่ผู้รอดชีวิต แต่การไม่ประมาทเฝ้าระวังอาการไว้บ้างก็คงไม่เสียหลายนะครับ



น้ำจิ้มอาหารสมอง

I love mankind____it"s people I can"t stand.

(Charles M. Schulz ผู้เขียนการ์ตูน Charlie Brown)

ผมรักมนุษยชาติ แต่ที่ทนไม่ได้ก็คือมนุษย์

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Jul 13, 2005 1:41 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

[imghttp://pics.manager.co.th/Images/548000011363104.JPEG[/img]
พระพุทธรูปทองคำในวัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร -- หนึ่งในดินแดนที่เจิ้งเหอนำกองเรือมาเยือน

‘เจิ้งเหอยุคใหม่’ ประทับการเดินทางตามรอยพญามังกรแห่งท้องทะเล

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9480000093017

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2548 18:16 น.


ตงฟางเดลี่ 12/07/05 เมื่อเร็วๆนี้ ‘เจิ้งเหอยุคใหม่’ เล่าความประทับจากการเดินเรือตามรอยพญามังกรแห่งท้องทะเลเจิ้งเหอหรือซำปอกง นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ของจีน ในงานสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับการเดินทางของเจิ้งเหอ ซึ่งจัดขึ้นในนครเซี่ยงไฮ้ เนื่องในโอกาสการเดินทางสำรวจทะเลของเจิ้งเหอครบรอบ 600 ปี

ในงานสัมมนาดังกล่าว เวิงอี่เซวียน ผู้ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นเจิ้งเหอยุคใหม่ ได้เล่าถึงประสบการณ์ตั้งแต่วันแรกที่เรือ ‘เฟิ่งหวาง’ ซึ่งเวิงเป็นไต้ก๋งออกจากท่าเรือในเมืองไท่ชาง มณฑลเจียงซู จนกระทั่งกลับมายังจีนเมื่อปีที่ผ่านมา รวมระยะเวลา 8 เดือน 8 วัน โดยอาศัยบันทึกของหม่าฮวนผู้ติดตามเจิ้งเหอท่องมหาสมุทรรอบโลกเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วเป็นคัมภีร์การเดินทาง และสิ่งที่เขาประทับใจที่สุดคือการได้พบเห็นเรื่องราวต่างๆ ตามที่หม่าฮวนได้บันทึกไว้

เจิ้งเหอยุคใหม่เล่าว่า ตามบันทึก ‘อิ๋งหยาเซิ่งหลัน’ ของหม่าฮวน ระบุว่าบนภูเขาโฮร์มุซในประเทศอิหร่านเป็นที่ๆ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหินแร่สีแดงที่สามารถนำมากินได้ ซึ่งเมื่อเวิงได้ล่องเรือมาถึงตะวันออกกลาง ใกล้กับอ่าวโอมาน ณ วัดแห่งหนึ่ง เขาก็ได้พบเห็นหญิงชรานำดินสีแดงจากพื้นมาปาดทาลงที่แผ่นแป้งและกิน เช่นเดียวกับที่หม่าฮวนได้บันทึกไว้จริงๆ

ขณะเดียวกัน เวิงเผยว่า เขาจะนำเรือ ‘เฟิ่งหวาง’ เดินทางสำรวจมหาสมุทรต่อไปโดยกล่าวว่า “เช่นเดียวกับเรือลำนี้ ประสบการณ์การเดินทะเลของพวกเราไม่มีวันสิ้นสุด”

ชมภาพดินแดนที่เจิ้งเหอนำกองเรือมาเยือนและโฉมหน้าปัจจุบันของดินแดนเหล่านี้ --> http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9480000093017

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
RM
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Fri Oct 07, 2005 7:14 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ท่านเจิ้งเหอเป็นขันธีฤๅจะมีทายาท

....................................................................

เรื่องจากปก ศิลปวัฒนธรรม วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 12 หน้า 133

โดย จีริจันทร์ วงศ์ลือเกียรติ ประทีปะเสน

ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ : ทายาทเจิ้งเหอ ๑๐๐ ปีคาราวานม้าต่างสู่เชียงใหม่

ปีนี้ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีแห่งการเดินทางโดยคาราวานม้าต่างจากเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน สู่เชียงใหม่ของเจิ้งชงหลิ่ง ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ" จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เนื่องจากท่านเป็นบุคคลผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดินเชียงใหม่ และจากบรรดาศักดิ์นี้เอง เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงองค์ที่ ๙ ของเชียงใหม่ได้ประทานนามสกุล "วงศ์ลือเกียรติ" ให้เป็นเกียรติแก่ท่านขุนและวงศ์ตระกูลสืบไป

นอกจากนั้นบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำของชาวยูนนานมุสลิมในเชียงใหม่และล้านนายังเป็นอีกประเด็นที่นักวิชาการและนักวิจัยต่างชาติให้ความสนใจและเดินทางมาสัมภาษณ์ทายาทที่เหลืออยู่ของท่านขุนอยู่เนืองๆ เนื่องจากการเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานโดยกองคาราวานม้าต่างนั้นแตกต่างจากการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของคนจีนสู่ประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเดินทางโดยเรือ

การอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เชียงใหม่ ในห้วงเวลาประมาณ ๖๐ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๔๙๒ นี้ประกอบด้วยชาวจีนยูนนานทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมที่คนไทยวนในเชียงใหม่ตั้งสมญาให้ว่า "ฮ่อ"๑ แบ่งได้เป็น ๓ กลุ่ม๒ ด้วยกัน คือ กลุ่มพ่อค้าชาวยูนนานมุสลิมที่เดินทางมาค้าขายโดยใช้ม้าต่างเป็นพาหนะ กลุ่มชาวยูนนานมุสลิมอพยพที่หลบหนีจากประเทศจีนอันเนื่องมาจากแรงกดดันทางการเมือง และกลุ่มทหารกู้ชาติจีนพรรคก๊กมินตั๋งที่ไม่ใช่มุสลิม ดังนั้นเรื่องราวชีวิตตั้งแต่เจิ้งชงหลิ่งเดินทางออกจากคุนหมิงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๘ จวบจนวาระสุดท้ายที่นครเมกกะในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ จึงได้รับการบันทึกและถ่ายทอดในวงวิชาการแขนงนี้เท่านั้น อย่างไรก็ตามข้อเขียนและบทความเหล่านั้นก็ได้พิสูจน์ว่าเรื่องราวและสาธารณประโยชน์ที่ท่านได้สร้างไว้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ สมควรที่จะได้รับการเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ลูกหลานตลอดจนสาธารณชน

ดิฉันเริ่มรวบรวมและจดบันทึกเรื่องราวของท่านขุนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยสอบถามข้อมูลจากคุณอาเต็มดวง วงศ์ลือเกียรติ เพื่อถ่ายทอดให้ ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช ซึ่งกำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง Islamic Identity in Chiengmai City : A Historical and Structural Comparison of Two Communities หลังจากนั้นมีคณะวิจัยจากญี่ปุ่นนำโดยคณะวิจัยจากกรุงเทพฯ ได้มาสัมภาษณ์ดิฉันและรับปากว่าจะส่งรายงานการวิจัยมาให้อ่าน แต่ก็เงียบหายไป จนเมื่อคุณบัณรส บัวคลี่ ได้ติดต่อนัดหมายสัมภาษณ์ดิฉันเพื่อนำไปเขียนบทความเกี่ยวกับคุณปู่ ความคิดในการรวบรวมอย่างจริงจังจึงเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ เมื่อดิฉันได้สัมภาษณ์คุณป้าเจริญ (นางซินหยิน) ธีรสวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นอายุ ๙๐ ปีแล้ว หลังจากได้ถ่ายทอดข้อมูลเหล่านี้ให้คุณบัณรสแล้ว ดิฉันก็ยังไม่ได้ลงมือเขียนสักที

จนเมื่อครั้งได้ให้สัมภาษณ์ "พลเมืองเหนือ" เกี่ยวกับอารี วงศ์ลือเกียรติ นักกอล์ฟแฝดมหัศจรรย์ ทำให้มีโอกาสได้อ่านประวัติคุณปู่จากบทความขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ : นายฮ่อมุสลิมผู้ถูกเรียกว่าจางซูเหลียง เขียนโดยคุณบัณรส (พลเมืองเหนือ, ๑๐-๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๑-๑๒) ประกอบกับได้อ่านบทความข่วงเรือบินเชียงใหม่ : ข่าวสาร ตำนานและความฝัน โดย รศ.สมโชติ อ๋องสกุล (พลเมืองเหนือ, ๒-๘ สิงหาคม ๒๕๔๗, หน้า ๒๘-๒๙) หลังจากนั้นได้ตามไปอ่านมรดกศาสนาในเชียงใหม่ เล่ม ๑, ๒๕๓๙ หน้า ๑๕๐-๑๕๑ ก็ได้พบว่ามีข้อผิดพลาดเกี่ยวกับชื่อบุคคลและความคลาดเคลื่อนของปี พ.ศ. ฯลฯ อยู่หลายแห่ง เนื่องด้วยปัญหาทางภาษาและการสื่อสารในการถ่ายทอดเรื่องราวจากความทรงจำของทายาท ซึ่งล้วนแต่อยู่ในวัยสูงอายุทั้งนั้น จึงได้รวบรวมเขียนหนังสือขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ : ทายาทเจิ้งเหอ ๑๐๐ ปีคาราวานม้าต่างสู่เชียงใหม่ขึ้น เพื่อให้ประวัติท่านขุนถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้

ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติมีนามเดิมว่าเจิ้งชงหลิ่ง ( )๓ และนามในศาสนาอิสลามว่าอิบรอฮีม เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๖ ณ ตำบลหยีซี ( )๔ เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ท่านเป็นบุตรชายโทนของคหบดีเมืองหยีซี ท่านได้สมรสกับหญิงสาวชาวจีนไม่ทราบนามและมีบุตรสาว ๒ คน

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เมื่อท่านขุนอายุได้ ๓๒ ปี ท่านได้เดินทางบุกป่าฝ่าดงนำพลพรรคประมาณ ๑๐ คน คุมกองคาราวานม้าต่างจำนวน ๑๐๐ ตัว ผ่านทางสิบสองปันนา เชียงตุง เข้าสู่ประเทศไทยทางอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ลงมาลำปาง ขึ้นไปลำพูน เข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๘ ของเชียงใหม่ วัตถุประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้ ลูกหลานและนักวิชาการส่วนใหญ่ยังคงเข้าใจว่าเป็นการเข้ามาค้าขาย จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ ๑ ตลอดมา น้อยคนนักที่จะทราบว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นมิใช่เกิดจากความตั้งใจที่จะมาค้าขาย แต่เป็นแรงกดดันจากบิดามารดาที่ปรารถนาให้บุตรชายรู้จักทำงานประกอบอาชีพเป็นหลักฐาน การเดินทางครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยแรงทิฐิ ท่านจึงมิได้นำภรรยาและบุตรสาว ๒ คน (หยินหลางและซินหยิน) มาด้วย

ในช่วงที่เข้าสู่เชียงใหม่แล้ว ท่านขุนน่าจะได้มาพักแรมอยู่กับน้าเขย "เลานะหลวง" ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความสนิทสนมกับเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าอุปราชในขณะนั้นพอสมควร เนื่องจาก "เลานะหลวง" ได้อพยพเข้ามาในรุ่นแรกๆ และได้เป็นผู้นำชุมชนชาวยูนนานมุสลิมในบริเวณช้างเผือก ในช่วงแรกนี้ปี พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๔๕๐ ท่านขุนคงจะได้รับความช่วยเหลือและคำแนะนำจากเลานะหลวง ในเรื่องสินค้าและกลยุทธ์การค้าขายไปมาระหว่างเชียงใหม่และเมืองต่างๆ และยังคงมิได้ตัดสินใจว่าจะปักหลักที่ใดดี เมื่อเดินทางไปค้าขายที่เมืองระแหงหรือตาก ท่านขุนได้พบสาวงามบ้านไม้งามชื่อนพ ธิดาของนางทองและนายมาศ และในที่สุดท่านก็สมปรารถนาได้สมรสกับนางนพในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ หลังจากนั้นจึงได้ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่เชียงใหม่และสร้างบ้านในเนื้อที่ ๕ ไร่ ที่เจ้าแก้วนวรัฐได้ประทานให้บริเวณบ้านฮ่อ ถนนเจริญประเทศ ซอย ๑ ปัจจุบัน เมื่อสร้างบ้านที่ชุมชนขนานนามให้ว่า "เฮือนหลวง"๕ แล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๓ จึงได้อพยพโยกย้ายภรรยาและบุตรชายคนโตที่เกิดในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ จากตากมาอยู่อย่างถาวรในบ้านหลังใหญ่และใหม่แห่งนี้

ในปีนี้เองที่ท่านได้ให้นายเลายวนเดินทางไปรับภรรยาและบุตรสาว ๒ คน ที่เมืองหยีซี (ขณะนั้นนางซินหยินอายุได้ ๘ ขวบ) เมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่แล้ว บุคคลทั้งสามได้พำนักอยู่ที่ "เฮือนหลวง" ชั่วคราว ต่อมาภายหลังท่านจึงได้ซื้อที่ดินที่จังหวัดเชียงรายเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของภรรยาจีนและบุตรสาว ๒ คน ปัจจุบันลูกหลานของบุตรสาวคนแรกนางหยินหลาง (สุนทรี) ยังคงอยู่ที่จังหวัดเชียงราย และใช้นามสกุล "เจนตระกูล" ที่แปลงมาจากแซ่เจิ้ง ส่วนบุตรสาวคนที่ ๒ นางซินหยิน (เจริญ) ผู้ซึ่งให้ข้อมูลดิฉันเกี่ยวกับชีวิตของท่านขุนก่อนเดินทางมาประเทศไทยนั้น ได้แต่งงานกับคนยูนนานที่อพยพอยู่สันกำแพงที่เป็นต้นตระกูลของสกุล "ธีรสวัสดิ์"

ในบ้านหลังใหม่นี้ ท่านขุนและนางนพได้ให้การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรธิดาจำนวน ๑๐ คน อย่างเต็มกำลังและความสามารถ ดังรายนามบุตรธิดาดังนี้

๑. นายเจอ วงศ์ลือเกียรติ (พ.ศ. ๒๔๕๒-๒๕๑๑)

๒. นายสุขุม วงศ์ลือเกียรติ (พ.ศ. ๒๔๕๔-๒๕๑๕)

๓. นางเต็มดวง วงศ์ลือเกียรติ (พ.ศ. ๒๔๕๖-๒๕๓๑)

๔. นายชาญ วงศ์ลือเกียรติ (พ.ศ. ๒๔๕๘-๒๕๓๐)

๕. นางวีรัจฉรี จันทน์ยิ่งยง (พ.ศ. ๒๔๖๒-๒๕๑๕)

๖. นายสุรินทร์ วงศ์ลือเกียรติ ปัจจุบันอายุ ๘๓ ปี

๗. คุณหญิงจันทร์เพ็ญ นาวีเสถียร ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี

๘. นายอโณทัย วงศ์ลือเกียรติ (พ.ศ. ๒๔๖๗-๒๕๒๙)

๙. นางสมบูรณ์ วงศ์ลือเกียรติ ปัจจุบันอายุ ๗๙ ปี

๑๐. นางพวงเพ็ชร วงศ์ลือเกียรติ ปัจจุบันอายุ ๗๗ ปี

ท่านขุนได้วางแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรธิดาได้อย่างรอบคอบและเป็นระบบ กล่าวคือ ท่านได้สนับสนุนให้บุตรสาวคนโต คนรองสุดท้อง และคนสุดท้องได้ "ออกเฮือน" (ออกเรือนหรือแต่งงาน) กับพ่อค้าชาวมุสลิมที่มีความขยันขันแข็งเช่นเดียวกับท่าน โดยบุตรเขยทั้งสามยินยอมพร้อมใจเปลี่ยนมาใช้นามสกุล "วงศ์ลือเกียรติ" ของท่าน ส่วนบุตรเขยอีก ๒ ท่านที่มิใช่มุสลิม ท่านขุนก็มิได้กีดกัน แต่พร้อมเปิดใจกว้างรับความแตกต่าง ธิดาทั้ง ๒ ท่านจึงดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในวิถีชาวพุทธพร้อมกับครอบครัวที่กรุงเทพฯ บุตรสะใภ้ ๕ คน ก็มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาที่ท่านยอมรับได้เช่นกัน

ด้วยความวิริยะอุตสาหะท่านขุนได้ประกอบสัมมาชีพเป็นพ่อค้าม้าต่าง เดินทางซื้อขายสินค้ามากมายหลายชนิด เช่น ส้มจุก ทุเรียนกวน มันฮ่อ ตลอดจนวัสดุก่อสร้างในช่วงที่ทางการกำลังก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ เมื่อการก่อสร้างถึงลำปางในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านได้ช่วยเหลือทางราชการโดยใช้ม้าต่างรับบรรทุกวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก ฯลฯ ไปยังบริเวณขุนตานที่มีการขุดเจาะอุโมงค์ ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเป็นถิ่นทุรกันดารและภูเขาสูงชัน

นอกจากนั้นอาชีพพ่อค้าม้าต่างนี้ยังเอื้อต่อการช่วยเหลือทางราชการในการรับเหมาขนส่งพัสดุไปรษณีย์และจดหมายของทางราชการและการไปรษณีย์ของมณฑลพายัพอีกด้วย ภายหลังเมื่อทางรถไฟสายเหนือถึงเชียงใหม่แล้วเสร็จ ท่านก็ได้คืนตำแหน่งนายไปรษณีย์ให้กับทางราชการ และหันมาประกอบกิจการป่าไม้ที่บ้านแม่สะเกิบ อำเภอแม่สะเรียง จนเลิกกิจการไปเมื่อมีการยกเลิกสัมปทานป่าไม้ ความอดทนและมุมานะนี้ จึงส่งผลให้ฐานะทางการเงินและความเป็นอยู่ของท่านขุนเป็นปึกแผ่นมั่นคงในระดับคหบดีคนหนึ่งในวงสังคมเชียงใหม่

ในช่วงเวลาที่ท่านขุนทำมาค้าขึ้นนี้ ท่านได้ซื้อที่ดินในเชียงใหม่ไว้หลายแปลงด้วยกัน หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นแปลงใหญ่ประมาณ ๑๐๐ ไร่ อยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพที่เป็นผืนนาข้าวที่ท่านขุนให้มีการปลูกไว้กินเองและขายเมื่อเหลือ ที่ดินแปลงนี้เองที่ท่านขุนได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เพื่อสร้างสนามบินเชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ" เป็นบำเหน็จแห่งความดีนั้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ตัวท่านและวงศ์ตระกูล ปัจจุบันจะมีคนสักกี่คนที่ทราบความเป็นมาของสนามบินแห่งนี้ ดิฉันจึงได้แต่หวังว่าความสัมพันธ์ของขุนชวงเลียงฦๅเกียรติกับสนามบินเชียงใหม่คงจะไม่เลือนหายไปกับกาลเวลา

ในด้านการศาสนา ท่านขุนได้เป็นผู้นำในการริเริ่มสร้างมัสยิดที่เรียกกันติดปากว่า "สุเหร่าบ้านฮ่อ" ด้วยทุนทรัพย์อันมหาศาลในสมัยนั้น ตลอดจนสุสานอิสลามช้างคลานที่ยังคงเป็นที่ฝังศพของชาวมุสลิมในชุมชนมาจนกระทั่งปัจจุบัน ท่านขุนได้บำเพ็ญตนเป็นมุสลิมที่ดีตามหลักปฏิบัติ ๕ ประการ ตลอดชีวิตอันยาวนานของท่าน และได้ประกอบศาสนกิจสุดท้าย คือการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย แล้วท่านก็ได้อำลาโลกนี้ไปอย่างสงบและสง่างาม ณ นครเมกกะนั่นเอง

การได้พบบรรพบุรุษของท่านขุนโดยบังเอิญ และอย่างเหลือเชื่อก่อนปิดต้นฉบับเล็กน้อย ทำให้ดิฉันมีความหวังที่จะค้นพบผู้เป็นบิดามารดาของท่านขุน ซึ่งตลอดเวลาที่เขียนหนังสือเล่มนี้ มีคำถามที่ผุดขึ้นมาหลายคำถาม ซึ่งทายาทที่เหลืออยู่ของท่านไม่สามารถให้ข้อมูลได้ คำถามที่ว่าคือ ทำไมท่านขุนไม่กลับบ้านเกิด และเมื่อปักหลักที่เชียงใหม่แล้ว ทำไมไม่กลับไปเยี่ยมเยือนบ้านเกิดทั้งๆ ที่ฐานะอำนวย และทำไมท่านขุนไม่เคยพูดถึงบิดามารดาเลย ท่านคิดถึงบิดามารดาไหม บิดามารดาของท่านคิดถึงและรับทราบความเป็นไปของท่านหรือไม่ ฯลฯ

เมื่อราวๆ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ช่วงที่ดิฉันไป "เฮือนหลวง" บ่อยๆ เพื่อพูดคุยกับคุณอาและรวบรวมภาพถ่ายเก่าๆ คุณอาได้เอาภาพที่ท่านถ่ายหน้าอนุสาวรีย์เจิ้งเหอให้ดู "นี่คือบรรพบุรุษเรา" ข้อมูลอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้แม้กระทั่งสถานที่ที่อนุสาวรีย์ตั้งอยู่คุณอาไม่ทราบเลย แต่ได้เพิ่มเติมว่าเมื่อเข้าไปภายในอาคารรูปสำเภาได้เห็นรูปถ่ายของขุนชวงเลียงฯ นางนพ และลูกชายหญิง ๑๐ คน

หลังจากนั้นผู้เขียนได้อ่าน "สมุทรยาตราเที่ยวที่ ๒" ในคอลัมน์คัมภีร์จากแผ่นดิน ของบารายในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ หน้า ๕ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นคนๆ เดียวกันหรือไม่ เพราะ "เจิ้งเหอ" ในบทความเป็นขันทีไม่สามารถมีทายาทได้ "เจิ้งเหอ" นับถือพุทธศาสนา และเมืองไทซางที่รัฐบาลจีนจะสร้าง "นครเจิ้งเหอ" ดูจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขุนชวงเลียงฯ เลย

จนกระทั่งวันทำบุญครบรอบวันถึงแก่กรรมของขุนชวงเลียงฯ ในวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ดิฉันจึงได้พบหนังสือเจิ้งเหอ แม่ทัพขันที "ซำปอกง" โดยปริวัฒน์ จันทร ที่มีคนรู้จักมอบให้คุณอา เมื่ออ่านแล้วจึงแน่ใจว่าเจิ้งเหอทั้งสองเป็นคนๆ เดียวกันและได้รับรู้และตระหนักถึงความยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ของเจิ้งเหอ เมื่อระงับความตื่นเต้นดีใจได้แล้ว จึงเกิดข้อสงสัยว่าศาสตราจารย์ นายแพทย์วิญญู มิตรานันท์ ผู้ให้ข้อมูลในเชิงอรรถ บท ๑ ข้อ ๖ หน้า ๑๓ ผู้นี้เป็นใคร เมื่อพลิกดูสาแหรกสกุลที่ผู้เขียนรวบรวมไว้ จึงพบว่านายแพทย์วิญญูเป็นบุตรของนางลำดวน เจนตระกูล มิตรานันท์ อันเกิดจากนางหยินหลาง (สุนทรี) บุตรสาวคนโตของท่านขุนอันเกิดจากภรรยาจีน นายแพทย์วิญญูซึ่งเป็นเหลนชั้นที่ ๔ ระบุว่าบุคคลในภาพดังกล่าวคือคุณยาย ซึ่งก็คือนางหยินหลางและคุณปู่ซึ่งก็คือคุณพ่อของนายซาง มิตรานนท์ ดังนั้นรูปนี้จึงไม่น่าจะใช่รูปที่คุณอาเห็นที่พิพิธภัณฑ์คุนหยาง อย่างไรก็ตาม เชิงอรรถ บท ๑ ข้อ ๖ ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก

ดิฉันจึงไปร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือเล่มนี้ และได้เห็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งเขียนโดยผู้เขียนคนเดียวกันชื่อ ๖๐๐ ปีสมุทรยาตราเจิ้งเหอ แม่ทัพเรือผู้กลายเป็นเทพเจ้า "ซำปอกง" อันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพลิกดูข้างใน จึงพบภาพที่ไขปริศนาทั้งมวลในหน้า ๑๙ ดิฉันขอยืนยันว่าภาพถ่ายนี้เป็นภาพถ่ายขุนชวงเลียงฯ นางนพผู้เป็นภรรยาและลูกชายหญิง ๑๐ คน และเป็นภาพเดียวกับภาพที่บ้านท่านขุน "เฮือนหลวง" และที่บ้านดิฉัน มิใช่ภาพคุณยายและคุณปู่ของนายแพทย์วิญญูแต่อย่างใด ภาษาจีนใต้ภาพอธิบายว่า "แม้ว่าเจิ้งเหอจะไม่มีลูก [เพราะถูกตอนเป็นขันทีตั้งแต่เด็ก] หากแต่หม่าเหวินหมิงพี่ชายได้ยกลูกชายหญิงให้กับเจิ้งเหอ ในภาพคือ อนุชนรุ่นที่ ๒๐ ของเจิ้งเหอ ปัจจุบันพำนักอยู่ในประเทศไทย" ทำให้ดิฉันมั่นใจว่า "เจิ้งเหอ" บรรพบุรุษเรา กับ "เจิ้งเหอ" แม่ทัพขันทีซำปอกงคือคนๆ เดียวกันแน่นอน ดิฉันจึงพยายามติดต่อคุณปริวัฒน์ จันทร ผ่านสำนักพิมพ์มติชน และเมื่อได้รับหมายเลขโทรศัพท์ของคุณปริวัฒน์ จึงได้ชี้แจงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและพูดคุยกันจนคุณปริวัฒน์ได้เดินทางมาพบดิฉันเมื่อวันที่ ๑๔-๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

เหตุการณ์ประจวบเหมาะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ Rosey Ma นักวิจัยผู้เขียน The Hui Diaspora ใน Yale University Encyclopedia of Diasporas ได้เดินทางมาจากประเทศมาเลเซียเพื่อมาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับท่านขุนเพื่อนำเสนอในการสัมมนาวิชาการหัวข้อ "Maritime Asia and the Chinese Overseas (1405-2005)" ซึ่งจัดโดยประเทศสิงคโปร์ในวาระครบรอบ ๖๐๐ ปีสมุทรยาตราเจิ้งเหอ และได้รับทราบจากดิฉันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจิ้งเหอและเจิ้งชงหลิ่ง หลังจากกลับไปมาเลเซียแล้ว เธอได้แจ้งให้ดิฉันทราบถึงบทความเกี่ยวกับท่านขุนในหนังสือพิมพ์ The New Straits Times ที่เธอเป็นผู้ให้ข้อมูล และมีอีกหลายสำนักพิมพ์ที่ต้องการนำเสนอข้อมูลนี้ในบทความเกี่ยวกับเจิ้งเหอ เธอจึงขออนุญาตให้หมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่ของดิฉันกับเขาเหล่านั้น และขอร้องให้ดิฉันเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนโดยเน้นย้ำให้ตระหนักต่อความยิ่งใหญ่และคุณูปการที่เจิ้งเหอมีต่อชาวโลก พร้อมทั้งเสริมว่า เจิ้งชงหลิ่ง ผู้เป็นทายาทที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินไทยก็สมควรได้รับการยกย่องเช่นเดียวกัน

เมื่อเปรียบเทียบชีวิตและเรื่องราวของบุคคลทั้ง ๒ ท่านแล้ว จะเห็นได้ว่าการเดินทางออกไปสู่โลกกว้างในต่างแดนของเจิ้งชงหลิ่งนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานตำนานการเดินทางของเจิ้งเหอ มหาบุรุษผู้เป็นต้นตระกูลที่ได้บรรทุกกองคาราวานม้าในกองเรือนี้ด้วย ดังนั้นด้วยเวลาอันจำกัดผู้เขียนจึงพอจะสรุปความเหมือนและความต่างที่คล้องจองเกี่ยวพันกันโดยบังเอิญของทั้ง ๒ ท่าน ดังนี้



เจิ้งเหอ เจิ้งชงหลิ่ง

เกิดที่คุนหมิง (ตำบลคุนหยาง) เกิดที่คุนหมิง (ตำบลหยีซี)

ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่ควบคุมกองเรือมหาสมบัติจากจักรพรรดิหย่งเล่อ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ" จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ได้รับพระราชทานนามสกุล "เจิ้ง" จากจักรพรรดิหย่งเล่อ ได้รับประทานนามสกุล "วงศ์ลือเกียรติ" จากเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๙

เดินทางค้าขายต่างแดนทางกองเรือที่บรรทุกกองคาราวานม้าไปด้วย เดินทางค้าขายต่างแดนทางกองคาราวานม้าต่าง

เปิดใจกว้างรับความแตกต่างทั้งพุทธและมุสลิม เปิดใจกว้างรับความแตกต่างทั้งพุทธและมุสลิม

เป็นต้นกำเนิดไพ่ "มาจอง" (ไพ่นกกระจอก) ชอบเล่นไพ่ "มาจอง" และมีศาลาเล่นไพ่ "มาจอง" ที่ "เฮือนหลวง"

เป็นผู้สร้างตำนานทุเรียน "หลิวเหลียน" (หวนหาอาลัย) เป็นผลไม้หายากที่ชื่นชอบจึงซื้อจากชายแดนพม่ากลับมาฝากทางบ้านในลักษณะทุเรียนกวนบรรจุในปี๊บ ลูกหลานจึงรอคอยการกลับเพื่อจะได้ลิ้มรสที่ "หวนหา" นั้น

ใช้ชีวิต ๒๘ ปี ในท้องทะเล ใช้ชีวิต ๕๕ ปี ในเชียงใหม่และปริมณฑล

น่าจะได้ประกอบพิธีฮัจญ์แล้วระหว่างสมุทรยาตราครั้งที่ ๔ หรือ ๕ ได้ประกอบพิธีฮัจญ์แล้วในการเดินทางครั้งสุดท้ายของชีวิต

ล้มป่วยที่เมืองคาลิคัทก่อนถึงเมกกะและถึงแก่อสัญกรรมบนเรือกลางมหาสมุทรระหว่างเดินทางกลับบ้าน ถึงแก่กรรมหลังพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ ๑ วัน ก่อนกลับบ้าน

ศพของท่านถูกฝังในท้องทะเลลึก ศพของท่านถูกฝังในทะเลทรายนครเมกกะ

เป็นบุคคล ๕ แผ่นดิน (จีน) เป็นบุคคล ๕ แผ่นดิน (ไทย)

ครบรอบ ๖๐๐ ปีสมุทรยาตรา (พ.ศ. ๑๙๔๘-๒๕๔๘) ครบรอบ ๑๐๐ ปีคาราวานม้าต่างสู่เชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๕๔๘)



จากการที่ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือว่า การที่ท่านขุนได้เป็น "ผู้ให้" ตลอดชีวิตท่าน น่าจะมาจากการที่ได้เห็นตัวอย่างจากบุพการีนั้น บัดนี้พอจะอนุมานได้ว่า "การให้" ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรือสติปัญญาเพื่อช่วยเหลือลูกหลาน ญาติๆ ตลอดจนชุมชนและสังคมทั้งที่เป็นมุสลิมและพุทธศาสนิก รวมถึงการดำเนินชีวิตอย่างสมถะของท่าน นับเป็นมรดกตกทอดที่ส่งต่ออย่างอัตโนมัติทางสายเลือดจากเจิ้งเหอ ผู้อุทิศชีวิตให้แผ่นดินจีนและทำประโยชน์เพื่อชาวไทยและชาวโลก ส่วนเจิ้งชงหลิ่งผู้เป็นทายาทที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชกาลที่ ๕ ก็ได้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อทดแทนบุญคุณแผ่นดิน แผ่นดินที่ไม่ใช่แผ่นดินเกิดและแผ่นดินตายของท่าน แต่เป็นแผ่นดินเชียงใหม่ที่ให้ชีวิตใหม่ตลอด ๕ แผ่นดินที่ลูกหลานหลายชั่วอายุคนควรจะภาคภูมิใจและถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิต

หนังสือขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ : ทายาทเจิ้งเหอ ๑๐๐ ปีคาราวานม้าต่างสู่เชียงใหม่๖ จึงเป็นเสมือนการประกาศตัวทายาทเจิ้งเหออย่างไม่เป็นทางการเป็นครั้งแรก หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่ "พ่อเล่าเรื่องปู่" และไม่ใช่ "ปู่เล่าเรื่องทวด" อย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็น "หลานเล่าเรื่องปู่" จากการติดตามเรื่องราวและข้อมูลจากป้า อาๆ และพี่ๆ แล้วนำมาปะติดปะต่อร้อยเรียงโดยเทียบเคียงกับเหตุการณ์ใกล้เคียงและข้อมูลทางเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อสืบสาวไปถึงทวดต่อไป

เมื่อได้ประจักษ์ว่าเจิ้งเหอคือบุคคลต้นตระกูลแล้ว ดิฉันเชื่อว่าอีกไม่นานสาแหรกสายเจิ้งชงหลิ่งที่มีเจิ้งเหอเป็นส่วนยอดบนนี้คงจะได้ถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์แน่นอน



เชิงอรรถ

๑. เจีย แยนจอง. "ทำไม? จึงเรียก "ชาวยูนนาน" ว่าเป็น "ฮ่อ"," ใน ศิลปวัฒนธรรม. ๑๕, ๑๑ (กันยายน ๒๕๓๗), หน้า ๑๑๔-๑๑๘.

๒. Suthep Soonthornpasuch. Islamic Identity in Chiengmai City : A Historical and Structural Comparison of Two Communities. University of California, Berkley, 1977, pp.49-55.

๓. คุณปริวัฒน์ จันทร เขียนและออกเสียงว่า "เจิ้งฉงหลิน" แปลว่า "บูชาป่าไม้"

๔. คุณปริวัฒน์ จันทร เขียนและออกเสียงว่า "อวี้ซี" มีความหมายว่า "ลำธารหยก" ระบุตำแหน่งในแผนที่มณฑลยูนนาน ว่าอยู่ห่างจากตำบลคุนหยางลงไปทางใต้ไม่ไกลนัก

๕. บ้านสถาปัตยกรรมลักษณะ court แบบจีน ใต้ถุนสูง หลังคามุงด้วย "ดินขอ" (กระเบื้องล้านนา) และมี "เติ๋น" (ระเบียงล้านนา) แบบล้านนา สิ่งเดียวที่เหลือที่พอจะเป็นอนุสรณ์ให้ลูกหลานรำลึกถึงท่านขุน

๖. หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้เรียบเรียงขึ้นก่อนที่จะมีการค้นพบว่า ผู้เขียนเป็นทายาทของเจิ้งเหอ ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ นี้



บรรณานุกรม

คณะกรรมการฝ่ายรวบรวมประวัติและพัฒนาการของศาสนาในเชียงใหม่. มรดกศาสนาในเชียงใหม่ ภาค ๑. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, ๒๕๔๐.

เจีย แยนจอง. "ทำไม? จึงเรียก "ชาวยูนนาน" ว่าเป็น "ฮ่อ"," ใน ศิลปวัฒนธรรม. ๑๕, ๑๑ (กันยายน, ๒๕๓๗), หน้า ๑๑๔-๑๑๘.

ปริวัฒน์ จันทร. เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที "ซำปอกง". กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๘.

_____. ๖๐๐ ปีสมุทรยาตราเจิ้งเหอ แม่ทัพเรือผู้กลายเป็นเทพเจ้า "ซำปอกง" อันศักดิ์สิทธิ์. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๘.

Suthep Soonthornpasuch. Islamic Identity in Chiengmai City : A Historical and Structural Comparison of Two Communities. University of California, Berkley, 1977.

ที่มา: http://www.matichon.co.th/art/art.php?srctag=0602011048&srcday=2005/10/01&search=no
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Mon Oct 10, 2005 6:58 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Zheng He (1371-1435), or Cheng Ho, is arguably China's most famous navigator. Starting from the beginning of the 15th Century, he traveled to the West seven times. For 28 years, he traveled more than 50,000km and visited over 30 countries, including Singapore. Zheng He died in the tenth year of the reign of the Ming emperor Xuande (1435) and was buried in the southern outskirts of Bull's Head Hill (Niushou) in Nanjing.

In 1985, during the 580th anniversary of Zheng He's voyage, his tomb was restored. The new tomb was built on the site of the original tomb in Nanjing and reconstructed according to the customs of Islamic teachings, as Zheng He was a Muslim.

At the entrance to the tomb is a Ming-style structure, which houses the memorial hall. Inside are paintings of the man himself and his navigation maps. To get to the tomb, there are newly laid stone platforms and steps. The stairway consists of 28 stone steps divided into four sections with each section having seven steps. This represents Zheng He's seven journeys to the West. The Arabic words "Allah (God) is great" are inscribed on top of the tomb.

Zhenghe constructed many wooden ships, some of which are the largest in the history, in Nanjing. Three of the shipyards still exist today.
tathisri
แฟนพันธุ์แท้
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 16, 2004
ตอบ: 261

ตอบตอบ: Mon Oct 10, 2005 7:07 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


http://planet.time.net.my/CentralMarket/melaka101/chengho.htm
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat Jul 08, 2006 10:57 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


เจิ้งเหอ....นักเดินเรือที่ยิ่งใหญ่

โดย นพวรรณ สิริเวชกุล ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2549 18:13 น.

คลิกที่นี่เพื่อรับชมและฟัง ในรูปแบบ Photo Slide Show --> http://www.manager.co.th/Multimedia/ViewPhoto.aspx?NewsID=9490000088099

จากคำกล่าวที่ว่า ความรู้ไม่มีวันสิ้นสุดและหยุดนิ่ง..เห็นจะจริงดังว่านะคะ เพราะจากสมัยก่อนที่เราเคยเชื่อกันสนิทใจว่า คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส(Christopher Columbus) เป็นบุคคลแรกที่เดินเรือมาค้นพบแผ่นดินอเมริกา ก็ต้องถูกข้อมูลใหม่ที่เปิดเรื่องครั้งนี้โดยนักเขียนที่ค้นคว้าข้อมูลซึ่งเป็นอดีตนายทหารเรือผู้บังคับการเรือดำน้ำของราชนาวีอังกฤษ ที่ว่า เขาได้พบแผนที่บางฉบับ ที่เชื่อว่ามีอายุเก่าแก่ก่อนหน้าการค้นพบทวีปอเมริกาของโคลัมบัส....คำถามต่อมาก็คือ...แผนที่ฉบับนั้น...เป็นของใคร?

หลังจากที่ผู้การแมนซีส์ อดีตนายทหารเรือผู้นี้ใช้เวลาศึกษาอยู่ถึง 14 ปีเต็ม ในปี 2002( 2545) นี่เอง เขาก็ลุกขึ้นมาออกหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า 1421 The year China Discovered the World ด้วยเนื้อหาภายในหนังสือเล่มนั้น ได้เสนอข้อมูลใหม่ถึงเรือลึกลับและแผนที่ฉบับดังกล่าวว่า แท้ที่จริงมันคือกองเรือของชาวจีน ภายใต้การนำของขุนพลเจิ้งเหอซึ่งเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาตั้งแต่ปีค.ศ. 1421 (พ.ศ.1964) นั่นเองค่ะ

คำถามที่ชวนให้ขบคิดต่อมาคือ...แล้ว เจิ้งเหอเป็นใคร?...ในบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมา หลายท่านคงได้คำตอบไปแล้ว เนื่องจากมีนิตยสารสารคดีหลายเล่มนำเรื่องราวของเจิ้งเหอมาเสนอ อีกทั้งสารคดีทางโทรทัศน์ก็ยังทำชีวิตของเขาเสนอให้ได้ชมกันอย่างเต็มอิ่ม...เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเมื่อปีที่แล้ว (2005) เป็นปีครบรอบ 600 ปีของการเดินทางท่องมหาสมุทรของกองเรือเจิ้งเหอที่ได้รับการยกย่องอย่างเป็นทางการโดยประเทศจีนและชาวจีนทั่วโลก...

เจิ้งเหอ...ขุนพลจีนผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรผู้นี้ ถูกลืมไปซะนานทีเดียวนะคะ...

ย้อนถึงประวัติชีวิตของเขากันสักนิดค่ะ เดิมเขาชื่อ ซานเป่า มีแซ่หม่า เกิดอยู่ที่มณฑลยูนาน ที่ตำบลคุนหยาง ซึ่งสมัยนั้นถือเป็นเขตแดนของมองโกลที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีนค่ะ

มีข้อมูลแบ่งออกเป็นสองทางหลักๆ นะคะ ทางหนึ่งว่าเขาเกิดในครอบครัวยากจน แต่อีกกระแสหนึ่งบอกว่า เขาเกิดในตระกูลขุนนางมุสลิม เซมูร์ ค่ะ และเป็นลูกหลานชั้นที่หกของซัยยิด อัจญาล ซัมสุดดีน อุมัร ซึ่งก็คือผู้ปกครองมณฑลยูนานในอดีตด้วย

เจิ้งเหอหรือหม่าเหอ มีชื่อมุสลิมว่า มูฮัมมัด อับดุลญับบาร ค่ะ ส่วนแซ่หม่า นั้นว่ากันว่า มาจาก มาสูฮ บุตรคนที่ห้าของซัยยิด อัจญาล ซัมสุดดีน อุมัร และบิดาของเจิ้งเหอเองนั้นมีชื่อ มีร ตะกีน

เจิ้งเหอ มีพี่น้องทั้งสิ้น 5 คนค่ะ และเหตุที่โชคชะตาพาให้เขาได้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมาก็เพราะว่า ในครั้งที่เขาอายุได้ 12 ปี เป็นช่วงเดียวกับที่กองทัพของจักรพรรดิหงอู่หรือ จูหยวนจาง นำกำลังเข้ามาขับไล่มองโกลและทำการยึดครองให้ยูนานเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรหมิงได้สำเร็จเด็กชายหม่าเหอในครั้งนั้นถูกจับและทำให้กลายเป็นขันทีตั้งแต่อายุยังน้อย คอยอยู่รับใช้จูหยวนจางอย่างใกล้ชิด กระทั่งเติบใหญ่ เมื่อจูหยวนจางกลายมาเป็นจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง นายหม่าเหอ ก็กลายมาเป็นหัวหน้าขันทีและได้รับพระราชทานแซ่ใหม่คือ แซ่เจิ้ง เรียกกันต่อมาว่า เจิ้งเหอ ที่ใครส่วนใหญ่มักรู้จักเขาในนามของ ซันเป่ากง หรือ ซำปอกง นั่นเอง....

ความยิ่งใหญ่ของเขาปรากฏเมื่อ ถูกใช้ให้เป็นผู้บัญชาการเดินเรือออกไปสำรวจทางทะเล เขาใช้เวลาในการเดินเรือสำรวจทั้งสิ้น 7 ครั้ง ในระยะเวลา 28 ปี และเขาเป็นผู้นำในการเดินเรือมากกว่าห้าหมื่นกิโลเมตรค่ะ ว่ากันว่า เขาท่องไปยังดินแดนต่างๆ มากกว่า 37 ประเทศ

โดยเริ่มต้นการเดินทางครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมปี 1405 (พ.ศ.1948) ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยาพอดีค่ะ...เรือมหาสมบัติหรือ เป่าฉวน ของเจิ้งเหอลำนี้ เคยเดินทางเข้ามาในเขตน่านน้ำไทยด้วยค่ะดังปรากฏอยู่ในหลักฐานจดหมายเหตุจีนที่เกี่ยวข้องกับสยาม ที่ถูกแปลและคัดลอกขึ้นทูลเกล้าถวาย รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

การเดินเรือของเจิ้งเหอครั้งนี้ ที่ทำให้ดิฉันอดทึ่งไม่ได้ก็ตรงที่ว่า เขาเดินทางไปถึงทวีปแอฟริกาทีเดียวนะคะ ไปนำยีราฟจากแอฟริกากลับไปถวายจักรพรรดิหยงเล่อ ที่ชาวจีนและใครทั่วไปรู้จักกันในนามของ กิเลน ค่ะ นอกจากยีราฟแล้ว เขายังนำเอานกกระจอกเทศ เสือดาว และม้าลายกลับไปถวายด้วย กลายเป็นของตื่นตาตื่นใจของผู้คนในสมัยนั้นทีเดียวค่ะ

นึกย้อนกลับไปว่า แล้วกองเรือของเขานั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหนเชียวถึงได้นำเอาสัตว์และเครื่องบรรณาการต่างๆ กลับมายังแผ่นดินจีนได้มากมายขนาดนี้ จากเอกสารที่หลงเหลือจากการถูกเผาทำลายในครั้งผลัดแผ่นดินจีน ได้ระบุไว้ว่า เขาใช้เรือมากกว่าสองร้อยลำและผู้ร่วมเดินทางไม่ต่ำว่า 27,000 คนค่ะ....

และย้อนกลับมาถึงแผนที่การเดินเรือที่ว่าเก่าแก่ที่สุดนั้น เขาจัดทำขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1425 – 1430 หลังจากเสร็จสิ้นการเดินทางครั้งที่ 6 ของเขาค่ะ โดยต้นฉบับเดิมม้วนเป็นภาพยาว แต่ภายหลังมีการจัดพิมพ์เป็นเล่ม ในรายละเอียดนั้นมีการบันทึกรายชื่อเมืองท่าชายฝั่งทะเลไว้กว่า 300 แห่งและแสดงจุดการเริ่มต้นเดินทางที่เมืองหนันจิง และมาสิ้นสุดปลายทางที่เมืองมอมบาซา เมืองชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา นอกจากนี้แผนที่ยังแสดงตำแหน่งของเมือง กระแสน้ำในแต่ละฤดูกาลทิศทางตำแหน่งดวงดาว สภาพเกาะแก่งและร่องน้ำในการเดินทางไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย

เจิ้งเหอ...บุคคลผู้น่าจดจำท่านนี้ ราวกับจะรู้อนาคตตัวเอง เมื่อเขาอายุได้ 60 ปี การออกสำรวจทะเลครั้งสุดท้ายคือครั้งที่ 7 เขาได้พยายามจารึกความสำเร็จของตัวเองไว้ให้คนรุ่นหลังได้จดจำด้วยการจารึกบนแผ่นศิลาสองแผ่นค่ะ

แผ่นแรกสลักเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1431 ถูกวางไว้ที่ทอดสมอเรือใกล้ปากแม่น้ำแยงซี ส่วนแผ่นที่สอง สลักไว้เมื่อเดือนที่สองของหน้าหนาวของปีที่หก แห่งรัชกาลซวนเด๋อแผ่นนี้ถูกวางอยู่ที่ปากแม่น้ำ Min บนฝั่งทะเลฝูเจี้ยน ตั้งตระหง่านเพื่อขอบคุณเจ้าแม่เทียนเฟย (Tianfei) หรือเจ้าแม่ทับทิม เทพเจ้าของชาวเรือที่ช่วยปกป้องภยันตรายในการท่องสมุทรครั้งที่ผ่านๆ มา

เจิ้งเหอเสียชีวิตในปี ค.ศ.1432 ขณะที่เขายังเดินทางอยู่ในห้วงมหาสมุทร ณประเทศอินเดีย แต่มีสุสานของเขาแบบมุสลิมอยู่ที่ภูเขาในเมืองนานกิงและเรียกสุสานนี้ว่า เจิ้งเหอมู่หรือ สุสานเจิ้งเหอ...และมีสลักอักษรไว้บนสุสานว่า อัลลอหฺใหญ่ยิ่ง....

แม้เจิ้งเหอจะไม่มีภรรยา แต่เขาก็มีทายาทเนื่องจากหม่าเหวินหมิง พี่ชายของเขาได้ยกลูกชายและหญิงให้เจิ้งเหอ ทายาทของเจิ้งเหอส่วนหนึ่งสืบทอดวงศ์ตระกูลอยู่ที่เมืองไทยด้วยค่ะ...

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในความยิ่งใหญ่ของบุรุษผู้นี้....ผู้ที่หลายคนจดจำและจดจารเขาไว้ในหน้าหนึ่งของความทรงจำส่วนตัว.....

พบกับรายการ ต่างสมัย รอยไทย โดย นพวรรณ สิริเวชกุล
ได้ทุกวัน เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 20.00 - 21.00 น.
ทางคลื่นสามัญประจำบ้าน http://www.managerradio.com

ที่มา: http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9490000088099
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
35084 ไม่ได้ล๊อคอิน
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Sun Jul 09, 2006 11:11 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ข้อความข้างบนของคุณ นพวรรณ ผิดพลาดไปนิดครับ เจิ้งเหอ โดนกวาดต้อนไปอยู่ในสังกัดของ เจ้าชายจูตี้ โอรสของ จักรพรรดิ์หมิงไท่จู หรือ จูหยวนจาง ครับ

เจิ้งเหอต้องไปสังกัดกับ เจ้าชายจูตี้ ซึ่งมีศักดิ์เป็น เอี้ยนหวาง หรือ เอี้ยนอ๋อง ต่อมา เมื่อ สิ้นสมัย หมิงไท่จู ราชสมบัติตกมาถึง จักรพรรดิ์หมิงฮุ่ยตี้ ซึ่งเป็น พระโอรสของ เจ้าชาย จูเพียว ซึ่งเป็นอดีตรัชทายาท แต่ได้ สิ้นพระชนม์ไปก่อน ที่จะได้เสวยราชสมบัติต่อจาก จักรพรรดิหมิงไท่จู


ตามศักดิ์การสืบต่อแล้ว เอี้ยนหวางจูตี้ ต้องได้รับสิทธิ์ ต่อจาก หมิงไท่จู ผู้เป็นบิดา แต่เนื่องด้วย หมิงไท่จู สำนึกผิดว่ามีส่วนทำให้ เจ้าชายจูเพียว รัชทายาทต้องเสียไปก่อนเวลาอันควร จึงได้ยกราชสมบัติให้ หลานชายคือ จักรพรรดิหมิงฮุ่ยตี้แทน

เอี้ยนหวางจูตี้ ก็เลยต้องมาชิงสมบัติคืนจากหลานชายคือ จักรพรรดิหมิงฮุ่ยตี้ เมื่อ หมิงไท่จู เปิง (สวรรคต) ไปแล้วนั่นเองครับ
35084ไม่ได้ล๊อคอิน
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Sun Jul 09, 2006 11:17 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

เหลนรุ่นที่เท่าไรไม่รู้ของ ท่านเจิ้งเหอ ได้สร้างชื่อ เป็นนักกอล์ฟระดับโลกเหมือนกันนะครับ คือ อารี และ นารี ซง (นามสกุลฝ่ายพ่อซึ่งเป็นชาวเกาหลีใต้ แต่นามสกุลฝ่ายแม่คือ วงศ์ลือเกียรติ ครับ)

ตอนแรก ๆ อารีย์ และ นารี เคยลงเล่นกอล์ฟในนามทีมชาติไทย แต่ตอนหลัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ไม่สนับสนุนเท่าที่ควร ทั้งสองจึง ตกลงใจเลือกสัญชาติตามบิดา เป็นเกาหลีใต้ ไปเรียบร้อยแล้วครับ


คล้าย ๆ กับ กรณี ไทเกอร์ วูด นั่นหละครับ

แต่

ต่างกันตรงที่ว่า

ไทเกอร์ ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนไทย

แต่ อารี กับ นารี สองพี่น้อง จำใจต้องเลือกเป็นชาวต่างชาติแทนครับ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Mar 30, 2008 1:17 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ศาสนามาณีกี [30 มี.ค. 51 - 17:27]

เส้นทางระหว่างเมืองฉวนโจว และเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) ของจีน วันนี้ มีวัดเฉ่าอันร้าง ของลัทธิมาณีกี สร้างขึ้นเมื่อกลาง พ.ศ.1882 สมัยราชวงศ์ หยวน จุดที่นักท่องเที่ยวจะต้องแวะชม

เอ่ยชื่อลัทธิหรือศาสนามาณีกี วันนี้คงไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าอ้างถึงลัทธิเม้งก้า...ศาสนาของฝ่ายอธรรม หรือพรรคมาร ที่กิมย้ง ผู้เขียนมังกรหยก เขียนให้เตียบ้อกี๋ พระเอกของเรื่อง เป็นประธาน...คงพอจะทำให้นึกถึงกันได้บ้าง

ข้อมูลสั้นๆ จากอาศรมสยาม-จีนวิทยา...มาณีกี เป็นลัทธิศาสนาที่ชาวเปอร์เซีย ชื่อมณี... ตั้งขึ้นเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 8 ใช้คำสอนของศาสนาโซโรอัสเตอร์ (บูชาไฟ) เป็นพื้นฐาน ผสมผสานด้วยคำสอนของพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนา

ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากลัทธิเหตุผลนิยม ของโรมัน ที่บูชาแสงสว่าง แต่งชุดขาว กินเจ ซึ่งแพร่เข้าจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ถึงสมัยราชวงศ์หยวน ลัทธิมาณีกี รุ่งเรืองเฟื˜องฟูมากในเมืองฉวนโจว

เมื่อศาสนาอิสลามรุ่งเรือง ลัทธิมาณีกี ก็เสื่อมหายไป กระทั่งในจีน เหลือวัดเฉ่าอันร้าง...ซึ่งมีประวัติว่า เริ่มต้นด้วยการสร้างกระท่อมหญ้าจิ่ง...เป็นวัดมาณีกี ที่เหลืออยู่แห่งเดียวในโลก

ข้อมูลจากสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน...ศาสดาผู้ก่อตั้งมาณีกี ชื่อมณี หรือมาเนส เกิดเมื่อ 14 เมษายน พ.ศ.759 ในบาบิโลเนียสมัยที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอิหร่าน (อิรักปัจจุบัน)

ตระกูลของมณี เป็นเชื้อสายราชวงศ์อาร์ซาซิด ชาวปาร์เถีย ผู้ปกครองจักรวรรดิ อายุ 24 ปีมณี อ้างว่าได้รับเทวโองการจากเทพอัต-เตาม์ ให้ประกาศคำสอน (สาวกแห่งแสงสว่าง) เคยได้รับการสนับสนุนจากอำนาจการเมือง และเมื่อการเปลี่ยน...ฉากสุดท้าย... มาณีกีก็ถูกหาว่าเป็นพวกมิจฉาทิฐิ ถูกจับตัวเข้าคุก

วันมรณภาพของมาณีกี อยู่ระหว่าง พ.ศ. 817 ถึง พ.ศ.820

คำสอนของมาณีกี ในช่วงปลาย...เชื่อกันว่าใช้คำสอนคริสต์ศาสนา และพุทธศาสนา เป็นส่วนใหญ่ เน้นการใช้เหตุผลมากกว่าการใช้ศรัทธา

พุทธศตวรรษที่ 13 ลัทธิมาณีกี รุ่งเรืองมากในเมโสโปเตเมีย พ.ศ.1318 การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พวกมาณีกีในยุคสมัยกาหลิบอุมัยยาด ถูกไล่ล่ากวาดล้าง พุทธศตวรรษที่ 15 ถูกบังคับให้ลี้ภัยไปอยู่มณฑลสะมารกันด์ ปัจจุบัน อยู่ในอุซเบกิสถาน

30 ปีสุดท้าย...พุทธศตวรรษที่ 12 มาณีกีย้ายตัวเข้าตะวันออกไกล เอกสารบางฉบับที่ได้จากเอเชียกลาง ระบุว่าลัทธิมาณีกี ปรากฏตัวในจีนเมื่อ พ.ศ.1218

พ.ศ.1274 โฟวโตตัน ชาวจีนผู้เป็นบิชอปของลัทธิมาณีกี ปฏิบัติตามราชโองการของจักรพรรดิ เรียบเรียงคำสอนของมาณีกี โดยนำคำสอนจากลัทธิเต๋า พุทธศาสนา และลัทธิมาณีกี เข้าผสมกัน

พ.ศ.1305 ข่านองค์หนึ่ง ของพวกวีกูร์ ชาวเติร์ก ของจีนภาคตะวันตก นับถือศาสนามาณีกี ถึงวันนั้น มาณีกีก็เป็นศาสนาทางราชการของรัฐวีกูร์ ต่อมาก็แพร่หลายไปถึงไซบีเรีย

พ.ศ.1383 เมื่อพวกเคอร์คิสเติร์ก ทำลายอาณาจักรวีกูร์ พวกมาณีกีก็กระจัดกระจายแตกหนี ยังพอหลงเหลืออยู่บ้างในบางแคว้นของวีกูร์

จนเมื่อเจงกิสข่าน เผ่ามองโกลยกทัพไปย่ำยีเตอร์กิสถาน พ.ศ.1386 พวกมาณีกี ถูกประหารชีวิตไปเป็นจำนวนมาก

ถึงพุทธศตวรรษที่ 19 ยังพอมีพวกมาณีกีหลงเหลืออยู่บ้าง... ในมณฑลฝูเจี้ยนของจีนและที่เกาะไต้หวัน.

บาราย
ที่มา: http://thairath.co.th/news.php?section=specialsunday03&content=84216

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณสามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.659 วินาที