------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - แกะรอย "หลังบ้าน" สมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคต ๔๐๒ปี
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » FYI
ผู้ส่ง ข้อความ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon May 09, 2005 11:28 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



ศิลปวัฒนธรรม วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 07 หน้า 62
สโมสรศิลปวัฒนธรรม
http://www.matichon.co.th/art/art.php?srctag=0611010548&srcday=2005/05/01&search=no
พลโทรวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ ราชองครักษ์พิเศษ อดีตแม่ทัพภาคที่ ๓

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สวรรคต ณ ที่ใดแน่?

ผมไปที่พระเจดีย์ในเขตพม่า พวกไทยใหญ่บริเวณนั้นบอกว่าเป็นพระเจดีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สวรรคตที่นี้ ชาวบ้านกราบไหว้เป็นประจำ พระเจดีย์แห่งนี้อยู่ที่บ้านห้วยอ้อ ใกล้กับลำน้ำหาง ผมขอลำดับเหตุการณ์ดังนี้

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ขณะผมเป็นผู้บังคับกองพันค่ายสฤษฏ์เสนา ซึ่งบังคับบัญชาทหารร่มและตำรวจร่ม เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้ไปโดดร่มที่อำเภอแม่ลาน้อย ซึ่งมีตำรวจร่มตั้งอยู่ที่นั้น ระหว่างตรวจเยี่ยมพื้นที่ซึ่งไม่ไกลชายแดนพม่ามากนัก มีนายทหารไทยใหญ่ทราบว่าผมไปตรวจหน่วยจึงขอเข้าพบเพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ ระหว่างพูดคุยกัน เขาได้ปรารภมาว่า พวกเขาและพวกทหารไทยใหญ่นับถือสมเด็จพระนเรศวรฯ ว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินของชาวไทยใหญ่ด้วย

พวกไทยใหญ่เรียกว่าพระองค์ดำ ทหารทุกคนมีพระรูปเหรียญสีดำเป็นวงกลมเท่ากับเหรียญสิบบาทของเราแขวนคอทุกคน เขาบอกกับผมว่า ก่อนเข้าตีกองทหารพม่า พวกทหารจะต้องไปบวงสรวงพระเจดีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ ทุกครั้ง ผมถามว่าพระเจดีย์อยู่ที่ไหน คำตอบที่ได้ไม่ชัดเจน และนายทหารไทยใหญ่บอกผมว่าพระเจดีย์องค์นั้นทหารพม่าได้เข้าไปทำลายหลายเดือนมาแล้ว ก่อนที่เขาจะไปพบผมในวันนั้น ผมกับนายทหารไทยใหญ่ได้พูดคุยกันหลายเรื่อง เขาดีใจมากที่ได้พบผม และเขาก็ภูมิใจที่ได้พบได้พูดคุยกับผมซึ่งเป็นนายทหารไทย เขาบอกว่าเขาและชาวเชียงตุงมีความภาคภูมิใจประเทศไทยซึ่งเขาถือว่าเป็นประเทศแม่ของเขา เขาเรียกคนไทยในประเทศของเราว่าไทยน้อย ส่วนเขาเรียกตัวเขาว่าไทยใหญ่

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ผมครุ่นคิดมาตลอดว่าสมเด็จพระนเรศวรฯ สวรรคตอยู่ ณ ที่ใดแน่ หรือจะเป็นเมืองหางตามประวัติศาสตร์ระบุไว้แล้ว และจะมีโอกาสได้ไปค้นคว้า ณ สถานที่แห่งนั้นหรือไม่

ครั้นเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ผมกับพรรคพวกได้เข้าเขตพม่า ทางเหนือเชียงใหม่ เส้นทางเข้าสู่ประเทศพม่าทางกิ่วผาวอก (ในแผนที่เรียกดอยผาวอก ทหารไทยไปรบที่เชียงตุงก็ผ่านเส้นทางนี้) ปัจจุบันเข้าใจว่าอยู่ในเขตของหมู่บ้านอรุโณทัย เป็นเส้นทางบรรทุกไม้ซุงเข้าประเทศไทย เส้นทางสายนี้ทางทหารตำรวจต้องเข้าไปดูแลการเข้าออก บริเวณเขตแดนพม่าก็ไม่เข้มงวดนัก ด้วยความสนิทชิดชอบของทหารตำรวจไทยและทหารพม่าทำให้ผมได้มีโอกาสเข้าไปในเขตพม่าร่วมกับอาจารย์มังกร ทองสุขดี อาจารย์วรุธ สุวรรณฤทธ์ เมื่อเดินทางโดยรถยนต์เข้าไปแล้วผ่านบ้านนายม บ้านปงป่าแขม และบ้านห้วยอ้อ ณ บ้านห้วยอ้อ ชาวบ้านได้พาไปดูพระเจดีย์ซึ่งอยู่ทางเหนือของหมู่บ้านไม่ไกลจากลำน้ำหาง ได้พบพระเจดีย์ถูกทำลายตามที่ทหารไทยใหญ่เล่าให้ฟังที่แม่ลาน้อย

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จากข่าววิทยุและหนังสือพิมพ์กล่าวว่าที่ถ้ำเชียงดาวหรือถ้ำบริเวณใกล้เคียงกัน ผมจำไม่ได้ ออกข่าวว่าในถ้ำดังกล่าวนั้นเป็นที่ฝังพระบรมศพสมเด็จพระนเรศวรฯ กองทหารไทยได้นำมาจากเมืองหาง ข่าวนี้ผมฟังแล้วได้ปรึกษาอาจารย์มังกร ว่าเป็นไปไม่ได้ จึงไม่ออกความคิดเห็นใดๆ ในข่าวนั้น

ครั้นต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ผมได้รับเชิญจากคุณชัยยง ไชยศรี ซึ่งขณะนั้นเป็นศึกษาธิการอำเภอเวียงแหง ได้เชิญผมไปร่วมสัมมนาสถานที่สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่อำเภอเวียงแหง ผมติดธุระเลยมิได้ไป ครั้นเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ผมได้เชิญอาจารย์มังกร ทองสุขดี คุณชัยยง กับอาจารย์บางท่านจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เดินทางไปอำเภอเวียงแหงด้วยกัน คุณชัยยงได้อธิบายความเป็นมาในเรื่องการเดินทัพ การสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯ ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง และมีการแลกเปลี่ยนแนวความคิดทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่เป็นข้อยุติใดๆ

วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ผมดูรายการทีวีช่อง ๑๑ เวลาภาคเช้า เสนอเรื่องสถานที่เดินทัพและสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯ โดยนายอำเภอเวียงแหง กับอาจารย์ระพี สาคริก ผมฟังดูแล้วก็ทำให้เข้าใจว่าพระองค์ท่านเดินทัพไปทางเวียงแหงและสวรรคตที่อำเภอเวียงแหง ทั้งสองท่านดูเหมือนสรุปว่าที่เวียงแหงนี้เป็นที่สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯ โดยแน่นอนและได้พูดถึงพระมาลาเบี่ยงด้วย

เมื่อผมกลับจากไปดูสถานที่สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯ ว่าจะส่งเรื่องมาให้ศิลปวัฒนธรรมลงพิมพ์เพื่อความแน่นอนและหวังว่าจะหาโอกาสเข้าไปค้นคว้าอีกครั้งหนึ่ง ครั้นเมื่อมาฟังรายการเมื่อเช้าวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ดังกล่าวมาแล้ว จึงต้องรีบเขียนให้ทราบไว้ขั้นหนึ่งก่อนเพื่อหาทางค้นคว้าหาทางเสนอสถานที่สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯ ให้แน่นอนลงไป หรือใกล้เคียงกับความจริงทางประวัติศาสตร์

ผมสงสารพระวิญญาณของพระองค์ท่านประทับอย่างไม่สงบ เพราะลูกหลานเหลนโหลนมันย้ายสถานที่กันอยู่เรื่อย ขอให้ช่วยกันค้นคว้าให้แน่นอนด้วยครับ เพราะปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เข้าใจว่าเดือนพฤษภาคมจะครบ ๔๐๐ ปีในการที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต

.........................................................................................................................................



รัฐจัดงาน ๔๐๐ ปี แห่งการสวรรคต มหาราชดำ
http://www.komchadluek.net/news/2005/05-08/p1--57496.html
http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/04/15/03.php

รองนายกรัฐมนตรี เผย รัฐบาลเตรียมจัดพิธีบวงสรวงใหญ่ในโอกาสครบรอบ 400 ปี ที่พระนเรศวรสวรรคต

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามปฏิทินจันทรคติกำหนดในพง ศาวดารว่า วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สวรรคตที่เมืองหาง ระหว่างเสด็จไปกรุงหงสาวดี ซึ่งปีนี้ ตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม และปีนี้ถือว่าครบ 400 ปีแห่งการสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวร รัฐบาลจึงคิดว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศล ถวายเป็นทักษิณานุปทาน โดยในกรุงเทพฯ บริเวณหน้ากองบัญชาการทหารสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ มีอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรทรงช้างซึ่งใหญ่กว่าดอนเจดีย์ จึงคิดว่าจะมีการบำเพ็ญกุศลถวายที่นั่น ในช่วงเช้าของวันที่ 15 มิถุนายน และช่วงบ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปวางพวงมาลา และถวายประกาศราชสดุดี ซึ่งขณะเดียวกันทางกองบัญชาการทหารสูงสุดจะได้จัดนิทรรศการใหญ่ รวมทั้งมีการซ้อมรบให้ดู เพื่อให้เห็นพระราชประวัติและพระราชวีรกรรม โดยจะจัดในระหว่างวันที่ 15-19 พฤษภาคมนี้ และมีการถ่ายทอดสดงานช่วงการประกาศราชสดุดี ส่วนในต่างจังหวัด จังหวัดใดที่มีพระบรมราชานุสาวรีย์ เช่น ที่สุพรรณบุรีที่ดอนเจดีย์ อยุธยาที่ทุ่งภูเขาทอง อ่างทอง และเชียงใหม่ที่เชียงดาว เชียงรายที่เวียงป่าเป้า พิษณุโลกที่สนามจันทน์ ให้ผู้ว่าฯ ในจังหวัดดังกล่าว เป็นผู้แทนรัฐบาล ไปวางพวงมาลา และประกาศราชสดุดี จัดกิจกรรมไปตามที่จังหวัดเห็นสมควร

อาจารย์ขวัญทอง สอนศิริ รางวัลพระราชทานผู้ทำ คุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา เปิดเผยว่า ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ เป็นศุภวาระสำคัญยิ่ง ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย เสด็จสวรรคต ขณะยกทัพผ่านเมืองเชียงใหม่ เพื่อจะไปตีกรุงอังวะ ทรงประชวรเป็นหัวระลอก (ฝี) ที่พระพักตร์ และเป็นพิษจนเสด็จสวรรคต ระหว่างทางไปถึงทุ่งแก้ว เมืองหาง หรือเมืองห้างหลวง เมื่อวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง พุทธศักราช ๒๑๔๘ สิริรวมพระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา

เมื่อเทียบกับสุริยคติแล้วตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นศุภวาระมหามงคลครบ ๔๐๐ ปี แห่งการสวรรคต ของพระมหาวีรกษัตริย์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระผู้ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่ปรีชาสามารถ กล้าหาญจนเป็นที่เกรงขามของอริราชศัตรู ตลอดพระชนม์ชีพทรงอุทิศพระวรกายตรากตรำทำสงคราม กอบกู้เอกราชของชาติไทยได้ดำรงคงความเป็นไทยมาจนทุกวันนี้

จ.พิษณุโลก เมืองพระบรมราชสมภพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงกำหนดจัดงาน ๔๐๐ แห่งการสวรรคต เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทยขึ้นในระหว่างวันที่ ๑๕-๒๒ พฤษภาคม ศกนี้ โดยกำหนดแนวทางจัดกิจกรรมไว้ ๔ รูปแบบ คือ

พิธีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ประกอบด้วย พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน พระสงฆ์สมณศักดิ์ ๔๐๐ รูป ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ พระราชวังจันทน์ ในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม (ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖) พิธีสวดพระพุทธมนต์พุทธชัยมงคลคาถา เวียนเทียน เป็นพุทธบูชา ในวันวิสาขบูชา (๒๒ พฤษภาคม) ถวายเป็นพระราชกุศล ณ วิหารพระพุทธชินราช และทุกอารามเมืองพิษณุโลก (นุ่งขาวห่มขาว)

ส่วนพิธีเทิดพระเกียรติ ประกอบด้วย พิธีอัญเชิญเครื่องราชสักการะ จากสี่มุมเมืองพิษณุโลกด้วยขบวนทัพหลวงแบบโบราณ พิธีประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ การประดับธง ประทีปโคมแขวนและซุ้มพระเกียรติ ๔๐๐ ปี กิจกรรมเทิดพระเกียรติ ประกอบด้วย การแสดงละครเทิดพระเกียรติ, การแสดงศิลปวัฒนธรรม ๔ ภาค กิจกรรมเผยแพร่พระเกียรติคุณ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การสัมมนาประวัติศาสตร์ข้อมูลใหม่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ สโมสรบันเทิงทัพ ทภ.๓ ระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ พฤษภาคม การสัมมนาเชิงปฏิบัติการศิลปินรุ่นเยาว์

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมประกวดและแข่งขันทักษะชิงทุนการศึกษา ประกอบด้วย การแข่งขันการแสดงละครเทิดพระเกียรติประกวด การกล่าวสุนทรพจน์ พระราชประวัติ การแข่งขันตอบปัญหา การประกวดร้องเพลง (หมู่) มาร์ชนเรศวร การประกวดเรียงความ การประกวดโคมแขวน โคมฝีมือและโคมประดิษฐ์ การประกวดโต๊ะหมู่บูชาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การประกวดแหล่พระราชประวัติ การแสดงผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของดีเมืองพิษณุโลก

ในส่วนของการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะพระเครื่องเมืองสองแคว ถิ่นพระราชสมภพ อาจารย์ขวัญทอง บอกว่า จะจัดแสดงทั้ง ๗ สกุล ประกอบด้วย
๑.สกุลพระกรุเก่า เมืองพิษณุโลก ๒๑ กรุ
๒.สกุลพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เมืองพิษณุโลก ๑๒ อาราม
๓.สกุลพระเถราจารย์เมืองพิษณุโลกแต่อดีต-ปัจจุบัน รวม ๓๔ องค์
๔.สกุลวัดดังในอดีตเมืองพิษณุโลก ๙ วัด
๕.สกุลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยาณี ที่เมืองพิษณุโลกเคยจัดสร้างมา (พ.ศ. ๒๕๐๗-ปัจจุบัน)
๖.สกุลพระกริ่งนเรศวร เมืองพิษณุโลก (พ.ศ. ๒๕๐๗-ปัจจุบัน)
๗.สกุลพระเครื่องทั่วไปเมืองพิษณุโลก นำเสนอโดยภาพถ่าย ประกอบข้อมูลพื้นฐานและโชว์พระเครื่อง พระบูชา ของจริง องค์จริงๆ ให้ผู้สนใจชมและศึกษากว่า ๕๐๐ ทรงพิมพ์ ณ พระราชวังจันทน์

ผู้สนใจติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองนิทรรศการและกิจกรรม ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร โทร. ๐-๕๕๓๐-๑๖๔๗, ๐-๑๖๘๘-๕๕๑๗ สนง.วัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก โทร. ๐-๕๕๒๓-๕๐๕๖-๗ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต ๑, ๒ และ ๓

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย songwut110 เมื่อ Tue Feb 13, 2007 1:40 am, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu May 12, 2005 7:06 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ปรากฏว่า ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก -- แผ่นดินพระราชสมภพ และเป็นเมืองที่ทรงประทับในฐานะพระมหาอุปราช -- ท่านพิพัฒน์ วงศาโรจน์ ก็ไม่น่าจะเป็นคนอื่นไกล ท่านน่าจะเป็น OSK80 ครับ

ต้นสกุล วงศาโรจน์ สืบกลับไปได้ถึงช่วงการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ครับ สมัยนั้น เจ้าเมืองราชบุรีคือต้นสกุลวงศาโรจน์

คนในสกุลนี้ยังปกครองราชบุรีมาอีกหลายชั่วคน ภายหลังก็มีผู้ว่าจากสกุลนี้ในจังหวัดอื่นๆอีกหลายคน รวมทั้งผู้ว่านครปฐมเจ้าของเดิมของพื้นที่สวนสามพราน(Rose Garden)ในปัจจุบัน

.............................................

"ซูม" 400 ปีพระนเรศวร
http://www.thairath.co.th/thairath1/2548/column/hiha/may/13_5_48.php

ผมได้รับข้อมูลข่าวสารจากจังหวัดพิษณุโลกมาหลายวันแล้วว่า ที่เมืองสองแคว จะมีงานใหญ่ครบรอบ 400 ปีแห่งการสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

กำลังหาโอกาสเหมาะๆว่าจะเขียนให้เมื่อใดดีหนอ ก็พอดีได้ยินโฆษกรัฐบาล พล.ต.อ.เฉลิมเดช ชมพูนุท ท่านแถลงว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม รับหน้าที่ในการดูแลการจัดงานเดียวกันนี้ให้สมพระเกียรติ

ในกรุงเทพฯ จะจัดขึ้นที่พระบรมราชานุสาวรีย์หน้าอาคารกองบัญชาการทหารสูงสุด ส่วนจังหวัดต่างๆที่มีพระบรมราชานุสาวรีย์ ก็ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับหน้าที่เป็นประธานจัดงาน และให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ

ผมก็ขออนุญาตนำมติคณะรัฐมนตรีมาแจ้งอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ท่านผู้อ่านและพี่น้องชาวไทยได้ทราบว่า วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคมนี้ เป็นวันครบรอบ 400 ปีแห่งการสวรรคตของพระมหากษัตริย์ ที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งพระองค์หนึ่งของพวกเราชาวไทย

มีการจัดงานขึ้น ณ จังหวัดใด ขอให้ไปร่วมอย่างพร้อมเพรียงด้วย

แต่ที่ผมจะเขียนเน้นให้เป็นพิเศษก็คือจังหวัดพิษณุโลก ที่ได้เตรียมการไว้นานแล้ว

มีการแถลงข่าวมาเป็นระยะๆตั้งแต่เดือนมกราคม โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด พิพัฒน์ วงศาโรจน์

พิษณุโลกเป็นทั้งแผ่นดินพระราชสมภพ และเป็นเมืองที่ทรงประทับในฐานะพระมหาอุปราช

นอกจากนี้ยังทรงใช้เป็นสถานที่รวบรวมและฝึกฝนกำลังพลในการ กอบกู้เอกราชของชาติไทยในอดีตกาล

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ชาวพิษณุโลกรุ่นปัจจุบันจึงได้ร่วมแรงร่วมใจที่จะจัดงาน 400 ปีแห่งการสวรรคตของพระองค์ ท่านให้ยิ่งใหญ่เท่าที่จะสามารถจัดได้

โดยจะเริ่มจากวันที่ 15 พฤษภาคมไปจนถึง 22 พฤษภาคมนี้ รวม 8 คืน 8 วัน

ในเอกสารที่ส่งมาให้ผมระบุว่า สำหรับวันแรกจะมีพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะ ณ บริเวณศาลสมเด็จพระนเรศวร ในช่วงเช้า 9 นาฬิกา 39 นาที และจะมีพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณของพระองค์ท่านในตอนเย็น เวลา 16 นาฬิกา 39 นาที

ทางจังหวัดกำชับมาด้วยว่า อยากให้พี่น้องชาวไทยมีโอกาสได้ดู ชม ขบวนแห่อัญเชิญเครื่องราชสักการะโดยกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งจะใช้กำลังพลเกือบ 1,000 นาย แต่งกายด้วยชุดพยุหยาตราทางชลมารค ชุดเดียวกับที่ทหารเรือใช้แต่งเมื่องานเห่เรือเอเปค

ต่างกันแต่ว่าคราวนี้จะนำมาให้ทหารบกแต่งเพื่อความสง่างาม ในการแห่แหนทางบก ซึ่งจะมีขบวนต่างๆมากมาย ทั้งขบวนช้างศึก ม้าศึก ขบวนรำดาบ และขบวนชนไก่ เป็นต้น

ส่วนภาคค่ำ 19.30 น. จะมีการแสดงแสงสีเสียงเทิดพระเกียรติ ณ วัดวิหารทอง หรือพระราชวังจันทน์ หลังศาลากลางจังหวัด

บทละครและบทเทิดพระเกียรติ โดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล และ ทมยันตี หนึ่งในคุณหญิงคนใหม่ล่าสุดของประเทศไทย

ดารานักแสดงจะมาจากกันตนากรุ๊ปแบบยกชุด ส่วนจะมีใครบ้างคงต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมกันเอาเอง

การแสดงอันยิ่งใหญ่นี้จะมีทุกๆวันไปจนเลิกงาน

พูดถึงข้อมูลเพิ่มเติม...ผมคิดว่าคงต้องย้ำอีกครั้ง เพราะจากข่าวสารที่เขาส่งมาให้ ผมอ่านแล้วไม่สามารถจะเขียนแยกแยะได้หมด

เพราะมีการแสดงต่างๆในหลายแห่งหลายที่...ซึ่งถ้าหากเขียนครบถ้วนทุกที่ จะทำให้ท่านผู้อ่านมึนงงไปเสียเปล่าๆ

สู้เขียนกว้างๆเอาไว้ แล้วให้ท่านผู้อ่านไปค้นหาเอาเองเมื่อเดินทางไปถึงจังหวัดพิษณุโลก จะดีกว่าหลายเท่า

สรุปว่า 14 พ.ค. 2548 วันครบรอบ 400 ปีแห่งการสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จะมีการจัดงานในหลายๆจังหวัด

แต่งานใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก...เมืองประสูติ และเมืองเจริญพระชนมพรรษาของพระองค์

สำหรับชาวไทยทุกท่านถ้ามีโอกาสก็ขอเชิญไปร่วมงาน เท่าที่จะไปได้...แต่ถ้าไม่มีโอกาสก็ขอให้ตั้งจิตน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณและมหาวีรกรรมของพระองค์ท่านอย่างพร้อมเพรียงกัน

อะไรไม่อะไร...นั่งเครื่องบิน 16 ชั่วโมงรวดข้ามขั้วโลก ไปนิวยอร์ก เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว...ผมนั่งดูหนังไทยเรื่อง “ขุนศึก” ไปด้วย...เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้า “เสมา” ทหารเสือพระนเรศวร พอดิบพอดี

หนังเรื่องนี้จบลงด้วยฉากยุทธหัตถีครับ...ถือเป็นการร่วมฉลอง 400 ปี พระนเรศวรไปด้วยก็แล้วกัน สำหรับเที่ยวบินสู่นิวยอร์กของการบินไทย.

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Dec 05, 2005 12:20 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

songwut110 บันทึก:
[img]http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=300337[/img]
ปรากฏว่า ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกในภาพ http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=300337 -- แผ่นดินพระราชสมภพ และเป็นเมืองที่ทรงประทับในฐานะพระมหาอุปราช -- ท่านพิพัฒน์ วงศาโรจน์ ก็ไม่น่าจะเป็นคนอื่นไกล ท่านน่าจะเป็น OSK80 ครับ

ต้นสกุล วงศาโรจน์ สืบกลับไปได้ถึงช่วงการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ครับ สมัยนั้น เจ้าเมืองราชบุรีคือต้นสกุลวงศาโรจน์

คนในสกุลนี้ยังปกครองราชบุรีมาอีกหลายชั่วคน ภายหลังก็มีผู้ว่าจากสกุลนี้ในจังหวัดอื่นๆอีกหลายคน รวมทั้งผู้ว่านครปฐมเจ้าของเดิมของพื้นที่สวนสามพราน(Rose Garden)ในปัจจุบัน ท่านเป็นคุณพ่อและคุณปู่ของลูกสวนฯเช่นกันครับ


"ขุนศึก" ของ ไม้ เมืองเดิม
Oโดย บาราย ไทยรัฐO

คนรุ่นใหม่ ดูจะรู้จักและซาบซึ้งเรื่องราวชิงรักหักสวาท ของไอ้เสมา ช่างตีเหล็ก บ้านสำพะนี กับแม่หญิงเรไร จากอมตนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องขุนศึก มากกว่ารู้จัก ไม้ เมืองเดิม ผู้ประพันธ์ ซึ่งตายไปเนิ่นนานแล้ว

ป. อินทปาลิต เพื่อนนักประพันธ์รุ่นเดียวกัน เขียนประวัติ ไม้ เมืองเดิม ไว้ว่า

ชื่อจริง ไม้ เมืองเดิม คือ ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา เกิดเมื่อปี 2448 เรียนจบมัธยม วัดบวรนิเวศ แล้วเข้ารับราชการในราชสำนัก รัชกาลที่ 6 ได้ 3-4 ปี ลาออกมาทำอาชีพอิสระ เป็นนายหน้าการค้า และเมื่อเป็นยุคสมัยของดนตรีไทย ก้านซึ่งเก่งดนตรีไทย ฝีมือตีขิมเป็นเลิศ ก็รับสอนดนตรีไทย

สิ้นยุคดนตรีไทย ก้านพูดกับเพื่อนว่า “เพื่อนเอ๋ย อ้ายนักดนตรีอย่างเราน่ะ นอกจากไม่มีเกียรติยศอะไรแล้ว ยังมีหวังที่จะเอาน้ำลูบท้องด้วย” แล้วก็ประกาศเลิกเล่นดนตรีไทย

หันรีหันขวาง...ครั้งหนึ่ง ก้านปรารภกับ ป. อินทปาลิต ซึ่งเป็นนักเขียนมีชื่อแล้วว่า อยากจะเป็นนักเขียนบ้าง จนกระทั่ง เหม เวชกร ชวนเข้าทำงานในคณะหนังสือเริงรมย์แห่งหนึ่ง ไม่นานหลังนิยายเรื่อง “แผลเก่า” ตีพิมพ์แล้วขายขาดตลาด ชื่อไม้ เมืองเดิม นักประพันธ์หน้าใหม่ ก็เป็นที่กล่าวขวัญ

จากนั้น สินในน้ำ และก็เป็นนิยายขายดี เรื่องหนามยอก หนามบ่ง ถูกนำไปทำภาพยนตร์ และอีกหลายๆเรื่อง...ฯลฯ จนกระทั่ง...นิยาย เรื่องขุนศึก เรื่องสุดท้าย

ป. อินทปาลิต บอกว่า เป็นประวัติการณ์ หนังสือพิมพ์เริงรมย์ของประเทศไทย ที่พิมพ์ออกจำหน่ายได้มากกว่าเรื่องของนักเขียนอื่นๆ มีสมาชิกประจำถึง 1,800 คน

ขุนศึก คือบทประพันธ์ที่โรงพิมพ์รับซื้อไว้ด้วยราคาแพงที่สุด และทำรายได้ให้โรงพิมพ์ มากที่สุด

นิยายเรื่องยาวขายดี ก้านเริ่มตรากตรำ อดหลับอดนอน แทบไม่มีเวลาพักผ่อน สุขภาพของก้านเริ่มทรุดโทรม กลางปี 2484 ก้านเริ่มล้มป่วย แต่ก้านก็พยายามเขียนวันละเล็กวันละน้อย จนกระทั่งเป็นอัมพาต

“กันเห็นจะไม่รอดแล้ว แต่กันจะต้องพยายามเขียนขุนศึกให้จบให้ได้ ขุนศึกเป็นบทประพันธ์ที่กันรักมาก”

ก้านบอกกับเพื่อน ขณะนอนเจ็บร่อแร่ มือจับปากกาไม่ได้ ต้องบอกให้เด็กที่บ้านเขียนต้นฉบับไปเรื่อยๆ

ขุนศึกยังไม่จบ แต่แล้วความตายก็ไม่ให้ โอกาสสุดท้ายแก่ก้าน มฤตยูได้คร่าชีวิตก้านไปเสียแล้ว เมื่อ 4 มีนาคม 2485 เวลา 13.00 น. ที่บ้านดำรงรักษ์ รวมอายุได้แค่ 37 ปี

บทประพันธ์ของก้านจะไม่มีปรากฏในบรรณโลกอีกแล้ว แต่ขุนศึกนี้จะก้องอยู่ในความทรงจำของท่านผู้อ่านไปชั่วกาลนาน

เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ ไม้ เมืองเดิม ผู้ล่วงลับ ป. อินทปาลิต บอกว่า คณะเพลินจิตต์จะได้จัดพิมพ์บทประพันธ์ที่แล้วๆออกจำหน่าย นับเป็นจำนวนเรื่องรวม 31 เรื่อง ดังต่อไปนี้

แสนแสบ หนามยอก หนามบ่ง เรือเพลง เรือเร่ บางระจัน หมื่นซ่อง สาวชะโงก เสือข้าม บึงขุนสร้าง ล้างบาง ศึกกระทุ่มลาย ลมตะเภา ข้าเก่า สินในน้ำ สองศึก คนละถิ่น ไปบางกอก ข้าหลวงเดิม แผลเก่า เสือทุ่ง นางถ้ำ กลางเพลิง ศาลเพียงตา แม่หม้าย ชายสามโบสถ์ รอยไถ ค่าน้ำนม โป๊ะล่ม นางห้าม

และขุนศึก เรื่องสุดท้าย
...เมื่อไม้ เมือง-เดิม ตายแล้ว น้องชาย ใช้นามปากกา สุมทุม บุญเกื้อ ก็เขียนต่อตามโครงเรื่องเดิม...จนจบ.

(ข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ จินตนาการของไม้ เมืองเดิม ในนิยายอิงพงศาวดารเรื่องขุนศึก)

ที่มา: http://www.thairath.co.th/thairath1/2548/column/bible/dec/4_12_48.php

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Jan 25, 2006 1:40 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

25 มกรา วันกองทัพไทย รำลึก"สมเด็จพระนเรศวรมหาราช"

โดย News 1 25 มกราคม 2549

[img]http://11news1.com/asp-bin/Image.aspx?ID=251648[/img]
อนุเสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประทับบนคอพระคชาธาร ทรงถือพระแสงของ้าว เตรียมทำยุทธหัตถี หล่อด้วยโลหะรมดำ ออกแบบและปั้นโดย ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ประดิษฐาน ณ บริเวณดอนเจดีย์ อ. ศรีประจันต์ จ. สุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๕๐๒

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยได้จัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยOSK นายประเสริฐ ณ นคร ได้คำนวณเรื่องวันที่กระทำยุทธหัตถี ซึ่งในพงสาวดารระบุไว้ว่าตรงกับวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ จ.ศ. ๙๕๔ ว่าเมื่อเทียบทางสุริยคติตามหลักปฏิทินเกรกอเรียนแล้ว ปรากฏว่าตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๑๓๕ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ ดังนั้น วันกองทัพไทย จึงยังตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม เช่นเดิม

อนึ่ง ยุทธหัตถี หรือ การต่อสู้ด้วยอาวุธบนหลังช้างนี้ ถือเป็นคติมาแต่โบราณว่าเป็นยอดยุทธวิถีของนักรบ เพราะเป็นการต่อสู้กันตัวต่อตัว แพ้ชนะกันด้วยความคล่องแคล่วแกล้วกล้า กับความชำนิชำนาญในการขับขี่ช้างชน มิได้อาศัยลี้พลหรือกลอุบายแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ในการทำยุทธสงครามโอกาสที่จอมทัพทั้งสองจะได้เผชิญหน้ากันอย่างใกล้ชิดจนถึงชนช้างกันนั้นมีน้อยและหาได้ยากมาก เพราะฉะนั้น ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดกระทำยุทธหัตถีชนะ จึงได้รับการยกย่องว่ามีพระเกียรติสูงสุกและแม้ผู้แพ้เองก็ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นนักรบที่แม้ มิได้มีการติเตียนกันเลย ด้วยเหตุนี้ การกระทำยุทธหัตถีที่สมเด็กพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์ไทยมีชัยชนะ จึงเป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจของคนไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับการชนช้างหรือการทำยุทธหัตถีนี้ คนที่นั่งอยู่ที่คอช้าง จะเป็นตัวแม่ทัพ ที่ถืออาวุธยาวเรียกว่า ง้าว ส่วนคนที่นั่งบนกูบ มือถือหางนกยูงจะเป็นผู้ให้อาณัติสัญญาณ และคอยส่งอาวุธให้กับแม่ทัพที่ทำการรบอยู่บนคอช้าง นอกจากนี้ยังมีควาญช้างนั่งอยู่ท้ายช้าง และมีคนรักษาเท้าช้างประจำอีกสี่คนเพื่อป้องกันเท้าช้างมิให้ศัตรูเข้ามาทำร้ายเรียกว่า จตุลังคบาท โดยทั่วไปช้างที่เข้ายุทธหัตถีจะมีหอกผูกผ้าแดง ๒ เล่ม มีปืนใหญ่หันปลายออกข้างขวาซ้ายอย่างละ ๑ กระบอก มีนายทหารและพลทหารสวมเกราะโพงผ้า ส่วนตัวช้างจะมีเข้ากระบวนทัพจะสวมเกราะตลอดกาย ใส่เกือกหรือรองเท้าเหล็กสำหรับกันขวากหนามทั้งสี่เท้า และมีปลอกเหล็กสวมงาทั้งสองข้าง



[img]http://11news1.com/asp-bin/Image.aspx?ID=251649[/img]
สมเด็จพระนเรศวร ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา เมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๕

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวในหนังสือพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ทรงพระนิพนธ์ถึงการยกน่องสมเด็จพระนเรศวร เป็น “วีรมหาราช” ว่า ประเทศต่างๆ ย่อมมีวีรบุรุษเป็นพระเจ้าแผ่นดินในบางสมัย และย่อมจดจำอภินิหารของพระเจ้าแผ่นดินเช่นนั้นเชิดชูพระเกียรติไว้ในพงศาวดารของประเทศ...สังเกตในเรื่องประวัติของวีรมหาราชทั้งหลายดูมีเค้าคล้ายกันหมดคือ บ้างเมืองต้องมียุคเข็ญจึงมีวีรมหาราชอย่าง ๑ วีรมหาราชย่อมเป็นบุรุษพิเศษมีสติปัญญาและความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวผิดกับผู้อื่นมาอยู่ในอุปนิสัยอย่างหนึ่งและสามารถทให้ผู้อื่นเชื่อถือไว้วางใจในพระปรีชาสามารถมั่นคงอย่าง ๑ จึงสามารถบำเพ็ญอภินิหารกู้บ้านกู้เมืองและแผ่ราชอาณาเขตจนเป็นพระราชาธิบดีได้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงพระคุณสมบัติดังกล่าวมาบริบูรณ์ทุกอย่าง...” ซึ่งจากการศึกษาพระราชประวัติเราคงประจักษ์ถึงพระคุณสมบัติดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยลำดับที่ ๑๘ แห่งราชอาณาจักรศรีอยุธยาเสร็จพระราชสมภพที่เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พ.ศ.๒๐๙๘ ทรงเป็นราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์สุโขทัยองค์แรงที่ครองกรุงศรีอยุธยาและพระวิสุมธิกษัตรีพระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และพระสุริโยทัย วีรกษัตรีย์ของไทย ทรงมีพระสุพรรณกัลยา เป็นพระพี่นาง และพระเอกาทศรถ เป็นพระอนุชา ซึ่งต่อมารับเป็นรัชทายาทสืบต่อเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เนื่องจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่มีพระราชโอรสธิดา ทรงมีพระนามอย่างสามัญที่เรียกกันทั่วไปว่า “พระองค์ดำ” ด้วยมีพระฉวีที่คล้ำ

ตลอดพระชมน์ชีพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และช่วงระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ ๑๕ ปี เราจะเห็นว่าทรงเป็นนักรบที่เก่งกล้าและทรงเกิดมาเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่พระองค์ไม่เคยได้สุขสบายเลย แต่ต้องจับดาบถือปืนมาตลอด เมื่อพระชนมายุเพียง ๙ พรรษา ก็ต้องไปอยู่เมืองหงสาวดีในฐานะตัวประกันนานถึง ๖ ปี ซึ่งพระองค์ก็มิได้หวั่นเกรงแต่กลับได้ศึกษาอุปนิสัยใจคอ รวมทั้งฝึกฝนวิชาการและภาษาของพม่า มอญ จนสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง ต่อมาเมื่อพระเจ้าบเรงนองกษัตริย์พม่าได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตกและไทยเราเสียกรุงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๒ พระเจ้าบุเรงนองได้ตั้งพระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองพิษนุโลกไปปกครองกรุงศรีอยุธยา พระนเรศวรฯ ซึ่งขณะนั้นพระชนมายุได้ ๑๕ พรรษาจึงได้กลับมายังกรุงศรีอยุธยา ช่วยราชการพระบรมชนก ซึ่งต่อมาสมเด็จพระธรรมราชาก็ได้ส่งพระองค์ไปครองเมืองพิษณุโลกเพื่อบัญชาการหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งช่วงที่ครองเมืองพิษณุโลกนี้ ก็ได้ทรงฝึกหัดทหารแบบใหม่ที่ทรงพบเห็นในเมืองพม่ามาดัดแปลงให้ผสมผสานกับแบบเดิมของไทย ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ก็ได้เป็นกำลังสำคัญในการบริหารบ้านเมืองต่อมา

[img]http://11news1.com/asp-bin/Image.aspx?ID=251650[/img]
จิตรกรรมฝาผนัง ภายใน วัดสุวรรณดาราราม จ.อยุธยา

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ที่เชี่ยวชาญในการรบ และมีน้ำพระทัยกล้าหาญยิ่ง ตั้งแต่ยังไม่ครองราชย์ ก็ทรงแสดงพระปรีชาสามารถให้ปรากฏหลายครั้ง ครั้งแรกคือการติดตามพระยาจีนตุขุนนางจีนเมืองเขมรที่หนีไป โดยใช้พระแสงปืนยิงต่อสู้ด้วยพระองค์เอง อย่างไม่หวาดหวั่นหรือหลบกระสุนที่ยิงโต้กลับมาเลย จนศัตรูยิงถูกรางพระแสงปืนที่ทรงอยู่แตกไป แม้จะจับพระยาจีนตุไม่ได้แต่ความกล้าหาญของพระองค์ก็เป็นที่เลื่องลือ ต่อมา ได้แสดงความสามารถวางแผนการรบจนตีเมืองคังและจับเจ้าฟ้าไทยใหญ่ได้สำเร็จ ในขณะที่พระมหาอุปราชาและพระสังขทัดของพม่า ไม่สามารถตีเมืองคังได้ ครั้นต่อมา เจ้าเมืองต่างๆคิดกบฏต่อพระเจ้านันทบุเรง กษัตริย์พม่าพระองค์ใหม่ สมเด็จพระธรรมราชาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนเรศวรฯยกทัพไปช่วย แต่กรุงศรีอยุธยาเป็นอิสรภาพไม่ขึ้นกับกรุงหงสาวดีอีกต่อไป เมื่อปีพ.ศ.๒๑๒๗ รวมไทยเสียกรุงนาน ๑๕ ปี ซึ่งหลังจากประกาศอิสรภาพ พม่าได้ยกทัพมาตีไทยอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะไทยได้ ต่อมาในปีพ.ศ.๒๑๓๓ สมเด็จพระธรรมราชาได้เสด็จสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุ ๓๕ พรรษาได้เสด็จเสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ ๒ แห่งราชวงศ์สุโขทัย และได้ตั้งพระเอกาทศรถเป็นพระมหาอุปราชที่มีพระเกียรติยศเสมออย่างพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง ครั้นในปีพ.ศ.๒๑๓๕ พระเจ้านันทบุเรงได้โปรดให้พระมหาอุปราชายกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา หวังจะเอาชนะไทยให้เด็ดขาด สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงยกทัพหลวงไปตั้งรับที่หนองสาหร่าย ซึ่งศึกครั้งนี้เองที่ก่อให้เกิดสงครามยุทธหัตถีขึ้น และพระองค์ก็ได้มีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาอย่างสมพระเกียรติ และทำให้นับแต่นั้นมา ก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกทัพมากล้ำกลายกรุงศรีอยุธยาอีกเลย มีแต่ฝ่ายไทยยกทัพไปปราบข้าศึกต่างชาติ และทำสงครามขยายอาณาเขตของไทยให้กว้างขวางออกไปกว่าแต่ก่อน และแม้แต่ในวาระสุดท้ายแห่งพระชนชีพ พระองค์ก็ยังอยู่ในระหว่างการยกทัพไปตีเมืออังวะ แต่เกิดประชวรเป็นหัวระลอก (ฝี) ที่พระพักตร์และเป็นพิษจนเสด็จสวรรคตเสียก่อนในปีพ.ศ.๒๑๔๘ รวมศิริพระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา ทรงครองราชย์เป็นระยะเวลา ๑๕ ปี

จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ชาตินักรบที่ทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง นอกจากจะทรงชำนาญทั้งดาบและปืน รบเก่งทั้งบนหลังช้างและม้าแล้ว ยังทรงฉลาดในการวางแผนยุทธวิธีและอุบายกระบวนศึกที่เรียกได้ว่าล้ำยุคเกินกว่าคนในสมัยนั้น ทรงเป็นผู้ริเริ่มและฝึกการรบแบบกองโจร ใช้กำลังคนน้อยแต่สามารถชนะคนจำนวนมากได้ ด้วยความเป็นผู้นำที่มีน้ำพระทัยเด็ดเดี่ยว กล้าหาญและฝีมือการรบที่เก่งกาจทำให้ทรงรบชนะมาโดยตลอด ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนให้พวกเราที่เป็นอนุชนรุ่นหลังได้ตระหนักและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตให้สมกับที่พระองค์ท่านได้เสียสละเลือดเนื้อเพื่อรักษาแผ่นดินจนตกมาถึงพวกเราได้อยู่อย่างสุขสบายทุกวันนี้

ที่มา: http://11news1.com/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9480000011881

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Jun 22, 2006 8:03 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

สภากลาโหมมีมติเปลี่ยน วันกองทัพไทยเป็น18 ม.ค.

พล.ท.จักรกฤษณ์ อินทรทัต โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภากลาโหมวันนี้ (22 มิ.ย.) มีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงการกำหนดวันกองทัพไทย จากวันที่ 25 มกราคมของทุกปี เป็นวันที่ 18 มกราคมของทุกปี ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2548 ที่กำหนดให้วันที่ 18 มกราคมของทุกปีเป็นวันยุทธหัตถี ตามที่ราชบัณฑิตยสถานและคณะกรรมการเอกลักษณ์แห่งชาติได้ตรวจสอบความถูกต้องทางสุริยคติแล้ว

ที่มา: http://www.thairath.com/online.php?section=newsthairathonline&content=10197

RM บันทึก:
เปลี่ยนวันยุทธหัตถี"นเรศวร" 18มกราคม

กก.เอกลักษณ์เสนอครม. 25ม.ค.ยังเป็น"วันทัพไทย" "วิษณุ"ชี้ไม่เกี่ยวพงศาวดาร

คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติเตรียมเสนอรัฐบาลชำระประวัติศาสตร์"วันยุทธหัตถี"สมเด็จพระนเรศวรฯใหม่ จากเดิมวันที่ 25 มกราคม เป็นวันที่ 18 มกราคม "วิษณุ"แจงทำเพื่อให้ถูกต้องตามพงศาวดาร ไม่ยกเลิกวันกองทัพไทย 25 ม.ค. ของทุกปีแต่ห้ามอ้างอิงเป็นวันยุทธหัตถี

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2548 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี (ที่กำลังจะลาออก) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องที่ตนเคยได้รับร้องเรียนจากคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ในสมัยที่เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีวันไหน ซึ่งมีผู้รู้หลายท่านที่ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต บอกว่า ไม่น่าจะใช่วันที่ 25 มกราคม แต่ตอนนั้นก็เงียบๆ อยู่ ไม่มีใครทำอะไร พอมาตอนที่ตนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติช่วงหลัง ก็กำลังหาวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสวรรคต

รองนายกฯกล่าวว่า ครั้งที่ผ่านมาเราก็ได้ฉลอง 400 ปี การสวรรคตไปแล้ว แต่ปัญหาคือครั้งหน้าเราจะฉลองกันในวันไหน เพราะในพงศาวดารก็ไม่เคยบอกว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชสวรรคตในวันที่เท่าไร ที่ว่ากันว่าเป็นวันแรมนั้นเดือนนั้น ก็เคลื่อนได้ทุกปี แม้วันวิสาขบูชาหรือวันเข้าพรรษาก็ไม่เคยตรงกันทุกปี จึงมาคิดว่าหากวันสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่ตรงกันทุกปีจะยุ่ง จึงให้นายเกษม ณ นคร ราชบัณฑิต ไปดูให้ชัดว่า 400 ปีก่อน วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสวรรคตนั้น ตรงกับวันที่เท่าไร เพื่อที่จะได้ใช้วันนั้นตลอดไป

นายวิษณุกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังให้ย้อนกลับไปดูวันที่ทรงกระทำยุทธหัตถีด้วย ซึ่งพงศาวดารทุกเล่มบอกตรงกันว่าเป็นวันแรม 4 ค่ำ ซึ่งก็ได้มาเป็นวันที่ 18 มกราคม อย่างไรก็ตาม จะไม่ส่งผลกระทบต่อวันที่ 25 มกราคม เพราะวันดังกล่าวเป็นวันกองทัพไทย ซึ่งวันนั้นจะทำอะไรก็ได้ในโอกาสที่เป็นวันกองทัพไทย แต่จะไปบอกไม่ได้ว่า วันที่ 25 มกราคมเป็นวันกองทัพไทยเพราะเป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี

"ทั้งนี้ ทฤษฎีที่ได้มาใหม่นี้น่าจะถูกต้อง อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงวันกองทัพไทยในวันที่ 25 มกราคมแต่อย่างใด สำหรับขั้นตอนต่อไปก็คือนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับทราบ ทุกฝ่ายจะได้เอาไปใช้ตรงกัน เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ไม่เช่นนั้นอะไรในประเทศไทยที่รู้ๆ มา ก็ไม่จริงสักเรื่อง จริงๆ แล้วเรื่องที่เรียนกับความจริงขณะนี้มันคนละเรื่องกันหมด" นายวิษณุกล่าว

อนึ่ง จากหนังสือวันสำคัญของชาติ กรมประชาสัมพันธ์ระบุไว้ว่า วันกองทัพไทย เกิดขึ้นเมื่อปี 2502 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเป็นผู้บัญชาการทหารบก หลังจากพบว่าแต่ละกองทัพมีวันสำคัญของแต่ละแห่ง อาทิ กองทัพบกถือเอาวันที่ 28 กรกฎาคม เป็นวันกองทัพบก กองทัพเรือถือเอาวันที่ 20 พฤศจิกายน เป็นวันกองทัพเรือ กองทัพอากาศถือเอาวันที่ 27 มีนาคม เป็นวันกองทัพอากาศ จอมพลสฤษดิ์จึงเห็นสมควรรวมวันที่ระลึกของสามเหล่าทัพ เป็นวันเดียวกัน โดยให้เรียกว่า "วันกองทัพไทย" เน้นความสามัคคี ความเป็นปึกแผ่น และความประหยัดเป็นหลัก จึงกำหนดให้วันก่อตั้งกระทรวงกลาโหม คือวันที่ 8 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่ระลึกของกองทัพไทย

ต่อมาสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ SK2479 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อ พ.ศ.2523 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เปลี่ยน "วันกองทัพไทย" จากวันที่ 8 เมษายน เป็นวันที่ 25 มกราคม ด้วยเหตุผลที่ว่า ในวันดังกล่าวเมื่อ พ.ศ.2135 ตรงกับวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง จุลศักราช 954 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำการยุทธหัตถี มีชัยชนะต่อสมเด็จพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี ซึ่งเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แสดงออกถึงพระปรีชาสามารถ ความกล้าหาญเด็ดขาด และการเป็นผู้นำทัพที่อัจฉริยะ จนเป็นที่ยำเกรงแก่หมู่ปัจจามิตร เป็นผลให้ประเทศไทยคงคืนความเป็นเอกราชสืบมาจนทุกวันนี้

ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0109260948&day=2005/09/26
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Jan 08, 2007 11:18 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


พระนเรศวรมหาราช ผ่านมุมมอง นักธรณีวิทยา

พนิดา สงวนเสรีวานิช



ชื่อของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล กลายเป็นเครื่องหมายการันตี ภาพยนตร์อิงประวัติ ศาสตร์ ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องของการทุ่มทุนสร้างเพื่อให้ได้ภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ ราวกับผู้ชมเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง

ยังมีความสมจริงใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากที่สุด เช่น เรื่อง "สุริโยไท"

ข้อดีคือ ทำให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องประวัติ ศาสตร์ และสามารถเข้าใจและจดจำเรื่องราวได้ง่าย ยิ่งขึ้นผ่านภาพยนตร์

แต่กับ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" นั้น ต่างออกไป เพราะเรื่องราวในสมัยนั้นมีบันทึกอยู่ในพงศาวดาร จดหมายเหตุทั้งของไทยและเทศอยู่ เหมือนกัน แต่ไม่หมดทุกอย่าง

ทว่า การจะสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาสักเรื่อง ต้องอาศัยรายละเอียดเป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกที่ ม.จ. ชาตรีเฉลิม จะต้องจินตนาการขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูล และหลักฐานจากการตามรอย สมเด็จพระนเรศวร เท่าที่พบเจอ

ม.จ.ชาตรีเฉลิมเองก็ย้ำว่า เรื่องนี้เป็นแค่ "ตำนาน"

"การจัดการข้อเท็จจริงทำได้ยากมาก เรามีบันทึกมากมายเกี่ยวกับพระนเรศวรก็จริง แต่ต้องตีความเอาเองทั้งสิ้น ผมจึงเลือกที่จะทำเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นตำนาน ซึ่งการสร้างในลักษณะที่เป็นตำนานมีข้อดีคือ ผมทำอะไรกับภาพยนตร์ได้มากขึ้น"

เหตุนี้หลายๆ ส่วนจึงเกิดจากจินตนาการบนพื้นฐานของข้อมูลหลักฐานเท่าที่จะหาได้ เช่น "ออกพระราชมนู" ทหารเอกของพระนเรศวร หรือ "มณีจันทร์" ซึ่งไม่เคยปรากฏในบันทึกของฝ่ายไทย จะมีอยู่บ้างก็ในชื่อ "พระมณีรัตนา" ในเอกสารของต่างประเทศ เช่น ใน "คำให้การขุนหลวงหาวัด" พระราชพงศาว ดารแปลจากภาษารามัญ (หาอ่านได้ใน "แกะรอย "หลังบ้าน" สมเด็จพระนเรศวรในเอกสารต่างชาติ" ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับ มกราคม 2550)

รวมทั้งเรื่อง "การตีไก่" ซึ่งศาลสมเด็จพระนเรศวรในเมืองไทยทุกแห่งจะต้องมีรูป ปูนปั้นของ "ไก่ชน" เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของพระองค์ แต่ไม่มีการกล่าวถึงการตีไก่ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรและพระมหาอุปราชาในพงศาวดารใด นอกจาก "คำให้การชาวกรุงเก่า" และ "คำให้การขุนหลวงหาวัด"

ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่า ให้ความเห็นว่า "ขุนหลวงหาวัดเป็นนักวิชาการ ท่านอยู่ในวัง พอไปอยู่พม่าซึ่งมีเอกสารต่างๆ มากมาย นอกจากท่านรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นแล้วเวลาที่ท่านธุดงค์ไปเรื่อยๆ ได้ไปคุยกับคนไทยอยู่ในที่ต่างๆ ฉะนั้นในคำให้การต่างๆ ที่เขียนน่าจะมีเค้าความจริง ซึ่งหลายๆ อย่างไม่มีในพงศาวดาร

แม้กระทั่งการที่พระนเรศวรถูกนำไปเป็นองค์ประกัน พงศาวดารอยุธยาไม่มีพูดสักคำ แต่เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในคำให้การของเชลยศึก บันทึกไว้เมื่อ 100 กว่าปีก่อน"

ขณะที่ ม.จ.ชาตรีเฉลิมเปิดใจว่า ทีแรกมองไม่เห็นภาพพระนเรศวรตีไก่ แต่พอไปศึกษาพบว่ากีฬาชนไก่นั้นมีมาตั้งแต่สมัยโรมัน และทุกวัดในสมัยเรอเนสซองส์มีภาพตีไก่ แล้วเจอรูปวูดคัตในอังกฤษ ในอเมริกาเองก็มีภาพตีไก่ในวัด ในนครวัดมีรูปแกะหินเป็นรูปตีไก่ ฯลฯ จึงรู้สึกว่าการตีไก่ไม่ใช่กีฬาชาวบ้าน

"ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุ การณ์นี้ขึ้น ซึ่งทำให้พระนเรศวรกับพระมหาอุปราชาทะเลาะกัน และพระนเรศวรทรงเจ็บแค้นเพราะโดนจับตัวเขย่าแล้วบอกว่า "ไก่เชลย" เก่ง จึงบอกว่าจะตีเอาบ้านเอาเมืองก็ได้"

อีกประเด็นใหม่ที่ ม.จ. ชาตรีเฉลิม เป็นผู้เปิดประเด็นในฐานะนักธรณีวิทยา คือ เรื่องการเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงถึง 9.2 ริกเตอร์ ที่พิษณุโลก เป็นผลให้เมืองถล่มทั้งเมือง ส่งผลให้แม่น้ำน่านเปลี่ยนทิศทาง และเป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรต้องเทครัวหัวเมืองเหนือลงมาอยุธยาทั้งหมด

ดร.สุเนตรอธิบายถึงประเด็นนี้ว่า ก่อนหน้านี้มีการตีความกันว่า เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์การรับศึก

"ผมเชื่อว่า สมเด็จพระนเรศวรเทครัวลงมา ต้อง การจะมารับศึก เพราะการจะเอาอยุธยาเป็นฐานรับศึกนั้น คนอยุธยาซึ่งในตอนนั้นเหลืออยู่น้อยเพราะถูกกวาดต้อนไปเยอะ ฉะนั้นต้องรื้อครัวหัวเมืองเหนือมาอยู่ในแห่งเดียว แต่ท่านมุ้ยว่า เมืองพิษณุโลกรับศึกไม่ได้ เพราะเกิดแผ่นดินไหว ล่มไปทั้งเมือง เรื่องนี้นักประวัติศาสตร์ไม่เคยพูด เพราะฉะนั้นเกิดเป็นมุมมองแยกเป็น 2 แนว"

ทางด้าน ม.จ.ชาตรีเฉลิมให้เหตุผลถึงการวิเคราะห์ว่า เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นี้

"ผมถามตัวเองว่า ถ้าเทครัวเพื่อมาตั้งรับ ทำไมไม่เอาแต่ผู้ชายมา เอาผู้หญิงและเด็กมาด้วยทำไม เพราะทำให้มีภาระในการเลี้ยงดู ซึ่งผมคิดว่าถ้าเมืองพังราบหมด ก็ต้องมีการเทครัว"

หลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่าเมืองพิษณุโลกเคยต้องธรณีพิบัติครั้งใหญ่ก็คือ เศษอิฐที่แตกย่อยยับไม่มีชิ้นดีของซากโบราณสถานที่ค้นพบใหม่ในการขุดวังจันทน์ครั้งล่าสุด พ.ศ.2547 ซึ่งแสดงการพังพินาศย่อย ยับแหลกลาญของวังจันทน์ช่วงเวลาหนึ่งในประวัติ ศาสตร์

"ผมไปดูเห็นหลักฐานทางธรณีวิทยาเยอะมากๆ มีรอยแยก ซึ่งถ้าประกอบกับภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศ ปกติแม่น้ำลำธารไหลไปตามลักษณะของมัน แต่ถ้ามีอะไรรบกวนจะเปลี่ยนทาง ซึ่งรอยแยกเจดีย์สามองค์ โฟล์ต ก็ด้วย

ไม่ว่าใครจะทำอะไรกับพื้นดินก็ตาม จะเกิดร่องรอย ดินจะเปลี่ยน เมื่อตอนเกิดสึนามิที่โคราช ซึ่งอยู่ห่างออกไป 3,000 กว่ากิโลเมตร ยังสะเทือน ขนาดน้ำในบ่อที่หน้าหลวงปู่โตกระฉอกขึ้นมา

ซึ่งที่แม่น้ำน่านก็เกิดการกระฉอกของน้ำเหมือนกัน สูง 6-7 นิ้ว แต่สูงพอทำให้แพที่ผูกอยู่หลุดจากที่มัด จึงเชื่อว่า พังทั้งเมือง" ม.จ.ชาตรีเฉลิมยืนยันอย่าง หนักแน่น

ส่วนใครจะเห็นต่างในประเด็นใดนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะนี่เป็นการมองอีกมุมของคนที่บอกว่าเป็นนักทำหนังและนักธรณีวิทยา

ใครอยากรู้รายละเอียดของการตามรอยสมเด็จพระนเรศวรอย่างละเอียด รวมทั้งเหตุผลของวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ตามที่กล่าวมาในข้างต้นสามารถอ่านได้ใน "ตามรอยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" ที่บริษัท อัมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จัดทำขึ้นแล้วเสร็จเป็นเล่มหนา 400 หน้า ในราคา 385 บาท

แต่ขอย้ำอีกครั้งว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นในฐานะที่เป็น "ตำนาน" ซึ่ง ม.จ.ชาตรีเฉลิมย้ำว่า ตำนานนั้นคือการยอพระเกียรติ มีการพูดถึงการเสียเมือง การกู้อิสรภาพ ต่อสู้กับพม่าจนยืนหยัดได้

ฉะนั้น กรุณาอย่าเข้าใจว่าประวัติศาสตร์แห่งชาติบทใหม่อย่างที่ใครหลายๆ คนยังกริ่งเกรงอยู่

ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra04080150&day=2007/01/08

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Feb 01, 2007 9:06 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ศิลปวัฒนธรรม วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 28 ฉบับที่ 03

เรื่องจากปก

สุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขสุวานนท์

แกะรอย "หลังบ้าน" สมเด็จพระนเรศ ในเอกสารต่างชาติ

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาที่ถูกชำระเรียบเรียงขึ้นในสมัยศรีอยุทธยาตอนปลายจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มักจดบันทึกเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศ (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สมเด็จพระนเรศวร) ไว้แต่เฉพาะเรื่องการศึกสงครามกับอาณาจักรเพื่อนบ้านข้างเคียง จนมองข้ามเรื่องราวส่วนพระองค์ที่เกี่ยวเนื่องกับเจ้านายฝ่ายในหรือ "หลังบ้าน" ในภาษาชาวบ้านสามัญยุคปัจจุบัน

แม้พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาจะมิได้กล่าวถึง "หลังบ้าน" หรือพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศไว้เลย แต่เรื่องราวของบรรดาพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศกลับไปปรากฏอยู่ในเอกสารต่างชาติถึง ๕ ฉบับด้วยกัน คือ จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา ของสเปน, จดหมายเหตุฟานฟลีตของฮอลันดา, พงศาวดารละแวกของเขมร, คำให้การขุนหลวงหาวัดและพงศาวดารของพม่า



สมเด็จพระอัครมเหสีของสมเด็จพระนเรศ

ในจดหมายเหตุสเปน

History of the Philippines and Other Kingdom เป็นจดหมายเหตุสเปนที่บาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา (Marcelo de Ribadeneira, O.F.M.) เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าของบาทหลวงนิกายฟรานซิสกัน ที่เคยพำนักอยู่ในพระนครศรีอยุทธยาระยะหนึ่ง ซึ่งพรรณนาถึงกรุงพระนครศรีอยุทธยาในห้วง พ.ศ. ๒๑๒๕ ปลายรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๑๒-๓๓) และตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๓๙ ในต้นรัชสมัยสมเด็จพระนเรศ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๓๓-๔๘)

เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคของพระเจ้าแผ่นดินสยาม ซึ่งมีสมเด็จพระอัครมเหสีและพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์โดยเสด็จมาด้วย ข้าพเจ้าเห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์นี้หมายถึงสมเด็จพระนเรศแล้ว ข้อถกเถียงเรื้อรังเกี่ยวกับเรื่องที่สมเด็จพระนเรศมีพระราชโอรสหรือไม่นั้นจะยุติลงในฉับพลันทันที จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา เล่าว่า

"...ครั้งหนึ่งบาทหลวงนิกายฟรานซิสกันได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินประทับในเรือพระที่นั่งที่ตกแต่งประดับประดาแล้วล้วนไปด้วยพระปฏิมากร เพื่อจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระอารามแห่งหนึ่ง มีเรือสี่ลำแล่นล่วงหน้าไปก่อนเรือพระที่นั่ง เพื่อเป็นการค้ำประกันความปลอดภัยของพระเจ้าแผ่นดิน เรือเหล่านี้บรรทุกผู้คนเป่าแตรเงินเล็กๆ เพื่อป่าวประกาศการเสด็จพระราชดำเนินถึง บรรดาเรือล้วนมีรูปทรงวิจิตรพิสดารและแกะสลักอย่างน่าพิศวงด้วยรูปปฏิมาประดับประดาอย่างหรูหรา ก่อเกิดความรู้สึกประทับใจถึงโขลงช้างที่ลอยเหนือน่านน้ำ ด้วยเรือเหล่านี้ลอยเลื่อนไปเบื้องหน้าและท้ายเรือโลดทะยาน

"เรือสี่ลำเหล่านี้หยุดที่พระอารามแห่งหนึ่งบนชายฝั่ง เพราะพวกเขาคาดหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเจริญพระพุทธมนต์และทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ตามติดมาอย่างใกล้ชิดเรือสี่ลำนั้นเป็นเรืออื่นๆ อีกหลายลำที่ใหญ่กว่านั้น แต่ละลำบรรทุกผู้คนมากมายที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบประเภทต่างๆ เรือแต่ละลำมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แห่งราชสำนัก ๑ คน แล้วจากนั้นเป็นพระราชกุมารพระองค์เยาว์ที่สุดในพระเจ้าแผ่นดินที่เสด็จปรากฏพระองค์ในเรือพระที่นั่งที่ตกแต่งอย่างหรูหรามาก ตามติดมาเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีและสาวสรรกำนัลใน สมเด็จพระอัครมเหสีประทับแต่เพียงลำพังพระองค์ และบรรดานางกำนัลนั่งในเรือลำอื่นที่ตกแต่งอย่างน่าอัศจรรย์ และกั้นด้วยม่านอย่างรอบคอบจนเป็นไปได้ที่จะสามารถมองผ่านม่านจากภายในออกมาสู่โลกภายนอกได้ โดยที่คนภายนอกไม่เห็นคนภายใน

"สุดท้ายที่มาถึงในกระบวนพยุหยาตราโดยชลมารคคือองค์พระมหากษัตริย์ ประทับในเรือพระที่นั่งขนาดกว้างใหญ่ที่ดูแต่ไกลเหมือนนกกระยางตัวมหึมาที่แผ่ปีกอันกว้างใหญ่ออกมา เป็นเรือพระที่นั่งปิดทองทั้งองค์ และโดยที่ฝีพายมีเป็นจำนวนมาก อิริยาบถในการพายของพวกเขาจึงดูเหมือนนกตัวใหญ่เหินลมเหนือท้ายเรือพระที่นั่ง พระเจ้าแผ่นดินประทับเหนือพระราชบัลลังก์ เคียงข้างพระองค์เป็นสาวน้อยผู้เลอโฉมข้างละ ๒ คนคอยถวายอยู่งานโบกพัด เพื่อให้พระองค์ทรงสดชื่นจากความร้อนระอุของดวงอาทิตย์ ทันทีที่เรือพระที่นั่งหยุดลง ฝูงชนก็ผลักดันกันไปข้างหนึ่งและหมอบราบลง และยกมือขึ้นประนมในลักษณาการศิโรราบจนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินผ่านไป แล้วเรือพระที่นั่งของพระราชกุมารผู้ทรงพระเยาว์ก็ติดตามมาพรั่งพร้อมด้วยเหล่าขุนนางชั้นสูง

"เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินถึงพระอาราม พระองค์ได้รีบเสด็จไปถวายเครื่องราชสักการะแด่พระปฏิมากรทั้งหลาย และหลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จลงสรงสนานกลางสระน้ำใสในปริมณฑลของพระอาราม บรรดาเจ้าพนักงานภูษามาลาและชาวที่ได้อัญเชิญน้ำสรงปริมาณหนึ่งไว้เพื่อสักการบูชา และพวกเขาได้อยู่งานถวายพระมูรธาภิเษก จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่พระราชวัง"

แม้เรื่องราวของเหตุการณ์จะไม่อาจระบุได้อย่างแน่ชัดว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามที่เสด็จฯ ทางชลมารคครั้งนั้นเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชผู้พ่อหรือสมเด็จพระนเรศผู้ลูกกันแน่ แต่เหตุการณ์ในลำดับถัดไปกลับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยในการไขปริศนาในข้อนี้ได้ จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา เล่าต่อไปว่า

"บรรดาบาทหลวงของนิกายฟรานซิสกันของเราได้มีโอกาสอันหายากยิ่งในการที่ได้เห็นการเสด็จออกรับแขกเมืองจากกัมพูชา ได้มีการสร้างบ้านพักทันทีสำหรับคณะราชทูต เป็นบ้านพักที่กว้างขวางและตกแต่งประดับประดาอย่างหรูหรา ใกล้ที่พักนั้นเป็นหอสูงทรงแคบที่พวกเขาได้จารึกชื่อและความเป็นมาของคณะราชทูตกัมพูชาโดยจารเป็นตัวอักษรเขมร ด้วยพิธีกรรมอันเอิกเกริกตามควรแก่ฐานะของคณะราชทูต พวกเขาได้กระตุ้นให้ฝูงชนโบกธงทิว แกว่งไกวหอก ถือคันธนูและธนู เมื่อการทั้งหลายทั้งปวงเตรียมพร้อมสรรพแล้ว ทหารนักล่า ๖,๐๐๐ คน และทหารธนู ๑๒,๐๐๐ คน ได้ตั้งแถวเรียงรายตามชายฝั่งน้ำ เพื่อต้อนรับการมาถึงของคณะราชทูต แตรเดี่ยวเล็กและแตรทองเหลืองดังกังวานขึ้นในอากาศ เมื่อราชทูตขึ้นบก ราชทูตมีข้าราชสำนักชั้นสูงติดตามไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินซึ่งประทับรอคอยเขาอยู่อย่างสง่างาม"

เมื่อนำเอาเหตุการณ์ในจดหมายเหตุสเปนมาสอบเทียบเคียงกับพระราชพงศาวดารฯ พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ของไทย พบว่ารัชกาลสมเด็จพระนเรศมีการกล่าวถึงพระราชพิธีอาสวยุทธและการต้อนรับคณะทูตกัมพูชาที่เดินทางมาถวายเครื่องราชบรรณาการยังราชสำนักศรีอยุทธยา ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จฯ ทางชลมารคและการเสด็จออกรับทูตกัมพูชาในจดหมายเหตุสเปน ความว่า

"ลุศักราช ๙๔๕ ปีมะแมศกเบญจศก สมเด็จพระนเรศเป็นเจ้า ครั้นเสร็จการพระราชพิธีอาสวยุทธแล้ว มีพระราชบริหารสั่งให้เกณฑ์ทัพเตรียมไว้ และพลฉกรรจ์ลำเครื่องแสนหนึ่ง ช้างเครื่องแปดร้อย ม้าพันห้าร้อย กำหนดเดือนอ้ายจะยกไปตีกรุงกัมพูชาธิบดี..."

"ลุศักราช ๙๔๙ ปีกุนนพศก ราชบุตรนักพระสัฏฐาผู้เป็นพญาละแวก เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จไปปราบ ขณะเมื่อทหารข้าหลวงเข้าเมืองละแวกในเพลากลางคืนนั้น ราชบุตรมาอยู่หน้าที่ ครั้นทัพไทยเข้าเมืองได้แล้วความกลัวก็มิได้ไปหาบิดา หนีออกจากหน้าที่กับบ่าวประมาณ ๓๐ คน เข้าป่า พากันหนีไปถึงแดนเมืองล้านช้าง ครั้นรู้ข่าวว่ากองทัพหลวงเสด็จพระราชดำเนินกลับไปกรุงพระมหานครศรีอยุทธยาแล้ว ก็พากันกลับมายังเมืองละแวก เสนาบดีที่เหลืออยู่กับสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรจึงพร้อมกันยกพระราชบุตรท่านขึ้นราชาภิเษกเป็นพญาละแวกครอบครองแผ่นดินแทนบิดา

"พญาละแวกครั้นได้ครองสิริสมบัติแล้ว ก็อุตสาหะบำรุงสมณพราหมณาจารย์โดยยุติธรรมราชประเพณีมาได้เดือนเศษ จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีกระวีมุขทั้งหลายว่า แต่ก่อนพระราชบิดาเราไปกระทำเสี้ยนหนามต่อกรุงพระมหานครศรีอยุทธยา มิได้เกรงพระเดชเดชานุภาพ สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์อันทรงอิศวรภาพดุจสุริยเทวบุตรจันทรเทวบุตรอันมีรัศมีสว่างโลกธาตุ ความพินาศฉิบหายจึงถึงพระองค์แลญาติประยูรวงศ์ในกรุงกัมพูชาธิบดี แลครั้งนี้เราจะทำดุจพระบิดานั้นมิได้ ว่าจะอ่อนน้อมขอเอาพระเดชเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานครศรีอยุทธยาเป็นที่พึ่งที่พำนัก ความสุขสวัสดีจะได้มีแก่เรา ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด เสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์ดำรัสนี้ควรนัก ขอพระราชทานให้แต่งดอกไม้เงินทองเครื่องราชบรรณาการ มีพระราชสาสน์ไปอ่อนน้อมโดยราชประเพณีเมืองขึ้นเมืองออกกรุงเทพมหานครแล้ว ความสิริสวัสดีพิพัฒนมงคลก็จะบังเกิดมีไปตราบเท่ากัลปาวสาน

"พญาละแวกได้ฟังดังนั้นยินดีนัก จึงให้แต่งดอกไม้ทองเงิน จัดเครื่องราชบรรณาการเป็นอันมาก แล้วแต่งลักษณะราชสาสน์ให้ออกญาวงศาธิบดี พระเสน่หามนตรี หลวงวรนายก เป็นทูตานุทูตจำทูลพระราชสาสน์ คุมเครื่องราชบรรณาการมา

"ครั้นถึงด่านปราจีนบุรี กรมการก็คุมทูตานุทูตเข้าไปยังกรุงเทพมหานคร เสนาบดีนำเอากิจจานุกิจกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวดำรัสให้เบิกทูตเฝ้า ณ มุขเด็จหน้าพระที่นั่งมังคลาภิเษก ตรัสพระราชปฏิสันถาร ๓ นัดแล้ว พระศรีภูริปรีชาก็อ่านพระราชสาสน์ในลักษณะนั้นว่า ข้าพระองค์ผู้ครองกรุงอินทปัตถ์กุรุรัฐราชธานี ขอถวายบังคมมาแทบพระวรบาทบงกชมาศ สมเด็จพระผู้จอมมงกุฎราชกรุงทวาราวดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์อุดมพระราชนิเวศน์มหาสถาน ด้วยพระบิดาข้าพระองค์มิได้รักษาขอบขัณฑเสมาโดยราชประเพณี กระทำพาลทุจริตมิได้รู้จักกำลังตนกำลังท่าน มาก่อเกิดเป็นปรปักษ์แก่กรุงเทพมหานคร อุปมาดังจอมปลวกมาเคียงเขาพระสิเนรุราชบรรพต มิดังนั้นดุจมิคชาติตัวน้อยองอาจยุทธนาการด้วยพญาราชสีห์อันมเหศวรศักดานุภาพก็ถึงแก่กาลพินาศจากไอสุริยสวรรยานั้น ก็เพื่อผลกรรมอันได้กระทำมาแต่ก่อน แลข้าพระองค์ครองแผ่นดินเมืองละแวกครั้งนี้จะได้เอาเยี่ยงอย่างพระบิดานั้นหามิได้ จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ปกเกล้าปกกระหม่อมดุจฉัตรแก้วแห่งท้าวมหาพรหม อันมีปริมณฑลกว้างขวางร่มเย็นไปทั่วจักรวาล ข้าพระองค์ขอถวายสุวรรณหิรัญรัตนมาลาบรรณาการมาโดยราชประเพณี สืบไปตราบเท่ากัลปาวสาน

"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟัง ก็มีพระทัยเมตตาแก่พระสุธรรมราชา พญาละแวกองค์ใหม่เป็นอันมาก สั่งให้ตอบพระราชสาสน์ไปว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้อาฆาตจองเวรแก่ราชบุตรนัดดานักพระสัฏฐาหามิได้ แลซึ่งบิดาท่านเป็นไปจนถึงกาลนิราลัยนั้น ก็เพื่อเวรานุเวรแต่อดีตติดตามมาให้ผลเห็นประจักษ์ แลให้พญาละแวกองค์ใหม่นี้ครอบครองไพร่ฟ้าประชาราษฎรโดยยุติธรรมราชประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อนนั้นเถิด แล้วสั่งให้เจ้าพนักงานตอบเครื่องราชบรรณาการ แล้วพระราชทานเสื้อผ้าเงินตราแก่ทูตานุทูตโดยสมควร อยู่สามวันทูตก็กราบถวายบังคมลาไปยังกรุงกัมพูชาธิบดี"

การพระราชพิธีอาสวยุทธที่กระทำกันใน จ.ศ. ๙๔๕ ปีมะแมเบญจศก (พ.ศ. ๒๑๒๖) นั้นน่าจะผิด เพราะปีศักราชดังกล่าวยังคงอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชผู้พ่อ แต่เมื่อสอบกับพระราชพงศาวดารฯ ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์แล้ว ควรปรับเป็น จ.ศ. ๙๕๕ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๓๖) ช้ากว่ากัน ๑๐ ปี ดังนั้นการต้อนรับทูตกัมพูชาใน จ.ศ. ๙๔๙ ปีกุนนพศก (พ.ศ. ๒๑๓๐) ควรปรับปีศักราชให้ช้าตามไปด้วยอีก ๑๐ ปีเช่นกัน จึงควรเป็น จ.ศ. ๙๕๙ ปีระกานพศก (พ.ศ. ๒๑๔๐) โดยทั้งสองเหตุการณ์จะอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศทั้งสิ้นตรงตามที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารฯ พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)

กฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า พระองค์ที่ ๔ (สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า ครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๓๑) เล่าถึงการพระราชพิธีอาสยุชแข่งเรือ (อาสวยุทธ) ไว้ว่า

"เดือน ๑๑ การอาสยุชพิทธี มีหม่งครุ่มซ้ายขวา ระบำหรทึกอินทเภรีดนตรี เช้าธรงพระมหามงกุฎราชาประโภค กลางวันธรงพระสุพรรณมาลา เอย็นธรงพระมาลาสุกหร่ำสภักชมภู สมเดจ์พระอรรคมเหสีพระภรรยาธรงพระสุวรรณมาลา นุ่งแพรลายทองธรงเสื้อ พระอรรคชายาธรงพระมาลาราบนุ่งแพรดารากรธรงเสื้อ ลูกเธอหลานเธอธรงศิรเพศมวยธรงเสื้อ พระสนมใส่สนองเกล้าสภักสองบ่า สมรรถไชยเรือต้นสรมุกขเรือสมเดจ์พระอรรคมเหสี สมรรถไชยไกรสรมุกขนั้นเปนเรือเสี่ยงทาย ถ้าสมรรถไชยแพ้ไซ้เข้าเหลีอเกลีออี่มศุกขเกษมเปรมประชา ถ้าสมรรถไชยชำนะไซ้จะมียุข"

ส่วนพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์ที่ตามมาในกระบวนเสด็จฯ ทางชลมารคของสมเด็จพระนเรศและสมเด็จพระอัครมเหสีนั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่าพระองค์คงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระนเรศที่ประสูติแต่สมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์เดียวกันนี้เอง พระองค์จึงควรมีฐานันดรศักดิ์เป็นที่ "สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า" รัชทายาทผู้มีสิทธิธรรมในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยา โดยจะเป็นรองก็แต่สมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร (สมเด็จพระเอกาทศรถ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๔๘-๕๓) ซึ่งสมเด็จพระนเรศทรงยกย่องให้เกียรติพระอนุชาร่วมพระชนนีผู้นี้ให้มีฐานะสูงส่งเสมอด้วยพระองค์ ดังพบพระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียกสมเด็จพระนเรศและสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวรรวมกันว่า "พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์"



"พระมณีรัตนา"

พระอัครมเหสีของสมเด็จพระนเรศ

ในคำให้การขุนหลวงหาวัดของพม่า

คำให้การขุนหลวงหาวัด (พระราชพงศาวดารแปลจากภาษารามัญ) ความจริงเป็นเอกสารฉบับเดียวกับคำให้การชาวกรุงเก่า (พงศาวดารไทยตามฉบับพม่า) ตามต้นฉบับในหอเมืองร่างกุ้งของพม่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า หลังจากกองทัพพม่าตีพระนครศรีอยุทธยาแตกใน พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าได้จดคำให้การของเชลยศึกที่เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยศรีอยุทธยา โดยอาศัยล่ามมอญที่รู้ภาษาไทยจดคำให้การเป็นภาษามอญ แล้วค่อยแปลเป็นภาษาพม่าในภายหลัง ซึ่งปัจจุบันได้ข้อยุติแล้วว่าคำให้การชาวกรุงเก่าเป็นเอกสารฉบับเดียวกับโยธยา ยาสะเวง (พงศาวดารอยุทธยา) ของพม่า ได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชพระราชบิดาใน จ.ศ. ๙๕๒ ปีขาลโทศก (พ.ศ. ๒๑๓๓) ความว่า

"ส่วนพระนเรศวรนั้น ก็เข้าไปกรุงศรีอยุทธยา ก็เสด็จเข้าสู่พระราชฐาน อันอัครมหาเสนาบดีและมหาปุโรหิตทั้งปวง จึงทำการปราบดาภิเษกแล้วเชื้อเชิญขึ้นให้เสวยราชสมบัติ จึงถวายอาณาจักรเวนพิภพแล้วจึงถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ และเครื่องมหาพิไชยสงครามทั้ง ๕ ทั้งเครื่องราชูปโภคทั้งปวงอันครบครัน แล้วจึงถวายพระนามใส่ในพระสุพรรณบัตรสมญา แล้วฝ่ายในกรมจึงถวายพระมเหษีพระนามชื่อพระมณีรัตนา แล้วถวายพระสนมกำนัลทั้งสิ้น แล้วครอบครองราชสมบัติเมื่อจุลศักราช ๙๕๒ ปีขาลโทศก อันพระเอกาทศรถนั้นก็เปนที่มหาอุปราช"

เมื่อคราวที่สมเด็จพระนเรศเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในกรุงพระนครศรีอยุทธยาใน พ.ศ. ๒๑๓๓ กรมฝ่ายในได้ทูลเกล้าฯ ถวาย "พระมณีรัตนา" ขึ้นเป็นพระอัครมเหสี พร้อมด้วยพระสนมอีกจำนวนหนึ่ง ตามทรรศนะของข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระนางคงเป็นเจ้าหญิงที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ละโว้สายสุพรรณภูมิของสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช (ครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๐๙๑-๒๑๐๖ และครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๑๑๐-๑๒) และสมเด็จพระมหินทราธิราช (ครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๑๐๖-๑๐ และครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๑๑๒) โดยอาศัยการเทียบเคียงจากพระนามของ "พระรัตนมณีเนตร" เจ้านายฝ่ายในสมัยสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราชที่มีพระนามคล้ายคลึงกัน

คำให้การขุนหลวงหาวัดเล่าถึงเรื่องราวของพระรัตนมณีเนตรว่า

"ครั้นต่อมาพระเจ้าล้านช้างได้ทรงทราบว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามีช้างเผือกถึง ๗ ช้าง จึงทรงจัดพระราชธิดามีนามว่ารัตนมณีเนตร กับเครื่องบรรณาการให้ทูตจำทูลพระราชสาสน์เจรีญทางพระราชไมตรีเข้ามายังกรุงศรีอยุทธยา มีใจความในพระราชสาสน์ทูลขอช้างเผือกด้วย พระมหาจักรวรรดิ์ก็พระราชทานช้างเผือกพังให้ กิตติศัพท์อันนั้นทราบไปถึงพระเจ้าหงษาวดีๆ ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาไม่อยู่ในยุติธรรม ไปผูกไมตรีกับพระเจ้าล้านช้าง ให้ช้างเผือกพังไปกับพระเจ้าล้านช้าง เมื่อทำสัตย์สาบานกับเรานั้นว่านอกจากเราแล้วจะไม่ให้แก่ใครเลย ตรัสแล้วก็ให้พวกพลทหารไปคอยซุ่มสกัดทาง คอยแย่งชิงช้าง ซึ่งพระมหาจักรวรรดิ์พระราชทานไปแก่พวกล้านช้าง เมื่อทูตเมืองล้านช้างนำช้างไปถึงที่พวกหงษาวดีซุ่มอยู่ พวกหงษาวดีก็ออกสกัดฆ่าฟันพวกล้านช้างแย่งชิงเอาช้างเผือกพังไปได้ นำไปถวายพระเจ้าหงษาวดี..."

เรื่องที่พระเจ้าล้านช้างถวาย "พระรัตนมณีเนตร" พระราชธิดาแด่พระมหาจักรวรรดิ์พระเจ้าแผ่นดินศรีอยุทธยา เพื่อแลกเปลี่ยนกับช้างเผือกนั้น แท้ที่จริงมีเค้าโครงเรื่องมาจากเหตุการณ์ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ศรีสัตนาคนหุตทูลขอ "พระเทพกษัตรเจ้า" (พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียก "พระเทพกษัตรีย์") พระราชธิดาในที่ประสูติแต่ "พระสุริโยทัย" พระอัครมเหสีที่สิ้นพระชนม์กับคอช้างแทนพระราชสวามีในศึกหงสาวดี จ.ศ. ๙๑๐ วอกศก (พ.ศ. ๒๐๙๑) ซึ่งเป็นตระกูลวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ สำหรับเป็นที่พระอัครมเหสี (เอกอัครราชกัลยาณี) ของพระองค์เมื่อ จ.ศ. ๙๒๕ กุนศก (พ.ศ. ๒๑๐๖)

แต่ขณะนั้น "พระเทพกษัตรเจ้า" ประชวรอย่างหนัก สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช จึงทรงตัดสินพระทัยส่ง "พระแก้วฟ้า" พระราชธิดาที่ประสูติแต่พระสนมไปแทน แต่เมื่อทางสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชทรงทราบว่าเจ้าหญิงศรีอโยทธยาที่ส่งไปมิใช่ "พระเทพกษัตรเจ้า" จึงแต่งทูตนำ "พระแก้วฟ้า" มาส่งคืนยังราชสำนักศรีอโยทธยาใน จ.ศ. ๙๒๖ ชวดศก (พ.ศ. ๒๑๐๗) แล้วขอพระราชทาน "พระเทพกษัตรเจ้า" อีกครั้งตามที่พระองค์ได้ทรงตั้งพระทัยไว้แต่แรก พระราชพงศาวดารฯ ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์เล่าว่า

"ศักราช ๙๒๕ กุนศก...ในปีเดียวนั้น พระเจ้าล้านชางให้พระราชสาส์นมาถวายว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเทพกระษัตรเจ้า แลทรงพระกรุณาพระราชทานแก่พระเจ้าหล้านช้าง แลครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเทพกระษัตรเจ้าทรงพระประชวร จึงพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระแก้วฟาพระราชบุตรีให้แก่พระ (เจ้า) หลานชาง

"ศักราช ๙๒๖ ชวดศก พระเจ้าล้านช้างจึงให้เชิญสมเด็จพระแก้วฟ้าพระราชบุตรีลงมาส่งยังพระนครษรีอยุทธยา แลว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเทพกระษัตรเจ้านั้น แลจึงพระราชทานสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้าไปแก่พระเจ้าล้านช้าง ครั้งนั้นพระเจ้าหงษารู้เนื้อความทั้งปวงนั้น จึงแต่งทัพมาซุ่มอยู่กลางทาง แลออกชิงเอาสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้าได้ ไปถวายแก่พระเจ้าหงษา..."

เชลยศึกศรีอยุทธยาเมื่อครั้งเสียกรุงใน พ.ศ. ๒๓๑๐ เริ่มลืมเลือนเรื่องที่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ศรีสัตนาคนหุต (พระเจ้าล้านช้าง) ส่งทูตมาทูลขอ "พระเทพกษัตรเจ้า" จากสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราชไปเสียบ้างแล้วในบางส่วน จึงเล่าผิดเพี้ยนปนเปกันไปว่า สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชทรงเป็นผู้ส่งพระราชธิดามาถวายแด่สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า "พระรัตนมณีเนตร" เป็นพระนามที่แปลงมาจากพระนามของ "พระแก้วฟ้า" อย่างแน่นอน

การที่ "พระมณีรัตนา" มีพระนามคล้ายคลึงกับ "พระรัตนมณีเนตร" (พระแก้วฟ้า) นั้น อาจมีนัยยะสำคัญบางประการที่บ่งบอกว่า พระนางเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เก่าของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชและสมเด็จพระมหินทราธิราช มากกว่าที่จะเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือจากราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง) ด้วยกันกับสมเด็จพระนเรศ

การที่สมเด็จพระนเรศทรงอภิเษกสมรสกับพระมณีรัตนาเจ้าหญิงจากราชวงศ์ละโว้สายสุพรรณภูมิ อาจมีส่วนในการสร้างเสริมสิทธิธรรมในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยา ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเพิ่งทรงสถาปนาขึ้นใหม่ภายหลังจากที่พิชิตกรุงพระนครศรีอโยทธยาได้สำเร็จใน พ.ศ. ๒๑๑๒ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการจรรโลงสถาบันกษัตริย์ภายใต้การปกครองของราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง) จากหัวเมืองฝ่ายเหนือให้หยั่งรากมั่นคง

ด้วยความที่ "พระมณีรัตนา" และ "พระรัตนมณีเนตร" มีพระนามคล้ายคลึงกันอย่างมากจนแทบแยกกันไม่ออก ข้าพเจ้าจึงสงสัยว่า "พระมณีรัตนา" อาจเป็นบุคคลเดียวกับ "พระรัตนมณีเนตร" คือ "พระแก้วฟ้า" พระขนิษฐาต่างพระมารดาของ "พระวิสุทธิกษัตรีย์" (มีพระนามเดิมว่า "พระสวัสดิราช") พระนางจึงมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉาของสมเด็จพระนเรศ และพระนางอาจกินตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีอีกทางหนึ่งด้วยก็เป็นได้? เพราะไม่พบหลักฐานยืนยันว่า "พระแก้วฟ้า" ถูกพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองนำตัวไปยังราชสำนักหงสาวดีเมื่อคราวเสียกรุงใน พ.ศ. ๒๑๑๒



"โยธยามี้พระญา"

พระมเหสีอยุทธยาของสมเด็จพระนเรศ

ในพงศาวดารพม่า

เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๐๙๔-๒๑๒๔) ทรงพิชิตเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. ๒๑๐๑ พระองค์ทรงปล่อยให้เจ้านายเชียงใหม่ยังคงปกครองบ้านเมืองอยู่ตามเดิม จนกระทั่งพระนางวิสุทธิเทวีเจ้าสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๑๒๑ การสืบทอดสันตติวงศ์ในเมืองเชียงใหม่เกิดขาดช่วง พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจึงโปรดให้ "อนรธาเมงสอ" พระราชโอรสเสด็จไปเสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่แทน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เรียกพระองค์ว่า "ฟ้าสาวัตถีนรธามังคอย"

พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๒๑-๕๐) เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองที่ประสูติแต่ "ราชเทวี" พระมเหสี ซึ่งมีนามเดิมว่า "สิ่นทวยละ" เป็นพระธิดาของจตุคามณิแห่งดีแปยิน พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองโปรดให้พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสออภิเษกสมรสกับ "เซงพยูเชงเมดอ" (แปลว่ามารดาเจ้าช้างเผือก) พระธิดาของพระเจ้าแปรตะโดธรรมราชาพระอนุชาของพระองค์

พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอมีพระราชโอรสธิดาด้วยมารดาเจ้าช้างเผือกทั้งสิ้น ๓ พระองค์ด้วยกัน

๑. "เมงตุลอง" (พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียกพระองค์ว่า พระทุลอง) หลังจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองทรงสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๒๔ และพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงพระเชษฐาไม่ทรงพระปรีชาสามารถเยี่ยงพระราชบิดา พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอจึงหันมาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักศรีอยุทธยา เมื่อสมเด็จพระนเรศเสด็จยกทัพขึ้นไปตีเมืองหงสาวดีเป็นครั้งที่ ๒ พระองค์มีพระราชกำหนดให้พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอยกทัพโดยเสด็จไปในราชการสงครามด้วย แต่พระองค์ทรงติดขัดเรื่องที่ออกญารามเดโชข้าหลวงศรีอโยทธยาที่ขึ้นไปเป็นเจ้าเมืองเชียงแสนได้เกลี้ยกล่อมผู้คนไว้เป็นกำลังจำนวนมาก ทำให้เจ้าเมืองล้านนาต่างพากันกระด้างกระเดื่องต่อพระองค์จนไม่อาจทิ้งเมืองไปได้ จึงมีรับสั่งให้เมงตุลองพระราชโอรสคุมทัพเชียงใหม่ไปช่วยราชการสงครามแทนพระองค์ หลังเสร็จศึกหงสาวดีครั้งที่ ๒ เมงตุลองได้เสด็จลงมาประทับอยู่ยังราชสำนักศรีอโยทธยา และพระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับพระธิดาองค์โตของสมเด็จพระนเรศ ครั้น "พระมหาเทวี" พระมารดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอทรงขอพระราชทานเมงตุลองกลับขึ้นไปแต่งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพพระมหาเทวียังเมืองเชียงใหม่ แล้วส่ง "พระไชยธิป" พระอนุชาของเมงตุลองมาเป็นตัวจำนำแทน

๒. "พระไชยธิป" พระอนุชาของเมงตุลอง (พระทุลอง) ปรากฏพระนามอยู่ในพระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารของไทย แต่ไม่ปรากฏพระนามในพงศาวดารพม่า สันนิษฐานว่าพระองค์น่าจะเป็นพระอนุชาร่วมอุทรของเมงตุลอง พระองค์ทรงมาประทับยังพระนครศรีอโยทธยาในฐานะตัวจำนำแทนพระเชษฐา

๓. "โยธยามี้พระญา" พระราชธิดาองค์โตของพระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้ในคำอธิบายพระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอทรงถวายพระราชธิดาให้แก่สมเด็จเอกาทศรุทรอีศวรในคราวเดียวกับที่เปลี่ยนเอาพระไชยธิปมาเป็นตัวประกันแทนเมงตุลอง ภายหลังพระนางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศ พงศาวดารพม่าจึงมักเรียกพระนางว่า โยธยามี้พระญา แปลว่ามเหสีอยุทธยา

เรื่องราวของโยธยามี้พระญา (มเหสีอยุทธยา) พบมีบันทึกอยู่แต่ในพงศาวดารพม่า และน่าเสียดายที่เรื่องราวของพระนางค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยและพม่า ภายหลังจากที่พระนางเสด็จมาประทับอยู่ยังราชสำนักศรีอยุทธยาในฐานะพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศ



"เจ้าขรัวมเหสีจันทร์"

พระชายาม่ายของสมเด็จพระนเรศ

ในจดหมายเหตุฟานฟลีตของฮอลันดา

จดหมายเหตุฟานฟลีต (The Historical Account of the War of Succession Following the Death of King Pra Interajasia, 22nd King of Ayuthian Dynasty) เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet) หัวหน้าสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาประจำพระนครศรีอยุทธยาเรียบเรียงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๖๐๔ (นับอย่างไทยโบราณอยู่ในห้วง พ.ศ. ๒๑๘๒) ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๗๒-๙๙) ได้กล่าวถึงพระชายาม่ายของสมเด็จพระนเรศ (พระองค์ดำ) ไว้ในเหตุการณ์เมื่อครั้งพระอินทราชา (พระเจ้าทรงธรรมครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๕๔-๗๑) กริ้วพระหมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง) และน้องชาย (สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาธิราชครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๙๙) ที่ไปทำร้ายพระยาแรกนาขวัญ

"ขณะนั้นออกญากลาโหมเพิ่งมียศเป็นพระหมื่นศรีสรรักษ์ และมีอายุประมาณ ๑๘ ปี วันหนึ่งเมื่อมีการทำพิธีนี้เขาได้อยู่ที่ชนบทนั้นด้วย โดยมากับน้องชายซึ่งบัดนี้เป็นฝ่ายหน้าหรือมหาอุปราช ทั้ง ๒ คนขี่ช้างมีบ่าวไพร่ติดตามมาหลายคน และได้โจมตีพระยาแรกนาอย่างดุเดือด ดูเหมือนว่ามีเจตนาจะฆ่าพระยาแรกนาและกลุ่มผู้ติดตามทั้งหมดด้วย ฝ่ายองครักษ์เห็นดังนั้นก็เข้าต่อสู้ป้องกันพระเจ้าแผ่นดินปลอม ต่อต้านสองขุนนางหนุ่ม และขว้างก้อนหินไปถูกน้องชายได้รับบาดเจ็บ พระหมื่นศรีสรรักษ์ก็ถอดดาบและโถมเข้าสู้อย่างดุเดือด จนพระยาแรกนาและองครักษ์จำต้องถอยหนี พระยาแรกนากลับมายังพระราชวังและนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นโดยพระหมื่นศรีสรรักษ์เป็นผู้ก่อ

"พระเจ้าอยู่หัวกริ้วเป็นกำลังถึงเรื่องความชั่วร้ายที่ได้เกิดขึ้น พระองค์รับสั่งให้ค้นหาตัวพระหมื่นศรีสรรักษ์ และให้นำมายังพระราชวัง แต่คนชั่วผู้นี้รู้ตัวดีว่ามีผู้ติดตามจับ จึงซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์กับบรรดาพระสงฆ์ และไม่กล้าเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินในขณะที่ทรงพิโรธหนัก เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่อาจลงโทษให้สมกับพระอารมณ์ขุ่นเคืองได้ ออกญาศรีธรรมาธิราชจำต้องได้รับผลการกระทำนี้ พระองค์รับสั่งว่าจะประหารชีวิตเขาถ้าหากไม่นำตัวบุตรชายมาเฝ้า พระหมื่นศรีสรรักษ์เมื่อทราบข่าว จึงออกจากที่หลบซ่อนมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว และทูลขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ถูกมหาดเล็กจับตัวไว้ พระเจ้าแผ่นดินทรงฟันเขา ๓ ทีที่ขาทั้ง ๒ ข้าง จากหัวเข่าลงมาถึงข้อเท้า แล้วพระองค์จับเขาโยนเข้าไปในคุกใต้ดิน รับสั่งให้พันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่ส่วนทั้ง ๕ ของร่างกาย พระหมื่นศรีสรรักษ์ถูกจำขังอยู่ในคุกมืดเป็นเวลา ๕ เดือน จนกระทั่งเจ้าขรัวมณีจันทร์ (Zian Croa Mady Tjan) ชายาม่ายของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ คือพระ Marit หรือพระองค์ดำ ได้ทูลขอ จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานอีก"

จดหมายเหตุฟานฟลีตในฉบับแปลภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสเรียกพระนามพระชายาม่ายของสมเด็จพระนเรศ (พระมะริด) ว่า "เจ้าขรัวมณีจันทร์" (Zian Croa Mady Tjan) พึงสังเกตว่าพระนามนี้ดูคล้ายคลึงกับ "พระมณีรัตนา" พระอัครมเหสีที่ปรากฏอยู่ในคำให้การขุนหลวงหาวัด จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นบุคคลเดียวกัน

แต่เมื่อสอบย้อนกลับไปยังต้นฉบับภาษาฮอลันดาโบราณพบว่า เยเรเมียส ฟาน ฟลีต จดพระนามพระชายาม่ายในสมเด็จพระนเรศว่า "Tjau Croa Mahadijtjan" แตกต่างจากฉบับแปลภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างเห็นได้ชัด ข้าพเจ้าเห็นควรแปลถ่ายพระนามของพระนางเป็นภาษาไทยว่า "เจ้าขรัวมเหสีจันทร์" มากกว่า "เจ้าขรัวมณีจันทร์" ตามฉบับแปลภาษาไทย

ด้วยเหตุนี้เจ้าขรัวมเหสีจันทร์จึงน่าจะเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระนเรศคนละพระองค์กับ "พระมณีรัตนา" ในคำให้การขุนหลวงหาวัด เยเรเมียส ฟาน ฟลีต กล่าวถึงเจ้าขรัวมเหสีจันทร์แค่เพียงครั้งเดียว โดยมิได้กล่าวถึงภูมิหลังความเป็นมาของพระนาง

แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า เจ้าขรัวมเหสีจันทร์ผู้นี้ต้องมีความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งกับพระหมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง) อย่างแน่นอน เพราะมิเช่นนั้นพระนางผู้เป็นเจ้านายฝ่ายในชั้นผู้ใหญ่คนสำคัญคงไม่กล้าออกหน้าให้การช่วยเหลือพระหมื่นศรีสรรักษ์ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ให้พ้นโทษอย่างแน่นอน ซึ่งข้อสงสัยนี้ต้องสอบค้นหาความจริงกันต่อไป



"พระเอกกษัตรีย์"

พระมเหสีเชลยศักดิ์ของสมเด็จพระนเรศ

ในพงศาวดารละแวกของเขมร

พงศาวดารละแวก ฉบับแปล จ.ศ. ๑๑๗๐ พระองค์แก้วเจ้านายเขมรได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งโปรดให้ขุนสาราบรรจงปลัดกรมอาลักษณ์พระราชวังบวรฯ แปลเป็นภาษาไทยใน จ.ศ. ๑๑๗๐ (พ.ศ. ๒๓๕๑) กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศยกทัพไปตีเมืองละแวกได้สำเร็จใน จ.ศ. ๙๕๖ ปีมะเมียฉศก (พ.ศ. ๒๑๓๗) สมเด็จพระราชโองการ พระบรมราชารามาธิราชธิบดี (นักพระสัตถา) กษัตริย์กัมพูชาหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่เมืองศรีสันธร ส่วนพระศรีสุริโยพรรณพระอนุชาผู้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปโยราชออกถวายบังคมยอมแพ้ สมเด็จพระนเรศจึงนำตัวพระศรีสุริโยพรรณและพระราชวงศ์เขมรกลับมาเป็น "เชลยศักดิ์" ยังพระนครศรีอยุทธยา ภายหลังสมเด็จพระนเรศโปรดให้แต่งตั้ง "พระเอกกษัตรีย์" พระราชธิดาในพระศรีสุริโยพรรณเป็นพระมเหสีใน จ.ศ. ๙๕๗ ปีมะแมสัปตศก (พ.ศ. ๒๑๓๘)

"ครั้น ณ ปีมะเมียฉศก (พ.ศ. ๒๑๓๗) สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า พระองค์ได้สมบัติในเมืองละแวก สมดุจหนึ่งพระทัยปรารถนาแล้ว พระองค์ก็เลิกกองทัพกลับมาศรีอยุทธยา แล้วพระองค์ให้นำมาซึ่งพระศรีสุริโยพรรณกับพระมเหสี พระราชบุตร พระราชธิดา และพระศรีไชยเชษฐ พรรคพวกพระศรีสุริโยพรรณเข้ามาอยู่เมืองกรุงศรีอยุทธยาด้วย ให้ตั้งบ้านอยู่นอกกำแพงกรุง และเมื่อพระนเรศเป็นเจ้านำเอาซึ่งพระศรีสุริโยพรรณนั้นมา พระชันษาพระศรีสุริโยพรรณนั้นได้ ๓๘ ปี แล้วจึงสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้านำเอาพระราชธิดาพระศรีสุริโยพรรณพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเอกษัตรี เป็นพระมเหสีพระนเรศวรเป็นเจ้า ในปีมะแมสัปตศก (พ.ศ. ๒๑๓๘)"

แต่เอกสารฝ่ายไทยอย่างพระราชพงศาวดารฯ ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ซึ่งให้ข้อมูลที่แม่นยำกว่ากล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อคราวเสียเมืองละแวกให้แก่กองทัพสมเด็จพระนเรศนั้นเกิดขึ้นใน จ.ศ. ๙๕๕ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๓๖) ปีศักราชเร็วกว่าพงศาวดารละแวก ๑ ปี

"ศักราช ๙๕๕ มะเส็งศก... ณ วัน ๖ฯ๑๐๒ ค่ำ เวลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๖ บาท เสด็จพยุหบาตราไปเอาเมืองละแวก แลตั้งทัพชัยตำบลบางขวด เสด็จไปครั้งนั้นได้ตัวพญาศรีสุพรรในวัน ๑ฯ๑๔ ค่ำนั้น"

ด้วยเหตุนี้เหตุการณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศโปรดให้แต่งตั้ง "พระเอกกษัตรีย์" ขึ้นเป็นที่พระมเหสี ในพงศาวดารละแวก เมื่อ จ.ศ. ๙๕๗ ปีมะแมสัปตศก (พ.ศ. ๒๑๓๘) ควรปรับปีศักราชให้เร็วกว่าตามไปด้วย ๑ ปี การสถาปนา "พระเอกกษัตรีย์" เป็นพระมเหสีควรเกิดขึ้นใน จ.ศ. ๙๕๖ ปีวอกฉศก (พ.ศ. ๒๑๓๗)

หลังจากสมเด็จพระนเรศพิชิตเมืองละแวกได้ใน พ.ศ. ๒๑๓๖ อาณาจักรกัมพูชาก็ขาดเสถียรภาพ เกิดการแย่งชิงราชสมบัติภายในกลุ่มเจ้านายเขมรจนถึงขั้นเป็นจลาจล ส่งผลให้เมืองละแวกว่างกษัตริย์ลง ในที่สุด สมเด็จพระเทวีกษัตรีย์และขุนนางเขมรได้แต่งพระราชสาสน์เข้ามากราบบังคมทูลสมเด็จพระนเรศ เพื่อขอพระราชทานพระศรีสุริโยพรรณ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๔๔-๖๑) กลับไปครองราชสมบัติเมืองละแวก พระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) เล่าว่า

"ลุศักราช ๙๕๒ ปีขาลโทศก ในเมืองละแวกไซร้ เมื่อพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ยกทัพหลวงเสด็จไปปราบราชศัตรูในเมืองละแวก แลเทเอาครัวอพยพทั้งปวงเสด็จมายังกรุงพระนครแล้ว อยู่ภายหลังมาจึงลูกพญาละแวกซึ่งหนีไปอยู่เมืองล้านช้างนั้นก็คืนมายังเมืองละแวก ประมูลไพร่พลทั้งปวง ได้เป็นพญาละแวกแล้วแต่งดอกไม้เงินทองเครื่องบรรณาการมาถวายทุกปีมิได้ขาด ครั้นพญาละแวกนั้นพิราลัยไซร้ หาผู้จะปกครองแผ่นดินเมืองละแวกนั้นมิได้ จึงสมณะพราหมณาจารย์แลมุขมนตรีทั้งปวงแต่งดอกไม้เงินทอง แลเครื่องบรรณาการมาถวายบังคมพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ขอพระสุพรรมาธิราชผู้น้องพญาละแวกก่อนนั้นไปครองแผ่นดินเมืองละแวก

"พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็ทรงพระกรุณาพระราชทานเครื่องราชาบริโภคสำหรับพระมหากษัตริย์ ให้เอาพระศรีสุพรรมาธิราชไปเป็นพญาละแวก แลตรัสให้พญาสวรรคโลก พญาพันธารา แลพลทหารสามพันเอาพระศรีสุพรรมาธิราชไปส่งถึงเมืองละแวก โดยทางเรือปีขาลโทศกนั้น"

แม้พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาจะระบุถึงเหตุผลที่สมเด็จพระนเรศทรงตัดสินพระทัยส่งพระศรีสุริโยพรรณศัตรูเก่ากลับไปครองราชย์เป็นกษัตริย์กัมพูชา แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า "พระเอกกษัตรีย์" พระมเหสีเชลยศักดิ์ ผู้นี้น่าจะคงมีส่วนในการเพ็ดทูลโน้มน้าวพระทัยให้สมเด็จพระนเรศตัดสินพระทัยส่งพระบิดาของพระนางไปเสวยราชสมบัติยังเมืองละแวก นอกจากนี้พระนางอาจเข้าไปมีบทบาทในการดำเนินนโยบายการเมืองระหว่างประเทศของราชสำนักศรีอยุทธยาและกัมพูชาไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว



"หลังบ้าน" สมเด็จพระนเรศ

ตามทรรศนะของข้าพเจ้า หากคำให้การขุนหลวงหาวัดยังพอมีข้อเท็จจริงตกตะกอนนอนก้นอยู่บ้าง สมเด็จพระอัครมเหสีในสมเด็จพระนเรศที่ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุสเปนคงเป็นพระองค์เดียวกับ "พระมณีรัตนา" โดยสมเด็จพระนเรศมีพระราชโอรสที่ประสูติแต่พระนางด้วย ๑ พระองค์ และพงศาวดารพม่ายังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า สมเด็จพระนเรศทรงมีพระราชธิดาอีก ๑ พระองค์ พระนางได้อภิเษกสมรสกับเมงตุลอง (พระทุลอง) พระราชโอรสของพระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ แสดงว่าสมเด็จพระนเรศมีพระราชโอรสธิดาเท่าที่สอบค้นได้อย่างน้อย ๒ พระองค์

"โยธยามี้พระญา" (มเหสีอยุทธยา) เจ้าหญิงพม่าผู้เป็นพระราชธิดาพระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ พระนางทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนเรศด้วยเหตุผลทางการเมืองเป็นสำคัญ

"เจ้าขรัวมเหสีจันทร์" ในจดหมายเหตุฟานฟลีตนั้น พระองค์ทรงดำรงพระชนมชีพมาจนถึงรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม และพระนางคงมีบทบาทสำคัญในราชสำนักฝ่ายในมิใช่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคนละพระองค์กับ "พระมณีรัตนา" พระอัครมเหสี

ทางด้าน "พระเอกกษัตรีย์" พระมเหสีเชลยศักดิ์ในพงศาวดารละแวกนั้นไม่เป็นปัญหาให้ต้องขบคิด เพราะเอกสารเขมรระบุชัดว่า พระนางเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระศรีสุริโยพรรณกษัตริย์เมืองละแวก

แม้พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาจะมุ่งเน้นแต่จดบันทึกพระราชกรณียกิจของกษัตริย์ จนมองข้ามบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ของ "หลังบ้าน" พระมเหสีคู่พระบารมีทั้ง ๔ พระองค์ของสมเด็จพระนเรศ แต่เรื่องราวของพระนางกลับมิได้เลือนหายไปตามกาลเวลา โดยมีเอกสารต่างชาติต่างภาษาเป็นเครื่องยืนยันถึงความมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ศรีอยุทธยาที่ถูกบดบังจากเมฆหมอกแห่งความไม่รู้มาเนิ่นนานหลายศตวรรษ


หน้า 146
ที่มา: http://www.matichon.co.th/art/art.php?srctag=0601010150&srcday=2007/01/01&search=no

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Feb 13, 2007 1:36 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

คนไทยใจกว้าง [12 ก.พ. 50 - 17:33]

2-3 วันมานี้ ผมคงจะตามข่าวสารบ้านเมืองไม่ทันเท่าไรนัก เพราะแทบไม่มีเวลาดูทีวี หรืออ่านหนังสือพิมพ์เลย

เนื่องจากจิตใจของผมไปมุ่งมั่นจดจ่ออยู่แต่เรื่องราว ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสียเป็นส่วนมาก

เรื่องของเรื่องเป็นเพราะพอดูหนังท่านมุ้ยจบ ผมก็ได้รับหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระราชประวัติ และตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมาอีก 2 เล่ม

เล่มแรกพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จัดพิมพ์โดยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม สำนักพิมพ์มติชน เล่มสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระนางสุพรรณกัลยา ที่ค้นคว้าโดยท่านอาจารย์ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ จัดพิมพ์โดยมติชนเช่นกัน

ก็เลยหยิบมาอ่านอย่างไม่ยอมวาง ตลอดวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านไป จนเป็นเหตุให้ไม่มีแก่จิตแก่ใจจะติดตามข่าวสารอื่นๆอย่างที่ว่า

แต่ก็คุ้มค่าครับ เพราะแม้ผมจะเคยอ่านมาก่อนแล้ว แต่ก็นานเสียจนลืมข้อใหญ่ใจความไปเกือบหมด

พอมาตั้งใจอ่านอย่างละเอียด หรืออ่านไปคิดตามไปอีกครั้ง อย่างคราวนี้ทำให้เกิดความรู้สึกตื้นตัน และภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เกิดมาเป็นคนไทย

เหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่มากเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของ 2 ชนชาตินี้ ได้แก่การกระทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา

ความพ่ายแพ้ถึงขั้นสิ้นพระชนม์คาคอช้างของพระมหาอุปราชา ยังความโทมนัสแก่พระเจ้านันทบุเรงผู้เป็นพระราชบิดาเป็นอย่างยิ่ง

ถึงกับทรงสั่งประหารนายทหารที่ติดตามพระมหาอุปราชาและพ่ายแพ้กลับไป ด้วยการจับเสียบติดกัน และเอาไปเผาทั้งเป็น

มิหนำซ้ำยังใช้พระแสงดาบฟันพระพี่นางสุพรรณกัลยา และพระโอรสที่เป็นตัวประกันของฝ่ายไทยจนสิ้นพระชนม์ด้วยพระองค์เอง

คนเราจะทำอะไรร้ายๆ แรงๆอย่างนี้ได้ แสดงว่าต้องโกรธสุดขีด หรือเสียใจสุดขีด ซึ่งความโกรธและความเสียใจเหล่านี้ ล้วนมาจากความพ่ายแพ้ของพระโอรสต่อสมเด็จพระนเรศวรทั้งสิ้น

อ่านแล้วที่เคยรู้สึกน้อยใจว่า ไฉนหนอกรุงศรีอยุธยาเมืองหลวงเก่าของเราแต่ก่อน จึงต้องตกเป็นของพม่าถึง 2 ครั้ง 2 หน ก็พลอยมลายหายไป

เพราะเวลาเราชนะ เขา...เราก็ชนะแบบสร้างความเจ็บปวดให้แก่ฝ่ายเขาได้อย่างมากมายเช่นกัน

ขณะเดียวกัน เมื่ออ่านต่อไปอีกก็พบว่า คนไทยเรานี้น้ำใจกว้างขวางเหลือเกิน มีน้ำใจนักกีฬา รู้จักแยกแยะอดีต แยกแยะปัจจุบัน

โดยเฉพาะในกรณีของบุเรงนอง กษัตริย์พม่าที่นำทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาจนแพ้พ่ายในครั้งที่ 1 นั้น แม้จะทรงให้ความปรานีแก่ฝ่ายไทย และมิได้ปล้นเมืองเผาเมือง

แต่ก็ประหารพระมหินทรา พระมหากษัตริย์อยุธยาผู้แพ้พ่ายระหว่างนำตัวไปหงสาวดี ขณะเดียวกันก็กวาดต้อนผู้คนไปเป็นตัวประกันจำนวนมาก

จะอย่างไร คนไทยก็ควรจะเกิดความขุ่นเคืองบ้างไม่มากก็น้อย

การณ์กลับปรากฏว่า นอกจากไม่โกรธแล้ว คนไทยเรายังชื่นชมพระเจ้าบุเรงนอง ยกย่องเป็นพระเอกผู้ชนะสิบทิศ และกลายเป็นแฟนของพระองค์อย่างเหนียวแน่น

นวนิยายที่มีท่านเป็นพระเอกขายดีมาก ละครที่สร้างจากเรื่องของท่าน คนดูแน่นจนโรงแทบแตก พอมาเป็นหนังก็ฮิตระเบิดเถิดเทิง

เป็นลิเก เป็นละครพันทาง ก็มีผู้คนตามดูแน่นขนัด

การที่ผู้นำของชนเผ่าที่ถือว่าเป็นศัตรูของเผ่าไทย ยกทัพมารุกรานเมืองหลวงไทย แต่ยังได้รับการยกย่องจากคนไทยถึงปานนี้

หากมิใช่เพราะคนไทยเรามีจิตใจกว้างขวาง ไม่คิดไม่แค้น รู้จักแยกแยะระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และแยกแยะระหว่างประวัติศาสตร์กับนวนิยายได้อย่างดียิ่ง...ก็ไม่ทราบจะสรุปอย่างไรดี

นึกแล้วก็นับถือน้ำใจคนไทยจริงๆ ที่เราไม่เอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาเป็นปมด้อย

ทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ดีพอสมควร อยู่อย่างมีความสุขพอสมควร

ที่มีทุกข์และบ่นเป็นหมีกินผึ้งอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะเรายังอยากจะก้าวหน้าต่อไปอีก อยากจะเดินไปข้างหน้าให้ไกลกว่านี้อีกต่างหาก

เพราะถ้าลองไปเทียบกับเพื่อนบ้านต่างๆที่ปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์ที่ว่านี้ ดูเหมือนเราจะไปไกลกว่าทุกชาติ โดยเฉพาะระหว่างไทยกับพม่านั้น แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า...

กรุงศรีอยุธยาจะเคยแพ้หงสาวดีมาแล้วถึง 2 ครั้ง 2 ครา.

กฎแห่งกรรมย้อนยุค [13 ก.พ. 50 - 17:05]

ผมยังอินอยู่กับหนังสือประวัติศาสตร์ไทยที่อ่านเมื่อวันหยุด สุดสัปดาห์ ฉะนั้นขออนุญาตเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ต่ออีกสักวันนะครับ

เมื่ออ่านหนังสือทั้ง 2 เล่มจบแล้ว นอกจากจะทำให้ผมประจักษ์ชัดว่าคนไทยเรา ใจกว้างเหลือเกินไม่คิดไม่แค้นกษัตริย์บุเรงนองแห่งพม่าที่เคยทำสงครามชนะประเทศไทย แถมรักใคร่ยกให้เป็นพระเอกของเราเสียเอง ด้วยซ้ำ...ดังที่เล่าไปเมื่อวานนี้

ผมยังทราบความหมายที่แท้จริงของคำไทยคำหนึ่งที่ผมเข้าใจผิดๆมานานมาก...ได้แก่คำว่า “เทครัว”

จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่เถอะ ผมและคนไทยจำนวนไม่น้อยไปเข้าใจว่าการ เทครัวหมายถึงการที่บุรุษใดบุรุษหนึ่งไป ได้สตรีของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งมาเป็นภรรยาหมดทั้งครัว

หรือมิฉะนั้นก็หมายถึงท่านเจ้าคุณหรือพระยาอะไรสักท่านหนึ่งที่ชอบเข้าหาสาวใช้ทั้งบ้านท่าน และได้เป็นภรรยาทั้งหมดหรือเกือบหมด

เป็นเหตุให้ผู้คนมักจะเรียกท่านเจ้าคุณลักษณะนี้ว่า “เจ้าคุณเทครัว” หรือ “พระยาเทครัว”

แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ชุดตำนานพระนเรศวรมหาราชให้คำตอบว่า “เทครัว” หมายถึงการอพยพผู้คนทั้งเมืองออกจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง

ดังเช่นเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ.2127 พระราชบิดาที่ทรงครองกรุงศรีอยุธยามีรับสั่งให้สมเด็จพระนเรศวรที่ปกครองเมืองพิษณุโลก “เทครัวอพยพ” ชาวเมืองเหนือทั้งปวงมายังกรุงศรีอยุธยา

พระนเรศวรก็ทรงอพยพพลเมืองทั้งพิษณุโลก พิชัย สวรรคโลก ฯลฯ เทครัวลงมาทั้งสิ้น

โล่งใจไปทีครับ...ใครถูกกล่าวหาว่าเป็นพระยาเทครัวสมัยนี้ก็สบายใจได้ เพราะมิได้หมายถึงการได้สตรีแบบยกครัวเป็นภรรยาดังเช่นที่เคยเข้าใจกันผิดๆแม้แต่น้อย

แต่พระยาเทครัวเป็นตำแหน่งมีเกียรติอันอาจหมายถึง ตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ของยูเอ็นที่ดูแลการอพยพผู้คนเวลาเกิดเหตุหรือการสงครามนั่นทีเดียว

นอกจากได้ข้อสังเกตเรื่องนี้แล้ว ผมก็ยังได้ข้อสังเกตเรื่อง “กฎแห่งกรรม” มาอีก 2-3 ข้อ

แม้จะมิใช่กรรมติดจรวดดังปัจจุบัน แต่ก็เป็นกรรมที่ค่อยๆเกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง 2 หน

สืบเนื่องมาจากการมาตีกรุงศรีอยุธยาของพม่านั่นเอง

ในสมัยพระเจ้าบุเรงนองที่บอกว่า มาตีอย่างสุภาพบุรุษมิได้เผาผลาญทำความเสียหาย แต่ก็กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยจำนวนมาก ถือว่าสร้างกรรมแก่ชาวกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ไม่มากก็น้อย

ก็ปรากฏว่า พอสิ้นสมัยพระเจ้าบุเรงนอง แผ่นดินหงสาวดีก็แตกเละเทะ เมื่อพระเจ้านันทบุเรง โอรสบุเรงนองเสียพระทัยที่โอรสของท่านเองคือมหาอุปราชาแพ้พ่ายต่อพระนเรศวร

ลงมือกระทำการร้ายๆหลายอย่างดังที่ผมเขียนเมื่อวานและยังทำต่ออีกหลายเรื่อง ในที่สุดพม่าแตกเป็นเสี่ยง หงสาวดีถูกเผา พระเจ้านันทบุเรงเองถูกวางยาพิษ

วุ่นวายไปอีกหลายปีกว่าจะสงบได้

พอสงบแล้วระยะหลังๆพม่าก็มาตีกรุงศรีอยุธยาอีก คราวนี้เผาจนกรุงศรีอยุธยาเสียหายยับเยิน ถือเป็นกรรมใหญ่หลวง

ปรากฏว่า ไม่นานช้าก็โดนอังกฤษยึดครอง เกิดเหตุการณ์พม่าเสียเมืองพระราชวัง มัณทะเลย์ถูกเผากระจุยและกษัตริย์สีป่อต้องตกระกำลำบากแสนสาหัส

ดังที่ท่านอาจารย์ OSK ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้พรรณนาไว้ในหนังสือเรื่อง พม่าเสียเมืองที่ขายดิบขายดีเล่มหนึ่ง

ประเด็นสุดท้ายอย่าเรียกว่ากรรมเลยครับ เรียกว่าปรากฏการณ์ย้อนเกร็ดประวัติศาสตร์จะดีกว่า

คงจำได้สมัยโน้นเวลาพม่าชนะก็มักจะต้อน ผู้คนอยุธยาไปเป็นเชลยไปเป็นตัวประกันเอาไปใช้แรงงานขุดโน่นสร้างนี่

แต่ยุคนี้เกิดเหตุการณ์ตรงข้าม ทั้งๆที่ไม่มีศึกสงครามและไม่มีการกวาดต้อนอะไรกัน ปรากฏว่าชาวพม่าต่างพากันเดินทางโดยสมัครใจมาทำงานในเมืองไทยจำนวนมาก

แม้จะไม่มากถึงขั้นมาแบบเทครัวอพยพเป็นเมืองๆ แต่ก็คงไม่ต่ำกว่าล้านคนแล้วกระมัง?

เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องกรรมอะไรหรอก แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นข้อสังเกตที่เราจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันคงต้องเตรียมหาคำตอบไว้ด้วยว่า พวกเขามาแล้วจะกลับไหม? จะมาตั้งถิ่นตั้งฐานอะไรหรือไม่?

ยังไงๆ อย่าให้อยู่ถาวรเหมือนหมู่บ้านโยเดีย (อยุธยา) ท้ายๆวังหงสาวดี แบบในหนังท่านมุ้ยเข้าให้ก็แล้วกัน?

ซูม

ที่มา:
http://www.thairath.com/news.php?section=society02&content=36606
http://www.thairath.com/news.php?section=society02&content=36705

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Fri Nov 30, 2007 2:35 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

.
เด็กหลังเขา
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Fri Nov 30, 2007 1:05 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ดร.สุเนตร ท่านก็มั่วข้อมูลเรื่องเครื่องแต่งกายทีแล้วครับ

กองทะลวงฟัน ดันให้ใส่เกราะเหล็กแบบยุโรป มี Chainmail ด้วย มันจะรอดไหมครับเนี่ย

ยิ่ง ฉลองพระองค์เกราะเหล็กแบบยุโรปของทั้ง สมเด็จพระนเรศวร และ สมเด็จพระเอกาทศรถ เนี่ย มันจะมีจริงไหม ?

ถ้ามีจริง ทำไม ครั้งแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งราชวงศ์จักรี ไม่ทรง ทำจำลองขึ้นมาใหม่หละครับ ?

พระอนุชาธิราชของพระองค์ หรือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) ก็เคยทรงรับราชการเป็น นายสุดจินดา หุ้มแพรมหาดเล็ก ในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งสุริยมาศรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์)


ตำแหน่ง นายสุดจินดา มีหน้าที่ดูแล เครื่องรางของ พระเจ้าอยู่หัว ก็จริง แต่ เป็นมหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่หัว ถ้า ฉลองพระองค์เกราะเหล็ก ของพระนเรศวร มีอยู่จริง ทำไม นายสุดจินดา จำไม่ได้ครับ ?

มันน่าแปลกใจไหมครับ ?
เด็กหลังเขา
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Fri Nov 30, 2007 1:19 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ถ้าไปดูใน เครื่องทรงของพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา ก็ไม่เห็นมีตรงไหน บ่งบอกถึง ฉลองพระองค์เกราะเหล็กแต่อย่างใด

อาจจะบอกว่า หนังชื่อว่า "ตำนานสมเด็จพระนเรศวร" ก็จริงอยู่
แต่ท่านได้บิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างรุนแรง

ลูกหลานรุ่นหลัง ก็จะนึกตามท่าน แล้วมันจะถูกต้องไหม

ภาพเขียนตามพระอุโบสถ ก็มีเยอะแยะ ไม่รู้จักไปดูเสียบ้างหละครับ

ถ้า เกราะเหล็กแบบยุโรป มีจริง ใส่กันจริง ป่านนี้ สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ท่านไม่สินพระชนม์บนหลังช้างหรอกครับ

------------------------------------------------------------------------------------

เรื่อง กรณีสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราช อีก

ก็เพราะท่านไม่เคย ศึกษาพิไชยสงครามของไทยเลย ไม่เคยดูตำราเลยว่า การจัดกระบวนทัพเป็นอย่างไร

ปืนใหญ่หลังช้าง ที่บรรทุกไปบน สัปคับปืนใหญ่นั่น ก็ไม่ได้ยิงแล้วลูกแตกระเบิดเหมือนอย่างในหนัง นี่ก็มั่วเละเทะ มาแต่คราว สุริโยทัย แล้ว กระสุนลูกแตกระเบิด เพิ่งมามีสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลังจากเหตุการณ์ในหนังเป็นร้อย ๆ ปี


ใน รูป กระบวนพยุหเพชรพวง สมัย สมเด็จพระนารายณ์ มหาราช นั่น
ปืนใหญ่บนสัปคัป จะอยู่หลังช้างพระที่นั่ง

ถ้าบอกว่า พระมหาอุปราชต้องปืนใหญ่ (มหายาสะวิน : มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่า สนพ.มติชน) ก็น่าแปลกใจว่า ทำไมพระนเรศวร ไม่ต้องปืนใหญ่บ้าง ?


ถ้าจะยืนช้าง ยืนปืนใหญ่ดวลกัน มันก็ยิ่งน่าแปลกใจเข้าไปอีก
เพราะ อยู่ในวงล้อมของพม่า ทำไม พม่าไม่ให้ พลแม่นปืนไฟ ระดมยิงพระนเรศวรหละครับ ?



ไม่มีเหตุผลเลย เพราะประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ พระมหาอุปราชปลงพระชนม์พระนเรศวรได้ จะไปเขียนโม้อย่างไรก็ได้ มิใช่ฤา คนที่แพ้ต่างหาก ต้องพยายามหาข้อแ้ก้ตัว มิใช่ฤา? ?






กองม้า กองช้างจัดกันเละเทะ ไม่มีระเบียบเลย นี่หละครับ หนังยอดมั่วแห่งสยามประเทศ ลูกหลานไม่มีความรู้ตรงนี้อยู่แล้ว มาดูยิ่งมั่วเข้าไปอีก

แล้วใครจะรับผิดชอบ ความมั่วเละเทะ ของข้อมูลตรงนี้ครับ ?
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Tue Mar 11, 2008 1:47 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

songwut110 บันทึก:
พระนเรศวรฯ มองจากมุม"พม่า"

คอลัมน์ หลากหลาย



เรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์ยอดนักรบของไทย ถือเป็นเนื้อหาประวัติศาสตร์ตอนที่มีเสน่ห์ชวนติดตามที่สุดตอนหนึ่ง

บัดนี้ ได้กลายเป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่โดยม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล

ในฐานะของหนัง หรือภาพยนตร์ ย่อมจะต้องมีการดัดแปลงเนื้อหาบางตอน ให้เหมาะกับเทคนิคการเล่าเรื่องของหนัง รายละเอียดบางอย่างอาจจะมาจากการตีความของผู้สร้าง อย่างเช่น ชุดนักรบในเรื่อง ซึ่งดูจะเป็นอัศวินฝรั่งไปสักหน่อย

ในความเป็นจริง เรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยังเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ไม่สมบูรณ์เต็มที่ ยังรอข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาเสริมความหนักแน่น หรือหักล้างข้อมูลเก่า

ตัวอย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ลงตัว และคงไม่ลงตัวง่ายๆ ก็คือ ข้อขัดแย้งเรื่องสถานที่กระทำยุทธหัตถี ซึ่งขณะนี้ ถือว่าอยู่ที่หนองสาหร่าย ต.พังตรุ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี แต่ก็มีผู้เสนอข้อมูลใหม่ว่า น่าจะอยู่ทางจังหวัดกาญจนบุรี

รวมไปถึงสถานที่สวรรคตของกษัตริย์ยอดนักรบพระองค์นี้ ที่ประวัติศาสตร์ระบุว่า "เมืองหาง" แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้แน่ชัดว่า อยู่ในเขตจังหวัดภาคเหนือของไทย หรือในเขตพม่า

แม้แต่พระนามของสมเด็จพระนเรศวร ก็ยังมีการค้นพบว่า ในบันทึกเก่าแก่จำนวนหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรเป็นที่รู้จักในพระนาม "พระนเรศ" ชื่อพระนเรศวร อาจจะมาจากการออกเสียงตามๆ กันในยุคหลังๆ นี่เอง

อย่างไรก็ตาม ผลดีของความสนใจในพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวร ทำให้มีผู้สนใจติดตามค้นคว้าหาหลักฐานอย่างคึกคัก ในอนาคต ประวัติศาสตร์ในส่วนนี้ น่าจะมีข้อมูลที่หนักแน่นเข้ามาเสริมมาเติม เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของคนรุ่นหลัง



เหตุการณ์สำคัญที่สุดตอนหนึ่งในยุคสมเด็จพระนเรศวร ก็คือ สงครามยุทธหัตถี ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ซึ่งพบว่ายังมีการระบุรายละเอียดของเหตุการณ์ไม่ตรงกันนัก

ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ แห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิชาการที่ค้นคว้าประวัติศาสตร์อยุธยาอย่างจริงจัง มีผลงานตีพิมพ์จำนวนมาก

รวมถึง"พม่ารบไทย-ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับพม่า" โดยสำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม

ดร.สุเนตรระบุในหนังสือเล่มเดียวกัน ถึงสงครามยุทธหัตถีว่า

เรื่องสงครามยุทธหัตถีที่เป็นที่รับรู้และแพร่หลายในหมู่คนไทยคือเรื่องที่เขียนไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ที่ชำระขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก่อนจะถูกถ่ายทอดผ่านงานเขียนที่มีอิทธิพลต่อสังคมในวงกว้าง อาทิ ลิลิตตะเลงพ่าย พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาพระนิพนธ์ไทยรบพม่า และพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ


บันทึกประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่กว่านั้น เช่น พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ ที่ชำระขึ้นในสมัยอยุธยา (พ.ศ.2223) ก็มีความผิดแผกไปจากพงศาวดารและเรื่องที่ชำระหรือเขียนกันในสมัยหลัง แต่ยังมีประเด็นสำคัญยุติต้องกันอยู่ คือต่างระบุถึงการชนช้างระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระมหาอุปราชา จนพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์กับคอช้าง

แต่ถ้าไปดูพงศาวดารพม่าฉบับอูกาลาและฉบับหอแก้ว จะพบว่า ผิดแผกไปจากหลักฐานข้างฝ่ายไทยมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านสมรภูมิรบและการสิ้นพระชนม์ของจอมทัพพม่า และได้ถอดความมาลงโดยละเอียดดังนี้

74. การสงครามครั้งสุดท้าย วังหน้า มหาอุปราชาสิ้นพระชนม์

ทัพมหาอุปราชานั้นเคลื่อนมาถึงกรุงศรีอยุธยา ในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 (กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2136) (ทัพเคลื่อนออกจากกรุงหงสาวดีในวันพุธ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2135) มหาอุปราชานั้นทรงพระคชาธารนาม (งะเยโซง (ฉบับหอแก้วระบุนามพระคชาธารว่า เยโปงโซงซึ่งน่าจะหมายความว่าเปี่ยมด้วยอานุภาพหาญกล้า ส่วนหลักฐานไทยระบุนามช้างทรงนี้ว่า พัทธะกอ) เบื้องขวาพระองค์ยืนด้วยพระคชาธารและกำลังไพร่พลของพระอนุชาตะโดธรรมราชา (เจ้าเมืองแปร) ส่วนเบื้องซ้ายยืนด้วยพระคชาธารและไพร่พลของนัตชินนอง (โอรสพระเจ้าตองอู) แลตัดออกไปเบื้องขวาไม่ใกล้ไม่ไกลจากพระคชาธารแห่งมหาอุปราชานั้นยืนด้วยช้างของเจ้าเมืองซามะโร (ไทยว่าเป็นพระพี่เลี้ยงชื่อจาปะโร) ซึ่งกำลังตกน้ำมันหนักถึงกับต้องใช้ผ้าคลุมหน้าช้างไว้ ข้างพระนเรศวรกษัตริย์อยุธยาทรงพระคชาธารชื่อพระลโบง (ฝ่ายไทยว่าพระยาไชยานุภาพ) จึงนำไพร่พลทแกล้วทหารเป็นจำนวนมากออกมาจากพระนคร (หมายเผด็จดัสกร)

ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชา ก็ไสพระคชาธารเข้ายังตำแหน่งที่จอมทัพพม่านั้นประทับอยู่โดยแรงเร็ว ฝ่ายเจ้าเมืองซามะโรครั้นเห็นพระนเรศวรขับพระคชาธารตรงรี่หมายเข้าชิงชนช้างประทับก็เปิดผ้าคลุมหน้าช้างพระหนะแห่งตนออก หมายมุ่งพุ่งสกัดช้างทรงองค์นเรศวร แต่ช้างตกน้ำมันเชือกนั้นกลับหันรีหันขวางแลกลับตัวเข้าแทงโถมเอาช้างทรงองค์อุปราชาโดยกำลังแรง พระมหาอุปราชาจึงจำต้องขับพระคชาธารเข้ารับไว้ ซึ่งช้างทรงองค์จอมทัพพม่าถึงจามสนั่น (ด้วยบาดเจ็บสาหัส) แลขณะนั้นข้างอยุธยาก็ระดมยิงปืนสวนทางมากระสุนถูกเอาองค์อุปราชาโดยถนัดจนสิ้นพระชนม์ซบกับคอคชาธาร คุเยงพละกลางช้างพระที่นั่งเห็นมหาอุปราชาต้องปืนใหญ่ (ปืนที่ยิงมหาอุปราชานั้นอูกาลาระบุว่า คือปืนชนิดเดียวกับที่เรียกว่า Jingal ในภาษาอังกฤษ) ก็เข้าพยุงพระศพไว้ และบังคับช้างเข้ากำบังในพุ่มไม้ ข้างพระนเรศวรยังไม่ทรงทราบว่ามหาอุปราชาหาพระชนม์ชีพไม่ จึงไม่ทรงขับพระคชาธารตามติดปะทะ เพียงยั้งรออยู่


ขณะนั้นนัตชินนองซึ่งทรงพระคชาธารนามอูบอตะกะ อยู่เบื้องซ้ายก็ไสพระคชาธารเข้าชนพระคชาธารทรงองค์นเรศวรกษัตริย์อยุธยา พระนเรศวรจำต้องถอยร่น แลตะโดธรรมราชา (เจ้าเมืองแปร) เห็นจอมทัพอยุธยาเพลี่ยงพล้ำร่นถอยก็กวัดแกว่งของ้าวขับช้างนำรี้พลตามติดเข้าตี ข้างองค์นเรศวรเมื่อถอยถึงคูพระนครก็รีบนำทัพเข้าภายในอาศัยพระนครนั้นตั้งรับ ข้างฝ่ายพม่าที่ไล่ตามติดมีเจ้าเมืองโทงโบและเจ้าเมืองเวงยอ ถลำรุกรบล่วงเลยเข้าไปมากจึงถูกจับเป็นเชลยสิ้น แต่ฝ่ายอยุธยานั้น อำมาตย์ออกญาเปะและออกญาจักรีก็ถูกทหารนัตชินนองล้อมจับได้ทั้งเป็น

เมื่อเกิดเหตุจนมหาอุปราชาถึงสิ้นพระชนม์แล้ว ตะโดธรรมราชา (เจ้าเมืองแปร) แลเหล่าทหารน้อยใหญ่ทั้งหลายต่างก็ถอยทัพไปประชุมพลอยู่ไกลว่าถึงกว่าหนึ่งตาย (คิดเป็นระยะ 2 ไมล์โดยประมาณ) จากตัวพระนครโดยประมาณ และนายทัพทั้งหมดทั้งสิ้นต่างก็หันหน้าปรึกษาราชการศึกว่าครั้งนี้ยังจะจัดการพระศพองค์อุปราชาเสียในแดนโยธยาและระดมตีกรุงต่อไป หรือจะนำพระบรมศพกลับสู่พระนคร

ครานั้น ตะโดธรรมราชาเจ้าเมืองแปรจึงว่า "มาบัดนี้ พระเชษฐามหาอุปราชา (จอมทัพ) ก็หาพระชนม์ชีพไม่แล้ว เปรียบได้ดังแขนงไผ่อันไร้ซึ่งเชือกพันธนาไว้ การจะกลับไปกระทำการตีอยุธยาต่อไปเห็นว่าไม่สมควร อีกประการนั้นเล่าการซึ่งจะจัดการพระศพในแดนอยุธยาก็ไม่เหมาะด้วยยากจะประมาณว่าหากกระทำไปแล้วจะถูกปรามาสจากองค์บพิตรและพระญาติพระวงศ์ และแท้จริงราชการสงครามครั้งนี้ก็ยังนับว่ามีชัยอยู่ใช่น้อย ครั้งนี้ถึงมีอันต้องถอยกลับ แต่ภายภาคหน้าเมื่อสิ้นวสันตฤดูก็ย่อมยกมากระทำศึกได้อีก"

ฝ่ายข้าทหารใหญ่น้อยได้ฟังความตามตรัสก็เห็นคล้อย จึงต่อโลงใส่พระศพด้วยไม้มะม่วงอย่างเลิศ แลเอาปรอทกรอกพระศพแล้วก็จัดกระบวนรี้พลเชิญพระศพองค์อุปราชากลับคืนพระนคร เดือนมีนาคมก็บรรลุถึงหงสาวดี องค์ธรรมราชามหากษัตริย์ ครั้นสดับข่าวว่าพระราชาโอรสมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ชีพ และพระศพนั้นถูกอัญเชิญกลับคืนมาก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยอัครมเหสีราชมารดาออกรับพระศพ และลุเลิกพระศพเยี่ยงพระจักรพรรดิราช ห้อมล้อมด้วยช้างม้าไพร่พลสกลไกร การพระศพกระทำท่ามกลางความโศกเศร้าโศกาดูรยิ่ง ฯลฯ



จะเห็นว่า ข้อเท็จจริงเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชา มองจากฝ่ายพม่าแล้ว มีความแตกต่างกัน

ซึ่งดร.สุเนตรเห็นว่า ต่ Very Happy Smile Razz Laughing Laughing Laughing Question อปัญหาการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชานั้น จำเป็นต้องศึกษาอย่างระมัดระวัง จะอาศัยความสอดคล้องระหว่างพงศาวดารพม่าและบันทึกฝรั่งต่างชาติที่มีอายุร่วมสมัยกับเหตุการณ์เป็นบรรทัดฐานตัดสิน คงไม่ได้

เพราะหากจะใช้หลักฐานฝรั่งต่างชาติเป็นเกณฑ์กัน ก็ยังมีหลักฐานเก่าแก่ อาทิ บันทึกของฝรั่งโปรตุเกส ที่ถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย A. Macgregor ในชื่อ "A Brief Account of the Kingdom of Pegu..." คาดว่ามีอายุไม่ต่ำไปกว่าปีค.ศ.1621 (พ.ศ. 2164) ยืนยันชัดเจนว่าสงครามยุทธหัตถี เป็นการรบอย่างเป็นกิจจะลักษณะต่อหน้าทหารของทั้งสองฝ่าย โดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีพระราชสาสน์ท้าพระมหาอุปราชาให้ออกมากระทำยุทธหัตถีอย่างสมพระเกียรติ

ดร.สุเนตรชี้ว่า ความขัดแย้งที่ปรากฏในหลักฐานต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมา คือภาพสะท้อนของการเผชิญกันระหว่างจารีตของสงครามในรูปแบบเก่าคือการรบกันตัวต่อตัวบนหลังช้าง กับการแพร่กระจายของอาวุธสมัยใหม่คือปืนไฟ

แม้ว่าในที่สุด ปืนไฟจะได้ทำให้ธรรมเนียมนิยมของการทำยุทธหัตถีหมดไป แต่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น ธรรมเนียมนิยมของการทำยุทธหัตถียังไม่หมดไปเสียทีเดียว มีหลักฐานปรากฏในพงศาวดารพม่าว่าพระเจ้านันทบุเรงทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าอังวะตะโดเมงสอถึงขั้นแพ้ชนะ พระเจ้าอังวะต้องหลบหนีเอาชีวิตรอด

และนี่คือสีสันของประวัติศาสตร์ ซึ่งถ้าต้องการมากกว่าความสนุกสนาน จะต้องศึกษาจากหลายๆ แหล่งข้อมูล
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Apr 10, 2008 12:33 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ปีที่ 20 ฉบับที่ 607 วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2551


ต้นทางที่กรุงเทพฯ


: อองซานซูจา

เจดีย์ ยุทธหัตถี...อยู่ที่ไหน

หลายวันก่อนข้าพเจ้าหนีวิถีชีวิตเดิมๆ ไปเที่ยวและเยี่ยมเพื่อนรุ่นพี่ที่รู้จักกันมาหลายปีแล้วที่เมืองกาญจน์ พี่คนนี้เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่รักและรู้จักเมืองกาญจน์อย่างลึกซึ้ง และรู้..หลายซอกหลายมุมดีๆ ของจังหวัดนี้ เพราะพี่ (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าพี่จัมโบ้) เค้าทำงานหลายๆ อย่างเพื่อให้จังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะที่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมายาวนาน ให้นิยมกันต่อๆ ไป

จุดประสงค์หลักของการไป คือหนึ่งเพื่อพักผ่อน เปลี่ยนอิริยาบถ คลายความเบื่อเมืองหลวง สองไปหาพี่จัมโบ้ที่ไม่ได้เจอกันนานมาก จึงไปหาด้วยความคิดถึง สามไปหาเรื่องเที่ยว และทำงานอดิเรก...เกี่ยวกับเรื่องเที่ยวๆ นี่แหละ สองวันหนึ่งคืนในตัวเมืองกาญจน์ คุ้มค่าค่าน้ำมันรถมากๆ บรรลุวัตถุประสงค์แทบทุกประการ แถมยังได้ธุระส่วนตัวอีกด้วย คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แต่พี่จัมโบ้จะรู้สึกคุ้มด้วยหรือเปล่า ข้าพเจ้าชักไม่แน่ใจ เพราะไปอยู่ไปกินบ้านเค้าซะงั้น...อะไรติดไม้ติดมือไปก็ไม่มี นอกจากหน้า..ด้านๆ ..ของตัวเอง แฮ่ๆ

เที่ยวรอบนี้ ข้าพเจ้าถามซอกแซกไปเรื่องว่าเมืองกาญจน์มีอะไรใหม่ ให้ไปดูไปชมบ้าง ข่าวแว่วว่า ตอนนี้ สถานที่ที่ฮือฮา โฮ่งๆ มากที่สุดในเมืองกาญจน์ อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดไปแล้ว คือ สถานที่ถ่ายทำหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พะย่ะค่ะ ข่าวแว่วว่าบางอาทิตย์ มีคนแวะไปดูไปชมกันร่วม 5 พันคน ฟังแล้วก็หูผึ่งอยากจะไป หมายมั่นปั้นมือทีเดียวเชียว

แต่ช้าก่อน..."ยังมีอีกที่หนึ่ง ที่อยากให้ไปดู เป็นสถานที่สำคัญมากๆ ที่พี่ว่าคนที่อยากจะไปเที่ยวกองถ่าย ควรไปทำความรู้จักสถานที่นี้ก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะพาไปดู"

สถานที่ที่ถูกกล่าวอ้างถึง คือบ้านดอนเจดีย์ ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน สถานที่ที่ชาวเมืองกาญจน์ รวมทั้งนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์บางท่านเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ตั้งของเจดีย์ ยุทธหัตถี สถานที่ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรกระทำยุทธหัตถี หรือการรบบนหลังช้างกับสมเด็จพระมหาราชา แม่ทัพฝั่งพม่า ซึ่งต่อมาเป็นการชนช้างที่ถูกกล่าวอ้างถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยจนถึงทุกวันนี้ (โปรดคอยติดตาม ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคที่ 3 ซึ่งได้ยินว่ากำลังเตรียมการถ่ายทำ)

ข้อกล่าวอ้างนี้ บางท่านอาจจะรู้สึกว่าดูขัดแย้งกับสิ่งที่เราเรียนรู้กันมาในวิชาประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยชั้นประถม มัธยม ที่บอกว่าอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ตั้งอยู่ที่สุพรรณบุรี

แต่สำหรับที่ดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี นี้ มีหลักฐานหลายสิ่งที่หากจะบอกไป ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการรับรู้รับฟังเองด้วยเช่นกัน เพราะว่าความเชื่อที่ทั้งชาวบ้าน ราชการ รวมถึงนักวิชาการต่างพากันยอมรับนับถือกันก็มีทั้งหลักฐานที่เป็นเชิงประวัติศาสตร์ เชิงศิลปศาสตร์ รวมทั้งเชิงลี้ลับศาสตร์อธิบายเหตุผลได้ยากปนอยู่ด้วย

เอาเป็นว่า สถานที่บริเวณที่ชาวพนมทวนเชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ยุทธหัตถีของแท้ เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์คือมีการค้นพบเครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก เครื่องม้าทรง ช้างทรง หอก ดาบ คม ทวน ธนู เครื่องมือเครื่องใช้ในการศึกสงคราม รวมทั้งเศษกระดูกมนุษย์อยู่เป็นจำนวนมากที่นี่ ซึ่งมีการจัดแสดงอยู่ในห้องนิทรรศการสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ที่ทางกรมศิลปากรจัดสร้างขึ้น ณ สถานที่นี้นั่นเอง นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเจดีย์ร้างตั้งอยู่กลางทุ่งอีกองค์หนึ่งตามลักษณะที่ถูกบรรยายในพงศาวดารอีกด้วย อีกทั้งสถานที่นี้ แม้แต่ในหลวง พระราชินี และสมาชิกเจ้านายหลายพระองค์ก็เคยทรงเสด็จมาที่นี่ รวมทั้งมาร่วมศึกษาหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเสด็จมาร่วมจัดตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ยังมีเรื่องเล่าที่ชวนอัศจรรย์ใจอีกเรื่องหนึ่งด้วย กล่าวคือ เมื่อวันที่มีพิธีการเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาต่อความรู้สึกของบรรดาข้าราชการระดับสูงและทุกคนที่เข้าร่วมพิธี คือไฟฟ้าในหอแสดงการฉายภาพยนตร์เกิดดับสนิท ในนาทีที่สำคัญที่สุด ที่ประธานในพิธีกำลังจะกดปุ่มเปิดการฉายสไลด์มัลติวิชั่น แสดงเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรนั้นเอง ถึงกับทำให้ทุกคนงงงวยกันเป็นแถว และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ก็ช่วยแก้ไขไม่ได้ จึงต้องมีการจุดธูปบอกกล่าวขออนุญาตต่อองค์สมเด็จพระนเรศวร ข่าวเล่าว่าธูปยังไม่ทันหมดดี ไฟฟ้าก็ติดขึ้นมาใหม่ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในวันนั้น เหตุมหัศจรรย์อีกประการหนึ่งคือในวันที่มีพิธีนั้น ตอนแรกฟ้าโปร่งกระจ่าง แต่พอถึงเวลาทำพิธีขึ้นมา ก็มีผู้สังเกตบวกกับจินตนาการเห็นก้อนเมฆเรียงตัวกันเป็นรูปสมเด็จพระนเรศวรประทับอยู่บนหลังช้าง และเมฆอีกก้อนหนึ่งเป็นรูปกะโหลกช้าง แล้วท้องฟ้าก็กลับพลันครึ้ม มีลมเย็นและมีละอองฝนโปรยปรายลงมา รายงานกล่าวว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณที่มีพิธีเท่านั้นเอง

สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นหลักฐานและความเชื่อชี้ชัด ที่ทำให้ชาวบ้านพนมทวน จ.กาญจนบุรี เชื่อมั่นกันว่า เจดีย์ยุทธหัตถีที่นี่เป็นของแท้ สร้างตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั่นเลยทีเดียว

สำหรับเจดีย์นั้น ก็ยังมีสมมติฐานถึงสาเหตุของการสร้างอีกด้วยว่า เจดีย์นี้พระนเรศวรท่านอาจสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงสมเด็จพระมหาอุปราชา ทั้งเพื่อเป็นการขอขมาต่อเพื่อนซึ่งเคยเล่นหัวกันมาครั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ หรือสมมติฐานอีกข้อหนึ่งคือ เจดีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อประกาศชัยชนะที่มีต่อพม่าในครั้งนั้น

อย่างไรก็ดี แม้จะมีหลักฐานทั้งทางประวัติศาสตร์ ศิลปศาสตร์ โบราณคดีหรือเรื่องเหลือเชื่อมากมายประการใด แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่งบประมาณของทางการไม่เคยมีพอที่โฆษณาออกไปเพื่อทำให้คนสนใจได้ ทำให้ไม่ค่อยมีคนรู้จักและไปเยือนที่นี่มากนัก นอกจากคนที่สนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์จริงๆ แม้แต่วันที่พวกเราไปเยือนกันก็มีแต่รถของเราคันเดียวเท่านั้นเอง

แต่สำหรับข้าพเจ้าที่ได้มีโอกาสไปเยือนมาแล้ว ก็อยากจะชวนท่านที่คิดว่าอยากจะไปเที่ยวดูกองถ่ายทำภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอันสุดอลังการ อยากแนะนำให้ไปทำความรู้จักสถานที่เกิดเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์เผื่อว่าการเที่ยวย้อนรอยของคุณจะมีความหมายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

Source: http://www.bangkokbiznews.com/jud/sun/20080304/news.php?news=column_25998733.html

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.264 วินาที