------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - เรื่องของพี่ๆ น้องๆ
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » OSK84 (วีรกรรม-ไข่เจียว!)
ผู้ส่ง ข้อความ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Dec 04, 2006 1:55 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ข้อมูลนักวิจัย ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ ที่ได้รับรางวัล และประกาศเกียรติคุณ


2547 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรฉัตร สัมพันธารักษ์ SK2499 (ในภาพ) อาจารย์ดีเด่น
มี.ค. ระดับหน่วยงาน ประจำปี 2546 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2546
2549 วิศวกรดีเด่น Engineering Institute of Thailand วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย

ตัวอย่างหนังสือของท่าน: วิศวกรรมปฐพี 2/2548

ส่วนไหนของอาคารที่แข็งแรงที่สุด เมื่อเกิดแผ่นดินไหว !!!

ผศ.ดร. สุรฉัตร สัมพันธารักษ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาฯ กล่าวว่า ความแข็งแรงปลอดภัยของ อาคารต้องดูที่ฐานราก และถ้าพูดถึง ความแข็งแรงปลอดภัยของอาคาร เมื่อเกิดแผ่นดินไหวแล้ว จะเห็นว่า ส่วนที่ปลอดภัยและมีความเสียหาย น้อยที่สุด จะเป็นส่วนฐานรากของ อาคาร และส่วนที่ได้รับผลกระทบ จากแผ่นดินไหวมากที่สุดคือ ส่วนโครง สร้างของอาคารครับ แต่ถ้าจะให้พูด ถึงการสร้างแบบจำลองฐานรากขึ้น มาเพื่ออธิบายผลกระทบจากแผ่นดิน ไหวนี้ จะมีพารามิเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง มาก ที่เรายังไม่ทราบและไม่สามารถ คาดเดาได้ แต่ถ้าพูดถึงผลกระทบของ แผ่นดินไหวต่อกรุงเทพฯ นั้น ผมว่าไม่ ต้องกลัว เพราะความน่าจะเป็นที่จะ เกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงมีน้อยมาก และ ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน

2548 ศาสตราจารย์ ดร.ปิยะสาร ประเสริฐธรรม OSK81 รางวัลศาสตราจารย์ กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช

2540
ศาสตราจารย์ ดร.ปิยะสาร ประเสริฐธรรม
เมธีวิจัยอาวุโส
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผู้มีผลงานดีเด่นด้านงานวิจัยที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคม


ตค.2545
นายไพศาล มานิตย์โชติพิสิฐ OSK109 บทความดีเด่น
ประชุมวิชาการเครือข่ายวิศวกรรมเครื่อง
2545
สาขา Mechanics, Materials and Manufacturing
กลแห่งประเทศไทย
เรื่อง การศึกษาแรงต้านทานที่กระทำกับใบมีดพรวนจอบหมุนในกระบะทราย


ตค. 2545
รองศาสตราจารย์ ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม OSK102
นักเทคโนโลยีดีเด่น
มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์
2545

พย. 2545
อาจารย์ ดร.สุชิน อรุณสวัสดิ์วงศ์ OSK99(95) บทความดีเด่น
การประชุมวิชาการทางวิศวกรรม
สาขาระบบควบคุมและการวัดคุม (CT)
ไฟฟ้าครั้งที่ 25
เรื่อง การออกแบบตัวควบคุมพลวัตสำหรับหอกลั่นแยกสารสองชนิดด้วยวิธีสมการ "Dynamic Controller Design for a Binary Distillation Column via The Method of Inequalities

2527
OSK ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
รางวัลที่ 1
สภาวิจัยแห่งชาติ
ผลงานประดิษฐ์คิดค้น เรื่อง ไมโครเวฟแบบไรท์ไอโซเลเตอร์ แอนด์เซอร์คูเลเตอร์


ที่มา:
http://www.research.eng.chula.ac.th/document/research%20award.htm
http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2003/browse.asp?lower=5110&upper=5111
http://www.eit.or.th/engineering/geotech/resume.asp?rc=14

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Dec 05, 2006 10:00 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายอภัย จันทนจุลกะ รมว.แรงงาน แต่งตั้งให้นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี (บุตร น.พ.เสนอ อดีตนายกสมาคมศิษย์เก่าสวนฯ) เป็นปลัดกระทรวงแรงงาน สำหรับตำแหน่งระดับ 9 ที่ว่างลงในกระทรวงแรงงาน มีด้วยกัน 7 ตำแหน่ง ได้แก่ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือ แรงงาน ตำแหน่งละ 1 คน รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) 2 ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรม 2 ตำแหน่ง และผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้เป็นที่คาดหมายว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในข่ายตัวเต็งได้แก่ ว่าที่ ร.ต.อานนท์ อินทรสุขศรี OSK81 ผู้อำนวยการสำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายนายจุฑาธวัช

ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานได้มีคำสั่งโยกย้ายนายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ OSK81 จาก ตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงแรงงาน

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Dec 12, 2006 5:24 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ท่านใดอยากเห็น อ.มานพ ๘๔ นู้ดตอนเช้าต้องตามไปดูหนังเงียบจากปี ๒๕๑๔ ครับ Embarassed

พี่นพ84 บันทึก:
มหัศจรรย์..วันเดอร์ฟูล..อีกแล้วครับ..ทั่น

เพิ่งผ่านพ้น..การย้อนรอยถอยหลัง เข้าไปในซอกหลืบประวัติศาสตร์สวนกุหลาบฯ
ที่รุ่นพี่รุ่นพ่อ..สร้างไว้เป็นมรดกล้ำค่า ในเพลง "สวนกุหลาบ" และ "สวนฯ ระลึก"
จากผลงานประพันธ์ของ "เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดินทร์ฯ)"
และ "คุณพ่อพายัพ ดวงพัสตรา"
โดยใช้เวลาค้นแคะแกะเกา..พอสมควร จนสามารถนำมาเขียนบรรยายให้ได้อ่านกันที่.. http://www.suan84.com/modules.php?name=News&file=article&sid=125
พร้อมทั้งมีเสียงเพลงจากต้นฉบับแท้ๆ ผนวกกับที่ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่..ให้ได้ฟังกันอีกด้วย

ผ่านพ้นไปไม่ทันไร..
ก้อมาเจอะเจอ-กำพืด-ที่เคยสร้างสรรค์ไว้ แล้วปล่อยปละละเลยไปนานเกือบสี่สิบปี
ด้วยเหตุบังเอิญ..ชนิดที่น่าจะเขกกะบาลตัวเอง !!!


จากวันเวลาเมื่อ-เสาร์ที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๙
ซึ่งเรา และเพื่อนร่วมรุ่นสองคนคือ "ขุน-สัญญา" และ "จุด-เกษมศักดิ์"
ไปร่วมเสวนากับรุ่นน้อง-รุ่นลูก..กรณีข้อกังขาจากเหตุการณ์ไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นในงาน..
"๑ ธันวา...๙๐ ปี ครองราชย์ สวนกุหลาบ รวมใจ เทิดไท้ องค์ราชัน"
โดยการเสวนารวม ๔ ชั่วโมงในบ่ายวันนั้น-จบลงด้วยดี

แต่...ได้มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นระหว่างการเสวนา..
เมื่อศิษย์เก่า ชื่อ "วิทยา ชัยชาญกุล-สวนฯ รุ่น ๙๑" ซึ่งมาร่วมเสวนาด้วย
ลุกขึ้นแจ้งให้ทราบว่า..ได้นำฟิล์มภาพยนตร์เก่า และจัดการแปลงสภาพเป็นไฟล์วีซีดี.เรียบร้อยแล้ว
มามอบแก่สมาคมเสวนาแห่งนี้..โดยคิดว่า-น่าจะเป็นประโยชน์แก่สวนกุหลาบรุ่นลูกรุ่นหลานสืบไป
พร้อมทั้งแจงรายละเอียดโดยสรุปว่า..
เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายโดยใช้ฟิล์มขนาด ๘ มม. สีขาว-ดำ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔.. "จตุรมิตรฯ ครั้งที่ ๖"
ซึ่งรุ่นพี่ทำเชียร์ปีนั้นได้แก่ "กล้วย-วงศ์อมาตย์ อมาตยกุล-สวนฯ รุ่น ๘๖" เป็นประธานเชียร์
จากนั้นได้ส่งมอบฟิล์มชุดนี้-ตกทอดต่อๆ กันมา จนถึงมือของรุ่น ๙๑ ที่เก็บรักษาเอาไว้ถึงเวลานี้
..จึงขอนำมามอบให้เป็นสมบัติของลูกสวนฯ ทั้งมวลดังกล่าวข้างต้น

หลังการเสวนาวันนั้น.."เกษมศักดิ์ กสิศาสตร์" เว็บมาสเตอร์ suan84 ..ได้รับมอบฟิล์มต้นฉบับเอาไว้
และปรึกษากับ "ทรงวุฒิ osk 110" ..ให้นำไฟล์ภาพยนตร์ม้วนดังกล่าวขึ้นเว็บ osknetwork.com [ http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1605 ]
ให้พี่น้องได้ชมกันในวันถัดมาทันที..
ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องยอมเสียเวลานานสักหน่อย..เมื่อดาวน์โหลดลงมานั่งชม


แล้ว.มหัศจรรย์..ก้อเกิดขึ้น ดังที่เปิดหัว-จั่วเรื่องเอาไว้
เมื่อ "เกษมศักดิ์" ตาลีตาเหลือกโทร. มาหาเรา..ในเย็นวันจันทร์ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๙..
ขณะที่เจ้าตัวยังปฏิบัติหน้าที่อยู่-เกาหลีใต้ แล้วใช้เวลาว่าง-โหลดภาพยนตร์ดังกล่าวขึ้นมาดู
เขาบอกว่า-
"หนังที่ได้มานั่น..มันเป็นหนัง ๘ มิลล์ ที่พวกเราถ่ายทำนี่หว่า..
ฉากเปิดเรื่อง-ถ่ายที่ห้องนอนของไอ้ขุน ที่บ้านซอยนวลน้อย เอกมัย..เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว
..ไตเติ้ลเรื่อง-ก้อชื่อของพวกเรา..แถมคนแสดงเปิดเรื่องในห้องนอน..
ก้อเป็น-เอ็ง กับ ประพันธ์..มีขุน-สัญญา เป็นคนถ่าย....ฯลฯ..."


เราจึงรีบดึงภาพจาก osknetwork มาดูทันที..
แล้วก้อ..มหัศจรรย์-วันเดอร์ฟูล..อย่างที่ว่าจริงๆ
..ไม่น่าเชื่อว่า-เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เหล่านี้..
จะเป็นภาพกลับมาหาพวกเราได้..อย่างไม่คาดฝัน !!!

ขอเวลาอีกสักเล็กน้อย..
จะย้อนรอย-เล่าเรื่องต่างๆ ที่ได้จากภาพยนตร์ชุดนี้ให้อ่าน
พร้อมทั้ง-จะ renovate ขึ้นมาใหม่-ประกอบเสียงเพลงและซาวด์เอฟเฟ็ค
ที่เราเคยใช้เมื่อครั้งกระโน้น..
เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔..ที่ไม่น่าเชื่อว่า-พวกเราทำได้


...................................

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ พอดีวันนี้ผมมีโอกาสไปแวะร้านหลังโรงหนังลิโด้ สยาม ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะผมไปพบ ป้ายเหล่านี้แขวนขายอยู่ครับ Laughing



wow.... และสำหรับท่านที่สนใจสะสม แบบอื่นๆที่ผมเคยเห็น แต่ไม่มีที่ร้านก็มี อาทิ:

ของที่ระลึกจากงานสู่แดนสวนฯ หมอจุฬาครับ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 8/9/2549 [ http://www.osknetwork.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=3440&postdays=0&postorder=asc&start=0 ]



อันนี้จากงานสมานมิตร ๔๙ ... จันทร์แรกของกันยา..



และอันสุดท้าย แต่ไม่ท้ายที่สุด จากงานสวนฯวังพญาไท (รพ.พระมงกุฏฯ) เมื่อ 5/10/49 [ http://www.osknetwork.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=1683&start=15 ]


_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Jan 15, 2007 6:24 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

songwut110 บันทึก:
บางท่านอาจจะหา link ของบทความ "เรื่องของพี่ๆ น้องๆ สวนฯในวงการน้ำหมึกและสื่อมวลชน" ไม่เจอ ... อยู่ตรงนี้นะครับ Very Happy

http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=344


พี่สหรัฐ บันทึก:

ผม สหรัฐ โสมาภา OSK 97(93) ร่วมกับคุณพิศาล อัครเศรณี ทำหนังฟอร์มใหญ่ เรื่องพันท้ายนรสิงห์ อยากรู้จัก เพื่อนๆ พี่ น้อง ที่อยู่ในวงการบันเทิง และวงการสื่อสารมวลชน เพื่อจะขอคำแนะนำ และอาจจะได้ร่วมงานกันครับ หรือใครที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้แต่พอจะรู้จักช่วยแนะนำผมด้วยครับ saharat@connexmkt.com Mobile 08-1615-2277

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat Feb 24, 2007 8:11 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


Nation Weekend ปีที่ 15 ฉบับที่ 769 ประจำ วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550
รายงานพิเศษ
แซ่พัวหรือพาน กับการตั้งนามสกุลและที่มา


จิตรา ก่อนันทเกียรติ

ที่มาของแซ่พัวหรือพาน มีความน่าสนใจไม่แพ้แซ่ใด แถมร่วมญาติหรือร่วมปฐมบรรพบุรุษกับแซ่ใหญ่อีกมากมาย

เพราะเป็นลูกหลานของแคว้นฉู่หรือแคว้นฉ้อที่เป็นหนึ่งในห้าแคว้นใหญ่ในสมัยชุนชิว (227 ปีก่อน พ.ศ.-พ.ศ.67)



ซึ่งช่วงเวลานั้น แผ่นดินจีนมีห้าแคว้นใหญ่ที่โดดเด่นมาก คือ

1.แคว้นฉีโดยฉีฮ้วงกง หรือฉีหวนกงในเสียงจีนกลาง

2.แคว้นซ่งโดยซ่งเซียงกง

3.แคว้นจิ่งหรือจิ้น โดยจิ่งบุ๊งกงหรือจิ้นเหวินกงในเสียงจีนกลาง

4.แคว้นชิ้งหรือฉิน โดยชิ้งมกกง หรือฉินมู่กงในเสียงจีนกลาง

5.แคว้นฉ้อหรือแคว้นฉู่ โดยฉ้อจึงอ๊วงหรือฉู่จวงหวังในเสียงจีนกลาง

มีคำจีนเรียกผู้นำทั้งห้าว่า 'โหงวป้า'

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคืออาโกวสุนทรี ที่เมื่อเกือบสิบปีก่อนผู้เขียนเคยไปกวนให้อ่านภาษาจีนให้ ผู้เขียนจำได้ว่า อาโกวเรียกว่ายุคห้าเสือพระราชา

ซึ่งแคว้นฉู่หรือฉ้อมีที่มาจากว่า

ในสมัยของจิวเซ้งอ๊วงหรือโจวเฉิงหวังในเสียงจีนกลาง ได้ให้ฮิมเอ็กหรือสูงอี้ในเสียงจีนกลางไปครองดินแดนชื่อเกงก๊ก หหรือจิงกกในเสียงจีนกลาง แล้วเกงก๊กนี้ต่อมาคือแคว้นฉ้อหรือฉู่ในเสียงจีนกลาง

ซึ่งฮิมเอ็กที่มาได้มาครองแคว้นฉ้อหรือฉู่ ก็คือเหลนของไหนฮิมหรือหยวีสูงในเสียงจีนกลางที่เป็นปฐมบรรพบุรุษของแซ่ฮิมหรือแซ่สูงในเสียงจีนกลางนั่นเอง

ส่วนแคว้นฉ้อหรือฉู่นี้ เมื่อถึงสมัยของฉ้อเซ้งอ๊วงหรือฉู่เฉิงหวังในเสียงจีนกลาง ปฐมบรรพบุรุษของแซ่พัวหรือพานชื่อว่า พัวจุ๋ยหรือพานซุ่ยในเสียงจีนกลาง ท่านเป็นแซ่มี่ ซึ่งแซ่มี่นี้ปฐมบรรพบุรุษคือลูกชายคนสุดท้องของท่านเล็กจงหรือลู่จงในเสียงจีนกลาง มีเขียนเล่าถึงที่มาในตอน...กว่าสิบแซ่ที่กำเนิดแต่กษัตริย์องค์ที่สองของจีน

พัวจุ๋ย หรือพานซุ่ย มีตำแหน่งเป็นเหล่าซือหรือพระอาจารย์ของไท้จือหรือมกุฏราชกุมาร

ต่อมาองค์ไท้จือได้บีบบังคับให้พระราชบิดาออกจากตำแหน่งแล้วขึ้นเป็นกษัตริย์แทน นามว่าฉ้อมกอ๊วงหรือฉู่มู่หวังในเสียงจีนกลาง กษัตริย์ฉ้อองค์ใหม่ก็ได้เลื่อนตำแหน่งใหม่ให้พระอาจารย์หรือเหล่าซือพัวจุ๋ยเป็นไท้ซือ

ลูกหลานของท่านพัวจุ๋ยหรือพานซุ่ย ก็ได้ใช้พัวหรือพานเป็นแซ่สืบมา

สายที่สองของแซ่พัวหรือพาน เป็นสายแซ่กีหรือจี

โดยจิวบุ่งอ๊วงหรือโจวเหวินหวังในเสียงจีนกลางมีอนุชาหลายองค์มาก เมื่อจิวบู้อ๊วงหรือโจวหวู่หวังในเสียงจีนกลางผู้เป็นโอรสของจิวบุ่งอ๊วงตั้งราชวงศ์จิวหรือโจวขึ้นมาได้ ได้โปรดให้ลูกชายของอนุชาองค์ที่สิบห้าของจิวบุ่งอ๊วงที่ชื่อว่ากอหรือเกาในเสียงจีนกลาง ไปครองดินแดนชื่อปิ๊กก๊ก หรือปี้กว๊อในเสียงจีนกลาง

เรียกเป็นชื่อและตำแหน่งว่าปิ๊กกงกอ หรือปี้กงเกาในเสียงจีนกลาง ต่อมาลูกชายของปิ๊กกงกอชื่อว่าแปะลี้หรือป๊อหลี่ในเสียงจีนกลางได้ไปครองเมืองพัวหรือพาน ลูกหลานได้ใช้ชื่อเป็นเมืองแซ่

แล้วลูกหลานแซ่พัวหรือแซ่พานในเมืองไทยตั้งนามสกุลว่าอย่างไรกันบ้าง ก็มีบ้านหนึ่งที่วาสนาสูงยิ่ง เพราะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 พระราชทานนามสกุลให้ว่า ภวะกุลพระราชทานแก่...รองอำมาตย์เอก หลวงศรีศาลีพืช (ตึ๊ง) ผู้ช่วยกรมเพาะปลูก กระทรวงเกษตราธิการ ปู่ทวดชื่อหิน (แซ่พัว)

ส่วนที่ตั้งกันเอง ก็มีตัวอย่างที่ตั้งแบบติดเสียงแซ่ให้เห็นชัดเจนว่า

- พัวพงษ์พันธ์

- พัวศิริรักษ์

และที่ตั้งแบบใช้เสียง พ.พาน เป็นหลักว่า

- พวงอิศวร

- พูนแสงสถิต

- พนิตนรากุล

กับที่ไม่ติดเสียงแซ่ก็มีเช่น

- ทรัพย์มนชัย - รักประชา

แล้วก็มีเกร็ดความรู้ของลูกหลานแซ่พัวที่รักแซ่มาก ตั้งชื่อร้านอาหารที่ทำว่า...วกี่ ปัจจุบันเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่ถนนพระสุเมรุ ผู้เขียนก็ตรงดิ่งไปถามเลยว่า เปลี่ยนจากแซ่พัวเป็นนามสกุลว่าอะไร

คำตอบคือ...ทยานุวัฒนา

"อ้าว...ทำไมล่ะคะ" ดิฉันถาม

"พระตั้งให้ครับ สาเหตุคือไปที่อำเภอ แล้วขอตั้งเป็นนามสกุลว่าพัว แต่ที่อำเภอถามว่า...พัวแปลว่าอะไร

ถ้าไม่มีคำแปล ใช้ไม่ได้

ก็เลยไปให้พระตั้งให้ ได้เป็น...ทยานุวัฒนา"

ถือเป็นอีกตัวอย่างที่มาที่ไปของการตั้งนามสกุลของลูกจีนบ้านหนึ่ง ที่หากท่านใดยังไม่ได้อ่านเกร็ดการตั้งนามสกุลของลูกจีน ซึ่งก็น่าสนใจอยู่ จะอ่านได้จากหนังสือ...สนุกกับชื่อจีนและความหมายให้หายสงสัย

มาแล้วแซ่พัวแห่งสยาม

แซ่พานผู้กล้าหาญรักศักดิ์ศรี

คนแซ่พัวยึดมั่นทำความดี

ลูกหลานมากมีล้วนรุ่งเรือง

......

ลูกสวนฯจากสกุลนี้: (ชื่อ นามสกุลไทย เลขประจำตัวนักเรียน และปีที่เข้าสวนกุหลาบฯ)
ตา พัวตระกูล 4080 2463
ถนอม พัวตะมะ 4087 2463
กิมเฮง พัวเวส 4214 2464
ยี พัว 4484 2465
ประชา พัววิไลย์ 8087 2482
ประพจน์ พัวพัธนกุล 8993 2485
ประสิทธิ์ แซ่พัว 9979 2490
สุบรรณ์ แซ่พัว 11545 2496
นิพนธ์ พัวพงศกร 13902 2504
ประพันธ์ พัวพงศกร 13989 2504
ประสงค์ พัวพงศกร 14315 2505
แก้ว พัวกนกหิรัญ 14890 2506
บุญยง พัวพงศธร (แซ่พัว) 15348 2507
ชูเกียรติ พัวพงศกร 15819 2508
ไพโรจน์ พัวพงศกร 16362 2509
โกวิท พัววิไล 17300 2512
วีระพงศ์ พัวประเสริฐ 17353 2512
อิสระ พัวตนะ 19219 2515
บุญส่ง พัวพงศธร 19409 2516
ประยุกต์ พัววิไล 19522 2516
ไกรสร พัววิไล 21233 2518
อิทธิพล พัวตนะ 22632 2519
ประสิทธิ์ พัวภูมิเจริญ 26 23395 2521
วุฒิค? ตระกูลพัว 26572 2523
ภาวิน พัวพรพงษ์ 27876 2524
นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ 28582 2525 แห่ง Thaiclinic.com
พิเนตร พัววรานุเคราะห์ 30450 2527
ธีรยุทธ พัววิไล Teerayut Puavilai 30943 2528
รัฐธำรง พัวรักษา 32071 2530
ศุภกิจ พัวประเสริฐ 32820 2531 OSK110?
พิชัย สัมพันธ์ธนรักษ์(แซ่พัว) 33108 2531
มีโชค พัวพงศกร 36882 2535
กฤษดา พัวสกุล 37960 2536
ณัฐพล พัวประเสริฐ 38382 2536
เอกลักษณ์ พัวพงศกร 38887 2537
ป้องชาติ พัวพัฒนกุล 40241 2539
ว่าที่ นพ.ปองปราชญ์ พัวพัฒนกุล 42895 2542 Gold Medalist in Biology Olympiad สวนฯสาครเจ้าของหนังสือ 'เด็กโอ' แห่งแพทย์จุฬาฯ
วรพล พัวรัตนอรุณกร 43659 2542
ศาศวัต พัวเวส 43826 2542

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Mar 08, 2007 12:36 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

0คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญร่วมงาน ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 10 วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม 2550 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ณ ห้อง ศ.101 ชั้น 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดการเวลา 08.15 น.พิธีสงฆ์ ณ ห้องอนุสรณ์สถานปรีดี พนมยงค์ (ตึกโดม ชั้น 2) 09.00 น.ลงทะเบียน ณ ห้องบรรยาย ศ.101 ชั้น 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 09.30 น.พิธีเปิดโดย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 09.40 น.ฉายวิดีทัศน์แนวคิดคุณภาพแห่งชีวิตของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 09.50 น.ประกาศเกียรติคุณองค์ปาฐก ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ โดย รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร OSK80 คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 10.00 น.ฉายวิดีทัศน์ชีวิตและงานองค์ปาฐก ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ 10.10 น.การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เรื่อง "จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม" โดย ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Fri Mar 09, 2007 3:37 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Raining Man บันทึก:
วันนี้ผมลองนั่งนึกๆและค้นๆดูก็พบ OSK นักเขียนรุ่นเก่าในวงการสื่ออีกหลายท่านครับ

กลุ่ม”หนุ่มเหน้าสาวสวย” ซึ่งมีนักเขียนร่วมสังกัดคือ มนัส สัตยารักษ์ OSK65?, สุจิตต์ วงษ์เทศ, ขรรค์ชัย บุนปาน, ณรงค์ จันทร์เรือง, สุวรรณี สุคนธา ฯลฯ

วินัย อุกฤษณ์ OSK79 เป็นนักศึกษาแผนกอิสระวารสารศาสตร์ หนึ่งในสมาชิก กลุ่ม”พระจันทร์เสี้ยว” ซึ่งมีนักเขียนร่วมสังกัด คือ วิทยากร เชียงกูล OSK79, ตั๊ก วงรัฐ(ปัญญา) OSK82, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, สุรชัย จันทิมาธร, นิคม รายยวา, วิสา คัญทัพ, มงคล วัชรางค์กูล OSK80 ฯลฯ งานวรรณกรรมที่สร้างสรรค์โดยนักเขียนกลุ่มนี้ จะเน้นหนักด้วยการวิพากษ์สังคมด้วยจิตสำนึกขบถ และปฏิเสธแนวรูปแบบการเขียนเรื่องสั้นแบบ "ขนบนิยม" ตามอย่างเรื่องสั้นในสกุล "โอเชนรี่" หรือ "กีย์ เดอ โมบัส ซังค์" อย่างสิ้นเชิง พวกเขาได้นำเอาวิธีการเขียนแบบใหม่ ที่ให้ความสำคัญต่อการบรรยายที่เรียกว่า "กระแสสำนึก" (Stream of Conscious) ประเภท "สัญลักษณ์" (Symbolism) หรือประเภทเหนือจริง (Surrealism) ที่มีเนื้อหาโดยรวมเป็นลักษณะของการ "แปลกแยก" อย่างแท้จริง

เพราะว่า วินัย อุกฤษณ์ OSK79 ผาดโผนในยุทธจักรหนังสือพิมพ์ที่นิตยสาร "บางกอก แมกะซีน" จากนั้น ยังร่วมทำ "มหาชน" รายเดือน

ดวงเดือน ประดับดาว มติชน วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9591 กล่าวว่า...

... วินัย อุกฤษณ์ OSK79 ไม่เพียงแต่ดึงเอา พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร มารับหน้าที่บรรณาธิการบริหาร "ประชาธิปไตย" ยุคพลังหนุ่มสาว

หากแต่เขายังพาเพื่อนหนุ่มของเขาอีกมากหลายเข้ามาเป็น "มืออาชีพ"

เป็นปรากฏการณ์ที่ท้าทายเป็นอย่างมากในแวดวงวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เพราะนี่คือบาทก้าวในการสร้าง "เลือดใหม่" ขึ้นมาให้เป็นที่ปรากฏ

นอกจาก สำเริง คำพะอุ OSK79? ซึ่งสะสมความจัดเจนจาก "เกียรติศักดิ์" และ "ไทยเสรี"

คนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น วีระประวัติ วงศ์พัวพันธุ์ และ ประสาทพร ภูสุศิลป์ธร "คมทวน คันธนู" OSK82? โดยเฉพาะสองท่านหลังก็ล้วนมีสายสัมพันธ์สวนกุหลาบกับ วินัย อุกฤษณ์ OSK79 ในระดับแน่นอนและแนบแน่น

และต่อมาก็ผ่านการเคี่ยวกรำโดย พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร

น่าสนใจก็ตรงที่ สำเริง คำพะอุ OSK79? กับ วีระประวัติ วงศ์พัวพันธุ์ ได้รับการบ่มเพาะในฐานะหัวหน้าข่าวหน้า 1

ขณะที่ วินัย อุกฤษณ์ OSK79 อยู่ในฐานะบรรณาธิการบทความ

อย่าได้แปลกใจหากว่าเขาจะประสานไปยัง อนุช อาภาภิรม OSK69 และ วิทยากร เชียงกูล OSK79 ซึ่งอยู่ค่ายไทยวัฒนาพานิช ของ OSK ชื่อ?

ยิ่งกว่านั้น บางส่วนจาก "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" ที่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นหัวเรือใหญ่ก็เข้ามาหนุนช่วย "ประชาธิปไตย" พลังหนุ่มสาวอย่างคึกคัก

คึกคักเพราะ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็น "พระจันทร์เสี้ยว" กับ วินัย อุกฤษณ์ OSK79

"ประชาธิปไตย" ยุคพลังหนุ่มสาวจึงเป็นอีกมิติหนึ่งอันต่างไปจากยุค "ค้อนกระหน่ำทั่ง"

ขณะเดียวกัน "ประชาธิปไตย" ยุคพลังหนุ่มสาวในซอยเล็กหลังวิทยาลัยเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ย่านกิ่งเพชร ได้นำเสนอมิติใหม่อันต่างไปจากที่เห็นและเป็นอยู่ใน "สยามรัฐ"

เป็นมิติใหม่ก่อนเข้าสู่ยุค "ประชาชาติ" ภายหลังสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516

ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาได้เกิดความขัดแย้งระหว่าง ณรงค์ เกตุทัต กับ พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร และลงเอยด้วยการอำลาจากตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของฝ่ายหลัง

เป็นการอำลาพร้อมกับ วินัย อุกฤษณ์ OSK79, สำเริง คำพะอุ OSK79? และเพื่อนหนุ่มที่ร่วมบุกเบิกด้วยกัน

-------------------------------------------------------------------------------------

มีบทเพลงหนึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ชื่อเพลง “นกสีเหลือง” ที่ วินัย อุกฤษณ์ OSK79 ประพันธ์ไว้หลังจากออกจากโรงพยาบาลประสาท เพราะผลกระทบ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นที่นิยมร้องกันแพร่หลาย เนื้อหาสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของยุคสมัยได้เป็นอย่างดี…

จันทร์ 15 ตุลาคม 2516

ตลอดคืนที่ผ่านมา นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนยังคงยืนหยัดชุมนุมกันหนาแน่นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คำประกาศเตือนและขู่ของรัฐบาลหาเป็นผลไม่ กลับมีคนออกจากบ้านมาร่วมชุมนุมไม่ขาดระยะ รัฐบาลใหม่ประกาศหยุดราชการในวันนี้เป็นกรณีพิเศษ และมีประกาศปิดธนาคารทุกแห่ง

ในขณะเดียวกัน นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนก็ยืนหยัดต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว มีการลุกฮือเป็นจุดๆ ทั่วกรุงเทพฯมหานคร และในบางท้องที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผ่านฟ้า และสถานีตำรวจนางเลิ้ง นักเรียนและประชาชนพยายามต่อสู้บุกเข้ายึดและเผาตลอดคืนจนรุ่งเช้า

จากข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จอมพลถนอม กิตติขจร จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่ และก็ยังปรากฏว่าการปราบปรามนักเรียนนิสิตนักศึกษายังดำเนินอยู่ต่อไป พร้อมกับมีแถลงการณ์ว่า มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ส่งพลพรรคมีอาวุธร้ายแรงสวมรอยเข้ามา ยิ่งทำให้เห็นว่าเป็นการสร้างความเท็จ สร้างความโกรธแค้นและเกลียดชังยิ่งขึ้น ทำให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนเกิดพลังในการต่อสู้ต่อไป แม้จะบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากก็ตาม

จากการปราบปรามอย่างรุนแรงและไร้มนุษยธรรมของคณาธิปไตยถนอม-ประภาส-ณรงค์OSK67? ใช้ทั้งรถถัง เฮลิคอปเตอร์ อาวุธสงครามหนัก ทหารและตำรวจจำนวนร้อย ทำให้เกิดความขัดแย้งในวงการรัฐบาลอย่างหนัก มีทหารและตำรวจที่ไม่เห็นด้วย พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบกเองก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการรุนแรงนี้ ทางด้านทหารอากาศและทหารเรือก็เห็นด้วยกับทางฝ่ายของผู้บัญชาการทหารบก กลายเป็นแรงผลักดันให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องลาออกจากตำแหน่ง และท้ายที่สุดคณาธิปไตยทั้งสาม ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ก็ต้องเดินทางออกจากประเทศไทยไป เหตุการณ์ทั้งหมดจึงสงบลงโดยพลันทันทีที่มีประกาศว่าบุคคลทั้ง 3 ได้เดินทางออกนอกประเทศแล้วเมื่อ 18.40 น.

เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2516 เยาวชนคนหนุ่มสาวหลายคนออกจากบ้านไปร่วมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ หลายคนไม่ได้กลับบ้านอีกเลย บางคนกลับไปด้วยร่างกายพิการ บางคนกลับไปด้วยความรู้สึกใหม่ เหตุการณ์ 14-15 ตุลาคม มีผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บ 857 คน

วันที่ 14 –15 ตุลาคม 2516 วีรชนคนหนุ่มสาวเดินออกจากบ้านและเดินเข้าสู่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์และตำนาน ที่จะต้องจดจำกันไว้ในแผ่นดินนี้ชั่วกาลนาน

กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป
เจ้าบินไปสู่เสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย ฮือ…ฮือ…
เจ้าเหิรไปสู่ห้วงหาว เมฆขาวถามเจ้าคือใคร
อาบปีกด้วยแสงตะวัน เจ้าฝันถึงโลกสีใด ฮือ…ฮือ…

(พูด) คุณจำได้ไหม เหตุการณ์เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม…
คุณจำได้ไหม รอยเลือด คราบน้ำตา…และฝันร้ายของผู้คน
วีรชนคนหนุ่มสาวของเรา
ได้ตายไปท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตา
ตายไปขณะชูสองมืออันว่างเปล่าขึ้นเรียกร้องหาเสรีภาพ
ณ บัดนี้ ขอให้พวกเราจงหยุดนิ่ง
และส่งใจระลึกถึงไปยังพวกเขาเหล่านั้น
อย่างน้อยก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ
และจะได้เป็นกำลังใจสำหรับผู้ที่จะอยู่ต่อสู้ต่อไป

จงบินไปเถิดคนกล้า ความฝันสูงค่ากว่าใด
เจ้าบินไปจากรวงรัง ข้างหลังเขายังอาลัย
กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป
เจ้าคือวิญญาณเสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย

(บทเพลง “นกสีเหลือง” แต่งโดย วินัย อุกฤษณ์ OSK79 ..ประพันธ์ไว้หลังจากออกจากโรงพยาบาลประสาท เพราะผลกระทบ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ร้องและบรรเลงโดย คาราวาน)

ที่มา : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ OSK71 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนเมื่อกันยายน 2536 สำหรับเป็นสคริปท์วิดีโอ จัดทำโดยอนุกรรมการของที่ระลึก “60 ปี ธรรมศาสตร์” และถูกนำไปตีพิมพ์ซ้ำในหนังสือหลายเล่ม อาทิ นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 19 ฉบับที่ 12 เดือนตุลาคม 2541, หนังสือ จาก 14 ถึง 6 ตุลา ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ (บรรณาธิการ) มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (ตุลาคม 2541)

วินัย อุกฤษณ์ OSK79 ประพันธ์เนื้อร้องได้รับแรงบีบคั้น จากเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 “นกสีเหลือง” คือสัญลักษณ์ของ “วีรชนคนเดือนตุลาฯ” ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่อสู้กับฝ่ายปราบปราม “วีรชน” เสียชีวิตลง จากการต่อสู้ด้วยมือเปล่า บางคนก็ตกเป็นเหยื่อกระสุนของผู้ถืออาวุธจากฝ่ายตรงกันข้ามที่มีอาวุธ ประหัตประหาร ครบมือทั้งปืนและแก๊สน้ำตา.. “นักต่อสู้วีรชนคนเดือนตุลาฯ” ไม่คิดต่อสู้ทำร้ายฝ่ายปราบปรามที่เป็นคนไทยด้วยกัน เพราะในกลุ่มนั้นอาจจะ เป็นพ่อ..เป็นญาติพี่น้องของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ... ในขณะเดียวฝ่ายปราบปรามด้วยความรุนแรงคิดบ้างไหมว่า .. กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่เรียกหา ประชาธิปไตย.. อาจจะเป็นลูกเป็นหลาน ดับดิ้นสิ้นใจลงไปด้วยน้ำมือและ ความไม่มีน้ำใจของผู้ครองบ้านครองเมือง ที่อาจจะเป็นพ่อเป็นญาติผู้ใหญ่ ที่นับถือ..ตามสายเลือด..หรืออย่างน้อยก็เป็นคนไทยด้วยกัน

ทุกวันนี้ก็มีอีกหลายคนครับที่ยังไม่ขอให้อภัย จอมพลถนอม ที่ถึงแก่กรรมตอนอายุเท่าๆกับเรแกน

........................................

จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง
บางเสี้ยวของกระแสธารร้อยกรองเพื่อชีวิต
เขียนเมื่อ : ๒๕๔๖
เขียนโดย : ผู้งมงายในรัก

ร้อยกรองหลาย ๆ ชิ้น ของหลาย ๆ ท่าน บางส่วนก็ถูกนำมาลงท่วงทำนองและจังหวะ เป็นบทเพลงที่ติดตราตรึงในใจผู้คน ซึ่งก็คงเป็นเพราะมี "วรรคทอง" ที่ "โดนใจ" นั่นเอง

บทกวีหลาย ๆ บท ของหลาย ๆ ท่าน เอาเฉพาะในสายธารเพื่อชีวิต ก็เห็นว่า มีมากมายที่คุ้นหู คุ้นตา และคุ้นใจ เพราะถูกถ่ายทอด ในท่วงทำนองของบทเพลง ขอหยิบยกมาพูดถึง ในบางเสี้ยว พอเป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้ำจิ้มน้อย ๆ ในวงพูดคุยเสวนา แบบ "ไปตามเพลง" ซึ่งบางส่วนค้นเจอ และบางส่วนมาจากความทรงจำ ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยด้วย

เริ่มต้นที่ "คิดถึงบ้าน" ของ "อัศนี พลจันทร์ OSK51?" หรือ "นายผี" ที่มาเป็น เพลง "คิดถึงบ้าน" ของ "คาราวาน" หรือ "เดือนเพ็ญ" ของ คาราบาว , คนด่านเกวียน และ ฯลฯ [อ่านเพิ่มเติมและฟังเพลงนี้ได้ที่ http://osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=180 ]

เดือนเพ็ญ สวยเย็น เห็นอร่าม ……………..นภาแจ่มนวลดูงาม
เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวลชวนใจข้า…………………….คิดถึงถิ่นที่จากมา
คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา

ร้อยกรองชิ้นนี้ ถ้าวางในรูปข้างต้น ก็อาจจะอยู่ในรูปของกาพย์ได้



บทกวี “คิดถึงบ้าน” หรือเพลง “เดือนเพ็ญ” ที่ทุกคนเคยได้ยินกันนั้น นับว่าเป็นบทกวีที่ยิ่งใหญ่ของ “นายผี” อัศนี พลจันทร์ ส.ก. 7014 ปัญญาชนนักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของไทย (ถึงแม้นายผีจะเป็นสมาชิกระดับสูงของ พคท. ท่านหนึ่ง แต่ไม่ได้ประจำการที่ภูหินร่องกล้า) บทกวีบทนี้ นายผี ได้เขียนลงบนกระดาษแล้วยัดใส่มือ “น้าหมู” พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ก่อนที่จะแยกจากกันเข้าเมืองในปี พ.ศ. 2524 จนในที่สุดสุรชัย จันทิมาธร (หงา คาราวาน) เป็นคนนำเพลงนี้มาบันทึกเสียงครั้งแรกในนามวงคาราวาน กับอัลบั้มชุด "บ้านนาสะเทือน" เมื่อปี 2526 ต่อมาในปี 2528 ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) นำมาบันทึกเสียงอีกครั้งในนามแอ๊ด คาราบาว กับอัลบั้มชุด "กัมพูชา" และได้เปลี่ยนชื่อเพลงเป็น 'เดือนเพ็ญ' พร้อมทั้งสลับท่อนเนื้อร้องแต่เดิม หลังจากนั้นมีผู้นำเพลงนี้ไปบันทึกเสียงอีกนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งในอัลบั้มปกติและอัลบั้มบันทึกการแสดงสด อาทิ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์, คนด่านเกวียน, อัสนี-วสันต์ โชติกุล, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ,โฮป, คีตาญชลี, นรีกระจ่าง คันธมาศ, สายัณห์ สัญญา, สุนารี ราชสีมา, ยอดรัก สลักใจ, มนต์สิทธิ์ คำสร้อย ฯลฯ

"เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า" ของนายผีถูกจัดให้เป็นหนังสือดี 1 ใน 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านประเภทบันเทิงคดี-กวีนิพนธ์และบทละคร ท่านต้องการชี้ให้เห็นถึงชีวิตยากแค้น และ ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน ต้องการแสดงจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่และจิตใจเสียสละ ต่อสู้องอาจของกรรมกรหญิง และแม้แต่แม่ของเธอซึ่งแก่ชราแล้วก็ยังยินดีกับการต่อสู้เพื่อเอาชัยชนะของลูก เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า ประกาศชัยชนะของกรรมกรหญิงจากการประท้วง ยิ่งกว่านั้นผู้ประพันธ์ได้ประกาศความอัปลักษณ์ของระบบสังคมทุนนิยม กับชะตากรรมอนาถของมนุษย์ที่ตกเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ นับเป็นวรรณกรรมแนวสัจนิยมที่รุนแรงมากชิ้นหนึ่ง สำหรับสังคมไทยในยุค 2500



หากเพลง 'คิดถึงบ้าน' หรือ 'เดือนเพ็ญ' เป็นเพลงเพื่อชีวิต ก็สมควรจะเรียกได้ว่าเป็น สุดยอดเพลงเพื่อชีวิต ผมเชื่อว่าน้อยคนเหลือเกินที่ร้องเพลงนี้ไม่ได้ และน้อยคนเหลือเกินที่ได้ฟังเพลงนี้แล้วจะรู้สึกเฉยๆ กับความหมายที่กินใจที่เพลงสื่อออกมา เพราะ 'มหากวีของประชาชน' นายผีเขียนเพลงนี้เพราะความรู้สึกคิดถึงบ้านของตัวเขาเอง

หรือ "อิศาน" ของ "นายผี" ที่ถูกนำบางส่วนมาอยู่ในท่อนหนึ่งของ บทเพลง "คาราวาน" โดย "คาราวาน"

ในฟ้าบ่มีน้ำ…………ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย……….คือเลือดหลั่งลงโลมดิน


หรือ "ตลิ่งของ" (ตลิ่งโขง) ของ "OSK นายผี" ที่ "สุรชัย จันทิมาธร" นำมาใส่ทำนองเป็นบทเพลงชื่อเดียวกัน ในงานเดี่ยวชิ้นหนึ่ง

ตลิ่งของสองข้างทางน้ำของ……………..แม้ยืนมองดูยังคอตั้งบ่า
เขาหาบน้ำตามขั้นบันไดมา……………..ถึงตีนท่าก็ลื่นลู่ดั่งถูเทียน
เหงื่อที่รินไหลโลมลงโทรมร่าง……………แต่ละย่างตีนยันสั่นถึงเศียร
อันความทุกข์มากมายหลายเล่มเกวียน…ก็วนเวียนอยู่กับของสองฝั่งเอย

เช่นเดียวกับบทกวีอีกหลายชิ้น ที่เป็นบทเพลง โดยวง "พลังเพลง" อาทิ "ดอกไม้" ของ "จิรนันท์ พิตรปรีชา" ที่เป็นเพลงในชื่อเดียวกัน

ดอกไม้………………...ดอกไม้จะบาน
บริสุทธิ์กล้าหาญ……….จะบานในใจ
สีขาว……………………หนุ่มสาวจะใฝ่
แน่วแน่แก้ไข…………….จุดไฟศรัทธา

หรือ บทกวี "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน" ของ "วิทยากร เชียงกูล OSK79" ก็ถูกนำมา เป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงชื่อ "เป้าหมายการศึกษา" โดยวง "พลังเพลง"

(พูด)……ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง………ฉันจึงมาหาความหมาย
…………ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย…..สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว
เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง………หรือจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา…………เอาตัวรอดเท่านั้นฤๅ
แท้ควรสหายคิด…………..และตั้งจิตร่วมยึดถือ
รับใช้ประชาคือ…………….ปลายทางเราที่เล่าเรียน

อีกชื่อหนึ่ง ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในสายธารของคนเดือนตุลา ในสายธารเพื่อชีวิต อีกชื่อหนึ่ง ที่ยังคงอยู่ แม้ร่างกายจะลาลับไปแล้ว ก็คือ "ประเสริฐ จันดำ OSK78" ชื่อนี้ กับชิ้นงานร้อยกรอง และร้อยแก้วมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเนื้อหารับใช้สังคมทั้งสิ้น ชิ้นงานชิ้นหนึ่งถูกเขียนขึ้น หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หลังจากที่เจ้าตัวกลับไปทำนา ที่หมู่บ้านซับแดง จ.ขอนแก่น กระทั่ง "วีรศักดิ์ สุนทรศรี" หนึ่งในสมาชิกคาราวานตามไปสมทบ ก็ทำให้ "ประเสริฐ" เกิดแรงบันดาลใจ เขียนงานชื่อ "แปนเอิดเติด" และกลายมาเป็นบทเพลง ของ "คาราวาน" ในเวลาต่อมา

แปนเอิดเติด……………………………..สายน้ำระเหิดระเหยหาย
ทุ่งโล่งโจงโปงไม้ยืนตาย………………….ลมแล้งแรงร้ายอยู่ตาปี
อิสานแดนดินที่ดาลเดือด…………………สายเลือดปู่สังกะสาย่าสังกะสี
ธรรมชาติไม่เคยปราณี……………………ทุรชาติมาย่ำยีกินแรง
ว่างเปล่าเหลือแสนแปนเอิดเติด………….เราเกิดในสังคมยื้อแย่ง
ไม่มีข้าวไม่มีปลาป่าแล้ง………………….ไม่มีแสงสว่างทางชีวิน
ว่างเปล่าเหลือแสนแปนเอิดเติด…………..รอระเบิดกาลเวลาถล่มสิ้น
ผู้คนกดขี่สูญสลายจากธรณิน…………….ว่างเปล่าเหมือนดินถิ่นอิสาน

หรืออีกชิ้นงานหนึ่ง ของ "ประเสริฐ" ที่เขียนขึ้น ณ บ้านลาดพร้าว ในคราวที่ "วิสา คัญทัพ" และ "สุรชัย จันทิมาธร" พักอยู่ร่วมกัน ในห้วงเวลา ปี ๒๕๑๘ เนื้อหาของบทร้อยกรอง เก็บเอาความรู้สึกจาก "หมู่บ้านซับแดง" จ.ขอนแก่น มาบรรยาย และกลายเป็นบทเพลงที่ชื่อ "จดหมายชาวนา" เมื่อ "ประเสริฐ" เลือกเดินทางเข้าป่า เพื่อร่วมต่อสู้กับ พคท.(ในยุคนั้น)

จดหมายชาวนาฉบับนี้………………เขียนที่บ้านป่าดงดอน
เขียนถึงผู้อยู่ในนคร………………….อันความเดือดร้อนชาวนายิ่งใหญ่
ทำนาก็บ่ได้ข้าว………………………ทำไร่ก็บ่พอกิน
ยากแค้นไปทั่วแดนดิน………………..ถูกขูดรีดกินเราแทบอดตาย

เพื่อนเอ๋ยจงเห็นใจเฮาบ้าง……………อย่าสร้างแอกกดคอกัน
ชีวิตมันไม่ใช่ความฝัน…………………ธรรมชาติลงทัณฑ์ก็ยังพอทน
เห็นใจคนจนบ้างเถิด………………….เราเกิดมาเป็นคนเหมือนกัน
อย่าเย้ยอย่าเหยียดหยามหยัน………..เราคนเหมือนกันมันบ่มีชั้นชน

ยากจนอย่าตามเข่นฆ่า……………….ชาวนาจะหันต่อกร
โปรดจงช่วยไถ่ช่วยถอน……………….โอ้แสนออนซอนพวกเราชาวนา
ชนชั้นมันแยกกันไม่ได้…………………คนไทยร่วมแผ่นดินทอง
ยากแค้นอดอยากปากหมอง…………..อย่าให้เฮาต้องลุกฮือถือปืน

อันที่จริง บทร้อยกรองที่ถูกนำมาใส่ท่วงทำนองเพลงมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว นอกจากนั้นการถ่ายเททางวัฒนธรรม ทั้งในรูปของการรับอิทธิพล จนถึงการหยิบยืม และปรากฏชิ้นงานร้อยกรองชั้นดี จนนำสู่บทเพลงชั้นดีแล้ว ยังมีงานอีกหลายชิ้น ที่เกิดจากแรงบันดาลใจต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ และก่อเกิดเป็นชิ้นงานร้อยกรอง กระทั่งนำสู่การใส่ท่วงทำนอง เป็นบทเพลงที่ทรงคุณค่า อีกชิ้นหนึ่ง ที่อยู่ในความทรงจำเช่นกัน ก็คือ บทกวีของ "เฉินซัน" ที่ "ขรรค์ชัย บุญปาน" ได้อ่านบทกวีบทนี้ แล้วคิดว่า น่าจะเป็นเพลงที่ดี จึงนำมาให้ "สุรชัย จันทิมาธร" ทำเป็นเพลง ซึ่ง "สุรชัย" ได้ดัดแปลงบางส่วน แต่ส่วนใหญ่ยังคงเนื้อหาหลักของ "เฉินซัน" ไว้

บทกวีชิ้นนี้ของ "เฉินซัน" ถูกใสท่วงทำนอง และเป็นบทเพลงชื่อ (OSK) "ปรีดี พนมยงค์"

มาบัดนี้พ่อลาลับไปจากโลก……………….ยังความโศกความอาลัยให้สุดแสน
ลูกชาวธรรมศาสตร์ประกาศแทน…………..จะยึดแน่นอุดมการณ์ที่ท่านทำ

คือวิญญาณเสรี……………ชื่อ "ปรีดี พนมยงค์"
คือดาวที่ดำรง………………อยู่คู่ฟ้าสถาวร
คือเทียนที่ลาร้าง……………แต่ส่องทางไว้สุนทร
คือเกียรติที่กำจร……………และจารใจผู้ใฝ่ธรรม
คือแสงธรรมที่นำฉาย……….คือความหมายที่เลิศล้ำ
คือผู้ประศาสน์คำ………….."ธรรมศาสตร์และการเมือง"
ผู้พลิกประวัติศาสตร์……….ประชาราษฎร์ให้โลกเลื่อง
คือเสรีรองเรือง……………..ระยับอยู่คู่ฟ้าดิน

อำลาอาลัย อำลาอาลัย…………….จากดวงใจทั่วธานินทร์
แต่เจตนาจินต์จักสืบล่วงเป็นพลัง

คือหรีดและมาลัย…………จากดวงใจชนรุ่นหลัง
สายใยไม่หยุดยั้ง………….แต่ยังอยู่อย่างยืนยง
แม่โดมจักผงาด……………ธรรมศาสตร์จักดำรง
"ปรีดี พนมยงค์"…………..ประดับไว้ในโลกา
"ปรีดี พนมยงค์"…………..ประดับไว้ในโลกา

ทั้งหมดข้างต้น เป็นเพียงบางส่วนเสี้ยว ของร้อยกรอง ที่มาสู่บทกวีมีทำนอง ซึ่งคงอยู่ผ่านห้วงเวลาที่ผ่านเลยไป ทว่า ยังมีความงดงามอีกมากมาย ที่ยังคงอยู่ เพื่อรอให้ชนรุ่นหลังสืบค้น และนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยน อันจะนำสู่ประโยชน์ทั้งในด้านการศึกษา และการยกระดับทางจิตวิญญาณ รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย จึงหวังใจว่า ผองเราจักร่วมกันร่วมวงเสวนา กันอย่างต่อเนื่องเต็มกำลังสืบไป

บทกวีบทหนึ่งของ "จิตร ภูมิศักดิ์" ที่จำหลักหนักแน่นในความทรงจำ ของสังคมไทย ก็คือบทนี้

"เพื่อลบคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน"

บทกวีบทนี้ "อาเวตีก อีสากยัน" กวีประชาชนแห่งอาร์มาเนีย เขียนไว้ และ "จิตร ภูมิศักดิ์" ใช้นามปากกา "ศรีนาคร" แปลไว้จากต้นฉบับบทกวีบทนี้

TO BANISH THE TRACE OF A TEAR
FROM YOUR EYE,
A THOUSAND DEATHS WOULD I GLADLY DIE ;
IF ONE MORE LIFE WERE GRANTED ME,
I'D SPEND THAT LIFE IN SERVING THEE.

"AVETIK ISAKYAN"
THE PEOPLE'S POET OF ARMENIA

กล่าวสำหรับ บทกวีที่ "จิตร ภูมิศักดิ์" แปลมาจากบทกวีของต่างประเทศ ยังมีอีกชิ้นหนึ่งที่งดงามไม่แพ้กัน นั่นคือบทกวีของ "หลู่ซิ่น" นักเขียน-กวี ชาวจีนผู้เลื่องชื่อ ซึ่ง "จิตร" ใช้นามปากกา "ศิลป์ พิทักษ์ชน" แปลไว้ และ ได้รับการตีพิมพ์ใน "ปิตุภูมิ"

"แม้คนพันบัญชาชี้หน้าเย้ย
จงขวางคิ้วเย็นชาเฉยเถิดสหาย
ต่อผองเหล่านวชนเกิดกร่นราย
จงน้อมกายก้มหัวเป็นงัวงาน"

ชิ้นงานร้อยกรองของ "จิตร ภูมิศักดิ์"ล้วนแล้วแต่ "ส่งสาร" บางประการ ถึงสังคมในสายธารของการรับใช้ชีวิต ไม่เฉพาะแค่การวิพากษ์สังคมการเมือง เท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมถึงการวิพากษ์ในภาคส่วนของ "ค่านิยม-วัฒนธรรม" ที่ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งชายเป็นใหญ่อย่างต่อเนื่อง และร้อยกรองในรูปโคลง ชิ้นนี้ "จิตร" ใช้นามปากกา "ขวัญนรา" เขียนวิพากษ์ไว้

สองสตันโฉมช้อยง่าน....................งอนงาย
อัดอวบเอิบอาบกามฉาย..................เฉิดท้า
ตาวาววะวาบประกาย.....................ไกวกวาด
ยิ้มยิ่งยิ้มเยาะฟ้า..............................ยั่วฟ้ายอเยิน

ดำเนินทวยระทดแท้......................เทียวหนอ
ผายสะโพกสองเพลาคลอ.............คลั่งเคล้น
ขดานดือเพล็ดแพล็มรอ................รัดรูป โอยแม่
ทวยระทึกสะท้านเต้น..................ตุบเต้นติวตัว

เขาหัวหรรษ์หื่นห้า.......................โหเห
จุบปากบ้างเล็งคะเน.....................แน่งเนื้อ
แสนหนาวสั่นโผเผ......................ผาดเหือด หายพ่อ
ร้อนระอุอบอาบเชื้อ....................โชติเชื้อกามเกลียว

เมื่อกล่าวถึง "จิตร ภูมิศักดิ์" แล้ว ก็เห็นจะต้องหยิบยกชิ้นงานอีกบางชิ้น ของ "อัศนี พลจันทร์ OSK51?" หรือ "นายผี" เพื่อ "รับสาร" ที่เปี่ยมอรรถรสอย่าง ต่อเนื่อง ชิ้นงานนี้ชื่อ "ค้ากำไรเกินควร" ซึ่งพูดถึง "สงคราม" เห็นภาพทีเดียว

"เหล็กคืบเดียวดูไปไม่มีค่า
เหล็กบ้าบ้าบัดสีมีสนิม
ลองกลึงกลมกลองกลางให้บางริม
อาบยาอิ่มเออนี่มีราคา

เป็นลำกล้องปืนกลแยบยลแท้
ฆ่าคนแน่-นอนกระไรให้พับผ่า !
เป็นของดีมีคุณอุ่นอุรา
เออเอามาขายเล่นละเป็นรวย

อันเศษเหล็กรุงรังอยู่ตั้งเยอะ
เออ,เอาเถอะทำอาวุธสุดจะสวย
การเงินทรุดหยุดชะงักตะหวักตะบวย
อาจอำนวยในค่าของอาวุธ

ทุนหนึ่งบาทอาจขยายได้ตั้งร้อย
ขายไม่น้อยนะหากมากที่สุด
เมื่อรบไปยิ่งเปลืองเรื่องเร็วรุด
ขายไม่หยุดรวยใหญ่ไปทีเดียว

ค้าความตายขายดีเป็นที่หนึ่ง
เป็นสิ่งซึ่งสัตบุรุษสุดจะเสียว
ทรชนชอบใจกันไปเที่ยว
ค้าเต็มเหนี่ยวหน้าด้านค้านไม่ฟัง

เกิดสงครามลามไล่ไปในโลก
ล้วนเรื่องโศกเศร้ากระไรเลือดไหลคั่ง
มือประชามาประชุมคุมกำลัง
ย่อมอาจยั้งหยุดบ้าค้าสงคราม"

หรือชิ้นนี้ ของ "นายผี" ที่ชื่อ "วันเกิดคือวันแก้ผ้า" อันตีพิมพ์ในคอลัมน์ "อักษราวลี"ของ "สยามสมัย" ก่อนปี ๒๕๐๐ ก็เปิดเปลือยให้เห็นภาพชัดนัก

"ฉลองเฉลิมเสริมขวัญในวันเกิด
ผมพูดเปิดออกให้เห็นใจหนา
พูดเหมือนวันแรกเกิดเปิดอุรา
คือแก้ผ้าพูดกันไม่พรั่นพรึง

มีความชั่วเชิญว่ามาให้เห็น
จะได้เป็นข้อคิดพินิจถึง
ถ้าความดีมีบ้างอย่างคำนึง
ควรตะริดติ๊ดชึ่งให้ชื่นบาน"

พูดถึง " OSK นายผี" แล้ว ก็ต้องขอย้อนเรื่อง ไปที่บทกวีที่ชื่อ "อิศาน" อีกที เพราะ ร้อยกรองชิ้นนี้ นอกจากจะถูกนำบางส่วน ไปใส่ทำนองในเพลงชื่อ "คาราวาน" ของวง "คาราวาน" แล้ว ก็ยังถูกนำไปใส่ทำนองเพลงพื้นบ้านอีกด้วย โดยเพลง ดังกล่าวนั้น นำท่อนท้ายของ "อิศาน" ไปใช้เป็นบทเพลงหนึ่งเพลง

"ในฟ้าบ่มีน้ำ.....................ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย....................คือเลือดหลั่งลงโลมดิน
สองมือเฮามีแฮง................เสียงเฮาแย้งมีคนยิน
สงสารอิศานสิ้น................อย่าซุด,สู้ด้วยสองแขน
พายุยิ่งพัดอื้อ.....................ราวป่าหรือราบทั้งแดน
อิศานนับแสนแสน............สิจะพ่ายผู้ใดหนอ"

บทกวีข้างต้น ถูกนำใส่ทำนองเพลงพื้นบ้าน โดย "สมาน กาญจนผลิน" เป็นเพลงพิเศษที่ใช้ชื่อว่า "อิสานกำสรวล" และใช้ "ระนาด" เป็น เครื่องดนตรีหลัก เล่นเป็นกรณีพิเศษ ที่หอประชุมจุฬาฯ ในงานต้อนรับ คณะศิลปินไทย ภายใต้การนำของ "สุวัฒน์ วรดิลก" ที่เพิ่งเดินทางกลับ จากเดินทางไปแสดงศิลปแห่งชาติ ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน (ช่วงปี ๒๕๐๐) งานนี้ใช้ชื่องานว่า "บัวบานในแผ่นดินแดง" และบทเพลงพิเศษ "อิสานกำสรวล" ก็กำเนิดขึ้น เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือประชาชนอิสานนั่นเอง

ร้อยกรองของ "OSK นายผี" ยังมีที่ถูกใส่ทำนองเป็นบทเพลงอีกจำนวนไม่น้อย และบทหนึ่ง ที่ "นายผี" เขียนขึ้น โดยประสงค์ให้เป็นบทเพลง ก็คือ "ลำนำเจ้าพระยา" ที่เขียนขึ้นในช่วงปี ๒๕๐๐

"ลำน้ำเจ้าพระยา.............................................เมื่อครามีแสงจันทร์ส่อง มองเป็นประกาย
แสงแวววาวดังดาวพราวพราย........................เย็นสบายเมื่อลมพัดโชยพริ้วมา
น้ำไหลเรื่อยลับไป..........................................ดูสุดสายตา น้ำไหลไปสู่ขอบฟ้า
ไหลเซาะฝั่งสาดดังซู่ซ่า.................................น้ำพัดพาเอาโคลนและตมจมหายไป
ดูน้ำชวนให้หวนคิดความหลัง.......................เมื่อไรสังคมจะชื่นรื่นสดใส
ความชั่วช้าลามกใดใด...................................อีกเมื่อไรจะสูญลับไป มวลประชาจะชื่นรื่นรมย์
สำน้ำเจ้าพระยา..............................................ไหลไปเถิดหนา พาเอาความโสมม
ไหลท่วมล้างทั่วร่างสังคม...............................โคลนและตมจมหาย ลับไปในทะเล"

ในสายธารกวีเพื่อชีวิต "วรรคทอง" ที่จำหลักแน่นแน่นในความทรงจำอีกบท ย่อมเว้นที่จะไม่กล่าวถึง และอีกคน ที่อยู่ในช่วงรอยต่อก่อนเหตุการณ์หน้าประวัติศาสตร์ประชาชน จนถึงกลอนในยุค "ชักธงรบ" ที่มีลีลาเฉพาะตัว และในห้วงเวลาปี ๒๕๒๔ (๑๗ก.ย.๒๕๒๔) นิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เชิญ "จ่าง แซ่ตั้ง" กวีซึ่งได้ชื่อว่า สะท้อนภาพจริง ในรูปของ "ไร้ลักษณ์"มาร่วม เสวนาในรายการ "บทกวีมีเพื่อฝันเท่านั้นหรือ" ในงานนี้ ผู้จัดได้รวบรวมบทกวี เกี่ยวกับความฝัน ทั้งจากนักเขียนและนิสิตจำนวน ๑๐ บทนำเสนอ และ "จ่าง แซ่ตั้ง" ได้เขียนบทกวี "ความจริง"จำนวน ๑๐ บท หลังจากนั้น เพื่อแสดงทัศนะคู่ขนานกับ บทกวี "ความฝัน" จำนวน ๑๐ บทดังกล่าว

และนี่เป็นบางส่วนของชิ้นงานบทกวี ที่ประกบคู่มุมมองคู่ขนาน ระหว่างบทกวีที่ชื่อ "ความฝันในชนบท" ของ "วิทยากร เชียงกูล OSK79" กับ "ความจริง ๑ (มิใช่ความฝัน)"ของ "จ่าง แซ่ตั้ง"

ความฝันในชนบท : วิทยากร เชียงกูล OSK79
"จะสอยดาวสาวเดือนที่เกลื่อนฟ้า
มาทำอาหารให้คนไร้สิ้น
ฟันนภาที่เห็นออกเป็นชิ้น
เอามาสินเย็บเป็นเสื้อเพื่อคนจน
จับเอาดวงตะวันอันกว้างใหญ่
จัดสรรให้คนพำนักพักอาศัย
เที่ยวรวบรวมธาตุมาทั้งสากล
แล้วคิดค้นปรุงเป็นยาฆ่าโรคภัย"

ความจริง ๑ (มิใช่ความฝัน)" : จ่าง แซ่ตั้ง
"เพ้อฝันสอยดาวสาวเดือน
คนไร้สิ้นต้องการอาหารจริงจริง
เพ้อเจ้อฟันนภาออกเป็นชิ้นชิ้น
คนจนต้องการเครื่องนุ่งห่มจริงจริง
เพ้อจับตะวันเป็นแดนดิน
ผู้คนต้องการพำนักที่เป็นจริง
ธาตุทั้งสากลที่เพ้อฝัน
ก็เป็นยาฆ่าโรคภัยไม่ได้เลย"

ว่าตามจริง ในสายธารหลักของร้อยกรอง อาจบางทีล้วนอยู่ ในกระแสธารเดียวกัน ไม่ว่าจะแยกย่อยในชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม อาจบางทีเป็นเพราะยุคสมัย และอาจบางทีก็อาจเป็นเพราะรสนิยม ซึ่งในบางครั้ง สายธารหลักก็แตกสาย และในหลายครั้ง สายธารสายนี้ ก็กลับมาหลอมรวมเป็นกระแสหลักแห่งยุคสมัยหนึ่ง ๆ ได้

"เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" กวีรัตนโกสินทร์ เคยจำแนกยุคสมัยของกาพย์กลอนไทย แบบคร่าว ๆ เป็น ๕ ยุคหลัก ซึ่งทอดยาวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทว่า ก็ใช่จะแบ่ง แยกแบบตายตัวตัดขาดกันโดยสิ้นเชิง เพราะในช่วงคาบเกี่ยวแต่ละยุค ก็มีรอยต่อ ของการคาบเกี่ยวจากรุ่นต่อรุ่นเสมอมา

และนี่คือ ๕ ยุคสมัยที่แบ่งส่วน เพื่อแสดงรอยต่อยุคสมัยของกาพย์กลอน

๑.ความคิดใหม่
จัดเป็นยุคต้น เป็นยุคกวีขุนนางนักเรียนนอก ซึ่งถ่ายเทวัฒนธรรมตะวันตกมาสู่สังคมไทย ยุคนี้ มี OSK น.ม.ส. , OSK ครูเทพ ฯลฯ เป็นตัวแทนยุคสมัย

๒.ใฝ่การเมือง
ช่วงยุครอยต่อ หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุคนี้ มี OSK นายผี, จิตร ภูมิศักดิ์ , อุชเชนี (ประคิน ชุมสาย ณ อยุธยา , นิด นรารักษ์) , ทวีปวร (ทวีป วรดิลก) ฯลฯเป็นตัวแทนยุคสมัย

๓.เฟื่องการรัก
เป็นยุคถัดมา ซึ่งว่าตามจริงก็อาจจะเรียกว่า อยู่ในยุคมืด เผด็จการปิดหูปิดตา ไม่เพียงเฉพาะ นักกลอนหากแต่สังคมโดยรวมในทุกแขนง ล้วนแล้วแต่ต้องระมัดระวังการนำเสนอความคิด ทั้งสิ้น ยุคนี้ มี สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ , ประยอม ซองทอง ฯลฯ เป็นตัวแทนยุคสมัย

๔.ชักธงรบ"
ช่วงรอยต่อจนถึงยุค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย ตัวแทนยุคสมัยที่ร่วมกันปลุกเรามีอาทิ รวี โดมพระจันทร์ , วิสา คัญทัพ ฯลฯ

๕.ยังไม่พบเส้นทาง
หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นามปากการะบาด ปกปิดตัวตน หลังการปะทะถึงขั้น แตกหักของทฤษฎีความเชื่อทางการเมือง ห้วงเวลานี้ มีการใช้สัญลักษณ์อย่างมาก เช่นเดียวกับ ลำนำกลอนเปล่าที่มีมากขึ้น และมีกลุ่มกวีท้องถิ่นมากขึ้น จนเป็นกระแสธาร หลากทั่วสารทิศ ไม่อาจไหลรวมสู่กระแสเดียวกัน

อนึ่ง ในช่วงรอยต่อระหว่างยุค "เฟื่องการรัก" กับ "ชักธงรบ" กลุ่ม "พระจันทร์เสี้ยว" มีบทบาทอย่างยิ่ง ในการปลุกเร้าความคิด กระทั่งสู่ยุคของ "ชักธงรบ" กลุ่ม "พระจันทร์เสี้ยว" มีตัวแทนที่โดดเด่น อาทิ สุชาติ สวัสดิ์ศรี , วิทยากร เชียงกูล OSK79 , วินัย อุกฤษณ์ OSK79 ผู้เขียนเพลง "นกสีเหลือง" หลังจากออกจากโรงพยาบาลประสาท เพราะผลกระทบ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

เก็บเอาบางส่วนเสี้ยวของเรื่องราวในสายธารเพื่อชีวิต มาบอกเล่าแลกเปลี่ยน ด้วยหวังใจถึง ประโยชน์ของการเรียนรู้ร่วมกัน และหวังใจถึงการก้าวเดินต่อไปในสายธารแห่งร้อยกรอง ซึ่งร้อยรัดชีวิตเข้าด้วยกันกับสังคมโดยแท้จริง

มีบางคำถามที่ถามกันว่า ถ้า "จิตร ภูมิศักดิ์" ยังมีชีวิตอยู่ จะวางตัวอย่างไรในสังคมยุคทุนนิยมครองโลก คำตอบก็อาจมีมากมาย แต่อย่างหนึ่งที่อาจเล็งเห็นผลได้ก็คือ บั้นปลายของ "คนดี" ที่ทำเพื่อชนส่วนใหญ่ มักคาดผลได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อต้องหาญท้า "อำนาจ" และ "ชนชั้นผู้ใช้อำนาจ" รูปธรรม เช่น "เทียนวรรณ" , "ป๋วย อึ้งภากรณ์" , OSK "ปรีดี พนมยงค์" , OSK "นายผี" และ ฯลฯ ก็อาจเป็นสิ่งที่เห็นได้ประการหนึ่ง

ทว่า ในที่สุด ประจักษ์แห่งผลของการกระทำ ก็ได้พิสูจน์ความคงทนของ "ความดี" ที่ยังคงอยู่เสมอ แม้สายธารกาลเวลาล่วงเลยไปก็ตาม

ย้อนไปที่ "อัศนี พลจันทร์ OSK51?" หรือ "นายผี" อีกครั้ง ครานี้ นำบางชิ้นงานที่ "นายผี" เขียนโดยใช้นามปากกา "ศรีอินทรายุทธ" มาฝาก


"แสงทองอันรองเรือง……………มาประเทืองระทวยปราณ
ปราณีฤดีดาล……………………ก็ได้แรงบ่อิดโรย
แสงทองอันรองไร………………..มาส่องให้สิ้นเหี่ยวโหย
แช่มชื่นระรื่นโรย…………………ด้วยลมเช้าชะลอโลม
แสงทองที่ส่องถูก………………...ทั่วร่างลูกแลคือโคม
ทองส่องให้สิ้นโทม-………………-นัสเห็นหนทางจร"

บางส่วนที่นำมาเสวนาพูดคุยนี้ เป็นบางส่วนที่บอกเล่าถึงการนำร้อยกรองมารับใช้กับชีวิตและสังคม ผ่านแง่มุมทั้งเชิงศาสตร์และเชิงศิลป์ อันถ่ายเทไปมาระหว่างรากของวัฒนธรรมต่างรูปแบบ แต่ล้วนสะท้อนเนื้อหาเพื่อสังคมโดยรวม

หวังใจเหมือนเคยว่า การต่อยอดจากการเสวนา จักได้จุดประกายความคิดต่อเนื่อง เพื่อการแลกเปลี่ยนที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อไป

ด้วยจิตคารวะ [ ที่มา: http://www.thai.net/jaitanjai/kebfun10.html ]

-------------------------------------------------------------------------------------

ทางด้านเรื่องสั้นของไทยในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๑ ถึงปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงทางรูปแบบและเนื้อหาไปในแนวใหม่ ดังนี้คือ

ด้านรูปแบบ รูปแบบของเรื่องสั้นในยุคนี้มีลักษณะที่สังเกตเห็นได้ชัดคือส่วนใหญ่จะไม่มีโครงเรื่อง แต่จะใช้ “สถานการณ์” ของตัวละครมาเป็นจุดดำเนินเรื่อง การเริ่มเรื่องจึงไม่จำเป็นต้องเร้าความสนใจของผู้อ่านเช่นในแบบเดิม และการจบเรื่องไม่ยึดหลัก “หักมุม” เสมอไป เช่นเรื่องคนบนต้นไม้ ของนิคม รายยวา เป็นต้น

ด้านแนวคิด เรื่องสั้นในยุคนี้นิยมสะท้อนแนวคิดตามหลักปรัชญาของตะวันตกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) ได้รับความนิยมมากที่สุด เช่น เรื่องบทสนทนาทางโทรศัพท์ในค่ำคืนแห่งความหว้าเหว่ ของวิทยากร เชียงกูล OSK79 ลูกชายคนสุดท้อง ของศรีดาวเรือง

ด้านเนื้อเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสามัญชนที่ต้องต่อสู้กับชะตากรรมของตนเองอยู่ในสังคมสมัยใหม่ที่มีลักษณะเป็นสังคม “คนกินคน” สภาพดังกล่าวเช่นนี้มีผลทำให้เปลี่ยนภาพพจน์ของตัวเอกในเรื่องสั้นเนื้อหาเดิมที่เคยบอกว่าต้องเก่งกล้าสามารถเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ทะลุปรุโปร่ง กลายเป็นเนื้อหาใหม่ที่ตัวเอกมีลักษณะค้านหรือไม่ก็ขบถกับตนเอง ดังที่เรียกว่า ANTI – HERO เช่น เรื่องชายผ้าเหลือง ของศรีดาวเรือง

ด้านกลวิธีการแต่ง กลวิธีการแต่งบางอย่างหวนกลับไปเขียนตามแบบของเดิมในอดีต เช่น ใช้วิธีการบรรยายบทสนทนาแทนการแยกบทสนทนาออกมาจากบทพรรณนา แล้วใช้ “เลขนอก เลขใน” กำกับเป็นต้น แต่ขฯเดียวกันกลวิธีการแต่งบางอย่างก็มีพัฒนาการต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เช่น การดำเนินเรื่องมีกลวิธี “ย้อนกลับสู่อดีตและเดินทางสู่อนาคต” เพิ่มเข้ามาพร้อมกับกลวิธี “ย้อนกลับไปกลับมา” (FLASHBACK) นอกจากนี้ การบรรยาย การทำบทสนทนา การอสดงความคิดของตัวละครมีลักษณะเป็นการดึงเอาจิตใต้สำนึกของตัวละครออกมาตีแผ่ทำนอง “เปิดเผยตัวเอง” (SELF – REVELATION) มากขึ้น โดยใช้วิธีการปล่อยให้ภาษาของจิตใต้สำนึกพรั่งพรูออกมาในลักษณะที่เรียกว่าเป็น “กระแสสำนึก” (STREAM OF CONSCIOUSNESS) หรือออกมาในลักษณะของ MONOLOGUE คือตัวละครพูดกับตัวเอง เป็นต้น เช่น เรื่องความในใจของกระดูกจระเข้ ของวัฒน์ วรรลยางกูร เรื่อง ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย ของวิทยากร เชียงกูล OSK79 ฯลฯ

ในยุคปัจจุบันนี้ แม้เราจะพบว่าเรื่องสั้นที่ครองตลาดหนังสือปัจจุบันมักเป็นเรื่องสั้นเพื่อชีวิตที่นักเขียนหน้าใหม่ ซึ่งมาจากกลุ่มสังคมและอาชีพต่างๆ ช่วยกันสร้างสรรค์ขึ้นมาก็จริง แต่ก็มิได้หมายความว่า เรื่องสั้นเพื่อความบันเทิงประเภทรักหวือหวาของ ช่อลัดดา, ศุภักษร, มัสยา ฯลฯ เรื่องชวนหัวประเภทหยิกแกมหยอก ของ ไมตรี ลิมปิชาติ, มนันยา, สิทธิไชย ซึ่งรวมทั้งเรื่องสั้นที่ให้ความเพลิดเพลินด้วยอารมณ์อันละเมียดละไมและสำนวนภาษาที่ประณีตสละสลวยของผู้เขียน เช่น งานเขียนของ จันทรรำไพ, สิริมา อภิจาริน, ไพโรจน์ สาลีรัตน์, นน รัตนคุปต์ จะไม่ติดอยู่ในความนิยมของผู้อ่านเสียเลยทีเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ผู้เขียนและผู้อ่านเรื่องสั้นแนวเพื่อชีวิตนั้นแท้จริงมีอยู่เพียงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่จำนวนข้างมากของผู้อ่านหนังสือทั่วประเทศ นอกจากนี้สภาพชีวิตประจำวันที่เร่งร้อนรีบรุดก็มีส่วนส่งเสริมให้คนเราปรารถนาจัได้รับความสุขสงบมากขึ้นด้วย เพราะยิ่งคนเรามองเห็นความไม่มั่นคงปลอดภัยมากเท่าใด ก็ยิ่งใฝ่หาการผ่อนคลายความตึงเครียดและหาทางหลีกหนีจากความเป็นจริงในชีวิตมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงพบว่าบรรยากาศการเขียนและอ่านเรื่องสั้นไทยดำเนินไปอย่างคึกคักและมีครบทุกรสอยู่เสมอ

ที่มา: http://www.narinukul.ac.th/janwimon/lernjan3.htm
-----------
If a Prime Minister doesn't do it to his wife, he'll do it to his country.
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat Mar 24, 2007 1:02 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Apr 01, 2007 1:49 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Apr 16, 2007 1:13 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Apr 23, 2007 1:09 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon May 14, 2007 11:15 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue May 15, 2007 2:26 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย songwut110 เมื่อ Mon Jun 04, 2007 4:44 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon May 21, 2007 5:53 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9936
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat May 26, 2007 1:51 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“If trouble comes when you least expect it, then maybe the thing to do is to always expect it.” – Cormac McCathy, American novelist
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณสามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.502 วินาที