------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - ตึกเก่าวันก่อน:ตึกยาวเพาะช่าง????
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » สนามไพศาล
ผู้ส่ง ข้อความ
supawit103
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 01, 2004
ตอบ: 753
รุ่นทีู่่: 103

ตอบตอบ: Tue Apr 03, 2007 10:41 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



Mr.Ernest Spence Smith
มร.เออร์เนส สเปนซ์ สมิธ
ครูใหญ่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ (พ.ศ. ๒๔๔๐ - ๒๔๔๖)

.เมื่อวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2443 ณ ทุ่งพระเมรุท้องสนามหลวง การแข่งขันฟุตบอลอย่างเป็นทางการ ระหว่างทีมศึกษาธิการ กับ ทีมบางกอก ผลเสมอกัน 2 - 2 โดยประตูขึ้นนำครึ่งแรก 1 - 0 นั้น คือการทำประตูแรกของ "Association Football" ในเมืองสยาม เป็นฝีเท้าการยิงของ "ครูนักกีฬา" อดีตนักเตะตำแหน่งกองหน้าทีมแอสตัน วิลลา 11 จากประเทศอังกฤษ

........มร.เออร์เนส สเปนซ์ สมิธ (Mr.Ernest Spence Smith) เกิดวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) ณ เมืองมิดเดิลสเบอร์เรอร์ (Middlesborough) มณฑลยอร์กเชียร (Yorkeshire) ประเทศอังกฤษ เริ่มเรียนหนังสือโรงเรียนไฮสกูล และศึกษาต่อ วิทยาลัยเบอโร โรด (Borough Road College, Isleworth) จนเรียนสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2435 ภายหลังสถาบันดังกล่าว กระทรวงธรรมการได้ส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาครูเป็นแห่งแรก

........"...นอกจากจะดีในการเรียนแล้ว ครูสมิธยังเก่งในทางกีฬาอีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติทั้ง 2 ประการนี้ ไม่ใคร่จะพบอยู่ในคน ๆ เดียวกันบ่อยนัก ครูสมิธเป็นนักกีฬาตัวเยี่ยมของวิทยาลัย กีฬาที่ชอบที่สุด คือ ฟุตบอล โดยเฉพาะตำแหน่งกองหน้า เล่นได้ดีจนกระทั่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เล่นในชุดของแอสตัน วิลลา 11 (Aston Villa XI) ของลอนดอน..." (ประวัติครู ของคุรุสภา/หลวงสวัสดิสารศาสตรพุทธิ/16 มกราคม พ.ศ. 2501)

........ต่อมา เมื่อสยามประเทศเริ่มบุกเบิกการเรียนการสอนแบบตะวันตก รัฐบาลจึงได้จ้างชาวอังกฤษที่จบจากวิทยาลัยเบอโร โรด อาทิ มร.ดับลิว.ยี. ยอนสัน, มร.เทรย์ส์, มร.ฟิลิปส์, มร.ฮอลโลเวย์, มร.เจ.เอช. เซดจ์วิก, มร.เอน.แอล. เซลลีย์ และมร.เอ.ซี. เชอร์ชิลล์ ให้เข้ามาเป็นครูประจำตามโรงเรียนหลายแห่งในพระนคร ทำให้ มร.สมิธ ตัดสินใจเดินทางมารับราชการช่วงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2439 ตำแหน่งครูของกรมศึกษาธิการ ก่อนได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูใหญ่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ (พ.ศ. 2440 - 2446) แผนกภาษาอังกฤษ และมีหน้าที่การงานสูงขึ้นตามลำดับ โดยตำแหน่งราชการครั้งสุดท้าย คือผู้ช่วยอธิบดีกรมศึกษาธิการ (ประมาณ พ.ศ. 2460 - 2463) อันเป็นกรมที่มีโรงเรียนอยู่ในความรับผิดชอบทั่วราชอาณาจักร

........"...ครูสมิธได้ทำหน้าที่ของครูอย่างสมบูรณ์ มีศิษย์ที่สำเร็จการศึกษาออกไปเป็นจำนวนมาก งานพิเศษที่นอกเหนือจากการสอนหนังสือก็คือ การพลศึกษา ซึ่งท่านสนใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ครูสมิธได้สนับสนุนและส่งเสริมการเล่นฟุตบอลในโรงเรียนเป็นผู้ฝึก ลงช่วยซ้อมให้นักเรียนด้วยตนเองด้วยความเอาใจใส่ตลอดมาและได้รับเกียรติเป็นกรรมการตัดสินฟุตบอลระหว่างโรงเรียนต่าง ๆ บ่อยครั้ง นอกจากเรื่องฟุตบอลแล้ว ครูสมิธยังสนใจในกีฬาอื่น ๆ ทั้งประเภทลู่และลาน ได้เขียนคำแนะนำในการฝึกซ้อมกรีฑา เป็นคู่มือของนักกีฬาที่จะเข้าแข่งขัน...." (ประวัติครู ของคุรุสภา/หลวงสวัสดิสารศาสตรพุทธิ/16 มกราคม พ.ศ. 2501)

........ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2443 เมื่อมีการจัดแข่งขันฟุตบอลระหว่าง ทีมศึกษาธิการ กับ ทีมบางกอก อันเป็นข่าวดังไปทั่วพระนคร เนื่องจากฝ่ายแรกมีคนไทยร่วมลงเล่นอยู่ด้วย 4 คน คือ นายจำรัส เทพหัสดิน ณ อยุธยา (พลตรี เจ้าพระยาอานุภาพไตรภพ), นายสุดใจ สันธิโยธิน (คุณพระภักดีบรมนาถ), ครูบุญตั้ง และหม่อมหลวงคอย กุณชร ส่วนผู้เล่นที่เหลืออีก 7 คนเป็นชาวยุโรป แข่งขันกับนักฟุตบอลชาวอังกฤษที่พำนักในพระนคร เช่น มร.โอเวน, มร.วู๊ด, มร.ฟอลเลต, มร.เคร็ก, มร.มาร์ติน, มร.ฟาว์ลเวอร์ ฯลฯ ผลปรากฏว่า ทีมศึกษาธิการ เสมอ ทีมบางกอก 2 - 2 โดย มร.สมิธ ขณะนั้นอายุ 27 ปี ยังเป็นครูใหญ่โรงเรียนสวนกุหลาบ จึงต้องลงเล่นให้ทีมศึกษาธิการและสามารถทำประตูแรกของเกมได้ ดังสำนวนแปลข่าวการแข่งขันฟุตบอลนัดดังกล่าว จากหนังสือพิมพ์บางกอก ไตมส์ (The Bangkok Times) ของนายสวัสดิ์ เลขยานนท์ ต่อไปนี้

........"...ศึกษาธิการได้เริ่มเล่นลูกก่อน และมุ่งตรงไปยังโกลของบางกอก แต่ได้ถูกตีกลับ Fiddes รับลูกไว้ได้และเลี้ยงไปจนถึงเส้น "25" ของศึกษา ก็ถูก Smith ปะทะไว้อยู่ ครั้นแล้วลูกออกนอกเขตสนามไป ต่อมาฝ่ายศึกษายับยั้งไว้ได้โดย Philips คนหน้าแลคนครึ่งหลังเล่นถูกขากันดีพาลูกแหวกไปจนถึงสุดสนามของอีกข้างหนึ่ง ที่นั่น Smith ยิงลูกอย่างมั่นเหมาะและผ่านเข้าไปได้ ครั้นแล้วบางกอกได้เล่นแข็งขันขึ้น ต่อมา 2 - 3 นาที Martin และ Tozer รุกหนักทำให้คนหลังของศึกษาร้อนรน อย่างไรเสียก็ดี ลูกได้เลยออกไปข้างหลัง เมื่อเตะเข้าไปในสนามใหม่แล้ว คนหน้าของอีกฝ่ายหนึ่งได้ครอบครองลูกบอล และทีว่าจะอันตรายมากอยู่ Martion, Tozer และ fildes ปกป้องไว่ได้ ครั้นแล้วลูกออกเส้นข้างไป ก็พอดีครึ่งเวลาลง เริ่มใหม่ แล้วศึกษาเคลื่อนขึ้นไป วิ่งพาลูกไปใกล้โกล แต่ก็ขาดไตรบุรุษ Tozer และ Martion พาลูกขึ้นไปปะทะ แต่ไม่อาจอ่าน Philips ซึ่งแยกลูกและส่งไปไกล Spivey พลาดโอกาสอันดี หลังจากที่ได้ชุลมุนกันที่หน้าโกลเพียงชั่วเวลาเล็กน้อย บางกอกได้ตีเสมอ ต่อมา Philips โต้การปะทะจากการเลี้ยงลูกของ Owen และเข้ายั้งไม่อยู่ Edie ได้ลูกและเมื่อเลี้ยงไปในช่วงสั้น ๆ แล้วส่งไปให้ Martin ซึ่งสามารถทำโกลที่สองให้แก่บางกอกได้ Johnson ได้ลูกบอลกลับมาจากฝ่ายบางกอก แต่ก็ถูก Follett ยั้งไว้อยู่ แล้วมีการ "ฟาวล์" ขึ้น Philips เตะโด่งข้ามขื่อของโกลไป Tozer และ fildes พยายามอย่างหนักแต่ไม่สบโอกาส ลูกออกสนามเล่นไป หลังจากโกลเตะแล้ว ฝ่ายศึกษาได้เร่งรีบขึ้น คนหน้าคนหนึ่งรับลูกจาก Johoson และสามารถยิงได้สำเร็จ บางกอกรุกหนัก และรุกอยู่เรื่อย จนเสียงนกหวีดเป่าบอกหมดเวลา ผล-ศึกษาธิการ 2 โกล บางกอก 2 โกล..."

........จึงกล่าวได้ว่า มร.เออร์เนส สเปนซ์ สมิธ ผู้เป็นต้นตระกูล "สุมิตร" นามสกุลพระราชทานใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 คือนักเตะผู้ยิงประตูแรกของการแข่งขันตามข้อบังคับของแอสโซซิเอชั่นฟุตบอลในเมืองสยาม เมื่อเลิกเล่นกีฬาเพราะอายุเริ่มมากขึ้นแล้ว แต่มีความชำนาญกติกาฟุตบอลและได้ลงทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินลูกหนังนัดสำคัญต่าง ๆ จนนักเลงฟุตบอลสมัยนั้นต้องยอมรับนับถือในความยุติธรรม

........"...ครูสมิธ เป็นครูฝรั่งที่รู้จักภาษาไทยดีคนหนึ่ง ถึงขนาดเรียบเรียงตำราภาษาไทยไว้ใช้ในราชการ หนังสือที่ครูสมิธเรียบเรียงและได้ใช้เป็นแบบเรียนกันแพร่หลายยืนยาวมาหลายสิบปี คือ "เลขมาตราต่าง ๆ" และ "เลขคิดในใจ"..." (ประวัติครู ของคุรุสภา/หลวงสวัสดิสารศาสตรพุทธิ/16 มกราคม พ.ศ. 2501)

........มร.เออร์เนส สเปนซ์ สมิธ หรือ "ครูกีฬา" ของกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 ด้วยอายุเพียง 47 ปี หากแต่คุณความดียังคงปรากฏชื่อจารึกบนหน้าแห่งประวัติศาสตร์การศึกษาและการกีฬาของไทย มานานกว่าศตวรรษ.

จิรัฏฐ์ จันทะเสน ผู้เขียน

ที่มา http://www.siamfootball.com/php/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=110


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย supawit103 เมื่อ Fri Sep 25, 2009 9:56 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) MSN
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Apr 03, 2007 11:59 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

นามสกุลพระราชทานลำดับที่ ๔๖๐๑ "สุมิตร Sumitra" นายอี สเปนช์ สมิต ผู้ช่วยอธิบดีกรมศึกษาธิการ ขอพระราชทานให้บุตรชายหญิงซึ่งมารดาเป็นไทย .. ได้รับพระราชทานเมื่อ 21/9/18

ลูกสวนฯจากสกุลนี้มี อาทิ:

สนิท สุมิตร 2959 2459

อดีตอธิบดีกรมสามัญศึกษา สวัสดิ์ สุมิตร 3053 2459 -- หลวงสวัสดิสารศาสตรพุทธิม.ว.ม.,ป.ช.,ท.จ.ว. : งานพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ ... "..ท่านเป็น ๑ ใน ๔ ตัวแทนลูกเสือสยาม(ซึ่งทั้ง ๔ คนเป็นลูกสวนฯทั้งสิ้น!)ที่ไปร่วมการชุมนุมลูกเสือโลกครั้งที่ ๑ ณ ประเทศอังกฤษ) ... ดู http://www.osknetwork.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=585&start=15

อดีตอธิบดีกรมสามัญศึกษา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สนั่น สุมิตร 4062 2463 -- ผู้อำนวยการ สสวท. คนแรกซึ่งเป็นผู้บุกเบิกภารกิจด้านการพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมไทย

พิทยา สุมิตร 11302 2495 OSK71

วีรพล สุมิตร 11873 2497
etc.

ส่วนท่านที่ไม่ใช่ชาวสวนฯแต่ก็มีชื่อเสียงในวงการศึกษา คือ รองศาสตราจารย์ ดร.ธัชชัย สุมิตร อดีตคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และอดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย -- ดํารงตําแหน่งมาครบวาระในวันที่ 31 มีนาคม 2547.......Interests: Nuclear Reactor Engineering.- Radiation Shielding.- Environmental Impacts of Nuclear Power System and Industrial Applications of Radioisotopes.- Nuclear Energy.- Environmental Studies (Air Pollution).- Industrial Application of Nuclear Techniques.- พลังงานนิวเคลียร์.- สิ่งแวดล้อมและการประยุกต์เทคนิคนิวเคลียร์ในงานอุตสาหกรรม

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย songwut110 เมื่อ Mon Jun 11, 2007 5:44 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
เด็กรักเครือสวนเช่นกันค่ะ
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Mon Jun 11, 2007 5:32 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Shocked ดูยิ่งใหญ่จังเลยนะ ค่ะ เลือดชมพู -ฟ้าเรามันเข้นข้น เข้าผจนมิเคยได้หวั่น
บุกเข้ไปถึงไหนถึงนั่น มิเคยหวั่นมิเคยระทึก สวนไหญ่สู้ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆค่ะ
[img][/img]
คำพูด:
[img][/img]
สโรจน์106
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Tue Jun 12, 2007 12:20 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ยินดีต้อนรับลูกหรือเด็กสวนกุหลาบ ฯ ทุกสาขา ชาย-หญิง ภาพเก่าๆนั้นผมก็เพิ่งเห็น และปลื้มมากสมัยก่อนไม่มี Internet ดูได้จากห้องสมุดเท่านั้น เลยไม่ได้เป็นแฟนพันธ์แท้อย่างสมัยนี้ ผมก็ได้ยินมาอีกว่าพวกเรากินบุญเก่า ความดีและชื่อเสียงนั้นสำคัญมากเราต้องสร้างขึ้นมาใหม่ตลอดเวลาด้วย และรักษาความเป็นปัจจุบันให้ดีงามตามจารีตของยุคนั้นๆ ที่สำคัญเราต้องช่วยเหลือกัน ไม่มีใครเก่งทุกเรื่อง ผมยังจำได้ตอนนั้นผมทำเลขได้ 10-20 % ขณะที่เพื่อนทำได้90-95% ขนาดเป็นวิชาที่ชอบแล้วนะ ในชีวิตจริงนั้นไม่ใช่วิชาเดียวแล้ว เราทุกคนต้องเสริมกัน ไว้ใจกัน เพราะเพื่อน พี่ น้อง ในรั้วโรงเรียน เราได้พบและคบหา เป็นตอนที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่มีผลประโยชน์ เงิน แอบแฝง ฉะนั้นส่วนใหญ่จะจริงใจ ซื่อสัตย์ ที่เราโชคดีเพราะการสอบเข้าเรียนนั้น ได้คัดแล้วว่าสมองของเด็กไทยในแต่ละรุ่นที่เป็น top 100-600 คน ของเมืองไทย นั้นจะได้เข้ามาเรียนที่นี่ ทั้งวิทย์-ศิลป์-กีฬา-ดนตรี หาดูได้ใน net ว่าเรามีครบในทุกๆรุ่น ทุกๆยุคของสังคม เราจะนำความคิดของคนไทยเสมอ ทั้งในช่วงที่ยังเรียนเราก็คิดทำก่อนที่อื่น หรือจบมาแล้วเราก็สร้างเสริมประสพการทำในสิ่งที่ใหญ่กว้าง และมีประโยชน์ต่อคนหมู่มากทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญอีกเรื่องคือเราสวนกุหลาบมีจำนวนน้อยเทียบกับคนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้ปลื้มอย่างเรา ไม่ได้รักกันอย่างเรา และที่สำคัญคิดไม่ทันเรา แต่เราต้องคบ หา อยู่ร่วมกันในสังคมไทยนี้ เราต้อง ค่อยๆช่วยเหลือเค้า นำประโยชน์จากnetwork ไปเผื่อแผ่ คล้ายๆแผ่เมตตาให้เขาบ้าง เท่าที่ทำได้ เท่าที่เขาจะเข้าใจ และรับได้ด้วย ไม่ยัดเยียด แล้วทุกคนในสังคมที่เราอยู่ก็จะมีความสุข Very Happy
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Jul 30, 2007 12:38 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top




........



_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Jul 24, 2009 5:43 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ทราบว่าพี่สาธร๑๐๔ กำลังหาบทความ เกี่ยวกับ ตำนานฟุตบอลสวนฯ..........

บทความที่เกี่ยวข้อง::

OSK วราทร พินทุสมิต: ตำนานฟุตบอลเตรียมฯของสวนกุหลาบ --> http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=406

OSK อัศวิน ธงอินเนตร -- ที่มาแห่งตำนาน 'ถ้วยอัศวิน' ในวงการฟุตบอลไทย --> http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=print&sid=1475

VDO Clip VIP...ซาลาเปาบ้านคุณกบ โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ OSK86 อดีตโกล์สวนฯ --> http://www.osknetwork.com/modules.php?file=article&name=News&sid=3404

etc.

P'Ple Supawit103 บันทึก:
นำบทความ "ทีมฟุตบอลสวนกุหลาบ" จากหนังสือ "สมานมิตร" รุ่น ๑๐๗ พ.ศ.๒๕๓๑ มาฝาก เพื่อทราบประวัติความเป็นมา ศักดิ์ศรี เกียรติยศ ของ "ทีมฟุตบอล" ของเรา แม้จะไม่ครบถ้วน หากมีโอกาส ได้พบ ฮีโร่ของเราเมื่อไหร่ จะสอบถาม หาข้อมูลมาเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ทีมฟุตบอลสวนกุหลาบ
(๑)
๒๔๕๓

สวนกุหลาบครองถ้วยครั้งแรก
นับตั้งแต่ฟุตบอลได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ตามโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยม ก็เริ่มนิยมเล่นฟุตบอลกันมากขึ้น ก่อน ปี พ.ศ.๒๔๕๓ ทีมฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบยังไม่เคยครองความชนะเลิศเลย ในปีดังกล่าว โรงเรียนสวนกุหลาบได้ส่งทีมฟุตบอลเข้าร่วมการแข่งขันซึ่งจัดโดยกระทรวงธรรมการ ทีมสวนกุหลาบสามารถชนะคู่ต่อสู้มาหลายโรงเรียน ที่สำคัญได้แก่ โรงเรียนแพทยวิทยาลัย โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ โรงเรียนคริสเตียน จนมาถึงรอบชิงชนะเลิศ คู่ชิงชนะเลิศคือ โรงเรียนอัสสัมชัญ คู่ต่อสู้ของทีมสวนกุหลาบทุกทีมนั้นก็ล้วนแต่มีอายุและรูปร่างสูงใหญ่กว่าทั้งสิ้น ทีมอัสสัมชัญนั้น นักฟุตบอลก็ล้วนแล้วแต่มีอายุ ๑๘-๒๐ ปีแต่เป็นทีมที่มีทักษะ ประกอบกับมีครูฝึกดี ซึ่งในสมัยนั้นได้แก่ อาจารย์กอดเฟรย์ และเป็นทีมที่มีกำลังวังชา คือ วิ่งไม่เหนื่อย การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศนี้ กระทรวงธรรมการ ได้จัดให้มีขึ้นที่ โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์บ้านสมเด็จ ก่อนการแข่งขันนัดนี้มีคนดูเข้าชมมากเป็นประวัติการณ์
หลังจากทั้งสองฝ่ายลงสนามแล้วการแข่งขันก็เริ่มขึ้น แบ๊คของทีมอัสสัมชัญนั้นชื่อ นายซัวเล็ก และ นายฮ่องไถ่ มีรูปร่างสูงใหญ่ทั้งคู่ แต่ทีมสวนกุหลาบก็มี พระปวโรฬารวิทยา มีตำแหน่งเป็น เซ็นเตอร์ฟอเวอร์ด เป็นตัวก่อกวนแบ๊คของอัสสัมชัญ เนื่องจากมีรูปร่างล่ำสันเป็นมะขามข้อเดียว ในครึ่งแรก ต่างฝ่ายต่างทำประตูกันได้คนละ ๑ ประตู ในครึ่งหลัง ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุก-รับ แต่ก่อนหมดเวลา ๑ นาที แบ๊คของโรงเรียนอัสสัมชัญเตะลูกอย่างแรงจนถึงเส้นฮาร์ฟของทีมโรงเรียนสวนกุหลาบ หลวงอาจพยากรณ์ เซ็นเตอร์ ได้เตะลูกสวนกลับไปเข้าที่หัวมุมประตูพอดี หลังจากนั้นอีกเล็กน้อยก็หมดเวลา เป็นอันว่าสวนกุหลาบครองตำแหน่งชนะเลิศเป็นปีแรก ได้รับพระราชทานจากล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ที่สโมสรสามัคยาจารย์เป็นเหรียญเงิน เป็นรูปคนเล่นฟุตบอล สลักชื่อสำหรับติดหน้าอก โดยจารึกว่า “เล่นเป็นใจนักเลง” ซึ่งนับเป็นรางวัลชิ้นแรกและทีมสวนกุหลาบได้ตำแหน่งชนะเลิศฟุตบอลเป็นครั้งแรก
จากบทความ ทีมฟุตบอลของสวนกุหลาบ
โดย พระยาโทณวณิกมนตรี
หัวหน้าทีมชนะเลิศ พ.ศ.๒๔๕๓
ตีพิมพ์ใน สวนกุหลาบอนุสรณ์ ๒๔๙๙

(๒)
๒๔๖๙-๒๔๗๓

นับตั้งแต่ปี ๒๔๕๓ ที่ทีมสวนกุหลาบได้ตำแหน่งชนะเลิศเป็นต้นมา โรงเรียนสวนกุหลาบได้มีการจัดทีมฟุตบอลเข้าร่วมการแข่งขันตลอดมา และได้เริ่มการจัดการแข่งขันฟุตบอลภายในระหว่างห้องขึ้น ในชั้น ม.๗ และ ม.๘ และถือว่าเป็นการคัดตัวนักกีฬาด้วย อาจารย์ผู้ควบคุมทีม อ.ซัตตั้น ชาวอังกฤษซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่และยังมี อ.สวัสดิ์ เลขยานนท์ อ.หนู อมาตยกุล เป็นผู้ช่วย การแข่งขันฟุตบอลรุ่นใหญ่และกลางแข่งที่สนามโรงเรียนสวนกุหลาบ ซึ่งถือว่าเป็นสนามกีฬาแห่งชาต ส่วนรุ่นเล็กใช้สองสนามคือ สนามโรงเรียนสวนกุหลาบและ สนามโรงเรียนเทพศิรินทร์ การแข่งขันแบ่งเป็นรุ่นตามความสูง คือ รุ่นเล็กไม่เกิน ๑๕๐ ซม. รุ่นกลางไม่เกิน ๑๖๐ ซม.รุ่นใหญ่สูงเกินกว่า ๑๖๐ ซม. การเตะฟุตบอลก็จะเตะกันเท้าเปล่า ไม่มีรองเท้าให้สวมใส่เหมือนปัจจุบัน
ก่อนลงทำการแข่งขัน อ.ซัตตั้น จะเรียกผู้เล่นเข้าหอประชุมเพื่อวางแผนการเล่น ทีมฟุตบอลที่โด่งดังในช่วงเวลานั้น นอกจากทีมสวนกุหลาบแล้ว ก็ยังทีมอัสสัมชัญ ในระดับที่รองลงมาก็คือ ทีมเทพศิรินทร์ และ ทีมกรุงเทพคริสเตียน ดาราฟุตบอลของทีมสวนกุหลาบได้แก่ แอ๊ด สุจริตกุล และ ทองต่อ (ต่อศักดิ์) ยมนาค เป็นศูนย์หน้าและเป็นหัวหน้านักกีฬาของโรงเรียนทั้งหมด นอกนั้นก็มี ชลอ เอมะศิริ เป็นปีกขวาที่วิ่งไวมาก บุตร เสมะเสถียร และ ถวิล รายนานนท์ เป็นแบ๊ค พิเศษ เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์พ ผู้รักษาประตูได้แก่ ม.ร.ว.บุญมาก ซึ่งทำการแข่งขันจนได้รับรางวัลชนะเลิศรุ่นใหญ่ในปี ๒๔๗๓ และยังเป็นปีแรกที่สวนกุหลาบได้รับรางวัลพระราชทานชนะเลิศ
ผู้เล่นดังกล่าวนี้ภายหลังจบจากโรงเรียนสวนกุหลาบแล้ว ก็ยังเป็นผู้ริเริ่มให้มีการแข่งขันฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ โดยครั้งแรกจัดการแข่งขันที่ท้องสนามหลวง และบางครั้งก็ยังมีการจัดแข่งขันที่สนามโรงเรียนสวนกุหลาบด้วย สำหรับการเชียร์นั้น นักเรียนสวนกุหลาบจะขึ้นชมการแข่งขันบนชั้นที่ ๒ ของอาคารสวนกุหลาบ การเชียร์ก็มีเพียงร้องตะโกนว่า “ชู้ต ชู้ต” เท่านั้น ยังไม่มีเพลงเชียร์เหมือนปัจจุบัน
ระยหลังประมาณปี ๒๕๑๐ ก็เริ่มมีการตบมือแบบโค้ดสมัยนี้ เป็นรูปต่างๆและมี วี๊ดบึม ซึ่งมาจากพวกมหา’ลัย พอแข่งฟุตบอลเสร็จก็จะร้องเพลงโรงเรียนเป็นประเพณี
จากบทสัมภาษณ์
พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ ยมนาค
นักฟุตบอลสวนกุหลาบ ปี ๒๔๖๙

(๓)
อ.เฉลิม ไทยวงศ์
๒๔๗๘-๒๔๙๕

อยากทราบ อาจารย์ใหญ่สมัยที่อาจารย์ทำทีมฟุตบอลอยู่
-หลวงบุญญปาลิศ วิชชาศาสตร์

ระหว่างที่ อาจารย์คุมทีม มีผู้ช่วยบ้างหรือไม่
-สมัยนั้นมี อ.หนู อมาตยกุล และ ครูกระจ่าง ชมแข บางครั้งก็มีนักเรียนซึ่งเป็นนักฟุตบอลเก่าของโรงเรียนมาช่วย

อยากทราบนโยบายของโรงเรียนต่อกีฬาสมัยนั้น
-ก็สนับสนุนดี แต่ส่วนใหญ่ไม่มีงบ ผู้ทำทีมต้องออกทุนเองบ้าง

ชื่อเสียงของทีมช่วงนั้นเป็นอย่างไร
-อยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าส่งแข่งก็ชนะได้ตำแหน่งเสมอ ทั้ง ๓ รุ่น มีรุ่นเล็กไม่เกิน ๑๕๐ เซนติเมตร, รุ่นกลางไม่เกิน ๑๖๐ เซนติเมตร,รุ่นใหญ่เกิน ๑๖๐ ขึ้นไป ไม่แบ่งตามอายุ

การคัดเลือกนักกีฬา
-ก็จะมีการจัดแข่งกีฬาแล้วก็มองหาคนที่เล่นได้ดี เสร็จแล้วก็จับมาฝึกอีก แต่ที่สำคัญ คือควรจะมีลักษณะ ๑.ใจสู้ ๒.แข็งแรง ๓.เชื่อฟังผู้ฝึก สนามแข่งขันฟุตบอลสมัยนั้น และชุดที่นักกีฬาที่ใส่ส่วนใหญ่ก็จะแข่งที่สนามของโรงเรียนเราเอง เพราะก็ถือเป็นสนามกีฬาแห่งชาติ นักกีฬาใช้เสื้อเชิ๊ตสีชมพู-ฟ้า ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นเสื้อยืด

มีการเตะฟุตบอลประเพณีกับทีมใดหรือไม่
มี เมื่อก่อนมีการเตะประเพณีกับเทพศิรินทร์

อยากให้อาจารย์อธิบายถึงทีมฟุตบอลสวนกุหลาบสมัยนั้น
-เราก็ซ้อมกันตอนเช้า บางครั้งก็มีการเก็บตัวกันบ้าง นักกีฬาส่วนใหญ่จะเรียนดีด้วย เช่น ประหยัด สังขวนิช สุทธิรักษ์ สิทธิมาริก สามารถ จันทนผลิน ฟุตบอลเตะกันเท้าเปล่า เวลาแข่งก็ถือสูตร กองหน้า ๕ กองกลาง ๓ กองหลัง ๒ ต่างกับสมัยนี้มาก

สมัยนี้ เมื่อแข่งฟุตบอลเสร็จจะมีการร้องเพลงโรงเรียนเป็นประเพณี ไม่ทราบว่าสมัยของอาจารย์มีประเพณีอย่างนี้บ้างหรือไม่
-มี เพิ่งเริ่มในปีไหนจำไม่ได้ แต่ผู้ที่เริ่มครั้งแรกคือ อาจารย์เจ็งฮ้อ (จำนามสกุลไม่ได้)

ไม่ทราบว่า มีเพลงสีงามหรือไม่
มี มีนานแล้ว ถ้าจำไม่ผิดคิดว่าคนแต่ง(ทำนอง?)ชื่อ พายัพ ดวงพัสตรา (คุณพ่อของพี่ภราดรกุล OSK84)

อาจารย์มีอะไรจะพูดกับทีมสวนกุหลาบปัจจุบัน
-อยากให้รักษาชื่อเสียงไว้ นักกีฬาต้องเรียนให้ดีด้วย เชื่อฟังผู้ฝึก และมีน้ำใจนักกีฬา

(๔)
อ.ผล ใจสว่าง
๒๔๙๘-๒๕๑๗

อาจารย์เริ่มทำทีมฟุตบอลเมื่อไร
-ปี๒๔๙๘ สมัย อ.นพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

อยากให้อาจารย์พูดถึงสภาพของสวนกุหลาบ
-สมัยก่อนมีครู ๔๐ คน นักเรียน ๑,๔๐๐-๑,๕๐๐ คน มีครูพละคนเดียว คือ อ.เพี้ยน เช้าก็ลุกขึ้นวิ่งซ้อมกัน บ้านนักเรียนก็อยู่ใกล้โรงเรียน ความผูกพันระหว่างโรงเรียนกับนักเรียนมีมาก นักกีฬาเป็นคนเรียนเก่ง ที่พอจะจำได้ก็ วิชิต แย้มบุญเรือง, ธรรมนูญ ดวงมณี และก็มี ทวีพงศ์, กนก, ประวัตร สามคนหลังนี้จำนามสกุลไม่ได้

การคัดเลือกตัวนักกีฬา
-ครูเองเป็นคนเริ่มจัดให้มีการแข่งขันกีฬาภายในซึ่งต่อมาก็คือ กีฬาสี พูดได้ว่า สวนกุหลาบเป็นโรงเรียนแรกที่มีการแข่งขันกีฬาสี ทุกห้องต้องมีทีม ก็แข่งขันทุกวันเสาร์ ๘ คู่บ้าง ๑๐ คู่บ้าง ครูก็นั่งเป็นกรรมการ เป่านกหวีดอยู่บนตึกยาว ชั้น ๒ จะลงไปวิ่งมันไม่ไหว เพราะวันเดียว บางทีตั้ง ๑๐ คู่ เริ่มจัดประมาณปี ๒๕๐๐ ต่อมาบางทีก็มีรุ่นพี่ที่จบไปแล้วมาช่วย อันนี้เวลานักเรียนแข่งครูก็พยายาม มองหาคนที่เล่นดี

การซ้อมและการฝึกสอน
-ปรกติก็ซ้อมเช้า ๐๖.๐๐-๐๗.๓๐ อาบน้ำ กินข้าว แล้วก็เรียน ถ้าเป็นนัดที่สำคัญก็มีการเก็บตัว ซ้อม เช้า เย็น ธรรมดา

คู่แข่งของทีมสวนกุหลาบสมัยนั้น
-ก็มีทีมเทพศิรินทร์ ทีมนี้แข่งกับเรามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์เลย ระยะหลังก็มีปทุมคงคา

ทีมฟุตบอลสวนกุหลาบมีสภาพอย่างไร
-ครูเข้ามาก้ปี ๒๔๙๘ เริ่มมีการแข่งขันภายใน เหย้า-เยือน ระหว่างเทพศิรินทร์, วัดบวรนิเวศ, สวนกุหลาบ โรงเรียนไหนมีสนามก็แข่งที่นั่น ปี ๒๔๙๙ สมาคมฟุตบอลฟื้นฟูฟุตบอลระดับเตรียมอุดม ทีมที่เข้าแข่งและมีชื่อเสียงมากหน่อยก็มี อำนวยศิลป์ เตรียมนายเรืออากาศ เตรียมอุดม เทพศิรินทร์ ปีนั้นเราได้รองชนะเลิศ เราไปแพ้ อำนวยศิลป์ ๒ : ๑ ในนัดชิงชนะเลิศ ต่อมาปี ๒๕๐๑ เราหวังมาก พอเข้าชิง เรายกกองเชียร์ไปทั้งโรงเรียน หยุดเรียนหมด ครู แม่ค้า ปรากฎว่า เราได้แชมป์ ชนะ อำนวยศิลป์ ๔ : ๐ ทำให้เราดัง ได้ชื่อเสียงมาก เพราะสมัยก่อน ถือว่าการแข่งขันฟุตบอลของเตรียมฯ มีศักดิ์ศรีเท่ากับฟุตบอลถ้วยต่างๆ เวลาแข่งมีการถ่ายทอดวิทยุด้วย ปีนั้นเราดังมาก หลังปี ๒๕๐๑ เราก็ส่ง ปี ๒๕๐๒ ได้แชมป์อีก หลังจากนั้นก็ได้รองแชมป์บ้าง บางปีก็ไม่ดีเท่าที่ควร พอปี ๒๕๐๔ ได้แชมป์อีก การแข่งขันฟุตบอลเตรียมฯ ก็เริ่มซบเซา แต่เราก็ยังส่งแข่งอยู่

อาจารย์ประทับใจทีมฟุตบอลช่วงไหนที่สุด
-ช่วงปี ๒๕๐๑ จัดว่าเป็นยุคทองของฟุตบอลสวนกุหลาบก็ได้ แข่งกับใครก็ชนะ พอเราคว้าแชมป์ฟุตบอลเตรียมฯ ก็มีชมรมฟุตบอลลำปาง และ ทีมเชียงใหม่เชิญไปแข่ง ทีมชาติก็มีแต่สวนกุหลาบ ฟุตบอลประเพณีก็มีแทบทุกปี คือ ประเพณี สวนกุหลาบ-เทพศิรินทร์ จัดเกือบทุกปี ศิษย์เก่าเป็นคนเริ่ม ใช้นักเรียนโตแข่ง ระยะหลังก็จึงมามีฟุตบอลจตุรมิตร

อยากให้อาจารย์พูดถึงฟุตบอลจตุรมิตร
-คนริเริ่ม จตุรมิตร อ.โปร่ง ส่งแสงเติม อ.สิงโต อ.บุญอวบ ภราดา บรรณา มีการเปิด แข่งในรอบ ๒ วัน และชิง สมัยนั้นถ้าเป็นจตุรมิตร ไม่มีปัญหาการขอสนามศุภฯ แม้จะติดบอลควีนส์คัพ ช่วงปลายปีมีจตุรมิตรเท่านั้นที่กรมพละให้ การประกบคู่แข่งขันไม่ใช้วิธีเหมือนปัจจุบัน โดยจะจับสลากประกบคู่ในวันแข่งเลย บรรยากาศแข่งขันจะเป็นมิตรกันมาก ผลการแข่งขันสวนกุหลาบได้แชมป์หลายครั้ง รวมทั้งครั้งแรก ส่วนเทพศิรินทร์ เคยได้แชมป์เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าจะเพียง ๑ ครั้ง กรุงเทพคริสเตียนเคยชนะสวนกุหลาบได้แชมป์ครั้งหนึ่ง ประมาณปี ๑๒ หรือ ๑๓ คนทั่วไปคิดว่าทีมสวนกุหลาบแกล้งแพ้เจ้าภาพ แต่จริงแล้ว มันแพ้จริงๆ

การเชียร์ฟุตบอล
-สมัยก่อนจะมีการตะโกนว่า “สวนกุหลาบๆๆๆ” ซ้ำกันไปตลอด โดยเฉพาะกรีฑา ส่วนฟุตบอลก็มีเพลงเชียร์ มีรุ่นพี่จาก จุฬา-ธรรมศาสตร์ มาเป็นลี้ดให้

นักฟุตบอลมีความสามารถสูงระดับชาติ
-ทุกคนสามารถไปทีมชาติได้ แต่นักบอลเราเล่นเพื่อโรงเรียนเป็นสำนึก แม้จบไปแล้วอาจจะไม่สนใจฟุตบอลเลย คนเด่นๆ ชายน้อย สงเคราะห์ เป็นกองหน้า เชื่อมั่นมาก ยิงเฉียบ, พิชัย สุธรรมวัชโรทัย(รุ่นกลาง) เซ็นเตอร์ดีที่สุด การเรียนดีติดบอร์ด เมื่อก่อนทีม นักเรียนไทยมี สวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ ครึ่งทีม

(๕)
อ.ศิริ
๒๕๑๑-๒๕๑๙

อาจารย์เริ่มทำทีมฟุตบอลสวนกุหลาบตั้งแต่เมื่อไร
-ตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ ถึงปี ๒๕๑๙ เริ่มตั้งแต่สมัย อ.วินัย เกษมเล็ก เป็นอาจารย์ใหญ่ ต่อมาก็อาจารย์สุวรรณ จันทร์สม แล้วก็ อ.กมล ธิโสภา

มีผู้ช่วยบ้างไหม
-ในระยะหลัง คือช่วง อ.สุวรรณ จันทร์สม เป็น อาจารย์ใหญ่ ก็มี อ.สุโข มาช่วย

นโยบายของโรงเรียนต่อกีฬาสมัยนั้น
-ทางโรงเรียนก็สนับสนุนทุกด้าน ตั้งแต่กิจกรรม เพราะเป็นการฝึกความรับผิดชอบ ให้แก่นักเรียน ส่วนทางด้านกีฬานั้น นักกีฬาจะถูกฝึกให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม คือถ้าเขาไม่มาซ้อม หรือมีความฟิต ความแข็งแรงไม่เพียงพอ คือ ก็จะส่งผลต่อทีมต่อส่วนรวม ผลการแข่งขันก็อาจไม่ดีเท่าที่ควร ฉะนั้นนักกีฬาก็ต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก

ฟุตบอลสมัยนั้นแบ่งรุ่นกันอย่างไร
-แบ่งตามความสูง รุ่นจิ๋ว รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ และ รุ่นผสม เรียกว่า ทีมโรงเรียนเลย บางที รุ่นเล็กขึ้นมาเล่นทีมผสมก็มี พึ่งมาแบ่งตามอายุสัก ๑๐ ปีนี้เอง

การเก็บตัวของนักกีฬา
-แล้วแต่ความสำคัญของการแข่งขัน ฟุตบอลนักเรียนถือเป็นกิจกรรมธรรมดา ชิงชนะเลิศเต็มที่ ซ้อมหนัก เก็บตัว จตุรมิตรเก็บตัวตลอดเพื่อสนองตอบคนดู คือ ฟุตบอลต้องสวย

ชื่อเสียงทีมฟุตบอลสวนกุหลาบช่วงนั้น
-ของเราโด่งดังเฉพาะรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง รุ่นจตุรมิตร หรือรุ่นทั่วไปนี่นะ ของเราโด่งดังมาก แต่ถ้ารุ่นเล็กนี่ธรรมดา เราถือว่ารุ่นเล็กเนี่ยเอาเด็กหัดใหม่แท้ๆเลยไปหาประสบการณ์ แต่ก็ประสพความสำเร็จ คือที่สวนกุหลาบนี่มันลำบากอยู่อย่างหนึ่ง ใครก็ตามถ้าเค้าแข่งกับสวนกุหลาบเนี่ย เค้าไม่รู้หรอกว่า สวนกุหลาบมีความพร้อมหรือความเก่งแค่ไหน ถ้าเค้าชนะสวนกุหลาบนี่ เค้าดีใจน่าดู เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นอยู่เองที่ว่า แพ้ไม่ค่อยได้นะ แพ้แล้วเสียหาย ถูกตำหนิ

ความคิดที่ว่า สวนกุหลาบแพ้ไม่ได้
-แนวความคิดแบบนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่อาจารย์ทีมฟุตบอลแล้ว คือ แพ้ไม่ได้ ที่จริงมันแพ้ได้ แต่ว่ามัน มันคือ ในสมัยนั้นนะในส่วนความคิดของคนอื่น แต่ในส่วนความคิดของโรงเรียนของครูเอง ไม่มีในส่วนที่ว่าแพ้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า ถ้าเราคิดว่าเราแพ้ไม่ได้ บอลรุ่นเล็ก รุ่นจิ๋วเราคงไม่ส่ง เราส่งรุ่นเล็ก รุ่นจิ๋ว ทั้งๆที่เรารู้ว่าชุดนี้ต้องแพ้ แต่เราส่งหมดเลยนะ เพื่อหาประสบการณ์ ให้นักเรียนที่ยังมีประสบการณ์น้อย หรือยังเล่นไม่เป็น ขึ้นมาโตในรุ่นใหญ่ขึ้น ในเรื่องที่แพ้ไม่เป็น ครูไม่เคยสอนนักกีฬาที่สวนกุหลาบว่า แพ้ไม่ได้ สอนเขาอย่างเดียวว่า ลงสนาม ๑๑ คนนะ แต่ขึ้นมานี่ต้องมี ๒๒ คน สามารถกอดคอกันเข้ามาได้ ๒๒ คน ไม่ใช่ไปแข้งหักขาหัก

คู่แข่งทีมสวนกุหลาบสมัยนั้น
-เทพศิรินทร์ เตรียมอุดม ช่างอากาศบำรุง รุ่นเล็กก็มี บวรมงคล อิสลาม ปทุมคงคา เริ่มขึ้นมาช่วงปี ๒๕๑๗ เด่นที่สุด ฟุตบอลนักเรียนที่เด่นที่สุด คือ สวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ ถ้า ๒ โรงเรียนนี้แข่งกันคนดูเยอะ พอมา ๔ โรงเรียน คนนิยมมาก เพราะเป็นกีฬาระดับผู้ดี ไม่เคยทะเลาะกัน ทั้งศิษย์เก่า ปัจจุบัน บางทีพอเลิก จำนักกีฬาไม่ได้ เพราะเปลี่ยนเสื้อกัน

มีการแข่งขันนัดไหนที่อาจารย์ประทับใจ
-นัดที่ประทับใจ การชิงชนะเลิศรุ่นกลาง สวนกุหลาบกับวัดประดู่ในทรงธรรม ที่สนามดินแดง ประทับใจตรงที่เด็กของเราแสดงสปิริต, ความสามารถสูงมาก ได้รับเสื้อสามารถ เล่นด้วยมารยาทจริงๆในสายตาคนทั่วไป ประตูยอดเยี่ยมที่สุด เซียนบอกสวนกุหลาบเป็นรอง ผลสวนกุหลาบชนะ ๓ : ๐ ประทับใจเพราะกำลังซ่อมตึกยาว ต้องไปนอนบ้านอาจารย์ เช้ามาโรงเรียน เย็นรถไปส่ง ช่วงนั้นกรีฑาเรากำลังดังมาก ชนะเลิศทุกประเภท เรามีการปรุงเทคนิคทางกีฬามาก เรื่องการสวมชุดวอร์มของนักกีฬาลงสนาม เราก็เป็นโรงเรียนแรกที่ใช้ โดยสั่งซื้อโดยตรงจากอังกฤษ แต่ตอนหลังพอมารู้ประโยชน์ก็เอาอย่างกันทุกโรงเรียน

การแต่งตัวของนักกีฬา
ก็ใส่เสื้อยืด (เปลี่ยนจากเสื้อเชิ๊ต) แบ่งครึ่งชมพู-ฟ้า คิดว่าเป็นเอกลักษณ์ของสวนกุหลาบ เท่าที่ทราบประวัติก็ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๔๖๕

สนามแข่งขันสมัยนั้น แข่งที่ไหนบ้าง
-ก็มีทั้งสนามหลวง สนามดินแดง สนามเทพหัสดิน สนามศุภฯบ้าง

รูปแบบการเล่นฟุตบอลของทีมสวนกุหลาบ
-รูปแบบการเล่นของตัวเองตลอด อาศัยลูกสูตรของโค้ชมาเป็นแบบ เวลารับ หลังต้องมาก กลางต้องมาก ถ้าเป็นต่อหลังเท่าเดิม กลางน้อยหน่อย หน้าเต็มที่ ถือว่าเป็นแบบทั่วๆไปของการเล่นฟุตบอล สวนกุหลาบจะนำแบบทั่วๆไปมาประยุกต์ให้เหมาะสม จะเล่นรุกรับ นักฟุตบอลทุกคนจะต้องระดมความคิดออกมาเป็นสูตรหนึ่ง แล้วมาซ้อมกันจนทุกคนรู้หน้าที่ ขณะเดียวกันมีข้อตกลงว่า ในกรณีสูตรไม่ได้ผลจะเปลี่ยนไปทางไหน โดยรอฟังคำสั่งจากโค้ช การเปลี่ยนตัวมีความหมาย ซึ่งคนอื่นไม่รู้แต่นักฟุตบอลในทีมรู้ บางทีแม้นักฟุตบอลเจ็บก็ยังไม่เปลี่ยน คือเราพิจารณาหารูปแบบที่เหมาะสมมาเป็นรูปแบบสวนกุหลาบจริงๆ

(๖)
อ.สุโข วุฒิโชติ
๒๕๑๗-

อาจารย์เริ่มช่วย อ.ศิริทำทีมฟุตบอลตั้งแต่เมื่อไร
-เริ่มทำเมื่อปี ๒๕๑๗ ช่วย อ.ศิริ ทำในครั้งแรก ต่อมาจึงเริ่มทำคนเดียว ในปี ๒๕๑๗ ทำครั้งแรกส่งแข่งฟุตบอลอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ซึ่งเป็นการจัดแข่งฟุตบอล รุ่น ๑๘ ปี เป็นครั้งแรกด้วย เพราะแต่เดิม แบ่งโดยความสูง ปรากฏว่า ได้แชมป์ โดยชนะ โรงเรียนสมบุญวิทยา ๒ ประตูต่อ ๐ นักฟุตบอลที่เด่นในทีม คือ จุฑา จารุบุตร, สมภพ มาลากุล ณ อยุธยา, สาธิต แย้มบุญเรือง, พีรวุฒิ เหรียญทอง นักฟุตบอลรุ่นนั้นทุกคนต่างมีระเบียบมาก อาจารย์ทำทีมคนเดียวทุกรุ่น ตอนนั้น อ.ไพโรจน์ ทำทีมรุ่นเล็ก ช่วงนั้นโรงเรียนเน้นด้านฟุตบอล และกรีฑา ซึ่งก็อยู่ในช่วงที่ทีมกรีฑาของเราโด่งดังมากด้วย ช่วงนั้นงานเยอะมาก ปีต่อมา อ.สุรินทร์ จึงมาช่วย ทำบอล ๑๕ ปี ชิงถ้วย อากาข่านคัพ ปัจจุบันเป็นโค้กคัพ ปรากฏว่า ได้แชมป์ ซึ่งชุดนี้เป็นชุดที่ดีมาก พอปลายปี อ.ทนสิงห์ จึงเริ่มมาช่วย

การคัดเลือกตัวนักกีฬาเข้าสู่โรงเรียน
-เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะชี้แจง คือเราทำอย่างมีระเบียบและเปิดเผย ขั้นแรกจะมีการตั้งกรรมการคัดเลือก ให้แต่ละคน แสดงเบสิค เล่นคนเดียว กับเพื่อน หรือให้นักกีฬาแสดงความสามารถพิเศษโชว์ เมื่อเข้ามาเรียนแล้ว เราก็พยายามติดตามผลการเรียนเสมอ นักกีฬาสมัยก่อนจะไม่มีการไปแข่งให้กับทีมอื่นเลย ที่เรียกว่า เดินสาย ถ้าโรงเรียนยังไม่อนุญาต

ทีมฟุตบอลที่ดังในช่วที่อาจารย์ทำทีมอยู่
-ที่ดังมากๆ แล้วเป็นคู่แข่งกับเราก็มี ปทุมคงคา และ วัดประดู่ ส่วนเทพศิรินทร์ นั้นเพิ่งเริ่มมาดังในช่วง ๕-๖ ปีมานี้เอง

อยากให้อาจารย์พูดถึงแบบแผนการเล่นฟุตบอลของสวนกุหลาบ
-ของเราเป็นบอลใช้สมอง แต่มักมีข้อเสียคือไม่ฟิต ส่วนใหญ่จะเล่นบอลสวย เล่นง่ายๆใช้สมอง บางครั้งซ้อม ๗ วันชนะเลิศก็มี เราเล่นไม่เหมือนใคร มีแบบแผน ใช้ทักษะ ใจเย็น และ ที่สำคัญ คือต้องสุภาพมีมารยาท ถ้านักกีฬาคนไหนมารยาทไม่ดี เราเอาออกทันที เรื่องนี้เราเข้มงวด ตั้งแต่สมัย อ.ผล อ.ศิริ เป็นผู้ฝึกสอนแล้ว ระหว่างแข่งมีการปรับแผนตลอด ทั้งรุกและรับ แล้วแต่ความเหมาะสม เราจะเน้นที่กองกลางมาก ในสมัยก่อน นักฟุตบอลที่เล่นได้ดีของเราก็เช่น สมเกียรติ มณีอินทร์, เมธา ธรรมวิหาร, วิโรจน์ มูฮำหมัด

ความเห็นเกี่ยวกับ จตุรมิตร
-ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ มา จตุรมิตร เป็นแมทซ์ที่เราประสบความสำเร็จมาก เรามีโค้ชดี สามารถแก้เกม พลิกสถานการณ์ได้ ศิษย์เก่าและผู้บริหารให้การสนับสนุน ระยะหลังมานี่เกมเริ่มสูสีมากขึ้น อยู่ที่โอกาส ปีหลังนี่บางครั้งเราเป็นรองแต่ก็ดวงดี สามารถเก็บแชมป์ไว้ได้

ความพร้อมของแต่ละทีมในจตุรมิตร
คู่แข่งของสวนกุหลาบก็คือ เทพศิรินทร์ ทีมนี้เป็นทีมที่ มีความสามารถเฉพาะตัวดี มีทีมเวิร์คที่ดี เพราะในแต่ละปีส่งแข่งมาก นักฟุตบอลแต่ละคนฉลาดเล่นในเกม รู้กติกาอย่างดีมีแท็คติคมาก เช่นเดียวกับ อัสสัมชัญ แต่ของอัสสัมฯ เล่นเร็วกว่า มีความฟิตสูง ฉะนั้นจึงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมากอีกทีมหนึ่ง ส่วนกรุงเทพคริสเตียนนั้นปีที่ผ่านมา โชคไม่ดีมีนักฟุตบอลเจ็บมาก ทำให้พลาดโอกาส ส่วนของเรานั้น มีการเล่นผสมผสาน ทั้งช้าและเร็ว คือ กองหน้าจะเร็ว แต่กองหลังช้า กองหน้ารูปร่างดี ส่วนแบ๊คก็เหนียวแน่น ทั้งสองข้างเล่นดีมาก ทั้งสี่โรงเรียนบอลคลาสสิคคล้ายกัน

ความประทับใจต่อทีมสวนกุหลาบ
-ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแม็ทซ์ จตุรมิตร ตั้งแต่ทำมาก็ประทับใจทุกแม็ทซ์

ฝากความเห็นถึงทีมในอนาคต
ในประเทศจีนมีมณฑลเสิ่งหยาง มีทีมฟุตบอลเหลียวหนิง ซึ่งผลิตนักฟุตบอลให้ที่ชาติเป็นหลัก เช่นเดียวกับทีมสวนกุหลาบ ซึ่งผลิตนักฟุตบอลตัวเอกให้กับทีมชาติหลายคน เช่น อัศวิน ธนอินทร์เนตร, วิชิต บุญเรือง, กนก เทพหัสดิน ณ อยุธยา, วิชัย แสงธรรมกิจกุล, เกรียงศักดิ์ วิบูลสมปรารถนา, สมชัย ดวงมณี เป็นต้น และ หวังว่า ในอนาคตสวนกุหลาบก็ยังต้องเป็นแหล่งผลิตนักกีฬาหลักให้ทีมชาติต่อไป


35084 บันทึก:


ภาพ - ชนะเลิศฟุตบอลล์ พ.ศ.๒๔๕๘

แถวบน - ประสิทธิฯ, หลวงวิเชียร นาวาวุธ ปุ่น มีไผ่แก้ว หลวงศรีสมรรถวิชากิจ เกียฯ ขุนจรรยาวิทิต
แถวกลาง - พระยาวิเศษศุภวัตร หลวงประวัติวรวิชชุการี หนู อมาตยกุล สำฤทธิ์ สิงหเดช เล็กฯ นุ่ม บูรณะบุณย์ หลวงสันทิศวิทยาสัณห์
แถวล่าง - แฟ้ม วรวิทยุต เทียนชัย กีระนันทน์ ประจวบฯ แนบฯ หลวงสินธุสงครามชัย

ที่มา หนังสือ ๑ ศตวรรษ โรงเรียนหลวงสวนกุหลาบ
ฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย


p'Ple Supawit103 บันทึก:

ภาพ - นักฟุตบอล ยุค ๒๕๓๑

มีบทความเรื่อง "ทีมฟุตบอลสวนกุหลาบฯ" อยู่ในหนังสือ "สมานมิตร" รุ่น ๑๐๗ ผมสแกนเก็บไว้นานแล้ว
ขอเวลา ๒ วัน จะเอามาให้อ่านกัน นะครับ


นักฟุตบอลในยุคเก่า(๒๕๑๘/๑๙) ก็ยังเก่งถึงทุกวันนี้แหละครับ เป็นกำลังสำคัญ
ให้"สวนกุหลาบฯ" คว้าแชมป์ "ฟุตบอลจตุรมิตรอาวุโส ๔๗"


ที่มา: http://osknetwork.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=1270&postdays=0&postorder=asc&start=0

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย songwut110 เมื่อ Fri Jul 24, 2009 10:38 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
olaftorn104
น้องใหม่
น้องใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: Jun 15, 2009
ตอบ: 43

ตอบตอบ: Fri Jul 24, 2009 9:02 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ขอบคุณน้องทรงวุฒิมากสำหรับข้อมูล
เพื่อนพี่น้องท่านใด มีข้อมูลเกี่ยวกับตำนานบอลสวนฯ
หรือทำเนียบนักบอลสวนที่ติดทีมชาตในอดีตถึงปัจจุบัน
รบกวนเพิ่มเติมได้น่ะครับ
กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ จะลงในกระทู้หรือส่งมาที่
www.osk104fc@hotmail.comก้อได้ตามสะดวก
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
supawit103
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 01, 2004
ตอบ: 753
รุ่นทีู่่: 103

ตอบตอบ: Tue Oct 13, 2009 8:15 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



ตึกยาวเพาะช่าง
ดูๆไป น่าจะของเรานะ ส่วนตึกขวาง ก็น่าจะเป็นตึกที่โดนระเบิด
ฤาสมัยก่อนจะแบ่งกันเรียน???

ตำนานเด็กดื้อ/นรา
http://manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9520000120683

"เดิมธรรมดาผมไม่ค่อยจะเข้าประชุม ไม่เข้าอะไรกับใครทั้งนั้น ไม่ชอบ หนีอยู่คนเดียว ฉะนั้นทำอะไรพูดอะไร ไม่ค่อยจะถูก ต้องขอโทษด้วยนะครับ อย่าถือสา ก็พูดตรงๆ อย่างนี้ ผมหวังดี ผมรักวัดสุทัศน์เหลือเกิน"

ข้างต้นเป็นคำพูดของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ มีเรื่องเล่าห้อมล้อมเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้นอยู่หลายประเด็น

เล่าอย่างย่นย่อก็คือ อาจารย์เฟื้อได้รับเชิญเข้าประชุมร่วมกับหลาย ๆ ฝ่าย อันประกอบไปด้วยพระสงฆ์ คณะกรรมการทั้งไทยและเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2525

ขณะนั้นงานจิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวง วัดสุทัศน์ มีสภาพทรุดโทรมเสียหาย จึงปรากฏญาติโยมบางท่าน มีจิตศรัทธาบริจาคเงินให้ทางวัดทำการบูรณะซ่อมแซม

กรมศิลปากร โดยอาจารย์วรรณิภา ณ สงขลา (ท่านนี้ก็เป็นนักอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังคนสำคัญของบ้านเรา และมีผลงาน "ปิดทองหลังพระ" มากมาย) จึงเข้ามาดูแลซ่อมภาพเขียน

ขั้นตอนก็เป็นไปตามหลักวิชา คือ ถ่ายภาพบันทึกหลักฐานต่างๆ ก่อนลงมืออนุรักษ์ คัดลอกภาพลายเส้น และเขียนคำอธิบายเก็บไว้ จากนั้นก็ทำความสะอาด ผนึกชั้นสีให้มั่นคงแข็งแรง สุดท้ายคือเขียนสีซ่อมภาพ เฉพาะในรอยชำรุดจุดเล็กๆ

ส่วนบริเวณที่เสียหายหนักๆ เป็นจุดใหญ่นั้น ไม่มีการแตะต้องหรือเขียนต่อเติม เพื่อรักษาฝีมือครูช่างดั้งเดิม

ผลก็คือ เจ้าภาพ (รวมทั้งพระเถระหลายท่านและท่านเจ้าอาวาส) เห็นว่า การซ่อมแซมดังกล่าว ไม่คุ้มกับเงินบริจาค ต้องการให้เขียนซ่อมขึ้นใหม่จนเต็มสมบูรณ์หมดทั้งผนัง

จึงเกิดเป็นความคิดขัดแย้ง แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ฝ่ายหนึ่งประเมินว่าจิตรกรรมฝาผนัง เป็นงานศิลปะอันล้ำค่า และเป็นหลักฐานสำคัญในทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ควรทำแค่รักษาส่วนที่ยังหลงเหลือไว้ให้ดีที่สุด บริเวณใดที่เสียหายเกินกอบกู้ไปแล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น เพราะการเขียนทับใหม่ เท่ากับลบฝีมือครูช่างโบราณทิ้ง

ส่วนอีกฝ่ายมองว่า โบสถ์วิหารเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญ ไม่ควรปล่อยให้จิตรกรรมมีสภาพแหว่งเว้าขาดวิ่น จนหมดสง่าราศี น่าจะต่อเติมให้ครบถ้วน ดูใหม่สดใส เพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้ศึกษาเรื่องราวทางพุทธศาสนาที่วาดไว้ได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

อาจารย์เฟื้ออยู่ฝ่ายยืนกรานว่า ฝีมือครูโบราณเป็นสิ่งที่ไม่ควรต่อเติมแก้ไข ต้องรักษาไว้ในสภาพเดิมให้ดีที่สุดเท่าที่ขีดขั้นปัญญาความสามารถจะเอื้ออำนวยให้กระทำได้

การประชุมครั้งนั้น อาจารย์หยิบยกเหตุผลต่างๆ มาอธิบายไว้ยืดยาว ต่อสู้ยืนกรานจนถึงที่สุด และพูดไปแล้วก็เกิดอาการพลุ่งพล่านสะเทือนใจ ตามประสาศิลปินผู้มีอารมณ์อ่อนไหว และผ่านประสบการณ์ปวดร้าวนับครั้งไม่ถ้วน ในการรบรากับความคิด "รื้อของเก่าแล้วสร้างของใหม่ขึ้นแทนทับ" มายาวนานร่วมครึ่งค่อนชีวิต

เป็นการพูดแบบเปลื้องเปลือยหัวใจออกมาตีแผ่จนหมดเปลือก ร่วมกับครูบาอาจารย์และนักวิชาการหลายๆ ท่าน กระทั่งท้ายที่สุด ทางวัดก็ยอมรับหลักการ

จิตรกรรมฝาผนังที่วิหารหลวง วัดสุทัศน์ ฝีมือครูช่างในอดีต ก็เลยรอดพ้นจากการถูกลบเพื่อวาดใหม่ หลงเหลือผลงานล้ำค่าให้เห็นสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

กรณีดังกล่าว เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของอาจารย์เฟื้อ ที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้อีก 2 แง่มุม

อย่างแรกคือ อาจารย์เฟื้อมีความรักและผูกพันกับวัดสุทัศน์อย่างแนบแน่นลึกซึ้ง

ทั้งหมดนี้สะท้อนไว้ในคำพูดของอาจารย์ ในการประชุมวาระเดียวกัน ท่านกล่าวไว้ว่า

"...ทีนี้การที่จะไปเสริมเพิ่มเข้าไปมันยาก ใครที่จะมีหัวคิดพิเศษและฉลาด มีหลายชั้นครับ ลำบากมาก จะเสียด้วย เสียเงินด้วย เสียอะไรด้วย และไม่มีผลด้วย ถ้าจะเสริมเข้าไป สำหรับที่นี่มันทำลายโดยตรง ถ้าเสริมละก็ทำลายโดยตรง ทีนี้สำหรับจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ คล้าย ๆ เป็น ขอโทษผมพูดไม่ค่อยจะดีนัก คือเป็นนายเงิน จะเอาอย่างใจของตัว แต่หารู้ไม่ว่า ตามหลักวิชาที่ถูกที่ควรเป็นอย่างไร ท่านไม่รู้ แต่มีเจตนาอย่างเดียว อยากให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ตามอารมณ์ของตัว ท่านไม่รู้ โดยเหตุนี้จะทำลายครับ ปรากฏอย่างนี้มาหลายแห่งแล้ว จนผมไม่อยากจะไปดูแล้ว แต่ที่นี้เผอิญที่นี่ ผมมาอยู่ตั้งแต่เด็ก มายุ่งกับวัดสุทัศน์ตั้งแต่เด็ก บุญเหลือเกินที่มาอยู่วัดสุทัศน์ โตก็ได้รับการศึกษาจากวัดสุทัศน์ด้วย ฟังเทศน์ ฟังธรรมอยู่ที่วัดนี้ และก็เห็นคุณค่าวัดสุทัศน์ว่าสำคัญ และในเมื่ออยู่ในชั้นโตแล้ว เมื่อได้ศึกษาทางศิลปก็รู้ว่ามีคุณค่าเหลือเกิน เหลือคณานับ สิ่งที่เราเสียไปแล้วมันก็กลับไม่ได้ สิ่งที่ยังอยู่เราควรรักษาให้อยู่นานเท่านาน มีหลักเท่านี้แหละ..."

เนื้อความเต็ม ๆ สามารถหาอ่านได้จาก "บันทึกหลักการและเหตุผลในการตรวจซ่อมพระวิหารวัดสุทัศนเทพวราราม" ตีพิมพ์อยู่ในภาคผนวกของเอกสารการศึกษาวิจัยเรื่อง "การศึกษาวิเคราะห์ภาพจิตรกรรมฝาผนังของไทย" โดยอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ร่วมกับอาจารย์อนันต์ วิริยะพินิจ

กล่าวได้ว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นบทสรุปรวบยอด ในการทุ่มเทชีวิตเพื่อศึกษาเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังของอาจารย์เฟื้ออย่างเป็นลายลักษณ์อักษรที่สมบูรณ์สุด

เป็นเอกสารที่เผยแพร่ในวงจำกัด และค่อนข้างหาอ่านยากอยู่สักหน่อย แหล่งที่ผมทราบแน่ชัดว่ามีอยู่ คือ หอสมุดแห่งชาติ (ลาดกระบังนู่นนะครับ ไม่ใช่ที่ท่าวาสุกรี) และห้องสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความเกี่ยวโยงถัดมา เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงนิสัยใจคออย่างหนึ่งที่เด่นชัดของอาจารย์เฟื้อ นั่นคือ ความเป็นคนดื้อรั้นจนถึงที่สุด

หลังจากที่พ่อเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ 6 เดือนก่อนที่อาจารย์เฟื้อจะเกิด ยายทับทิมกับแม่ จึงย้ายจากแพที่ปากคลองราษฎร์บูรณะ มาเช่าห้องแถวอยู่ละแวกหลังวัดสุทัศน์

"ผมจำได้ว่า คุณยายเข้าวัดเสมอ คุณยายสอนให้ผมทำบุญใส่บาตร บ้านผมอยู่หลังวัด ผมชอบเดินไปวัดสุทัศน์ ตอนเด็กๆ ยังไม่รู้ความอะไรหรอก ผมชอบเดินไปตามทางที่นำไปสู่ตัวโบสถ์ มีต้นไม้ ดอกไม้ขึ้นรายทาง สวยงามมาก เหมือนกับอยู่บนสรวงสวรรค์ ผมโชคดีที่อยู่ใกล้วัด วัดนี้ก็เป็นที่กำเนิดของศิลปะ จิตรกรรมภาพฝาผนังงดงามมาก ผมคิดว่าตอนเด็กๆ ผมมีบุญที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี"

กล่าวได้ว่า วัดสุทัศน์มีส่วนสำคัญยิ่ง เป็นจุดเริ่มต้นปลูกฝังนิสัยรักชอบในศิลปะให้แก่อาจารย์เฟื้อ

เพราะเหตุนี้เอง ในระหว่างการประชุมเพื่อปกปักรักษางานศิลปะล้ำค่าของวัดนี้ เมื่ออาจารย์ล่วงเข้าสู่วัยชรา คำพูดของท่านจึงเจือด้วยอารมณ์สะเทือนใจอยู่เป็นระยะๆ

อาจารย์เฟื้อเรียนชั้นประถม 1 ที่วัดสุทัศน์ เมื่อพ.ศ. 2461 จนจบชั้นประถม 3

แล้วเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดราชบพิธ จนจบชั้นม. ศ. 3 (พ.ศ. 2466)

ย้ายไปเรียนต่อโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรถึงชั้น ม.ศ. 5 (พ.ศ. 2468)

และหวนกลับมาที่โรงเรียนวัดราชบพิธอีกครั้ง จนจบม.ศ. 6 (พ.ศ. 2469)

แทรกคั่นระหว่างช่วงเวลาที่ศึกษาตามหลักสูตรในโรงเรียนนี้เอง อาจารย์เฟื้อก็เริ่มสนใจทางด้านวิชาวาดเขียน

"ขณะนั้นผมอายุไม่ถึง 10 ขวบ อยู่หลังวัดสุทัศน์เป็นห้องแถวสองฟาก สมัยโน้นมีบุหรี่ซิกาแรตต์ยี่ห้อนกอินทรี ซองสีเขียว เปิดออกมามีรูปรามเกียรติ์ พวกลิงพวกยักษ์ แผ่นเท่ากับซองบุหรี่ธรรมดานี่แหละ ผมชอบไอ้ตัวหนึ่งที่จำได้ตัวแดงๆ พวกยักษ์ ผมก็มานั่งเขียนๆ อยู่หน้าบ้าน...ทีนี้มีช่างเขียนคนหนึ่งอยู่เพชรบุรีมาเห็นผมเขียนเข้า คล้ายๆ ว่าเด็กคนนี้เขียนอะไรโดยไม่มีครูอาจารย์ เขียนยักษ์ๆ มารๆ มันอันตราย ท่านก็เลยมาครอบให้โดยจับมือเขียนให้ ผมถือเป็นอาจารย์คนแรก"

ใครก็ตามที่เคยอ่านประวัติอาจารย์เฟื้อ ย่อมพบว่า ในการให้สัมภาษณ์หรือกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าสาธารณชนทุกครั้ง ท่านมักจะรำลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์อยู่เสมอ

ศิลปินนิรนามผู้ที่ถือเป็นเสมือนครูทางศิลปะท่านแรกนี้ก็เช่นกัน หลายปีต่อมา อาจารย์เฟื้อก็ยังจดจำได้ขึ้นใจ และพยายามสืบหาอยู่เสมอว่าท่านเป็นใคร มีชื่อเรียงเสียงไร

จนกระทั่งคราวหนึ่ง เมื่ออาจารย์เฟื้อพานักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร เดินทางไปค้นคว้าเรียนรู้เรื่องศิลปะไทยที่เพชรบุรี จึงสืบเสาะจนกระทั่งพบและทราบนามว่าท่านชื่อ "ระย่อม ศรีสังวาลย์"

อ่านถึงตรงนี้แล้วผมก็ตื้นตันใจ เมื่อมาคำนึงว่า อาจารย์เฟื้อพบครูระย่อมครั้งแรกตอนไม่ถึงสิบขวบ ยังเด็กเหลือเกิน และการค้นหาบุคคลที่เคยพบแค่หนเดียว ไม่ทราบชื่อ รู้ข้อมูลคร่าว ๆ แค่อาศัยอยู่จังหวัดใด มีเพียงใบหน้าของครูในความทรงจำเป็นเบาะแสสำหรับการติดตามถามถึง น่าจะเป็นเรื่องยากลำบากไม่ใช่เล่น

เรื่องนี้ยิ่งซาบซึ้งขึ้นอีก เมื่ออาจารย์เฟื้อกล่าวรำลึกความหลังถึงครูสอนศิลปะคนแรกว่า "ผมมีบุญอยู่นิดเดียวเท่านั้น ได้พบอาจารย์ระย่อมเพียงแค่สองหนในชีวิต...เดี๋ยวนี้เข้าใจว่าจะไม่อยู่แล้ว"

จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว อาจารย์เฟื้อก็ทำงานเป็นเสมียนรถไฟที่จังหวัดพิษณุโลก

2 วันต่อมา อาจารย์เฟื้อก็ลาออก เพราะรู้แน่ชัดว่าอาชีพนี้ไม่เหมาะ และไม่ตรงกับความรักชอบส่วนตัว จึงกลับมากรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อ

ตอนที่คุณยายทับทิมอุ้มอาจารย์เฟื้อในวัยทารกแบเบาะ ไปให้พระอาจารย์เปียร์แห่งวัดราษฎร์บูรณะช่วยตั้งชื่อ

นอกจากจะตั้งชื่อให้ว่า "เฟื้อ" แล้ว อาจารย์เปียร์ยังทำมากกว่านั้น

"ท่านก็อุ้มผมขึ้นและก็พิจารณา แล้วท่านก็ทำนาย...และท่านก็บอกว่า ผมถ้าอยู่กับท่านก็ต้องเจอลูกกระสุน...กระสุนดินเหนียว ยิงด้วยธนู...คือท่านว่าผมเป็นคนดื้อ...ดื้อมากเลย..."

"ตำนานเด็กดื้อ" อันลือลั่นของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ เริ่มต้นขึ้นครั้งแรก...ที่นี่...ที่โรงเรียนเพาะช่าง...

_________________
ศิษย์กตัญญู..ครูมิใช่เรือจ้าง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) MSN
tur32525
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 03, 2003
ตอบ: 94

ตอบตอบ: Fri Oct 16, 2009 10:54 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Embarassed พี่ครับ ทำไมตึกพระเสด็จเก่าถึงโดนทุบล่ะครับ โครงสร้างไม่แข็งแรง หรือห้องเรียนไม่พอหรือฯลฯ
เห็นภาพแล้วคิดถึงเลยครับ ผมอยู่ ม.๑ ได้แค่เทอมเดียวแล้วเขาก็ทุบเลย เลยจำเหตุผลในการทุบไม่ได้ Embarassed
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์
supawit103
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Mar 01, 2004
ตอบ: 753
รุ่นทีู่่: 103

ตอบตอบ: Fri Oct 16, 2009 11:05 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



ตอนผมเรียน(๒๕๒๒-๒๕๒๗) อยู่ก็เริ่มเอียงมาทางตึกสามัคยาจารย์แล้วครับ

ยิ่งมีการก่อสร้าง ตึกปิยมหาราชานุสรณ์(ตอนนั้นเรียก "ตึก๑๐๐ปี") ประมาณปี ๒๕๒๓-๒๗ ก็ยิ่งออกอาการ

_________________
ศิษย์กตัญญู..ครูมิใช่เรือจ้าง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) MSN
phongsawatp
แฟนพันธุ์แท้
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jun 29, 2003
ตอบ: 335

ตอบตอบ: Mon Nov 02, 2009 2:24 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ได้ทันขึ้นไปตึกพระเสด็จเก่าด้วยครับ รู้สึกเลยว่าเอียงมากๆ
และชอบกินข้าวโรงอาหารใต้ตึกพระเสด็จ ถ้าจำไม่ผิด ผัดไทป้าอิ้งก็อยู่ที่นั่น
แต่ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมโรงอาหารนี้ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเด็กม.ปลาย

_________________
What is truth to me is not to thee.
But truth or untruth,let it be.

ศาสตราจารย์ หม่องทินอ่อง(1908-1978)
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
papabear1962
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: May 14, 2007
ตอบ: 619
รุ่นทีู่่: 98

ตอบตอบ: Mon Nov 02, 2009 3:05 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Rolling Eyes Rolling Eyes Rolling Eyes
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว รุ่นที่ (แสดงในกระทู้)
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.430 วินาที