------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - แฉภัยมาตามสาย ระวัง!
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » กดกระดิ่งความคิด
ผู้ส่ง ข้อความ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Mar 25, 2005 11:12 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

จดหมายจากพยาบาลไทย
โดย นิติภูมิ นวรัตน์

ผู้อ่านท่านที่เคารพ ในโลกนี้สรรพสิ่งทุกอย่างมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งดีและด้านหนึ่งเสีย สื่อมวลชนคนหนังสือพิมพ์และ โทรทัศน์ต้องมีข้อมูลทั้ง 2 ด้านอยู่ในมือ ทั้งด้านดีและด้านลบ ถึงจะรับใช้ สังคมได้ครบ สัปดาห์ที่แล้ว นิติภูมิรับใช้ไปถึงเรื่องที่เดี๋ยวนี้มีพยาบาลไทยไปเรียนและทำงานที่ออสเตรเลียกันมาก วันนี้ก็มีอี-เมล์ มาถึง ขอให้ผมช่วยเผยแพร่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งของการเดินทางไปเป็นพยาบาลที่ออสเตรเลีย

“ดิฉันเป็นพยาบาลไทยที่ติดตามคอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลกและภาษาโลกเป็นประจำ และเป็นหนึ่งในจำนวน หลายคนผู้เคยคิดจะไปทำงานที่ออสเตรเลีย เนื่องจากได้รับฟังข้อมูลข่าวสารจาก โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่ง พวกเรามีกัน 7-8 คน ที่ไปเรียนภาษาที่โรงเรียนแห่งนั้น ซึ่งต้องเสียค่าเรียนต่อเดือนเกือบ 2 หมื่นบาท

ข้อมูลที่ได้จากที่นั่นก็คือ พยาบาลไทยไปทำงานในออสเตรเลีย จะมีรายได้ไม่ตํ่ากว่า 1 แสนบาท แต่ต้องเรียนภาษาและ สอบให้ผ่าน IELST 7.00 ก่อนและฝึกที่โรงพยาบาลที่โน่น 4 สัปดาห์ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นพยาบาลของออสเตรเลีย เนื่องจากคนออสเตรเลียไม่เรียนวิชาพยาบาล พยาบาลที่นั่นจึงขาดแคลน

เกือบทุกคนในกลุ่มของเราลาออกจากงานมาเรียนโดยตั้งใจจะเดินทางไปเผชิญโชคด้วยกัน แต่มาติดปัญหาว่าต้องมีเงินประมาณ 4-5 แสนบาท จึงจะขอวีซ่าออสเตรเลียได้ คนที่ได้ไปต้องกู้เงินมาเข้าบัญชี เพื่อโชว์ให้สถานทูตดู และยังต้องกู้มาจ่ายให้กับโรงเรียนที่ออสเตรเลียอีก 1-1.5 แสนบาท เป็นค่าดำเนินการและดูแล

เพื่อนของดิฉันที่ไปแล้วกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อตอนปีใหม่เล่าให้ฟังว่า ลำบากถึงขนาดต้องไปรับจ้างเก็บสตรอเบอรี ในสวนของชาวสวนออสเตรเลีย เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายส่วนตัวและค่าเรียนภาษา

เดือนที่แล้วก็มีเพื่อนๆของดิฉันตามไปอีก 5 คน ส่วนดิฉันไม่ไปเพราะได้ข้อมูลล่าสุดว่าพยาบาลไทย จะต้องเรียนภาษาอังกฤษอย่างน้อยอีกตั้ง 1 ปี จากนั้นยังต้องเข้าเรียนคณะพยาบาลศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่นั่นอีกตั้ง 1 ปี เท่ากับว่าเราจะต้องเสียเวลาเรียนอีกตั้ง 2 ปี ถึงจะได้เป็นพยาบาลของออสเตรเลีย ซึ่งพวกเราไม่ใช่เด็กจบ ใหม่ถึงจะไปผจญภัยอย่างนั้นได้ และพวกเรามีครอบครัวที่จะต้องดูแล

16 มีนาคม 2548 มีเพื่อนโทรศัพท์มาหาดิฉันเล่าให้ฟังว่า เธอลำบากมากเพราะเพิ่งไปได้เพียงเดือนเดียว ต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างในร้านอาหารไทย ได้เงินเพียงชั่วโมงละ 10 เหรียญ ในขณะที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนอยู่กินเดือนละ 880 เหรียญ

ฝรั่งที่ดูแลพยาบาลไทยก็ดูแลแบบ headhunter จริงๆคือทุกอย่างเป็น เงินเป็นทอง ไปทั้งหมด เพื่อนของดิฉันบอกว่าทนไม่ไหว ขอให้ดิฉันหางานที่เมืองไทยไว้ให้ด้วย จะกลับมาทำงานในบ้านเรา ที่เมืองไทยถึงยังไงก็ไม่อดตาย ดิฉันฟังเรื่องที่เพื่อนเล่าให้ฟังแล้วสลดหดหู่ใจมาก

ที่ดิฉันต้องเขียนมาหาอาจารย์ยาวยืดก็เพราะว่า ดิฉันอยากจะขอวอนอาจารย์ช่วยแพร่ กระจายข่าว ถึงพี่น้องพยาบาลไทยที่คิดจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ว่าควรจะศึกษาข้อมูล ให้ละเอียดถี่ถ้วน พิจารณาให้ดีว่าคุ้มหรือไม่คุ้มที่จะลงทุน ไปทั้งทรัพย์และเวลา และขอใช้คอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลกผ่านข่าวไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขขอให้ช่วยดูแลพยาบาลไทยด้วยค่ะ

ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ, ศิริลักษณ์ อ่อนศรี

ตอบ-คุณพยาบาลศิริลักษณ์ครับ ผมต้องขอขอบคุณในข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งคุณศิริลักษณ์ ได้กรุณาส่งมาให้ครับ, นับถือ, นิติภูมิ.

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย songwut110 เมื่อ Sun Sep 20, 2009 12:01 am, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat Apr 02, 2005 3:16 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

สาวใช้ในสิงคโปร์ต้องสอบภาษาอังกฤษผ่าน
http://www.komchadluek.net/news/2005/04-01/p1--56531.html
ผู้ช่วยแม่บ้านต่างชาติที่จะเข้าไปทำงานในสิงคโปร์ ต้องสอบข้อเขียนภาษาอังกฤษ!

สำนักข่าว AFP รายงานว่า รัฐบาลสิงคโปร์ ได้เริ่มใช้กฎเกณฑ์ใหม่ ให้บรรดาผู้ช่วยแม่บ้านต่างชาติที่เพิ่งเดินทางไปถึง สอบข้อเขียนภาษาอังกฤษ เพื่อทดสอบความสามารถในการอ่าน-เขียนขั้นพื้นฐาน รวมถึงทักษะในการทำงานบ้านด้วย กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ ระบุว่าผู้ช่วยแม่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกาและอินเดีย จะต้องถูกส่งกลับบ้าน ถ้าทำข้อสอบไม่ผ่านภายในเวลา 3 วัน นับจากเดินทางมาถึง ซึ่งกฎเกณฑ์ล่าสุดเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะปรับปรุงคุณภาพของผู้ช่วยแม่บ้านต่างชาติ ที่เข้าไปทำงานตามบ้านในสิงคโปร์

กฎเกณฑ์ใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังระบุว่า พวกผู้ช่วยแม่บ้านหน้าใหม่ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 23 ปี และต้องได้รับการศึกษาอย่างน้อย 8 ปี และนับจากวันที่1 เมษายน เป็นต้นไป บรรดาผู้ช่วยแม่บ้านต่างชาติจะต้องทำข้อสอบ 40 ข้อ ซึ่งมีคำถามที่หลากหลาย เช่น เรื่องของความปลอดภัย, การดูแลบ้าน, ทักษะในการคำนวนและด้านอื่น ๆส่วนผลสอบจะออกมาในวันเดียว คนที่ผ่านจะต้องได้คะแนน 50 เปอร์เซ็นต์

รายงานระบุว่า นายจ้างจะต้องเป็นผู้พาผู้ฃ่วยแม่บ้านไปสอบที่คณะกรรมการความปลอดภัยแห่งชาติของสิงคโปร์ ตั้งแต่วันจันทร์จนถึงวันเสาร์ แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็อนุญาตให้สอบได้อีกครั้งแต่ต้องเป็นภายในเวลา 3 วันที่เดินทางไปถึง อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 24 มีนาคม กระทรวงแรงงานได้ทำการสุ่มสอบเพื่อคัดเลือกผู้ช่วยแม่บ้าน และพบว่า ผู้ช่วยแม่บ้าน 274 คน จากทั้งหมด 267 คน สอบผ่าน หรือเท่ากับ 97 เปอร์เซ็นต์

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat Apr 02, 2005 1:19 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

วันที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9884 หน้า 15
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php?s_tag=01p0117020448&show=1§ionid=0101&day=2005/04/02
ลูกขุนออสซี่หลั่งน้ำตา สะเทือนใจคดีหญิงไทย

สำนักข่าวเอพีรายงานจากนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 1 เมษายน ถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีนักศึกษากฎหมายหญิงชาวไทย วัย 22 ปี ที่ถูกแก๊งค้าโสเภณีข้ามชาติล่อลวงมาค้าประเวณีที่ออสเตรเลียด้วยข้อเสนอว่าจะได้ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ รายได้ดีที่ภัตตาคารในออสเตรเลีย ล่าสุด นักศึกษาคนดังกล่าวซึ่งถูกสงวนชื่อไว้ได้ให้การกับศาลว่า เธอยังคงทำงานเป็นโสเภณีด้วยความสมัครใจหลังได้รับความช่วยเหลือออกมาจากซ่องดังกล่าวแล้ว เพราะเธอได้สูญเสียความเชื่อมั่นและคุณค่าในตัวเองไปจนหมดสิ้นจากที่ได้ประสบชะตากรรมอันเลวร้ายในซ่องดังกล่าว นับตั้งแต่การถูกบังคับให้รับแขกถึงวันละ 20 คน ซึ่งทำให้เธอสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในตัวเอง จนไม่คิดว่าจะพบเจอสิ่งใดที่เลวร้ายกว่าวันนั้นอีกแล้ว และคิดว่าแม้จะกลับมาทำงานเป็นโสเภณีอีกครั้งก็ไม่มีอะไรจะสูญเสียมากไปกว่านี้อีกแล้ว ข่าวแจ้งว่า คณะลูกขุนที่เป็นผู้หญิงถึงกับร้องไห้ออกมาขณะรับฟังคำให้การดังกล่าวผ่านล่าม

ทั้งนี้ ศาลแขวงรัฐนิวเซาธ์ เวลส์ได้เริ่มการพิจารณาคดีดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้ต้องหา 3 รายซึ่งถูกตั้งข้อหาบังคับค้าบริการทางเพศเยี่ยงทาส เพราะหลังจากที่นักศึกษาคนดังกล่าวมาถึงออสเตรเลียก็ได้ถูกแก๊งนี้ซึ่งเป็นเจ้าของซ่องโสเภณีบังคับให้ค้าประเวณี โดยอ้างว่านักศึกษาคนดังกล่าวมีหนี้ต้องทำงานชดใช้ถึง 200,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 6 ล้านบาท ต่อมาเมื่อเดือนมกราคมปี 2546 ได้แอบโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านทางหมายเลขฉุกเฉินจนได้รับความช่วยเหลือออกมาจากซ่องแถบชานเมืองนครซิดนีย์ได้ในที่สุด

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Apr 03, 2005 12:05 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

มติชน วันที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9884 หน้า 5
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php?s_tag=01lif02020448&show=1§ionid=0132&day=2005/04/02

กรมการจัดหางานเตือนระวังตุ๋น อ้างส่งไปทำงานอังกฤษ-แคนาดา

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงแรงงานว่า ขณะนี้ได้มีการสอบถามและร้องทุกข์ของประชาชนจำนวนมาก เกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและแคนาดา ซึ่งขณะนี้บริษัทจัดหางานได้ลงโฆษณาตามสื่อต่างๆ อย่างเอิกเกริก ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไปยังนายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่าขณะนี้ยังไม่มีบริษัทจัดหางานขออนุญาตจัดส่งแรงงานไปอังกฤษหรือแคนาดาแต่อย่างใด ดังนั้น หากมีการส่งคนไปทำงานยังประเทศดังกล่าว ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายและต้องถูกลงโทษ

"หากนายจ้างต่างประเทศต้องการแรงงานไทย ก็ต้องแจ้งมายังกรมการจัดหางานว่าได้เปิดวีซ่าให้ แต่ขณะนี้ทั้งอังกฤษและแคนาดาไม่มีเลย ผมอยากให้คนหางานโทร.มาสอบถามที่กรมก่อน การที่เข้าใจว่าไปทำงานในประเทศเหล่านั้น เพื่อที่จะได้เรียนไปด้วยนั้นทำได้ยาก แต่หากไปเรียนแล้วไปทำงานพิเศษหารายได้ง่ายกว่า" อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าว

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยังบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่ง ซึ่งลงโฆษณารับสมัครคนหางานไว้ในหนังสือพิมพ์ โดยอ้างว่ามีตำแหน่งงานว่างในประเทศอังกฤษในตำแหน่งพนักงานดูแลห้องพักในโรงแรม โดยมีรายได้ประมาณ 300 บาท ต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งพนักงานบริษัทจัดหางานดังกล่าวได้แจ้งว่า หากต้องการสมัครต้องไปสัมภาษณ์ที่บริษัท ซึ่งตั้งอยู่ย่ายจตุจักรก่อน เพื่อทดสอบความสามารถในการใช้ภาษา และหากสอบสัมภาษณ์ผ่าน ทางบริษัทจึงจะทำเรื่องขอวีซ่าของประเทศที่ระบุไว้ในงานให้ โดยหลักฐานที่ต้องใช้ในการสมัครงานมีเพียง สำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด และ รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 รูป เท่านั้น ทั้งนี้ไม่กำหนดวุฒิใดๆ เพียงแต่มีอายุเข้าเกณฑ์กำหนดเท่านั้น และจะต้องเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเป็นค่ากินอยู่ในโรงแรมประมาณ 50,000 บาท ส่วนเรื่องสัญญาระยะการทำงานเป็นสัญญางาน 1 ปี ไม่สามารถกลับก่อนได้ แต่สามารถต่อสัญญาอยู่ต่อได้ ซึ่งต้องตกลงกับนายจ้างผู้ประกอบการในต่างประเทศเอง

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat Apr 16, 2005 11:44 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ตุ๋นแรงงานไปแคนาดาระบาดหนัก
http://www.dailynews.co.th/politic/each.asp?newsid=50825
อ้างการเมืองหนุน-อธิบดีปฏิเสธลั่น

นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี อธิบดีกรม การจัดหางาน กล่าวว่า ขณะนี้มีการร้องเรียนและสอบถามกันเข้ามามากเกี่ยวกับการจัดส่งคนงาน ไปทำงานที่ประเทศแคนาดา ขอยืนยันว่ากรมการจัดหางานไม่มีการจัดตำแหน่งงานในประเทศดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้ได้มีการประสานกับทางกระทรวงการต่างประเทศ และสถานกงสุลไทยประจำประเทศแคนาดาให้ตรวจสอบข้อมูล ทั้งเรื่องตำแหน่งงาน และเอกสารต่าง ๆ ว่ามีจริงหรือไม่ เนื่องจากมีการนำเอกสารมาหลอกกันด้วย จากการตรวจสอบพบว่า เอกสารสัญญาจ้างที่บริษัทอ้างตัวจัดหางานให้ในประเทศแคนาดา ไม่มีการระบุชื่อบริษัทเอาไว้และข้อมูลก็ไม่ชัดเจน

“การที่มีผู้จัดหาตำแหน่งงานว่างอ้างว่างานในแคนาดาเป็นงานพิเศษของผู้มีอำนาจในรัฐบาลสามารถจัดส่งคนงานไปทำงานได้โดยไม่ต้องผ่านทางกรมการจัดหางานนั้น ได้มีการตรวจสอบร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างถ้วนถี่แล้วไม่พบว่ามีการจัดงานลักษณะนี้แต่อย่างใด”อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว.

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Jul 10, 2006 8:07 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10348

ทูตเผย บ.สหรัฐขูดรีดน.ศ.ไทย

นายวีรศักดิ์ ฟูตระกูล เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมว่า ตอนนี้ทางสถานทูตไทยได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองของนักศึกษาไทยที่เดินทางมาหาประสบการณ์การทำงานในช่วงฤดูร้อนที่สหรัฐ ว่าบริษัทจัดหางานที่ได้รับสัมปทานจากสหรัฐปฏิบัติไม่ถูกต้องและมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ส่วนใหญ่ขายสิทธิสัมปทานให้บริษัทอื่นต่อ และไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด

นายวีรศักดิ์กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากผู้ปกครองว่าเด็กไทยถูกใช้งานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดบ้าง เก็บค่าหัวเพิ่มอีก 200 เหรียญสหรัฐ ทั้งๆ ที่เก็บค่าใช้จ่าย 1-1.5 แสนบาทแล้ว หรือให้พักในห้องที่คับแคบแออัดเกินไปและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานตามที่แจ้งไว้

"ตอนนี้กำลังประสานกับสถานทูตสหรัฐที่ประเทศไทย ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองไทยว่าเป็นบริษัทถูกต้องหรือไม่ หากพบว่ามีพฤติกรรมไม่ถูกต้อง ทางสหรัฐจะเพิกถอนใบอนุญาตชั่วคราว ไม่เช่นนั้นเกรงจะเป็นการสร้างความเสียหายมากขึ้นในอนาคต" นายวีรศักดิ์กล่าว

ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0133100749&day=2006/07/10
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Dec 10, 2006 3:44 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ก.แรงงาน พร้อมช่วย 48 คนไทยในแอลเอที่ถูกหลอกไปทำงาน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ธันวาคม 2549 14:24 น.


กระทรวงแรงงาน ประสานกงสุลใหญ่ กรณีแรงงานไทย 48 คน ในลอสแองเจลิส ชนะคดีถูกนายหน้าจัดหางานหลอกลวง พร้อมให้ความช่วยเหลือในการเดินทางกลับ รวมทั้งให้เงินชดเชยแก่สมาชิกกองทุนช่วยแรงงานไทย เผย มีเบาะแสที่เอาผิดนายหน้าที่หลอกลวงได้ ระบุ ปัจจุบันมีคนไทยในลอสแองเจลิสนับแสนคน และร้อยละ 90 ไปทำงานโดยไม่ผ่านระบบการจัดหางาน เตือนคนไทยตรวจสอบระเบียบการไปทำงานต่างประเทศให้ดี ป้องกันการถูกหลอกได้

นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการให้ความช่วยเหลือกรณีคนงานไทย 48 คน ในนครลอสแองเจลิส สหรัฐฯ ซึ่งถูกนายหน้าหลอกลวงไปทำงานอย่างยากลำบากผิดไปจากข้อตกลงเมื่อ 4 ปีก่อน และทางการสหรัฐฯมีคำสั่งให้บริษัทจ้างงานจ่ายชดเชย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้คนงานไทย ว่า อยู่ระหว่างกระทรวงแรงงานประสานงานกับสถานทูตไทยประจำนครลอสแองเจลิส ว่า มีผู้ใดต้องการเดินทางกลับประเทศ หรือต้องการความช่วยเหลือใดหรือไม่ ซึ่งกระทรวงก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ และยังอยู่ระหว่างตรวจสอบฐานข้อมูลว่าคนไทยเหล่านั้นเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนงานไทยไปทำงานต่างประเทศหรือไม่ หากเป็นสมาชิกก็จะได้รับค่าชดเชยกรณีถูกทอดทิ้ง รวมถึงจะได้ค่าเดินทางกลับประเทศด้วย

“กระทรวงได้ติดตามประสานกับกงสุลใหญ่ประเทศไทย ประจำนครลอสแองเจลิส อย่างใกล้ชิด ในการให้ความดูแลคนไทย รวมทั้งยังประสานข้อมูลด้านการหลอกลวงค้ามนุษย์กับหน่วยราชการของสหรัฐฯ สำหรับตัวนายหน้าที่หลอกลวงคนไทยกรณีนี้นั้น กระทรวงได้ติดตาม และมีเบาะแสเพียงพอจะสืบสาวไปถึงตัวคนผิดได้ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด แต่ทั้งนี้การดำเนินคดีนี้ทำได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมีตัวตนผู้เสียหายที่ชัดเจน” นายจุฑาธวัช กล่าว

ด้าน นายสุภัท กุขุน ผู้อำนวยการสำนักบริหารแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ กรมการจัดหางาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนไทยไปอาศัยที่นครลอสแองเจลิสประมาณกว่า 100,000 คน มีทั้งไปเรียน ไปทำงาน และบางคนได้สิทธิเป็นประชากรสหรัฐฯไปแล้ว โดยกว่าร้อยละ 90 ไม่ได้เดินทางผ่านระบบการจัดหางาน อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาขึ้นทางการไทยก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือพื้นฐาน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเดินทางไปอย่างไร

“ขอเตือนคนไทยที่จะเดินทางไปทำงานที่สหรัฐฯ ให้ศึกษากฎระเบียบกติกาในการเข้าไปทำงานอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อจะไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ที่คิดหลอกลวง ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงได้ปูพรมลงพื้นที่ทุกจังหวัด ให้ความรู้เท่าทันระเบียบการไปทำงานในประเทศต่างๆ แก่คนงานไทย ทำให้อัตราคนถูกหลอกลวงลดลงมาก อีกทั้งการที่สถานทูตสหรัฐฯ รวมถึงสถานทูตประเทศอื่นๆ ให้ความร่วมมือในการกลั่นกรองตรวจสอบก่อนออกวีซ่าให้คนไปทำงาน ก็ช่วยลดปัญหาลงได้มาก” นายสุภัท กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แรงงานไทยดังกล่าวเดินทางไปทำงานที่นครลอสแองเจลิส เมื่อปี 2545 ผ่านนายหน้าที่หลอกว่าจะให้ไปทำงานซ่อมสะพานในนครซานฟรานซิสโก แต่เมื่อไปถึงแล้วกลับถูกยึดหนังสือเดินทาง ถูกกักขังให้ใช้แรงงานอย่างหนัก กระทั่งคนงานไทยรายหนึ่งหนีออกมาแจ้งความต่อทางการสหรัฐฯ และตัดสินคดีให้คนงานไทยได้รับค่าชดเชยจากบริษัทนายจ้างในที่สุด ส่วนนายหน้าจัดหางานยังอยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี

ที่มา: http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000151505

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Dec 12, 2006 4:40 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

18 มงกุฎ! อ้างชื่อ “อาคม เอ่งฉ้วน” ตุ๋นเงินนับล้านแลกช่วย นร.แลกเปลี่ยนสหรัฐฯ

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 11 ธันวาคม 2549 19:25 น.


ผู้ปกครอง 3 โรงเรียนดัง วิ่งโร่ร้องตำรวจ สน.สุทธิสาร ถูกแก๊งต้มตุ๋นอ้างเป็นคนสนิท “อาคม เอ่งฉ้วน” อดีต รมว.ศึกษาฯ ฉ้อโกงเงินรายละ 2-8 แสนบาท เป็นค่าแป๊ะเจี๊ยะ แลกช่วยบุตรหลานเข้าโครงการนักเรียนทุนแลกเปลี่ยน ไทย-สหรัฐฯ พบผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 30 ราย ล้วนมีฐานะ

วันนี้ (11 ธ.ค.) เมื่อเวลา 15.30 น.ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนบดินทร์เดชา 1 ย่านรามคำแหง และโรงเรียนบดินทร์เดชา 3 จำนวน 10 คน เข้าร้องเรียนต่อ พ.ต.ท.วัชระ ตั้งยะฤทธิ์ พนักงานสอบสวน สบ.3 สน.สุทธิสาร ว่า ถูก นายภัทรเทพ วีระพงศ์ และพวกซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ STUDENT EXCHANGE CORPORATION นักเรียนไทยแลกเปลี่ยนเรียนภาษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ฉ้อโกงหลอกเรียกเงินค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองที่ต้องการส่งบุตรหลานไปเรียนตามโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนระหว่างรัฐบาลไทย กับสหรัฐฯ รายละ 2 แสน ถึง 8 แสนบาท โดยอ้างชื่อ นายอาคม เอ่งฉ้วน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่า เป็นที่ปรึกษาโครงการสามารถช่วยเหลือได้ โดยมีผู้ปกครองตกเป็นเหยื่อกว่า 30 ราย

โดยผู้ปกครองท่านหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ) กล่าวว่า ลูกเป็นนักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เมื่อสอบได้ก็อยากให้ไปเรียนภาษาที่อเมริกา จึงตัดสินใจส่งลูกไปกับโครงการดังกล่าว และไม่คิดว่าจะถูกหลอกลวง เพราะ นายภัทรเทพ ได้นำเอกสารรายละเอียดของโครงการมาชี้แจงที่โรงเรียนอย่างชัดเจน น่าเชื่อถือ พร้อมแนบภาพถ่ายคู่กับ นายอาคม เอ่งฉ้วน มาแสดงด้วย และตนก็จ่ายเงินเข้าโครงการโดยมีหลักฐานยืนยันได้ ต่อมาลูกได้เดินทางไปแล้ว แต่มารู้ภายหลังว่าโครงการไม่ได้จ่ายค่าเทอมตามที่อ้างไว้ และยังมาบอกอีกว่าหาโรงเรียนร่วมโครงการให้ไม่ได้ ถ้าจะให้ช่วยหาอีกต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกซึ่งตนก็ยอมจ่ายไปเป็นเงินกว่า 4 แสนบาทแล้ว แต่สุดท้ายแจ้งมาว่าส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนเอกชนในรัฐเทกซัส และหากไม่ย้ายที่เรียนใหม่ภายในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ก็จะถูกส่งกลับ

ด้านผู้ปกครองอีกรายหนึ่ง เปิดเผยที่มาของการถูกหลอก ว่า บุตรตนเรียนที่โรงเรียนบดินทรเดชา ก่อนหน้านี้ ได้เห็นมีการลงโฆษณาทางโบรชัวร์และมีโลโก้ของหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่งยืนยัน จึงทำให้เชื่อถือหลงเชื่อ และได้ให้บุตรไปสมัครสอบภาษาก่อน เสียค่าสมัครรายละ 250 บาท จากนั้นพอสอบผ่านก็มีการเรียกเก็บเพิ่มประมาณ 2 แสนบาท และเรียกเก็บเพิ่มอีกเป็นงวดๆ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เด็กเป็นคนออกเองอีกทั้งหมด ตอนนี้ตนจึงเสียเงินไปแล้วถึง 7 แสนบาท

“แต่พอลูกไปอยู่โน่น ได้โทร.มาบอกว่าโรงเรียนที่เรียนนั้นห่างไกลความเจริญ คล้ายกับโรงเรียน กศน.ที่ประเทศไทย ไม่ใช่โรงเรียนในโครงการทุนแลกเปลี่ยน ไม่มีการสอนภาษา มีแต่เด็กญี่ปุ่นและเกาหลี ไม่มีเด็กอเมริกาสักคน ทุกวันทางโรงเรียนได้แต่แจกเอกสารให้กับเด็ก และยังแจ้งว่า ทางโครงการไม่ได้จ่ายเงินให้โรงเรียน และจะตีส่งเด็กกลับหากยังไม่ชำระเงินให้โรงเรียน”

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองนักเรียน กล่าวว่า ได้ติดต่อกลับไปยังสำนักงานของโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนทุน ตั้งอยู่เลขที่ 207/12 ชั้น 6เอ อาคารกฤษฎา พลาซ่า ถนนรัชดาภิเษก กทม.ปรากฏว่า มีการปิดบริษัทไปแล้ว เพราะไม่จ่ายค่าเช่า จนสืบทราบว่า ย้ายมาที่ 538 ชั้น 5 อาคารแกรนด์ ถนนรัชดาภิเษก แต่เมื่อไปติดต่อก็ไม่พบนายภัทรเทพแต่อย่างใด พบว่าประตูหน้าทางเข้าใส่กุญแจล็อกอย่างแน่นหนา ไม่สามารถติดต่อใครได้ การมาร้องเรียนนั้นอยากให้เจ้าของโครงการออกมาแสดงความรับผิดชอบ

ด้าน พ.ต.ท.วัชระ กล่าวว่า จะนำเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแจ้งต่อผู้บังคับบัญชารับทราบต่อไป ส่วนการดำเนินการนั้นขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน

ที่มา: http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9490000151962

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Feb 07, 2007 3:38 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


Work & Travel แฟชั่นฮิต หรือส่ง "คุณหนู" ไปเป“นแรงงานเถื่อน ?

รายงานพิเศษ

ค่านิยมเด็กมหาวิทยาลัยในการเดินทาง ไปต่างประเทศเพื่อทำงานไปด้วยและเที่ยวไปด้วย ได้กลายเป็นแฟชั่นยอดฮิตไปแล้ว บางคนก็ไปทำงานสวนสนุก บางคนก็ไปเลี้ยงเด็ก บางคนดูแลคนสูงอายุ บางคนกลาย เป็นเหยื่อ

นี่คือ โครงการ "ทำงานและท่องเที่ยวภาคฤดูร้อน" (Summer Work/Travel Program : WAT) ที่วันนี้ได้กลายเป็นกระแสยอดฮิตอินเทรนด์ที่สุด ในสมัยนี้

เนื่องจากนิสิตนักศึกษามีพลัง ศักยภาพ และความตั้งใจ ต้องการที่จะเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อทำงานหาประสบการณ์พร้อมๆ กับท่องเที่ยวไปด้วย

ซึ่งทางผู้ปกครองก็มีรสนิยมที่จะควักกระเป๋าสนับสนุนให้ลูกได้เผชิญโลกกว้างในต่างแดนเช่นกัน

แต่ชีวิตจริงอาจจะไม่สวยหรูเสมอไป

น.ส.ธัญญาภรณ์ จันทรเวช หนึ่งในนักศึกษาที่เคยควักทุนส่วนตัวเข้าร่วมโครงการ ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เธอพบว่าสิ่งที่หวังจะได้รับกลับเป็นฝันร้าย

จนในที่สุด เธอได้กลั่นชีวิตจริงให้กลายมาเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ภาคสังคมวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากประสบการณ์จริงของเธอและเพื่อนๆ

ปัญหาคือ ผู้ปกครองต้องลงทุนสูงเพื่อจะส่ง "คุณหนูที่บ้าน" ไปเป็น "แรงงานนอกระบบ" โดยไม่รู้ตัว หลายคนเมื่อไปถึงสนามบินต่างประเทศไม่รู้จะไปทางไหน หลายคนถูกกดค่าแรงงาน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย หรือถูกไล่ออกจากงาน

น.ส.ธัญญาภรณ์กล่าวถึงหลักคิดในการทำวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ว่า คนที่ไปแล้วมีปัญหาถูกมองว่าเป็นเรื่องของความซวยของคนคนนั้นเอง แต่จากที่รวบรวมข้อมูลจากหลายๆ คน ทำให้พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นแบบแผน เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงมีความตั้งใจว่าจะลงมือศึกษาจัดระบบหมวดหมู่ปัญหาเหล่านี้ออกมาชัดเจน เพื่อให้เป็นข้อมูลสำหรับสนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปวางแผนแก้ปัญหาให้เบาบางลงได้

"โครงการนี้ไม่ใช่การฝึกงานภาคฤดูร้อนแบบที่คนไทยเข้าใจ หรือตามคำโฆษณาชักชวนของตัวแทน แต่เป็นลักษณะของการจ้างงานเต็มรูปแบบ สิ่งที่ไม่เต็มรูปแบบก็คือ การปกป้องคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพจากประเทศแม่ให้แก่พลเมืองวัยเรียนที่ถูกแปรสภาพเป็นแรงงานราคาถูกเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น บางคนเสียเงินหลักแสนเพื่อพาตัวเองไปรับจ้างทำงานให้ถึงที่ ทั้งที่สถานะเมื่ออยู่ที่บ้านไม่ต่างอะไรจากคุณหนู"

รศ.สุริชัย หวันแก้ว คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในแง่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ถือว่าเป็นโอกาสการไปเมืองนอก ไปท่องเที่ยว ทำงานนิดหน่อย

"ส่วนใหญ่จะสนใจเรื่องเที่ยว ส่วนทำงานไม่สนใจเท่าไร คือเป็นโครงการที่รัฐบาลสหรัฐส่งเสริมให้นิสิต นักศึกษา เดินทางไปทำงาน แต่ความปลอดภัย หรืออุบัติเหตุ เมื่อเกิดขึ้นมาไม่มีใครดูแล จ่ายค่าชดเชยเสร็จก็เงียบ ทั้งๆ ที่เคยมีนิสิตไปเสียชีวิต แต่ทำอย่างไรได้ก็เด็กอยากไปเมืองนอกฟรี ไม่ต้องลงทุนมาก ซึ่งไปเป็นแรงงานราคาถูก"

รศ.สุริชัยกล่าวย้ำว่า หน่วยงานในมหาวิทยาลัยต้องตื่นตัวและตามให้ทัน นำปัญหานี้มาเป็นประเด็นเพื่อขับเคลื่อนสู่นโยบาย การไปเที่ยวและทำงานในต่างประเทศควรทำอย่างไร ด้านหน่วยงานราชการต้องชัดเจนว่าหน่วยงานใดต้องเข้ามาดูแล สื่อสารให้เด็กรู้ถึงความเสี่ยง รู้ทางหนีทีไล่

"ใครจะบอกให้เข้าหูเด็กที่จะไปได้ เพราะปัญหาคือประเทศไทยองค์กรราชการไม่มีเจ้าภาพ และมันเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล ในระดับมหาวิทยาลัยก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เด็กอยากไป พ่อแม่เห็นว่าเพื่อนลูกๆ ได้ไป ก็อยากให้ลูกไป ขณะนี้ไม่ใช่เฉพาะเด็กในกรุงเทพฯเท่านั้น แต่เป็นค่านิยมที่ไปถึงต่างจังหวัดแล้ว" รศ.สุริชัยกล่าวและว่า

ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีหน่วยงานที่คอยแนะนำว่า เมื่อไปถึงต่างประเทศแล้ว เมื่อเกิดปัญหาจะมีที่พึ่งที่ไหน หากถูกรังแก ล่วงละเมิดทางเพศ ถูกเบี้ยวเงินค่าจ้าง ผิดสัญญา หรืออื่นๆ นั้น ควรจะไปขอความช่วยเหลือได้ที่ไหน เนื่องจากกระแสเปิดเสรีอุดมศึกษาข้ามแดนกำลังได้รับความนิยม แต่ประเทศไทยยังไม่เตรียมพร้อมในด้านความเสี่ยง

"เด็กต่อให้เก่งอย่างไร พอไปเผชิญยถากรรมบางอย่างก็เกินรับมือได้"

ในขณะที่ นายรัชนนท์ ชูชาติ บัณฑิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยเดินทางไปโครงการ Work & Travel ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงประสบการณ์ที่เคยไปทำงานเป็นคนดูแลสระน้ำใช้ชีวิตอยู่ 6 เดือนว่า บริษัทของคนไทยที่พาไปดูแลเป็นอย่างดี

"ที่ผมทำงานอยู่นั้น เจ้าของสระจะอธิบายการทำงานให้ฟังตั้งแต่วันแรกว่าต้องทำอะไรบ้าง หลังจากนั้นจะมีการฝึกให้ผ่านคอร์ส เพื่อที่จะได้รับใบประกาศนียบัตร ก็จะมีการสอนเรื่องการทำความสะอาด ดูแลระบบสระ ซึ่งนายจ้างจะเลือกสระน้ำที่อยู่ใกล้ที่พักให้ ผมทำงานตั้งแต่เที่ยงจนถึงเย็นๆ"

นายรัชนนท์กล่าวว่า สหรัฐอเมริกามีกฎหมายกำหนดที่อธิบายให้กับนิสิตก่อนไป คือ ใน 1 สัปดาห์ จะทำงาน 4 วัน

"ผมคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือ บางคนต้องการได้เงินอย่างเดียว เพราะวันที่ว่างไม่รู้จะทำอะไร"

นายรัชนนท์กล่าวอีกว่า ปัญหาน่าจะมาจาก 3 กรณี คือ 1.คนที่ไปต้องการได้งาน เพราะเมื่อไปถึงนายจ้างจะกำหนดงานว่าคนไหนจะต้องทำกี่ชั่วโมงต่อวัน ถ้าใครที่ทำงานดีก็จะได้รับชั่วโมงมาก

2.บางคนต้องการทำงานน้อย เพื่อเอาเวลาไปเรียนภาษา ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา และ 3.ต้องการจะไปทำงานที่สหรัฐอเมริกาเลย ซึ่งอาจจะมาจากไม่ประทับใจบริษัทที่ทำเรื่องติดต่อ จนออกมาหางานเอง ซึ่งจะทำให้ไม่มีใบอนุญาตทำงาน กลายเป็นแรงงานเถื่อน หรือถ้ามีบริษัทรับ ทางบริษัทก็จะถือว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างตามเรตที่กำหนด

"เพื่อนผมที่ไปทำงานที่สวนสนุกก็มีปัญหามาก เพราะที่สวนสนุกคนเยอะ พอภาษาไม่แน่นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เหมือนกับว่างงาน นายจ้างก็ไม่อยากให้ทำ" นายรัชนนท์กล่าว

นี่คือความจริงอีกด้านที่ควรรู้เอาไว้

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Mar 13, 2007 11:38 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

22 คนไทยฟ้อง นรกมะกัน ใช้แรงงานทาส [12 มี.ค. 50 - 03:56]

แรงงานไทยในต่างแดนต้องดิ้นรนเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง จากการถูกนายจ้างกดขี่ในครั้งนี้ สำนักข่าวเอพีรายงาน โดยอ้างข่าวที่ตีพิมพ์ในสื่อท้องถิ่นของเมืองราเลจห์ รัฐนอร์ธ แคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ว่ากลุ่มชายไทย จำนวน 22 คน ได้ยื่นคำร้องฟ้องอดีตเจ้าของบริษัทจัดหางานหลายแห่งของสหรัฐฯ ที่เป็นนายหน้าหาคนไปทำงานตามฟาร์มต่างๆ ในรัฐนอร์ธ แคโรไลนา ฐานไม่ยอมจ่ายเงินค่าแรงตามที่ระบุ มีการกักขังหน่วงเหนี่ยว และข่มขู่คุกคาม โดยหนึ่งในกลุ่มที่ยื่นฟ้องร้องให้ดำเนินคดีบริษัทจัดหางาน มีชื่อนายเมืองมล อาสานอก เกษตรกรไทย วัย 28 ปี

ทั้งนี้ นายเมืองมล อาสานอก เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า มีอาชีพเป็นเกษตรกร ทำงานอยู่ในไทย มีรายได้ไม่ถึง 500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 17,500 บาทต่อปี ต่อมาเมื่อปี 2548 มีนายหน้าจัดหางานจากบริษัทมิลเลียน เอ็กซ์เพรส แมนพาวเวอร์ จำกัด (Million Express Manpower co,ltd.) ที่อ้างว่ามีสำนักงานอยู่ในเมืองเมาต์ โอลี รัฐนอร์ธ แคโลไลนา ได้มาเสนองานให้ไปทำในสหรัฐฯ เป็นเวลา 3 ปี โดยให้ข้อเสนอว่าเขาจะได้รายได้กว่า 8 ดอลลาร์ หรือประมาณ 280 บาทต่อชั่วโมง เมื่อคิดสะระตะแล้ว เห็นว่าเป็นรายได้ที่เพียงพอที่จะทำให้เริ่มต้นลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงจ่ายค่าเล่าเรียนลูกๆ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้ด้วย

นายเมืองมลกล่าวอีกว่า จึงตัดสินใจจำนองที่นาเพื่อนำเงินไปจ่ายเป็นค่านายหน้าในการสมัคร เพื่อให้ได้เข้ามาทำงานในสหรัฐฯ เป็นเงินจำนวน 11,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 385,000 บาท หลังจากนั้นก็ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ทิ้งภรรยาและลูกน้อยไว้ข้างหลัง เพื่อเดินทางมุ่งหน้าไปทำงานในเขตจอห์น สตัน รัฐนอร์ธ แคโรไลนา แต่เมื่อไปถึงก็พบว่า ต้องมีชีวิตเยี่ยงนักโทษ ทำงานอยู่ในโกดังสินค้า ริมถนนทางหลวงในพื้นที่แถบชนบท

ด้านเจ้าหน้าที่รัฐนอร์ธ แคโรไลนา รายหนึ่งกล่าวถึงการเข้ามาทำงานของบรรดาแรงงานต่างด้าวในรัฐแห่งนี้ ว่าคนงานที่เข้ามาทำงานตามฟาร์มต่างๆ ในรัฐนอร์ธ แคโรไลนา ส่วนใหญ่มาจากเม็กซิโก แต่ช่วงหลังมานี้ ผู้ประกอบธุรกิจจัดหาแรงงานรายใหม่ๆ ได้พาคนงานมาจากภูมิภาคเอเชีย โดยสัญญาจะให้ผลตอบแทนต่างๆ นานาเกินความเป็นจริง

ส่วนกลุ่มความช่วยเหลือทางกฎหมายแห่งรัฐนอร์ธ แคโรไลนา (Legal Aid of North carolna) ผู้ประสานงานกองทุนภาครัฐ เพื่ออุดหนุนผู้มีรายได้น้อย ได้ออกมาร่วมแฉว่า ในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา คือระหว่างปี 2547-2549 บริษัทนายหน้าจัดหาคนงาน ได้นำแรงงานจากเอเชียเข้ามาทำงานในรัฐนอร์ธ แคโรไลนา แล้วไม่ต่ำกว่า 115 คน นอกจากนี้ นางเคท วูเมอร์ดีเทอร์ส ทนายความประจำกลุ่มความช่วยเหลือด้านกฎหมายแห่งรัฐนอร์ธ แคโรไลนา ยังกล่าวด้วยว่า ความที่ผู้ใช้แรงงานต้องการได้งานทำอย่างมาก ทำให้ไม่กล้าเปิดปากพูดอะไรเลย เมื่อเกิดปัญหาถูกเอารัดเอาเปรียบ

ขณะที่นางลิบบี วิตเลย์ ซึ่งทำธุรกิจจัดหาแรงงาน ที่มีสำนักงานในรัฐเวอร์จิเนีย และจัดหาส่งคนงานไปทำงานตามฟาร์มเช่นกัน กล่าวว่า บริษัทนายหน้าจัดหางานหลายแห่งในสหรัฐฯ มักให้สัญญามากมายกับผู้จะมาทำงานในฟาร์ม โดยบอกให้คนงานแค่เซ็นเอกสาร แล้วทุกคนจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ไม่ต้องกังวล เราจะรับผิดชอบทุกคน ซึ่งพวกแบบนี้น่ะมีเยอะ

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบเว็บไซต์ของกระทรวงแรงงานของไทย พบว่ามีชื่อบริษัทมิลเลียน เอกซ์เพรส แมนพาวเวอร์ จำกัด เป็นบริษัทจัดหางานที่มีชื่อขึ้นทะเบียนอยู่กับสำนักงานบริหารแรงงานไทยในต่างแดน กรมการจัดหางาน มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ใน กทม.

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu May 31, 2007 2:05 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

สาวไทยชนะคดีค้ามนุษย์ในออสเตรเลีย
12:39 น.

สาวไทยอดีตทาสกามขบวนการค้ามนุษย์ เป็นเหยื่อรายแรกที่ได้รับเงินชดเชยจากการตัดสินของศาลพิเศษคดีจ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ในออสเตรเลีย


รายงานจากออสเตรเลีย ระบุว่า ผู้พิพากษาศาลพิเศษรัฐนิวเซาท์เวลส์ พิพากษาจ่ายเงินชดเชยให้แก่ นางหนิง (นามสมมติ) สาวไทยวัย 25 ปี ในวงเงินที่ไม่เปิดเผยจำนวน จากกรณีที่เธอถูกกลุ่มค้ามนุษย์ล่อลวงไปค้าประเวณีในซ่องโสเภณีนครซิดนีย์ เมื่อปี 2538 เมื่อเธออายุเพียง 13 ปี โดยอ้างว่า เธอต้องรับแขก 650 คน เพื่อจ่ายหนี้ค่าตัว 35,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1.26 ล้านบาท เธอได้รับการช่วยเหลือออกจากซ่องดังกล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้าทลายกิจการ หลังจากต้องรับแขกเป็นเวลา 10 วัน


การพิจารณาคดีดังกล่าวมีขึ้นตามกฎหมายที่เพิ่งตราขึ้นเมื่อปี 2542 และรัฐบาลออสเตรเลียลงนามในข้อตกลงความร่วมมือปราบปรามการค้ามนุษย์กับเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งกัมพูชา พม่า ลาว และไทย เมื่อปี 2546


นางหนิง ซึ่งปัจจุบันกลับมาตั้งรกรากในเมืองไทยกับสามีและลูกชายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุว่า เงินที่ได้รับชดเชยจะเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของตัวเองและบุตร รวมไปถึงการดำเนินธุรกิจเพื่อชีวิตในอนาคตต่อไป นอกจากนี้ เธอยังเคยเข้าร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาตีแผ่ขบวนการค้ามนุษย์ อีกทั้งยังให้ความร่วมมือในการสร้างภาพยนตร์ให้ความรู้แก่สตรีชาวไทย เพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอยที่เธอเคยมีประสบการณ์

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Sep 25, 2007 4:55 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top







แฉภัยงาน‘ไซด์ไลน์’บนเน็ต ตกเหยื่อเข้าวงจรแชร์ลูกโซ่

โดย ผู้จัดการรายวัน 24 กันยายน 2550 09:03 น.

เปิดโปงขบวนการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต หลอกผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสมัครเป็นสมาชิก โดยใช้โฆษณาชวนเชื่อว่าจะสร้างรายได้เสริมเป็นหลักแสนบาทต่อเดือน เพื่อมุ่งสร้างเครือข่ายหากินกับเงินค่าสมาชิก เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ พบแพร่ระบาดอย่างหนักบนโลกไซเบอร์ในปัจจุบัน

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคงเคยเห็นโฆษณาบนเว็บไซต์ หรือบางทีอาจส่งเป็นอีเมล์เข้ามาว่า “อยากทำงานมีรายได้เสริมเดือนละ 5,000 - 500,000 บาท ด้วยการใช้อินเตอร์เน็ตทำงานอยู่กับบ้าน หรือสำนักงาน วันละไม่กี่ชั่วโมง” พร้อมกับคำชักชวนเพื่อให้เข้าร่วมทำงาน หลายคนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่างานเหล่านี้สร้างรายได้อย่างมากมายมหาศาลขนาดนั้นได้อย่างไร

“ผู้จัดการรายวัน” ได้เข้าไปศึกษาและรวบรวมข้อมูลผ่านเว็บไซต์ที่กล่าวอ้าง อ่านข้อมูลที่นำเสนอผ่านเว็บบอร์ด สอบถามผู้รู้ที่อยู่ในแวดวงอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกทดลองทำงานจริงตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อสืบเสาะหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว

โดยพบว่าลักษณะโดยทั่วไปของเว็บไซต์เหล่านี้คือการโฆษณาชวนเชื่อด้วยผลตอบแทนล่อใจด้วยเงินจำนวนมหาศาล เป็นต้นว่า “ให้ Bonus ฟรีๆ 80 Euro เมื่อสมัครเป็นสมาชิกเป็นครั้งแรก” “อ่านดูก่อนแล้วจะไม่เสียโอกาสทำเงิน100,000 บาท/เดือนแบบสบายๆ” “ให้ bonus ฟรีๆ 2,000$ เมื่อสมัครเป็น สมาชิกในครั้งแรก” หรือว่า “บริษัทเปิดใหม่แค่ 5 เดือนมีคนรับรายได้หลักแสน เกือบร้อยกว่าคนแล้ว”

ตบท้ายด้วยการสำทับความน่าเชื่อถือด้วยการประกาศว่า เป็นงานที่ผ่านขั้นตอนการดำเนินงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และผ่านการรับรองโดยสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือ อาจรับรองว่า ได้รับการประกันความเชื่อถือจาก กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

สำหรับรูปแบบของการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตที่พบลักษณะการจูงใจด้วยเงินค่าจ้างที่ค่อนข้างสูงอาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรก เป็นงานลักษณะขายตรงด้วยการทำการตลาดแบบหลายชั้น (Multi-Level Marketing) โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ซึ่งงานลักษณะนี้ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย บริษัทมีตัวตนชัดเจนจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายสามารถตรวจสอบข้อมูลทะเบียนบริษัท ผ่านทางสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ และที่สำคัญมีสินค้าไว้สำหรับขาย แต่รายได้จะมากหรือน้อยต้องแลกมาด้วยความขยันในการสร้างยอดขาย และการสร้างเครือข่าย

กลุ่มที่สอง เป็นงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางอินเทอร์เน็ต โดยมีลักษณะที่สำคัญคือทำงานบนอินเทอร์เน็ต 100% โดยเข้าไปคลิ๊กโฆษณาบนเว็บไซต์ หรือคลิ๊กอ่าน E-mail ตามที่ทางต้นสังกัดส่งมาให้อ่าน รายได้ส่วนหนึ่งบริษัทอ้างว่าเกิดจากการคลิ๊ก และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการหาเครือข่ายหรือการหาสมาชิกมาสมัครเพิ่มเติม

กลุ่มที่สาม เป็นงานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับงานในกลุ่มที่สอง แต่มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายมากกว่า ตัวสินค้าหรือรูปแบบการทำงานไม่ปรากฏแน่ชัด แต่สิ่งที่มีความจำเป็นมากสำหรับการทำงานในกลุ่มนี้คือจะต้องสมัครเป็นสมาชิกและเสียค่าสมาชิกแรกเข้าจำนวนหนึ่ง หรือ อาจจะเสียค่าสมาชิกเป็นรายเดือนอีกด้วย

ทั้งนี้ การทำงานในลักษณะขายตรงในกลุ่มแรกถือเป็นข้อยกเว้นในที่นี้ เพราะเป็นลักษณะของงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่งานกลุ่มที่สอง และกลุ่มที่สาม ต้องพิจารณาในรายละเอียดเพราะมีลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายมากที่สุด

ข้อสังเกตที่สำคัญของงานจำพวกนี้ มักมีรูปแบบการนำเสนอที่เหมือนกัน คือ เมื่อคลิ๊กเข้าไปในเว็บไซต์ อาจจะเป็นเว็บไซต์ของบริษัทในประเทศแม่หรือเป็นเว็บไซต์ของคนไทยที่สร้างขึ้นเพื่อหาสมาชิกโดยเฉพาะ ซึ่งเนื้อหาในเว็บไซต์ จะเริ่มต้นด้วยคำโฆษณาค่าตอบแทนเป็นเงินสูงลิ่ว ตามด้วยการยกตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จ หรือ มีข้อความคำสโลแกนที่โน้มน้าวใจจำนวนมาก

“ลักษณะที่โดดเด่นของแชร์ลูกโซ่ก็คือการที่สมาชิกใหม่จะต้องจ่ายเงินค่าเข้าเป็นสมาชิกเป็นเงินจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นเมื่อสมัครสมาชิกใหม่ได้ ก็จะมีส่วนแบ่งรายได้จากค่าสมาชิกของสมาชิกใหม่ให้แก่ผู้ที่ชักชวนมา”

วิธีการของแชร์ลูกโซ่มีวิธีการที่แยบยลขึ้น เพื่อให้ผู้ที่จะมาสมัครเป็นสมาชิกรู้สึกตายใจ สิ่งแรกที่เหล่ามิจฉาชีพเหล่านี้ใช้คือ ได้เพิ่มผลิตภัณฑ์หรือบริการ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ แต่ยังคงการเก็บเงินในการเข้าเป็นสมาชิกจำนวนมากไว้ และพยายามทำให้การจ่ายเงินค่าสมาชิกนั้นเป็นการซื้อสินค้า หรือบริการ ในบางบริษัทอาจทำออกมาในรูปของสินค้าตัวอย่าง สังเกตได้ว่าผู้ที่ชักชวนมาจะมีส่วนแบ่งจากค่าสินค้าหรือบริการชุดแรกนี้ด้วย

สอดคล้องกับการที่ “ผู้จัดการรายวัน” ได้สมัครเข้าไปเป็นสมาชิกของเว็บไซต์แห่งหนึ่งที่อ้างว่าได้ประยุกต์รูปแบบการทำการตลาดแบบ MLM เพื่อนำมาใช้โฆษณาโดเมนเนมของบริษัท ในเบื้องต้นกำหนดเงื่อนไขว่าคนที่สมัครเป็นสมาชิกจะต้องเสียค่าสมาชิกรายเดือน ๆ ละ 10 ดอลล่าร์สหรัฐ ($10) โดยจะนำเงินดังกล่าวแบ่งเงินให้กับสมาชิกที่อยู่เหนือขึ้นไปเป็นลำดับขั้น

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบริษัทเก็บเงินจากเราไปเดือนละ $10 บริษัทจะเก็บไว้เอง $5 จากนั้นจะแบ่งให้กับสมาชิกชั้นบนที่แนะนำเรา 5 คน (5 ชั้น) คนละ $1 รวมเป็น $5 นั่นเท่ากับว่ารายได้หลักจากการดำเนินการทำงานด้วยระบบนี้คือการสร้างเครือข่ายสมาชิกหรือการหาสมาชิกใหม่เข้าร่วมงานนั่นเอง ซึ่งมีลักษณะและรูปแบบการดำเนินงานที่ใกล้เคียงกับแชร์ลูกโซ่เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกรูปแบบการดำเนินเนินงานที่เข้าข่ายการหลอกลวงอีกหลายรูปแบบบนโลกอินเทอร์เน็ต เช่น เมื่อจ่ายค่าสมาชิกแล้วยังต้องเสียค่าอบรม หรือ เมื่อเข้าไปทำงานแล้วกลับไม่ได้รับเงินจริงตามที่กล่าวอ้าง เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่สนใจก็ควรต้องใช้วิจารณญาณอย่างมาก ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ ที่สำคัญภาครัฐควรเพิ่มความชัดเจนและกวดขันงานที่เข้าข่ายหลอกลวงอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon May 11, 2009 12:19 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ฝ่าวิกฤติ 'แรงงานไทยในต่างแดน' เผยอาชีพต้องการในตลาดนอก

วันแรงงานแห่งชาติ หรือ วันกรรมกรสากล เป็นวันที่มีความสำคัญวันหนึ่ง เพราะในระบบเศรษฐกิจ “แรงงาน” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดผลผลิต แรงงานจึงเป็นส่วนสำคัญของความมั่นคงก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีแรงงานบางส่วนถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง ดังนั้นเพื่อ ให้เกิดการพัฒนาทั้งในเรื่อง ของคุณภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนสิทธิอันชอบธรรมที่ผู้ใช้แรงงานพึงได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง รัฐบาลจึงกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” ตามที่คณะพรรคสังคมนิยมระหว่าง ชาติได้กำหนดไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 จนถึงปัจจุบัน

แรงงานไทยในต่างประเทศ เป็นแรงงานหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพราะต้องจากครอบครัวไปทำงานอยู่ไกลบ้าน อีกทั้งยังต้องเสี่ยงกับการถูกนายหน้าใช้กลวิธีหลอกลวงสารพัดจนบางคนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว บางครั้งเกือบเอาชีวิตไม่รอด ปกรณ์ อมรชีวิน รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน อธิบายถึงวิธีการป้อง กันการถูกหลอกลวงไปทำงานในต่างประเทศว่า ควรลงทะเบียนและสมัครงานกับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานโดยตรง ทางกรมฯ จะเป็นผู้รับสมัครและคัดเลือกรวมทั้งจัดส่งไปให้นายจ้างในต่างประเทศ วิธีนี้เสียค่า ใช้จ่ายเท่าที่จ่ายจริง เช่น ค่าหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าใช้จ่ายในการเดินทางอื่น ๆ เช่น ตั๋วเครื่องบิน ค่าธรรมเนียมสนามบิน รวมแล้วประมาณ 30,000 บาท

หากใช้บริการบริษัทจัดหางานเป็นผู้จัดส่งไป บางบริษัทจะมาคัดรายชื่อจากกรมฯ ที่มีผู้มาลงทะเบียนไว้แล้ว หรือโฆษณาจัดหางานเอง แต่บริษัทนั้น ๆ ต้องจดทะเบียนขออนุญาตประกอบกิจการจัดหางานต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางาน เพื่อรัฐจะได้ควบคุมให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ รวมทั้งบริษัทจะต้องมีเงินประกันด้วย เราต้องตรวจสอบบริษัท ให้ดีว่ามีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบว่ามีงานจริงอย่างที่บริษัทจัดหางานระบุไว้หรือเปล่า สำหรับวิธีนี้จะเสีย ค่าใช้จ่ายมากกว่าทางกรมฯจัดส่ง ไป เนื่องจากต้องเสียค่าบริการให้ กับทางบริษัท และ หากคนงานสามารถเดินทางไปทำงานด้วยตนเองโดยการแนะนำจากเพื่อนหรือรู้จักกับนายจ้างที่อยู่ในต่างประเทศจะต้องแจ้งให้ทาง กรมการจัดหางานทราบก่อนเดินทางไปไม่น้อยกว่า 15 วัน ซึ่งวิธีนี้จะเสียค่าใช้จ่ายไม่มากเท่าใดนัก

ที่สำคัญก่อนเดินทางต้องผ่านการอบรมกับทางกรมฯ และฟังการชี้แจงว่าคุณจะไปทำงานอะไร เงินเดือนเท่าไหร่ พร้อมกับเซ็นสัญญาต่อหน้า เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีการอธิบายถึงการปฏิบัติตัวในต่างประเทศและแนะนำว่าหากมีปัญหาควรติดต่อกลับมาที่ใดพร้อมให้ที่อยู่และ หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ทั้งนี้ควรสมัครกองทุนกับทางกรมฯ ด้วยเพื่อที่จะนำเงินส่วนนั้นไว้ดูแลช่วยเหลือยามที่เราตกงาน บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต

“จากสถิติการส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ ในปี 2549 ได้จัดส่งไป 156,710 คน ปี 2550 จำนวน 159,529 คน ปี 2551 จำนวน 165,597 คน และล่าสุดปี 2552 สถิติระหว่างเดือน ต.ค. 2551-มี.ค. 2552 ในช่วง 6 เดือนนี้จัดส่งไป 70,254 คน ส่วนรายได้ที่ส่งกลับมาประเทศไทยผ่านบัญชีธนาคาร ในปี 2549 ส่งกลับมาจำนวน 53,985 ล้านบาท ปี 2550 จำนวน 56,273 ล้านบาท ปี 2551 จำนวน 65,732 ล้านบาท และปี 2552 ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจำนวน 13,631 ล้านบาท รายได้นี้ยังไม่รวมที่แรงงานไทยนำติดตัวกลับมาประเทศไทย”

สถิติดังกล่าวที่จัดส่งไป ปีละแสนกว่าคนนั้นไม่ใช่คนงานใหม่ทั้งหมด เพราะธรรมชาติของการเดินทางไปทำงานต่างประเทศจะไป ๆ มา ๆ 2-3 ปี ตามสัญญาที่ทำไว้แต่ถือเป็น เรื่องดีที่จากสถิติมีเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าเศรษฐกิจยังไม่น่าเป็นห่วงเท่าใดนัก

สำหรับผู้ที่มีความต้องการจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศในระยะนี้แต่เกรงว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ตลาดแรงงานต่างประเทศอาจลดจำนวนลง รองอธิบดี ให้ข้อมูลตลาดแรงงานที่ยังคงมีความต้องการแรงงานไทยอยู่ว่าเนื่องจากแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นแรงงานกึ่งฝีมือคุณภาพ ขยันขันแข็งและมีน้ำใจ จึงเป็นที่ต้องการจำนวนมากของนายจ้างชาวต่างชาติหลายประเทศโดยไม่ลดลง มีดังนี้ 1.ประเทศกาตาร์ ในปี 2550 รับ 5,762 คน และปี 2551 รับ 10,722 คน เพิ่มขึ้น 4,960 คน 2.ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในปี 2550 รับ 9,850 คน ปี 2551 รับ 12,973 คน เพิ่มขึ้น 3,123 คน

3.ประเทศลิเบีย ในปี 2550 รับ 2,269 คน ปี 2551 รับ 4,789 คน เพิ่มขึ้น 2,520 คน 4.สาธารณรัฐเกาหลี ในปี 2550 รับ 13,287 คน ปี 2551 รับ 15,730 คน เพิ่มขึ้น 2,443 คน และ 5.ประเทศโอมาน ในปี 2550 รับ 1,148 คน ปี 2551 รับ 1,412 คน เพิ่มขึ้น 264 คน โดย อาชีพที่ต้องการเป็นอันดับ 1 คือ งานฝีมือ เช่น ช่างไม้ ช่างเชื่อม ช่าง ทั่วไป อันดับ 2 งานในโรงงาน เช่น ผู้ควบคุมเครื่องจักรเบา อันดับ 3 อาชีพพื้นฐาน เช่น กรรมกร หรือคนงานทำงานหนัก คนงานทั่วไป อันดับ 4 อาชีพวิศวกร ผู้เชี่ยวชาญ ด้านติดตั้ง และอันดับ 5 ช่างเทคนิคและผู้ปฏิบัติงานที่ เกี่ยวข้อง เช่น ช่างเทคนิควิศวกรรมเครื่องกล และนวดแผนโบราณ

นอกจากนี้ยังมีตลาด แรงงานไทยใหม่ ๆ ที่น่าสนใจคือ ประเทศสวีเดน ที่ต้องการแรงงานไทยไปเก็บผลไม้ป่า ซึ่ง ปีนี้เราได้โควตาถึง 5,000 คน จากที่ปีที่แล้วได้จำนวน 3,000 คน แต่เชื่อว่ารวม ๆ แล้ว จะสามารถส่งไปได้ประมาณ 7,000-8,000 คน ส่วนประเทศ ในแถบยุโรปที่ต้องการแรงงานไทยไม่มากแต่ก็น่าสนใจ โดยเฉพาะงานภาคเกษตรที่ยังคงต้องการอยู่ เชื่อว่าเรามีโอกาสขยายแรงงานเข้าไปได้อีกอย่างแน่นอนในอนาคตข้างหน้า

สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คืออย่าละโมบโลภมาก เห็นแก่ประโยชน์โดยไม่ตรวจสอบ จะทำให้ถูกหลอกลวงได้ง่าย ทาง ที่ดีก่อนจะตัดสินใจ เสียเวลาเพียงเล็กน้อยโทรฯสอบถามที่สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 เพื่อตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ให้ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง.

ข้อปฏิบัติเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนายหน้าเถื่อน

1.ไม่หลงเชื่อคำชักชวนหรือการกล่าวอ้างอิงเกินจริงของพวกมิจฉาชีพ

2.อย่าเพิ่งรีบร้อนจ่ายเงินค่าบริการ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมการจัดหางานเสียก่อน

3.หากจำเป็นต้องจ่ายเงินค่าบริการควรจ่ายผ่านระบบบัญชีธนาคารเพื่อจะได้มีหลักฐานไว้หากมีการแจ้งความดำเนินคดีในภายหลัง

4.ควรขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มาชักชวนและถ่ายเอกสารเก็บไว้ หากผู้ชักชวนบริสุทธิ์ใจจะยินยอมให้

5.ตรวจสอบว่าผู้ชักชวนมีบัตรประจำตัวลูกจ้างหรือตัวแทนของบริษัทจัดหางานหรือไม่ และเลขที่อนุญาตหมายเลขใด

6.นำข้อมูลที่ได้ไปตรวจสอบสถานะความเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของบริษัทจัดหางานและบริษัทจัดหางานนั้นได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่.

กรวิกา คงเดชศักดา

ที่มา: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=197681&NewsType=1&Template=1

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
supawit103
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 01, 2004
ตอบ: 753
รุ่นทีู่่: 103

ตอบตอบ: Sat Sep 19, 2009 10:26 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

.....เช้าวันนี้ ผมได้รับโทรศัพท์หมายเลข 02-6x51800 (หลักที่ 2 ไม่แน่ใจว่า 8 หรือ 9 เพราะเผลอเคลียร์ iphone ไปแล้ว)
พอรับปุ๊บ ก็เป็นเสียง โทรศัพท์อัตโนมัติแจ้งเตือนว่า
"ศูนย์บริการบัตรเครดิต ธนาคารกสิกรไทยของแจ้งว่า ท่านได้ใช้บัตรเครดิตของท่านซื้อสินค้า เป็นเงิน ๓,๖๐๐ บาท, ยืนยัน กด ๑, ติดต่อ เจ้าหน้าที่ กด ๙

(ผมถือบัตรธนาคารนี้อยู่แต่ไม่ได้ใช้มานานโข) จึงเลือก ๙ เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่

คนรับสายเป็นผู้หญิง ก็เริ่มถาม ชื่อ และ หมายเลขบัตรของผม
(ระหว่างนั้น มีเสียง ลอดมาในสายเป็นผู้ชาย "ที่นี้ ศูนย์บริการบัตรเครดิต ธนาคารกสิกรไทย....."

ผมรู้สึกผิดปกติ เพราะส่วนใหญ่เวลาเราสนทนาไม่ว่ากับ ศูนย์บริการลูกค้าของบริษัทชั้นนำใดๆ ก็ตาม ไม่เคยมีเสียงผู้อื่นเล็ดลอดเข้ามาในสายการสนทนา

ผมจึงวางสายทันที
แล้วรีบ โทรไปที่ ศูนย์บริการของ บมจ.กสิกรไทย หมายเลข 02-888-8888 เพื่อตรวจสอบ
อันนี้เราโทรเข้าไปหาเอง สบายใจได้อยู่แล้ว

เป็นไปตามคาด
หลังจากตรวจสอบสถานะแล้ว ผมไม่ได้มียอดการใช้บัตรเครดิตของ ธนาคารนี้ แต่อย่างใด
ผมจึงแจ้งหมายเลข โทรที่ผิดสังเกตุข้างต้น
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า
เจ้าหน้าที่ของ ธนาคารกสิกรไทย ไม่พยายามรับเรื่องไปสืบสวนต่อ

ที่แจ้งมานี้อยากให้ พวกเราระมัดระวัง มิจฉาชีพที่ อาจใช้ช่องทางนี้ในการ ขอข้อมูลส่วนตัวของคุณ
อาทิ
ชื่อ นามสกุล,
หมายเลขบัตรประชาชน
หมายเลขบัตรเครดิต
วันเดือนปีเกิด
วงเงิน

เพื่อไปใช้ประโยชน์ในช่องทางที่พวกมิจฉาชีพเหล่านี้สามารถทำได้
หรือแม้แต่ กรณี TeleMarketing ของบริษัทประกันชีวิตต่างๆ ก็ตามที
แม่บ้านของผมเคยได้รับโทร เรื่องคืนเงินประกันสังคม, คืนภาษี ทำนองเดียวกันนี้มาแล้ว

ขอให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลใดๆทางโทรศัพท์ ด้วยครับ

_________________
ศิษย์กตัญญู..ครูมิใช่เรือจ้าง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) MSN
papabear1962
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: May 14, 2007
ตอบ: 619
รุ่นทีู่่: 98

ตอบตอบ: Sun Sep 20, 2009 1:35 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Evil or Very Mad Question Exclamation Evil or Very Mad
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว รุ่นที่ (แสดงในกระทู้)
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณสามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.205 วินาที