------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - ข่าวการเมือง: เพื่อทักษิณ+นรกป่วนชาติ trouble the country
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » สนามไพศาล
ผู้ส่ง ข้อความ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Oct 27, 2004 3:23 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 4<
วันที่ 25 ตุลาคม 2547
ปีที่ 28 ฉบับที่ 3630 (2830)
โปรยเงินภาษีล้านล้าน คิกออฟแคมเปญหาเสียง

ปรากฏการณ์แจกสะบั่นหั่นแลกในชื่อ "คิกออฟ แคมเปญ" ตามสไตล์นโยบายประชานิยม กลับมาอีกครั้งในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคไทยรักไทย ณ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม

เมื่อแจกแจงสารพัดโครงการทั้งหมด จะพบว่า แทบทุกโครงการตั้งอยู่บนพื้นฐานการใช้ "เงิน" จำนวนกว่าล้านล้านบาท เป็นเครื่องมือในการแสวงหาคะแนนนิยม เพื่อขอกลับมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย

เริ่มจาก 1.โครงการแจกวัวให้เกษตรกรเลี้ยง 2 ล้านตัว งบประมาณ 11,426 ล้านบาท 2.เปลี่ยนกองทุนหมู่บ้านเป็นธนาคารหมู่บ้าน 80,000 ล้านบาท 3.รื้อใหม่หลักสูตรการศึกษา 4.เรียนหนังสือไม่ต้องจ่ายสตางค์ จบแล้วค่อยใช้คืน 5.หาทุนซื้อคอมพิวเตอร์ให้ทุกโรงเรียน 6.แจกถุงของขวัญเด็กเกิดใหม่ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไป 7.ประกันราคาอ้อยไม่ต่ำกว่า 600/ตัน 8.เพิ่มพื้นที่ปลูกยาง-ปลูกปาล์มทั่วประเทศ โดยโครงการแปลงสวนยางพาราเป็นทุนจะออกเอกสารสิทธิไม้ยางพาราสวนสงเคราะห์ (ก.ย.ท.2) ปี 2547-2548 จำนวน 4,500,000 ไร่ 9.ทุ่มงบประมาณ 1 ล้านล้านบาทแก้ปัญหาจราจรกรุงเทพฯและปริมณฑล 10.บ้านทุกหลังต้องมีไฟฟ้าใช้ ถ้าไม่มีจะติดโซลาร์เซลล์ให้ 11.ทำประปา-ขุดสระทุกหมู่บ้าน 12.ใช้ภาษีที่เกิดจากเหล้า เบียร์ บุหรี่มาทำให้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเข้มแข็ง

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของงบประมาณประชาชนหรือ SML เพื่อให้ประชาชนได้มีงบประมาณเป็นของตัวเอง โดยในปี 2548 ทุกหมู่บ้านทุกชุมชนจะมีงบประมาณของตัวเองจัดสรรโดยรัฐบาล คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งหมด 20,000 ล้านบาท

โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ที่จะช่วยทำให้เกษตรกรเหล่านั้นสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท และโครงการพัฒนาลุ่มน้ำ 16,000 หมู่บ้าน

ส่วนโครงการที่ต้องต่อยอดจากนโยบายของรัฐบาลในช่วงปี 4 ปีที่ผ่านยังต้องใช้งบประมาณสูงเช่นกัน เช่น โครงการสร้างหลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค 4 ปีข้างหน้าคาดว่าจะใช้งบประมาณ 306,149 ล้านบาท โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ จำนวน 11,500 ล้านบาท โครงการสินเชื่อเอสเอ็มอี 1,789.5 ล้านบาท โครงการบ้านเอื้ออาทร จำนวน 248,679.1 ล้านบาท

สำหรับ 4 ปีซ่อมของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ใช้จ่ายงบประมาณไปจำนวนมหาศาลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร ในช่วงที่ผ่านมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 2.3 ล้านบาท คิดเป็นมูลหนี้ 75.5 พันล้านบาท

โครงการกองทุนหมู่บ้านได้จัดสรรเงินกู้ไปแล้ว 224,000 ล้านบาทใน 74,722 หมู่บ้าน โครงการธนาคารประชาชน มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 850,000 ราย รวมเป็นเงินกู้ทั้งหมด 17,827 ล้านบาท โครงการสร้างหลักประกันสุขภาพ 30 บาท ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 173,143 ล้านบาท โครงการสินเชื่อเอสเอ็มอี 2,774 ล้านบาท โครงการบ้านเอื้ออาทร 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่นับรวมการก่อหนี้นอกงบประมาณอีกจำนวนมากมายผ่านสถาบันการเงินรัฐประเภทต่างๆ และไม่นับรวมเงินที่อุ้มราคาน้ำมันคาดว่าจนถึงพฤษภาคม 2548 วงเงินคงไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท

สำหรับตัวอย่างโครงการที่ล้มเหลวและสิ้นเปลืองงบประมาณในรอบ 4 ปี ได้แก่ โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ของกรมปศุสัตว์ โครงการปลอมปุ๋ยอินทรีย์ โครงการจัดซื้อปุ๋ยเคมีที่มีปัญหาทุจริต โครงการจัดซื้อโค-กระบือของกรมปศุสัตว์ ที่พัวพันไปถึงนายชูวิทย์ (กุ่ย) พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกกลุ่มวังน้ำเย็น โครงการประมูลขายยางในโครงการแทรกแซงราคายางจำนวน 1.3 แสนตัน โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนที่มีช่องโหว่ให้คนรวยสวมรอยเข้าสู่แหล่งเงินทุนจากโครงการ โครงการประมูลต้นกล้าพันธุ์ยางพารา 90 ล้านต้น ที่มีเบื้องหลังเอื้อประโยชน์ยักษ์ใหญ่การเกษตร โครงการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางพารา 3 ประเทศ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย โครงการลำไย ปี 2545 และปี 2547 โครงการจัดซื้อกองเรือเพื่อจับปลาทูน่า โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิต 2547/48 มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท รวมถึงการแก้ไขปัญหาไข้หวัดนกที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

คำถามที่ชนชั้นกลางผู้เสียภาษี อยากรู้จากรัฐบาลประชานิยมก็คือ ภาษีที่จ่ายไปเกิดประโยชน์อะไรกับผู้เสียภาษีบ้าง ? และถ้ารัฐบาลประชานิยมอยากหาเสียงหาคะแนน ทำไมไม่ใช้เงินของตัวเอง ?






BANGKOK - Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra is laying out a
banquet of handouts - including the promise of gifts from the
government for every child born after July 2005 - to entice voters to
back his party in forthcoming general elections.

The list of freebies and other gifts for the electorate, announced
last week to kick off the election campaign of Thaksin's Thai Rak Thai
(Thai Loves Thai, TRT) party, cut across the rural and urban divide.

Farmers have been promised cows under a special "cash cow" program
that will provide each farm family with a calf, which will be raised
and sold, the profits put back into the farm. The premier also assured
the rural poor that each of the country's 75,000 villages would receive
more cash to develop the grassroots economy.

Residents of Bangkok, meanwhile, would see the congested city's
mass-transit system improved at a cost of 1 trillion baht (US$24.3
billion), were they to re-elect the Thaksin government. Low-income
earners in the city have been promised a tax break, with the minimum
taxable annual income being set at 100,000 baht from the current 80,000
baht.

Elections will be held on February 13 if Thaksin does not dissolve
parliament earlier.

"Thai Rak Thai has the solution for the country. Others just keep
attacking," Thaksin told a gathering of foreign correspondents and
diplomats on Thursday in defense of his pre-election pledges. "That is
destructive politics, and it does not work anymore."

Even some of his harshest critics admit that Thaksin's long list of
promises will appear more attractive to the electorate because of their
concrete nature, unlike vague pledges made in the past by his
predecessors.

"Thaksin has ushered in something new to Thai politics in the way he
promises to implement concrete policies to win votes," Thitinan
Pongsudhrirak, a political scientist at Bangkok's Chulalongkorn
University, told Inter Press Service.

Such an approach was unveiled when Thaksin led his newly formed TRT in
the election campaign for the January 2001 poll. Among the promises
made was one to transform the health care system to enable Thais to
receive medical attention for any ailment by paying only 30 baht per
hospital visit.

According to Thitinan, that "first generation of populist policies
were rooted in economic principles" as part of Thaksin's vision to
build a Thai society shaken by the financial crisis of 1997.

However, the political scientist feels differently about the populist
program on offer for the forthcoming poll. "The latest pledges are a
way to legitimize vote buying, which often happens in Thai politics but
is much more shoddy," said Thitinan. "It is naked spending to win
support."

Further, economists critical of the government say Thaksin has not
revealed where he will be getting the money to fund this new round of
handouts. They are also worried at the increasing level of public
expenditure the country will have to shoulder as a result.

Thaksin's edge over the opposition
Thaksin is hitting the campaign trail with an edge over his rivals, the
Democrat Party. The prospects of the opposition look dim. According to
an opinion poll conducted by the Bangkok-based Assumption University,
voters in all 400 constituencies in the country admitted favoring the
governing party over the opposition. The university poll also said that
nearly 49% of the people polled between September 23 and October 12
indicated they would vote for the TRT, against the 34.9% who favored
the Democrats.

Last Friday's edition of the Bangkok Post, an English-language daily,
summed up Thaksin's prevailing political fortunes in an editorial:
"Unless there is a miracle, Prime Minister Thaksin Shinawatra looks set
to return for his second term in office."

Such an eventuality would earn Thaksin two unique places in Thailand's
political history: the first prime minister ever to have completed his
full four-year term, and the first leader to win back-to-back elections
and return for a second term. None of the 22 prime ministers who
preceded him ever finished their full terms due to the fragile
coalitions they assembled in parliament, or to military coups.
Over the past 50 years, Thai politics has been in a state of flux.
During that period, the country had 16 new constitutions and
experienced 17 military coups.

That Thaksin's populist agenda resonated with the Thai electorate in
the January 2001 election was evident by the thumping mandate he
received to form a government with a comfortable majority. Currently,
the TRT and its coalition members have 364 seats in the 500-seat
parliament.

During its first two years in government, the ruling TRT gained
increasing approval, as opinion polls revealed, by its commitment to
deliver on its promises - a fact that set it apart from previous
administrations.

Thaksin rode this wave of popularity until December last year, when he
was voted "Person of the Year" in an independent poll; he received
82.5% support from the 2,203 Thais surveyed - a number that dwarfed the
runner-up, a high-profile forensic expert who received 3.6% support.

Thaksin was aided by the increasing signs of prosperity in the country
and confidence in the government's ability to manage the economy
through its dual-track agenda - increasing domestic demand and consumer
spending while promoting export-led growth.

Since January, however, the Thaksin administration has faced mounting
crises. They include violence in the predominantly Muslim provinces in
the south, where nearly 350 people have been killed, and the spread of
bird flu, which has killed 11 Thais and devastated chicken farmers.

Thaksin has also been accused of displaying authoritarian-like
behavior by a growing number of critics - many of them from academic
circles, non-governmental groups and the media.

Despite that, academics such as Thitinan expect Thaksin to return to
power, though he may have to be content with winning fewer seats in
parliament than he had originally anticipated. "What is at stake is the
margin of the victory," political scientist Thitinan said. "He
[Thaksin] once boasted of getting 400 seats [in the 500-seat house] at
the next elections."

(Inter Press Service)

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย songwut110 เมื่อ Wed Dec 24, 2008 6:11 pm, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Oct 28, 2004 3:15 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

มติชน วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9727

รับ"ซองสีน้ำตาล"หนาปึ้ก คนทรท.ดี๊ด๊า

สะพัดสูตรแจก1/1.5/2ล.ต่อหัว คาดตัวเลขงวดแรกทะลุ600ล.


ส.ส.ไทยรักไทยหน้าบาน สะพัดพรรคแจกก้อนแรก 645 ล้าน ให้ ส.ส.เดิมหัวละ 2 ล้าน คนเก่าย้ายมาสังกัดรายละ 1.5 ล้าน ส่วนผู้ที่ได้รับประกาศชื่อเป็นผู้สมัครได้เบาะๆ 1.5 ล้านบาท 2 พ.ย.รอโปรยอีกรอบ "เอกภาพ-ธีระชัย"ปฏิเสธอ้างไม่ใช่ถุงเงิน



**ทรท.แจกเงินส.ส.หัวละ1-2ล้าน

การประชุม ส.ส.พรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่อาคารชินวัตร 3 ผู้เข้าร่วมประชุมต่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เนื่องจากพรรคได้จ่ายเงินสนับสนุนเบื้องต้นให้กับสมาชิกพรรคอย่างน้อยสุดหัวละ 1 ล้านบาทเพื่อให้นำไปทำกิจกรรม ทั้งนี้มี ส.ส.ทยอยไปประชุมตั้งแต่เวลา 13.00 น. ขณะที่บริเวณหน้าห้องประชุม ชั้น 9 อาคารชินวัตร ทางพรรคตั้งโต๊ะให้บรรดา ส.ส.ที่ไปร่วมประชุมลงชื่อ พร้อมกับแจกถุงสีน้ำตาลที่ติดสก๊อตเทปอย่างแน่นหนา ให้กับ ส.ส.คนละ 1 ใบ

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับถุงสีน้ำตาลที่พรรคแจกให้ ส.ส.นั้น ภายในได้บรรจุธนบัตรใบละ 500 บาท ซึ่งเป็นเงินสนับสนุนเพื่อใช้ทำกิจกรรมในพื้นที่ โดยแบ่งส.ส.ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.บุคคลที่เป็น ส.ส.เดิม สังกัดพรรคไทยรักไทย จะได้รับเงินสนับสนุนคนละ 2 ล้านบาท 2.ส.ส.เดิม ที่ย้ายมาจากพรรคการเมืองอื่น ได้รับเงินสนับสนุนคนละ 1.5 ล้านบาท และ 3.ว่าที่ผู้สมัครของพรรคไทยรักไทย ที่มีการประกาศรายชื่อไปแล้ว จะได้รับคนละ 1 ล้านบาท

**สะพัดต้องใช้ก้อนแรก645ล้านบาท

หากคำนวนตามจำนวน ส.ส.แล้ว พรรคไทยรักไทยต้องใช้เงินงวดแรกราว 645 ล้านบาท เนื่องจากต้องจ่ายให้ ส.ส.ปัจจุบันของพรรคไทยรักไทย 230 คน เป็นเงิน 460 ล้านบาท ส.ส.ที่ย้ายเข้ามาสังกัดพรรคไทยรักไทยล่าสุดอีก 30 คนเป็นเงิน 45 ล้านบาท และว่าที่ผู้สมัครที่ได้ประกาศรายชื่อไปแล้วประมาณ 140 คน เป็นเงิน 140 ล้านบาท ทั้งนี้พรรคประกาศเป็นการภายในจะจ่ายเงินสนับสนุนงวดที่ 2 อีกครั้งในวันที่ 2 พฤศจิกายน หรือไม่ก็วันที่ 9 พฤศจิกายน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เท่าที่สอบถาม ส.ส.หลายคนที่กำลังจะเดินทางกลับเช่นนายเอกภาพ พลซื่อ ส.ส.ร้อยเอ็ด นายธีระชัย แสนแก้ว ส.ส.อุดรธานี หลายคนพยายามบ่ายเบี่ยงว่า ในถุงสีน้ำตาลไม่มีอะไร นอกจากเทปคาสเซ็ตที่พรรคไว้ให้หาเสียง แต่มีส.ส.บางคนเปิดให้ดูเป็นธนบัตรใบละ 500 บาท ปึกใหญ่ ทั้งนี้เป้นที่น่าสังเกตในการประชุม ส.ส.ของพรรคครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้เดินทางมาด้วย แต่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Jan 01, 2007 7:12 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Today's Top Stories:
Rising opposition to the military regime troubles the country's new leaders

Sparking the flames of resistance

Story by Onnucha Hutasingh

Rising undercurrents of anti-coup sentiment, persistent arson and political mind games launched against the Council for National Security (CNS) and the interim government are beginning to unsettle the country's new leaders, who until last month seemed to be cruising ahead nicely.

The political gamesmanship is becoming more and more of a problem for the military-led government, which toppled the Thaksin Shinawatra government on Sept 19.

In recent months a spate of school fires have flared in northern and northeastern provinces, mostly in strongholds of the former ruling Thai Rak Thai party.

Fingers have been pointed at politicians in the previous government. The CNS has implied they are waging a psychological campaign to get on the nerves of the coup engineers and portray them as incompetent and incapable of dousing the flames of post-coup unrest.

Police have blamed a number of the fires on electrical short circuits rather than arson. But the accidental-fires theory has been met with raised eyebrows.

The sheer number of fires, along with expert opinion from the Engineering Institute of Thailand - whose experts have argued that electrical wiring systems in houses and government offices are perfectly safe, with circuit breakers to protect against short circuits - make it hard to believe the fires are all accidents.

As such, the police now seem to be changing their view and agree that arson could be the cause of some of the fires.

Deputy national police chief Patcharawat Wongsuwan said out of 34 school fires over the past three months or so, seven had been linked to arson. Five of the arson-hit schools were in Kamphaeng Phet, one in Buri Ram and one in Nakhon Ratchasima.

Thirteen fires were caused by electrical short circuits, while carelessness was blamed for the rest of the fires, he said.

"A special team has been set up to find the causes of the other seven school fires," Pol Gen Patcharawat said.

"We believe an organised network is behind them, although information from relevant agencies shows that the remaining fires have nothing to do with any political movements."

But military intelligence agencies have taken a different view and hold "political undercurrents" responsible for the fires.

"We have gathered evidence. We already know who is behind the school fires," an army source said.

No matter how well-informed they are, the CNS and the government are finding it tough to protect the hundreds of schools in remote areas against attack.

But in response to the perceived threat from undercurrents loyal to the ousted Thaksin government, the CNS has undertaken a number of measures to "win back the masses" and contain a surge of anti-coup sentiment.

Prime Minister Surayud Chulanont has attempted to persuade former members of the now-defunct communist party to cross over to the military-appointed government's side. Ex-communists over recent years had become staunch supporters of the previous government thanks to Thai Rak Thai's populist policies.

Military leaders have also been sent out into communities seen as Thai Rak Thai strongholds, to try and convince residents to get behind the CNS and the interim government in the interests of "unity" and "national security".

Army chief Sonthi Boonyaratkalin recently impressed a gathering of 30,000 people, including village heads and kamnans in Chiang Mai, by promising to extend the term of village and tambon chiefs from five to 10 years.

However, members of other local administration bodies have maintained close ties with the former ruling party.

Gen Sonthi urged the local administrative leaders to convince their communities to get behind the CNS and the interim government to protect Thailand from those who want to destroy our "nation, our religion and our monarchy".

Not everyone has been convinced.

One farmer activist, who asked not to be named, warned that holding such mass rallies to drum up support could backfire on the CNS. They might be seen as stooping to the level of political parties, he warned.

The government and the CNS should instead produce tangible results by solving grassroots problems such as land rights problems, farm debt or failed management of natural resources, the activist suggested.

Also high on the agenda are measures to combat corruption. If the CNS and the government prove they are up to the task, urban residents sitting on the fence are likely to come forward to rally behind them, he said.

It is also important for the CNS and the government to satisfy the demands of critics and the urban middle class, who demand political freedom, community rights, and the management of natural resources be included in the new constitution.

Source: http://www.bangkokpost.com/topstories.php?id=115640

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Jan 02, 2007 4:05 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

นักวิเคราะห์ไทย-เทศชี้บึ้มกรุงเทพฯฝีมือพวกต้านรัฐประหาร


เหตุรุนแรงในกรุงเทพฯ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า พวกนักวิเคราะห์มีความเห็นกันว่า การระเบิดช่วงส่งท้ายปีเก่าในกรุงเทพฯคราวนี้ น่าจะเป็นฝีมือของพวกกลุ่มต่อต้านการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายจอห์น แฮร์ริสัน ผู้เชี่ยวชาญศึกษาวิจัยด้านการก่อการร้ายแห่งสถาบันการป้องกันและการศึกษาทางยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ บอกว่า มีความเป็นไปได้ที่พวกกลุ่มอันธพาลที่จงรักภักดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีคราวนี้

"มันอาจจะไม่ใช่เกี่ยวข้องมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง แต่เป็นผู้คนซึ่งเห็นอกเห็นใจสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ" เขาให้ความเห็น

ขณะที่ นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าการระเบิดคราวนี้เป็นฝีมือของพวกกลุ่มต้านรัฐประหาร

"ในระยะไม่กี่สัปดาห์หลังๆ มานี้ พวกเขามุ่งหมายที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ ด้วยการเผาโรงเรียนและชูเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ขึ้นมา" นายปณิธานชี้

เขาวิเคราะห์ว่า การก่อเหตุระเบิดในกรุงเทพฯนั้นจะต้องมีการวางแผนและมีความเชี่ยวชาญ และคาดเดาว่า พวกนิยมทักษิณในกองทัพหรือตำรวจ อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

"อดีตนายกฯทักษิณ ได้รับความสนับสนุนเป็นอย่างมากจากตำรวจ" เขาบอก

แต่นายปณิธานก็ชี้อีกด้านหนึ่งด้วยว่า มีหลักฐานอยู่เหมือนกันซึ่งสนับสนุนข้ออ้างที่ว่า พวกก่อเหตุคราวนี้คือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้

"พวกเขากำลังส่งสมาชิกของพวกเขาเข้ามาสำรวจกรุงเทพฯได้พักหนึ่งแล้ว และสมาชิกหลายคนซึ่งถูกจับทางภาคใต้ก็มีแผนที่ของกรุงเทพฯ" เขากล่าว

อย่างไรก็ดี นายแฮร์ริสันมีความเห็นว่า "กลุ่มเหล่านี้(พวกก่อความไม่สงบทางภาคใต้) ยังไม่ได้เคยแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถในการปฏิบัติการนอกพื้นที่ชายแดนภาคใต้"

ทางด้านนายฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นว่า มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่พวกก่อความไม่สงบทางภาคใต้ เป็นผู้ก่อการระเบิดในกรุงเทพฯคราวนี้ แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็หมายถึงกลุ่มนี้มีการยกระดับขึ้นครั้งใหญ่ จนสามารถขยายปฏิบัติการนอกพื้นที่ชายแดนภาคใต้มาถึงที่กรุงเทพฯ ซึ่งหมายถึงจะต้องได้รับการสนับสนุนทั้งทางกายภาพและทางการจัดตั้ง ที่จนถึงบัดนี้พวกเขายังไม่สามารถทำได้

นายฐิตินันท์กล่าวต่อไปว่า สำหรับทฤษฎีที่ว่าพวกสูญเสียผลประโยชน์จากการรัฐประหารโค่นรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลังเหตุร้ายคราวนี้นั้น แม้เรายังไม่ควรรีบด่วนสรุป เพราะการสอบสวนเพิ่งเริ่มต้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีน้ำหนักอยู่มาก

"เมื่อดูจากพัฒนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระยะสองสามสัปดาห์ที่แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าเขาต้องการกลับมาเพื่อต่อสู้ข้อกล่าวหา เขาบอกว่าไม่มีอะไรมาขัดขวางเขา และเขาต้องการกลับมา ดังนั้น เขาจึงต้องการต่อสู้ตอบโต้" นายฐิตินันท์บอก พร้อมชี้ต่อไปว่า ควรมองว่านี่เป็นการต่อเนื่องของวิกฤตที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา

ซีเอ็นเอ็นโต้แย้งว่า พรรคไทยรักไทยส่วนที่ยังเหลืออยู่ ตลอดจนตัวพ.ต.ท.ทักษิณเอง จะต้องสูญเสียความสนับสนุนจากประชาชนอย่างมหาศาลแน่นอน หากฝ่ายที่สนับสนุนเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุร้ายคราวนี้ นายฐิตินันท์ก็ตอบว่า นั่นเป็นความจริง แต่ขณะเดียวกัน เขาคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณกำลังหมดความอดทน พวกเขาแทบไม่มีอะไรสูญเสียอีกแล้วในเวลานี้ พวกเขาน่าจะถูกกีดขวางไม่ให้ลงเลือกตั้งในอนาคต ถูกขัดขวางไม่อาจกลับมาได้ ดังนั้น จึงต้องมองว่า เรื่องนี้เป็นความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เป็นความขัดแย้งที่หยั่งรากลึก ระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มกำลังของเขา กับกลุ่มผู้ทรงอำนาจอิทธิพล กลุ่มผู้ทรงอำนาจอิทธิพลได้ถอดเขาออกจากอำนาจ แต่ไม่ได้ทำให้เขาจบสิ้นในทางการเมือง ดังนั้น นี่จึงเป็นเรื่องที่ยังไม่จบสิ้น และซึ่งจะทำให้ปีนี้ปั่นป่วนวุ่นวาย และเป็นไปได้ว่ามีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นอีก

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯผู้นี้ขยายความว่า วัตถุประสงค์ของการระเบิดคราวนี้เป็นที่ชัดเจน นั่นคือ บ่อนทำลายความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของฝ่ายทหาร เวลานี้ในทางเป็นจริงประเทศไทยปกครองโดยทหาร และทหารไม่สามารถรักษาความมั่นคงได้ ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ดีสำหรับรัฐบาล และไม่ดีสำหรับฝ่ายทหาร เขาจะไม่ประหลาดใจเลยถ้าต่อไปในอนาคตอันใกล้ ฝ่ายทหารจะพยายามเพื่อหาที่ยืนของตนให้มั่นคงอีกครั้ง บางทีอาจจะด้วยการรัฐประหารอีกครั้ง เพื่อทำให้สิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง

สถานทูตต่างปท.เตือนพลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางในกรุงเทพฯ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุระเบิดในช่วงส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่ในกรุงเทพฯ รัฐบาลต่างประเทศหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย, อังกฤษ, แคนาดา, นิวซีแลนด์, และสหรัฐฯ ได้ออกคำแนะนำด้านการเดินทาง เรียกร้องให้พลเมืองของตนอยู่แต่ภายในอาคาร หลีกเลี่ยงการเดินทางภายในกรุงเทพฯ

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์แจ้งว่า สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำไทย ได้ระบุในเว็บไซต์ของตน ( http://www.austembassy.or.th ) ว่า "มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีขึ้นมาอีกในระยะไม่กี่วันข้างหน้า จึงขอเรียกร้องให้ชาวออสเตรเลียหลีกเลี่ยงไม่เดินทางอย่างไม่จำเป็นในกรุงเทพฯ"

"ยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ภายหลังการเข้ายึดอำนาจรัฐบาลของฝ่ายทหาร" เว็บไซต์นี้กล่าวต่อ พร้อมกับชี้ว่า ยังมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในดินแดนหลายส่วนของประเทศไทย รวมทั้งเมืองหลวงกรุงเทพฯด้วย

"คุณควรหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้การเดินขบวน, การชุมนุมทางการเมือง, และการรวมพลของบุคลากรทางทหาร"

ด้านสถานเอกอัครราชทูตอเมริกันและอังกฤษในกรุงเทพฯ ก็เรียกร้องให้พลเมืองของตนหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุมรวมคนมากๆ ในที่สาธารณะ และยังต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ ในขณะเดินทางในกรุงเทพฯ หรือรอบๆ เมืองหลวง

"มีความเป็นไปได้ที่จะมีการโจมตีขึ้นอีกในระยะไม่กี่วันข้างหน้า จึงขอแนะนำพลเมืองอังกฤษอย่าได้เดินทางภายในเขตกรุงเทพฯ เว้นแต่มีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้จนกว่าจะได้ประกาศแจ้งให้ทราบต่อไป" สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษระบุในเว็บไซต์ของตน ( http://www.britishembassy.go.uk )

ที่มา: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9490000160342

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Jan 03, 2007 3:30 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ระเบิดที่ กทม.

ที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อตอนเย็นของวันอาทิตย์ที่ 31 ธ.ค. 2549 ได้เกิด เหตุระเบิด ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันมากมายหลายจุด

นั่นคือ ที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใกล้ภัตตาคารพงหลี ที่ ป้อมตำรวจสี่แยกสะพานควาย ที่ ป้อมตำรวจซอยสุขุมวิท 62 ที่ ศาลเจ้าพ่อเสือภายในตลาดคลองเตย ที่ ลานจอดรถจักรยานยนต์ห้างสรรพสินค้า ซีคอนสแควร์ ที่ โลตัสสาขาประชาชื่น และที่ โลตัสสาขาแคราย เป็นอาทิ

แม้จะเป็นระเบิดที่ไม่รุนแรง แต่ก็ทำให้มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก และทำให้คน กทม. อกสั่นขวัญหายเป็นอย่างยิ่ง

และในตอนดึกของคืนวันนั้นนั่นเอง เพื่อเป็นการป้องกันมิให้อาจเกิดเหตุร้ายในช่วงเคานท์ดาวน์ขึ้นปีใหม่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. ได้ตัดสินใจประกาศยกเลิกงานเคานท์ดาวน์ขึ้นปีใหม่ที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์และสนามหลวงในทันที หลังจากได้ปรึกษากับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดีแล้ว ถือได้ว่าเป็นการ กระทำที่ถูกต้องเป็นที่สุด เพราะเรื่องพรรค์อย่างนี้อย่าเสี่ยงเป็นอันขาด

ผู้คนที่มาร่วมงานเคานท์ดาวน์ที่เซ็น ทรัลเวิลด์ก็เข้าใจปัญหาดี ต่างคนต่างแยกย้าย กันกลับบ้านโดยไม่รีรอ กลับไปฉลองขึ้นปีใหม่กับญาติพี่น้องที่บ้านของตัวเองปลอดภัยกว่ามากนัก ถึงแม้คนจะไม่มากเป็นหมื่นเป็นแสนก็เถอะ

ในช่วงการมีเหตุระเบิดที่ กทม. เมื่อวันอาทิตย์ดังกล่าว มีเรื่องที่อยากจะตั้ง ข้อสังเกต รวม 3 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรกคือ ผู้ที่รีบเร่งไปดูที่เกิดเหตุในทันทีคือ นายอภิรักษ์ และผู้บริหาร ของ กทม.

คำถาม คือ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหายไปไหนหมดไม่ทราบได้ ทราบแต่เพียง ว่า นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานแล้วเพียงเท่านั้น

ส่วน ผบ.ตร. ที่ชื่อ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ นั้นไม่ต้องพูดถึง มีเหตุการณ์ร้ายอะไร มักจะล่องหนอยู่เป็นประจำ ปล่อยให้ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อยู่เพียงคนเดียวมาตลอด

เรื่องที่สอง คือ ตอนช่วงที่ พล.ต.อ. อชิรวิทย์ รอง ผบ.ตร. และ โฆษก สตช. ออกมาแถลงข่าวร่วมกับ ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ พูดในการแถลงปรากฏว่าไม่ตรงกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง

เช่น บอกว่า ไม่มีคนตาย แต่สถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ บอกว่า มีคนตายแล้ว 1 คน

เช่น บอกว่า ไม่มีการยกเลิกงานเคานท์ดาวน์ที่เซ็นทรัลเวิลด์และที่ต่าง ๆ แต่ขอให้ประชาชนร่วมกันสังเกตสังกาให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายอีก พร้อมทั้งคุยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ ตำรวจได้เตรียมพร้อมที่จะดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นอย่างดี แต่อีกไม่นาน นายอภิรักษ์ได้ขึ้นไปบนเวทีหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ และประกาศว่า งานดังกล่าวมีอันต้องยกเลิก และที่สนามหลวงก็ยกเลิกงานเคานท์ดาวน์เช่นกัน

เช่น ตอบคำถามแบบฟันธงต่อผู้สื่อข่าวว่า การวางระเบิดใน กทม. ไม่เกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็น่าเป็นห่วงอีกเช่นกัน เพราะถ้ายังไม่แน่ใจ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ก็ไม่ควรพูดออกไปเช่นนี้ เพราะถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา ก็ พล.ต.อ.อชิรวิทย์คือ ผู้เสียเครดิต

เหล่านี้เป็นสิ่งสะท้อนอย่างดีให้เห็นว่า เรานั้นขาดข้อมูลที่เที่ยงตรง และ เรานั้นขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ พูดไม่ ตรงกันอย่างนี้ประชาชนคงงงและสับสนเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้จะเชื่อใครดี

และเรื่องสุดท้ายคือ ต้องยอมรับว่าเรื่อง การวางระเบิดใน กทม. เป็น เรื่องสำคัญ แต่คงมีแค่ “ไอทีวี” เท่านั้นที่เสนอข่าวเกาะติดอย่างต่อเนื่องและจริงจังให้ประชาชนได้รับทราบ ส่วน สถานีโทรทัศน์ช่องอื่น คงนำเสนอ รายการปกติ ของตนต่อไปเรื่อย ๆ เสมือนว่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร ช่อง 3 ยังคงเสนอละครเรื่องสุดรักสุดดวงใจ ช่อง 5 ยังคงเสนอรายการตลาดสดสนามเป้า ช่อง 7 ยังคงเสนอละครเรื่องธิดาซาตาน ช่อง 9 ยังคงเสนอเทป ดาวกระจายสุดสัปดาห์ และ ช่อง 11 ยังคงเสนอ สวัสดีปีใหม่ 2550 ทำได้มากที่สุดคือ ตัดข่าวเสนอเป็นระยะ และ มีตัววิ่งให้ได้อ่านกันพอเป็นพิธี

บอกได้เลยว่า ยามใดที่มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น สถานีโทรทัศน์ที่สามารถพึ่งพิงได้คงมีแค่ “ไอทีวี” เท่านั้นเอง

เรื่องการวางระเบิด ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ถ้าจะ ป้องกัน และ แก้ไข ให้เกิดมรรคผลต้องอาศัย ความร่วมมือ ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ ผู้บริหารของ กทม. หรือ ตำรวจบางคน เพียงเท่านั้น.

อนุภพ
http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx?ColumnId=33127&NewsType=2&Template=1

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Jan 04, 2007 4:13 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


เผยกลุ่มมาเฟีย “สีกากี-สีเขียว”เสียผลประโยชน์มีเอี่ยวบึ้ม กทม.

4 มกราคม 2550 00:41 น.

เผยทหารยศ ร.อ.นอกราชการเอี่ยว “บึ้ม กทม.” โยงกลุ่มมาเฟีย “สีกากี-สีเขียว”เสียผลประโยชน์ธุรกิจพันล้านจากรัฐบาล “ทักษิณ” ด้าน เสธ.หมึก ลั่นไม่มีวันทำร้ายประชาชน เผย “บิ๊กจิ๋ว” ฉุนตกเป็นข่าวอยู่เบื้องหลัง “บึ้มกรุง” ยันความสัมพันธ์ “เปรม-จิ๋ว” ยังเหมือนเดิม ขณะที่หน่วยข่าวใต้เตือนระวังบึ้ม กทม.เป็น “ฝีมือโจรใต้” หลังพบแผ่นที่ กทม.ถูกทำเครื่องหมายหลายจุด

หลังจากที่ ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( ศปศ.คมช.)ที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผช.เลขาธิการ คมช.เป็นประธาน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปพบนายทหารยศร้อยเอกที่ถูกออกจากราชการ ที่หมูบ้านชัยพฤกษ์ อ.บางบัวทอง ( http://wikimapia.org/1667154 ) เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจาก อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วางระเบิด 8 จุด ในกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. นั้น

แหล่งข่าวจาก คมช . เปิดเผยว่า หน่วยข่าวทางทหารได้ติดตามความเคลื่อนไหวของนายทหารนอกราชการคนดังกล่าวมาระยะหนึ่ง เพราะมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเป็นกลุ่มที่เสียประโยชน์จากการตรวจสอบทุจริตในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมืองในรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีวงเงินที่เกี่ยวข้องกับการเสียประโยชน์หากมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาหรือ โครงการที่ได้ทำไว้ จำนวนหลายพันล้านบาท จนมีสิ่งที่บ่งชี้ว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น


“เราแค่ควบคุมดูแลเขาให้อยู่ในสายตาเพื่อไม่มั่นใจได้ว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นมาอีก ในระหว่างนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการในการรวบรวมหลักฐาน พยานแวดล้อมเพื่อสรุปต่อไป ” แหล่งข่าว คมช. กล่าว

นอกจากนี้ในวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายทหารนอกราชการคนดังกล่าว ซึ่งดำเนินธุรกิจบริษัทรักษาความปลอดภัย ได้เดินทางไปที่โรงงานปุ๋ยท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ที่ตัวเองเป็นเจ้าของโดยได้มาจากการยึดมาจากผู้ติดหนี้สิน และมีกลุ่มมาเฟียตำรวจ - ทหารจำนวนหนึ่ง และพลเรือนจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้าไปร่วมประชุมที่โรงงานปุ๋ยแห่งดังกล่าวด้วย โดยพบว่ามีนายทหารยศพลเอกนายหนึ่งเข้าไปร่วมหารือด้วย

แหล่งข่าวจาก คมช.เชื่อว่า การวางระเบิดครั้งนี้มีจุดประสงค์ร่วมกัน ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าในรัฐบาลชุดที่แล้ว และ มาเฟียมีสี ทั้งสีเขียว และ สีกากี ที่เข้าไปแบ่งสรรผลประโยชน์มหาศาลในระยะยาวจากหลายสัญญา และหลายโครงการที่ทำขึ้นในรัฐบาลที่แล้วโดยเฉพาะธุรกิจรักษาความปลอดภัย เมื่อมีการตรวจสอบและมีแนวโน้มจะมีการล้มกระดาน และรื้อประโยชน์มหาศาลที่กลุ่มเหล่านี้จะได้รับ จึงได้สร้างสถานการณ์เพื่อหวังผลในการต่อรอง

นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายสัญญาที่บางบริษัทมีคนในรัฐบาลที่แล้วเข้าไปถือหุ้น และได้รับผประโยชน์ ก็กำลังจะถูกรื้อสัญญาเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลและคมช.ในภาพรวมด้วย ซึ่ง เชื่อมั่นว่า ระเบิดที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเกิดจากผู้ก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเท่าที่ดู กลุ่มก่อความไม่สงบฯ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่ได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น

ขณะที่หน่วยงานด้านการข่าวในพื้นที่ภาคใต้ ระบุว่า เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุดในกรุงเทพฯและนนทบุรี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดว่าเกี่ยวโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านการข่าวพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ผิดสังเกต และอาจมีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุระเบิดในกทม. โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมพื้นที่ อ.บันนังสะตา จ.ยะลา และจากการตรวจค้นพบแผนที่กรุงเทพฯ และมีการทำเครื่องหมายไว้หลายจุดในพื้นที่กรุงเทพฯ

หน่วยงานด้านการข่าว กล่าวว่า เมื่อย้อนหลังไปประมาณเดือนตุลาคม 2549 เจ้าหน้าที่ได้มีการจับกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มอาร์เคเค จำนวน 6 คน ซึ่งผ่านการฝึกหลักสูตรการรบมาจากประเทศอินโดนีเซีย ได้ที่บริเวณเขื่อนบางลาง จ.ยะลา โดยเจ้าหน้าที่ยังได้พบแผ่นที่กรุงเทพ ซึ่งทำเครื่องหมายจุดสำคัญในกรุงเทพหลายจุด และมีจุดที่ตรงกับเหตุระเบิดในกรุงเทพ คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และซีคอนสแควร์ เป็นต้น ทั้งนี้ หน่วยงานด้านการข่าวได้มีการแจ้งเตือนให้ระวังการก่อเหตุใหญ่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะพบความเคลื่อนไหวกลุ่มก่อความไม่สงบขนวัตถุระเบิดหลายลูกเข้ามาในพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อใช้ในการลงมือก่อเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ดูแลตามมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เตรียมไว้อย่างดี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้รายงานให้หน่วยเหนือรับทราบไปแล้ว

“ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ จึงเป็นสิ่งที่น่าสังสัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวโยงกันหรือไม่ เพราะมีรายงานว่ากลุ่มก่อความไม่สงบหลายคนเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อสมทบกับแนวร่วมฝ่ายปฏิบัติการที่เข้ามาฝังตัวอยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะน้องชายของนายฮัมกาลี สะเอ๊ะ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น คอร์ออดิเนต ที่เข้ามาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยย่านหัวหมาก และทำงานอยู่ในสยามพารากอน โดยมีชื่อกลุ่ม “พีเอ็นวายเอส” ที่ย่อมาจากปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสงขลา เป็นกลุ่มคอยประสานงานอยู่ในกรุงเทพฯ”แหล่งข่าวกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จาก ศปศ. คมช.ได้เดินทางไปพบ ร.อ.พชร พรหมเผ่า หรือ ร.อ.มนัส พรหมเผ่า ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องคดีสังหาร นาย พูลสวัสดิ์ จิราภรณ์ หรือด็อกเตอร์ไฮ-โซ ซึ่ง ร.อ.พชร เคยถูกคำสั่งให้ออกจากราชการเนื่องจากต้องคดี จากนั้นยังเคยมาทำงานกับ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต อดีตหัวหน้าฝ่าย เสธ. ประจำ รมว.กลาโหม โดยเคยติดตาม พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีต รมว.กลาโหม ในการปฏิบัติภารกิจอยู่ 3- 4 ครั้ง

ด้าน พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ หรือ เสธ.หมึก นายทหารฝ่ายเสนาธิการของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไม่ทราบเหตุผลเช่นกันว่าทำไมมีชื่อตนเอง และ พล.อ.ชวลิต เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิดขึ้น สงสัยอาจจะมึน จึงได้หว่านไปรอบ

“นายเห็นข่าวว่ามีชื่อท่าน ท่านก็ฉุนที่เห็นใครต่อใครมาใส่ร้ายท่าน เรื่องเลวๆ อย่างนี้มาสงสัยนายก็บ้าแล้ว ท่านกู้บ้านกู้เมืองมา อย่าว่าแต่ทำเรื่องเลวๆ อย่างนี้เลย แค่คิดก็ไม่เคยคิดอยู่แล้ว” เสธ.หมึก กล่าว

พล.ท.พิรัช กล่าวว่า เท่าที่คิดว่าผู้ที่ก่อเหตุครั้งนี้ ต้องมีคนทำหลายคน และ 8 จุดที่เกิดขึ้นต้องใช้จุดละหลายคน เพราะต้องมีคนดูลาดเลา คนวาง รวมแล้วน่าจะมากกว่า 30 คน แต่คิดว่าเจ้าหน้าที่น่าจะติดตามตัวผู้กระทำผิดได้เพราะเท่าที่ทราบกล้องวงจรปิดที่ห้างแห่งหนึ่งจับภาพชายสองคนที่วางระเบิดและวิ่งออกไปจากนั้นก็ระเบิดขึ้น

“ไม่น่าจะเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะ ทำอย่างนั้นเท่ากับปิดทางตัวเองที่จะกลับเข้ามา เพราะฉะนั้นต้องให้ความยุติธรรมกับเขาด้วย อย่าไปสรุปให้คนเข้าใจว่าผู้เสียประโยชน์การเมืองนั้นคืออดีตนายกฯ” พล.ทงพิรัช กล่าว

พล.ท.พิรัช กล่าวอีกว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคนตรี และ พล.อ.ชวลิต ยังเหมือนเดิม และ ท่านเพิ่งเจอกันที่ จ.นครพนม พล.อ.ชวลิต ท่านเป็นคนเคารพผู้ใหญ่ และ ป๋าเปรม ก็เป็นผู้มีบุญคุณกับนาย ไม่มีหรอกที่ท่านจะทำสิ่งที่ไม่ดีกันป๋า เพราะท่านรักและ เคารพ ป๋ามาก

..............

FYI, http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89:2T/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8&oldid=346541

POSTBAG

Foot-dragging hurts us
I am a staunch and loyal supporter, and a great admirer of both General Sonthi and PM General Suriyad. However, if the bombs set off in Bangkok prove indeed to be anti-coup related, then my admiration for both generals will diminish greatly.

They had an opportunity to behead the TRT hydra months ago, but they pussy-footed and did not act with forceful conviction. A proverb tells us, "Beware the wrath of a patient man". Thaksin is patient, a power-hungry megalomaniac. He is sitting it out in Beijing, but the possibility that he is directing TRT from abroad is real, the same way that a Mafia Don can direct his empire from behind prison bars. The CNS did not revoke Thaksin's diplomatic passport, did not prohibit his travel abroad, did not call him to account immediately nor ask for his immediate extradition to Thailand. Thaksin paraded abroad like a peacock, with the attitude of "go ahead, I dare you to do anything about me", as if he were a roving ambassador.

Your indecisiveness is going to cost you, and the rest of us, dearly.

J G



No shark fin, please

I was very disappointed to read that the Post is promoting the consumption of shark's fin, as part of the New Year's Eve menu at Breeze restaurant. It may well be " the elite of Asian cuisine" but tradition and exclusivity should not be used to justify the cruel and wasteful practice of shark "finning". As I am sure your readers will be aware, shark fin "suppliers" simply catch the shark, lop off the its fins and dump the maimed animal back into the sea to die a slow, painful death. This is a completely barbaric trade, and shark fin has no place on the menu of a civilised society's restaurant. As an environmentally conscientious publication, the Bangkok Post should not be encouraging its readers to participate in the needless slaughter of sharks, whatever the grand occasion.

I encourage all readers of the Post to avoid restaurants that still serve shark fin.

MARTIN FOAKES

Chiang Mai

International School

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Jan 08, 2007 11:13 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ระเบิดป่วนกรุง-ระเบิดหน้าตัวเมีย (4) ตอน : ปริศนาแห่งคำว่า “ชัยพฤกษ์”

โดย ผู้จัดการรายวัน 7 มกราคม 2550 17:14 น.


รายงานพิเศษ

อาวุธของทหารในการต่อสู้กันด้วยความเต็มใจและสมัครใจนั้น ใช้อาวุธอย่างสุภาพบุรุษที่ทำลายศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามในการสู้รบ มีอาวุธต้องห้ามหลายอย่างที่ไม่ถือว่าเป็นอาวุธหรือเครื่องมือการรบของลูกผู้ชาย และถือว่าโหดร้ายเกินไป เช่น ระเบิดนาปาล์ม ก็ถือเป็นอาวุธต้องห้าม ทั้งหมดนี้มีเป็นกติกาอยู่...นอกเสียจากว่า คุณไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่สุภาพบุรุษก็เชิญเลย

ผู้ที่ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีเกียรติศักดิ์ คือผู้ทำให้สตรี เด็ก คนชรา นักบวช แพทย์ พยาบาลในสนามรบได้รับอันตราย หากว่าทหารซึ่งมิใช่โจรจะยึดมั่นและปฏิบัติตามนั้น และหากว่าผู้ใดที่กระทำเยี่ยงโจร ก็ไม่ควรได้รับความนับถือว่าเป็นทหาร เพราะทหารนั้นต้องเป็นผู้มีเกียรติยศและเกียรติศักดิ์

ทหารที่ออกไปตั้งฐานปฏิบัติการในภูมิประเทศ นอกจากจะมีวิธีป้องกันตัวเองในการต่อสู้กับผู้ที่บุกรุกหรือเข้าโจมตีด้วยคูยิง สนามเพราะ บังเกอร์ สิ่งป้องกันทั้งหลายแล้ว การวางระบบเตือนภัยนอกฐาน หรือโดยรอบ หรือในทิศทางที่เป็นจุดอ่อนต่อการเข้าโจมตี เราจะใช้อุปกรณ์เตือนภัย เช่น พลุสะดุด พลุส่องแสง แต่จะไม่ใช้กับระเบิด เพราะเหตุว่าในเวลากลางคืนที่ต้องวางระบบการเตือนภัยนี้ อาจจะมีสัตว์ป่าหรือสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านผ่านเข้ามา และได้รับอันตรายจากระเบิดที่วางดักไว้ เพราะสัตว์เหล่านั้นไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรกับการรบของคน ผู้ที่อธิบายความในข้อนี้บอกว่า ถ้าหากวางกับระเบิดไว้รอบฐาน แล้วหมาของชาวบ้านมันวิ่งหรือเดินมาเหยียบกับระเบิดตาย ก็ต้องมีความรู้สึก “อายหมา” มัน, เอาแค่มีพลุสะดุด พลุส่องแสงให้รู้ว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาก็พอแล้ว เพื่อจะได้เตรียมรับมือ เตรียมยิงกันได้ทัน

การวางระเบิด 8 ลูก เมื่อวันส่งท้ายปีเก่า ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น เกือบจะเป็นระเบิดที่ผู้วางหรือกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องเกือบจะต้อง “อายหมา” เพราะมีพ่อค้าเร่คนหนึ่ง ผูกหมาเลี้ยงตัวเล็กๆ ไว้ในรถเข็นที่เป็นลักษณะกล่องสังกะสี ข้างบนใช้วางสินค้าขายของ สะเก็ดระเบิดทะลุผ่านสังกะสีเข้าไปเป็นรูโหว่ แต่โชคดีที่ไม่โดนหมาที่นอนอยู่ข้างใน

ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งระเบิดลูกแรกระเบิดขึ้นที่นั่น ได้รับการ “วิเคราะห์” จากฝ่ายข่าวความมั่นคงมากเป็นพิเศษ โดยขอใช้ “ความว่า” การวิเคราะห์ในจุดนี้ เห็นว่า การกำหนดจุดวางระเบิด มีการวางแผนสถานที่แบบมีการข่าวและยุทธวิธีคือ

บริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น จุดศาลาที่พักคนโดยสารที่มีคนหนาแน่มีอยู่ 2 จุด คือทางด้านตะวันตก ริมคลองสามเสน และด้านตะวันออก คือจุดที่มีการระเบิด, ความหนาแน่นของผู้คนในเวลา 18.00 น. หรือประมาณนั้นจะอยู่ทางด้านตะวันออก ซึ่งเป็นด้านเข้าเมืองมากกว่าทางตะวันตกที่เป็นด้านออกนอกเมือง ในวันนั้น ซึ่งเป็นวันหยุด คนทางด้านตะวันตกมีน้อยกว่าทางตะวันออก และบริเวณนี้เป็นบริเวณกว้าง ผู้คนเคลื่อนไหวมากไม่ได้จับรวมเป็นกลุ่มเพื่อรอขึ้นรถเมล์เหมือนกับฝั่งตะวันออกที่เป็นบริเวณแคบ ผู้คนกระจุกตัวกันอยู่

อีกอย่างหนึ่งที่ถูกตั้งเป็นข้อสังเกต คือ ทางด้านที่ใช้เป็นจุดวางระเบิดนั้น มีรถไฟลอยฟ้าบีทีเอสอยู่ข้างบน

แม้ว่าจะไม่สามารถทำลายไปถึงตัวบนรถไฟฟ้าได้ เพราะโครงสร้างเป็นคอนกรีตโดยรอบทั้งราง และตัวรถไฟฟ้า แต่เมื่อเกิดระเบิดขึ้น แรงอัดอากาศที่พุ่งขึ้นไปโดยรอบ รวมทั้งด้านบน จะกระทบโครงสร้างคอนกรีตนั้น และทำให้แรงอัดเป็นแรงสะท้อนกลับเพราะผ่านไปไม่ได้ ความแรงของแรงอัดและแรงสะท้อนนี้ ทำให้สัญญาณไฟจราจรที่อยู่บริเวณนั้น คืออยู่ในลักษณะกึ่งห้อยอยู่กลางอากาศถึงกับหักตกลงมา และมีกิ่งไม้หลายกิ่งที่หัก เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มความดันและเพิ่มเสียงให้กึกก้องมากกว่าจุดอื่นๆ และยังมีการมองต่อไปว่า ถ้าหากในวินาทีนั้น มีขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสผ่านมาพอดีแรงอัดอากาศนั้น ก็น่าจะมีผลกระทบกระเทือนไปถึงตัวโบกี้โดยสารที่กำลังชะลอความเร็ว เพราะเป็นรางโค้งไปตามรูปวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กำลังจะเข้าหรือออกจากสถานีด้วย ก็จะได้รับแรงอัดมากขึ้น

จุดนี้, ยังมีที่มากกว่าได้มีการเปิดเผยกันไปแล้ว

คือแรงระเบิดมีสูงกว่าจุดใดๆ และมีหลักฐานข้อบ่งชี้ว่า เป็นระเบิดที่มีขนาดบรรจุใหญ่กว่าจุดอื่นๆ และน่าจะเป็นได้ว่า ระเบิดที่นี่เป็น “ระเบิดแฝด” คือนำระเบิดที่เป็นกล่องเหล็กนั้นจำนวน 2 ลูกมารัดพันติดกันไว้ ให้เกิดระเบิดพร้อมกัน จึงมีความแรงเป็นสองเท่ามากกว่าจุดอื่นๆ

มีการวางแผนหวังผลที่จะให้กระทบถึงขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสด้วย หากว่ามีขบวนเข้าหรือออกสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แรงระเบิด/แรงอัดอากาศนั้น อย่างน้อยก็จะทำให้กระจกหน้าต่างและประตูของรถไฟฟ้าแตกหรือได้รับความเสียหายในส่วนนั้น ซึ่งเป็นส่วนเปราะบางที่สุด เศษกระจกอาจจะทำอันตรายกับผู้โดยสารในขบวนรถไฟฟ้า หรืออย่างน้อยก็เกิดความโกลาหลในขบวนรถ หากมีความเสียหายกับกระจกหน้าต่างหรือประตู จนเปิดออกหรือมีช่องให้ออกมาได้ ผู้โดยสารที่กำลังตกใจอาจจะกระโดดลงมาจากขบวนรถ ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะกระแสไฟฟ้าบนรางสำหรับเป็นพลังงานขับเคลื่อนขบวนรถนั้นเป็นไฟฟ้าขนาดหมื่นโวลต์

จากรายงาน “ความว่า” ดังนี้, พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้พูดออกมามีความสอดคล้องกันที่ว่า การวางระเบิดป่วนกรุงนี้ มีการวางแผน หวังผล และมองเป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งได้

ขมวดปมเข้ามาตามคำของ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ เช่นกัน ที่สรุปว่าไม่ใช่ “สีกากี” ก็เป็น “สีเขียว” สองสีนี้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เป็นผู้ใหญ่ที่พูดออกมาในประเด็นนี้ชัดว่าคนอื่นๆ แต่จะเป็นสีกากีหรือสีเขียวตามที่ พล.อ.บุญรอดได้กล่าวนั้น การรายงานพิเศษชุด ระเบิดป่วนกรุง-ระเบิดหน้าตัวเมีย ของ ผู้จัดการรายวัน นี้ได้เผยอให้เห็นแล้วว่านายตำรวจคนหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ (ช่วยราชการ) อยู่หน่วยงานข่าวลับแห่งหนึ่ง ที่ทางทหารจับตาดูพฤติกรรมมานานแล้วตั้งแต่ครั้งมีการระเบิดหน้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ น่าจะปรากฏชื่ออยู่ในบัญชีของผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำด้วยคนหนึ่ง

นายตำรวจคนนี้มียศพันตำรวจโท

สำหรับคำว่า “ชัยพฤกษ์” ที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้ช่วยเลขาธิการ คมช.และเป็น ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ คมช.ได้กล่าวถึง และมีข่าวแพร่ออกไปถึงหมู่บ้านชัยพฤกษ์ ที่บางบัวทอง ต่อมา พล.อ.สพรั่งได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้หมายความถึงหมู่บ้านชัยพฤกษ์แห่งนั้น แต่เป็นการยกตัวอย่างขึ้นมา ถึงการซุ่มซ่อนแฝงตัวว่าทำกันอย่างไรนั้น ประเด็นคำว่า “ชัยพฤกษ์” ที่พล.อ.สพรั่ง กล่าวถึงนั้น น่าจะมี “เค้ามูล” อะไรบางอย่างอยู่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว พล.อ.สพรั่ง จะไม่กล่าวคำนี้ออกมาอย่างเต็มปาก ในเมื่อไม่ใช่หมู่บ้านชัยพฤกษ์ที่บางบัวทองแล้ว จะมีชัยพฤกษ์อะไรอีกที่จะต้องติดตามไขปริศนาของคำนี้ออกมา

มี “ชัยพฤกษ์” อีกแห่งหนึ่ง ที่มิใช่ชื่อหมู่บ้านหรือชื่อบ้าน แต่เป็นเรื่องของสถานที่, ซึ่งในวงการทหารระดับสูง และกลุ่มสตรีไฮโซรู้ว่าสถานที่นี้ คือสถานที่อดีตรัฐมนตรีผู้หนึ่งในรัฐบาลทักษิณ ไปปรากฏตัวอยู่บ่อยๆ จนเหมือนกับว่ามีบ้านอีกหลังหนึ่งอยู่ที่นั่น เพราะมีความสนิทสนมกับหญิงม่ายเจ้าของบ้านนั้นเป็นพิเศษ

“ชัยพฤกษ์” แห่งนี้ จึงเป็นจุดที่น่าสนใจ และเป็นที่ซึ่ง พล.อ.สพรั่ง อยากจะกล่าวถึงหรือไม่?

ทั้ง “พลเอก” และ “ร้อยเอก” ก็เคยมีการพบปะกับ “นาย” ที่บ้านหลังนี้, และมีความเชื่อมโยงไปถึง “นายทหาร” ซึ่งทำงานอยู่ที่หน่วยงานลับทางทหารแห่งหนึ่ง โดยที่เป็นลูกชายของ “คนสนิท” ที่เป็นพลเรือนของอดีตรัฐมนตรีนี้ ซึ่งมีการเชื่อมโยงต่อกันได้สนิท เมื่อเข้าไปตรวจสอบ หรือติดตามว่ามีอะไรหรือเกิดอะไรขึ้นที่ “ชัยพฤกษ์” แห่งนี้, แต่ทั้งหมดเป็นข้อมูลฐานข่าวที่ยังอยู่ในระหว่างการเคี่ยวจนงวดเป็น “ข่าวกรอง”

โรงแรมระดับห้าดาวแห่งหนึ่งแถวถนนสีลม ซึ่งเจ้าของมิใช่ไทยแท้ ก็อยู่ในกระบวนการตรวจสอบนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะมีความเชื่อมโยงกับชัยพฤกษ์ดังกล่าว

โรงแรมแห่งนี้เคยเป็นเสมือนเซฟเฮาส์ของนายทหารหลายคนของ “เตรียมทหารรุ่น 10” โดยใช้บริการใดๆ แบบไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะบิลทั้งหมดจะถูกรวมอยู่กับบิลของ “นาย”

สำหรับการสอบสวนทางอดีตตำรวจ โดยเน้นทางศูนย์สืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาลนั้น พล.ต.ต.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รองผู้บังคับการศูนย์สืบสวนถือว่าเป็น “มืองาน” ที่สำคัญที่สุด ซึ่งการข่าวทางด้านความมั่นคงมีการประสานเป็นคู่ขนานกันอยู่ ผลของการสืบสวนได้เห็นรูปร่างการวางแผน และรู้ตัวผู้ดำเนินการในบางระดับแล้ว โดยที่มีการปฏิบัติการร่วมในการระเบิดป่วนกรุงอยู่ 3 ระดับ คือ ระดับสั่งการ ระดับผู้ปฏิบัติงาน และระดับลงมือตามคำสั่งของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งระดับลงมือนั้นเป็นผู้รับจ้างโดยตัวเงิน ใช้งานครั้งเดียวแล้วเลิกการติดต่อกัน ส่วนระดับผู้สั่งการ และระดับผู้รับแผนมาปฏิบัติงานนั้น ยังมีการประสานกันอยู่ ทั้งนักการเมือง และที่เป็นข้าราชการประจำคือ ตำรวจและทหาร ซึ่งสำนวนนี้น้ำหนักทางการสืบสวนได้ผลอยู่ประมาณ 80% คาดว่าจะสรุปได้ทั้งหมดในสัปดาห์หน้า

ที่มา: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000001658

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Jan 11, 2007 4:17 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ลอบวางเพลิงเผาโรงเรียนเป็นแห่งที่ 5 ในบุรีรัมย์

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่10 ม.ค. พล.ต.ต.สุรสีห์ สุนทรศารทูล รอง ผบช.ภ. 3 พร้อมตำรวจกองวิทยาการที่ 21 จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ตรวจสอบความเสียหายเหตุเพลิงไหม้อาคารโรงเรียนบ้านตาเหล็ง ต.หนองปล่อง อ.ชำนิ เมื่อเวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา พบว่าคนร้ายงัดบานหน้าต่างเข้ามาทางด้านหลังอาคาร และใช้กระดาษกับเศษไม้เป็นเชื้อเพลิงวางไว้ 2 จุด ในห้องเรียนชั้นล่างของชั้น ป.2 คือ บริเวณใต้กระดานดำและเสา ขณะเกิดเหตุ นายงาม จำเนียนกุล นักการภารโรง มาพบก่อน จึงดับไฟไว้ได้ ทำให้ห้องเรียนเสียหายบางส่วน จากนั้นคนร้ายนำเศษไม้บานหน้าต่างไปทิ้งไว้ที่บ่อขยะหลังอาคารที่เกิดเหตุก่อนหลบหนีไป ซึ่งในคืนดังกล่าวมีครูเฝ้าเวรยาม สำหรับเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเรียนครั้งนี้เป็นแห่งที่ 5 ทิ้งช่วงเพียง 2 วัน จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงเรียนบ้านนาโพธิ์ อำเภอนาโพธิ์ เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา.

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Jan 11, 2007 4:38 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ดร.ปณิธานชี้คนรู้ระเบิดแอมโมเนียฟอยบึ้มกรุงมีไม่เกินร้อย

คมชัดลึกจัดรายการเรื่อง"ระเบิด...การเมือง? ตอน 2"ทางเนชั่นทีวี ดร.ปณิธานระบุบึ้มกรุงบ่งชี้มีคนไทยที่นิยมความรุนแรงฆ่าคนบริสุทธิ์ คนรู้เรื่องระเบิดแอมโมเนียฟอยมีไม่เกินร้อยคนได้รายนิ้วมือสามารถสืบหาตัวการได้

(10ม.ค.) รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง กล่าวในรายการคมชัดลึก ทางเนชั่นทีวีเรื่อง "ระเบิด...การเมือง? ตอน 2"ว่า ขณะนี้มีการระมัดระวังมากขึ้นจนกลายเป็นเหตุไม่ปกติ จะเห็นได้จากมีการตรวจกระเป๋านักเรียนขณะขึ้นรถไฟใต้ดิน จึงทำให้ชีวิตที่ปกติไม่ปกติ ดังนั้น คมช.ต้องสร้างความเชื่อมั่นและต้องเร่งสรุปคดีให้ได้

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากูร ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เวลานี้ คมช.มีศัตรูรอบด้าน เมื่อกลุ่มแรกประสบความสำเร็จแล้วหลบหนีไป ก็ยังมีกลุ่มอื่นมาผสมโรงอีก มีคนไทยที่นิยมความรุนแรงฆ่าคนบริสุทธิ์ ดังนั้น สังคมไทยต้องยอมรับความจริงว่าเราเข้าไปสู่มิติใหม่ของความรุนแรง

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า หลักเกณฑ์ของเราคือต้องการหน่วงเวลาการโจมตีระลอกสองออกไป จึงต้องประกาศออกไปว่าจะมีเหตุการณ์ขึ้นอีกในอีก 1-2 เดือน แต่ต้องถามว่าใช้หลักเกณฑ์อะไร เลียนแบบมาจากประเทศอื่นหรือไม่ เนื่องจากวิธีการนี้เป็นรูปแบบกองโจรแนวใหม่ เพื่อให้รัฐบาลไปกังวลกับการจับกุมระเบิด แล้วละเลยเรื่องอื่น จากนั้นก็ยุประชาชนให้เกลียด แต่ที่ไม่สามารถป้องกันได้เพราะเราหละหลวม

"สิ่งที่เราต้องทำคือปรับระบบการป้องกัน ป้องปราม ซึ่งในประเทศไทยมีไม่กี่คนที่รู้เรื่องระเบิดแอมโมเนียฟอย แต่วางไม่เป็น ขณะที่มีอีกกลุ่มวางเป็น หากไปดูลายนิ้วมือจะรู้ว่าใครมีความชำนาญ กี่กลุ่ม เชื่อว่าไม่เกินร้อยคน ดังนั้น ตำรวจไทย ทหารไทย และหน่วยความมั่นคงต้องจริงจังมากกว่านี้โดยดึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ออกมาให้ได้" รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุฝ่ายแล้ว กอ.รมน.ก็ได้เตรียมการป้องกัน และให้ประชาชนไม่ประมาทเฝ้าระวัง ดังนั้น เหตุการณ์ตอนนี้เรามีการเตรียมตัวพอสมควร แต่ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้ภาครัฐด้วย

ส่วนที่ระบุว่าเป็นฝีมือของสีเขียวและสีกากีนั้น เนื่องจากได้วิเคราะห์ว่าโอกาสที่จะเป็นพลเรือนน้อยมาก ต่างจากคนในเครื่องแบบ ดังนั้น จึงต้องมุ่งไปสู่สิ่งที่ได้ประเมินไว้แล้วเพื่อเป็นแนวทางในการควบคุม ซึ่งในข้างต้นคงจะไม่ประสงค์ให้คนบาดเจ็บล้มตาย ต้องการดิสเครดิต แต่เมื่อเหตุการณ์ออกมาในลักษณะนี้ก็น่าจะมีความชะงัก

ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐก็มีความตื่นตัว การระวังป้องกันจึงสูงเหตุการณ์ที่จะเกิดติดๆ กันจึงชะงัก แต่ในช่วง 1-2 เดือนเหตุการณ์มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้น การต่อสู้เพื่อขับไล่รัฐบาล คมช.จะเข้มข้นขึ้น ซึ่งไม่ได้มีความรุนแรงเฉพาะระเบิดเท่านั้น แต่จะมีการปลุกระดมมวลชนให้เกิดความวุ่นวาย และยั่วยุให้ คมช.ใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ส่วนในเรื่องความร่วมมือก็ยังไม่เต็มที่ ทั้งนี้นายกฯคาดโทษว่าหากไม่ได้รับความร่วมมือหรือย่อหย่อนต้องได้รับโทษ

"ขณะเดียวกัน กอ.รมน.ก็ได้กำชับให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม หากเข้าเกียร์ว่างก็ต้องมีการสับเปลี่ยนตำแหน่ง อย่างไรก็ตามตอนนี้เราได้ส่งคนลงไปพื้นที่ให้มากที่สุด และคอยฟังข่าวจากทางตำรวจ ซึ่ง กอ.รมน.พร้อมรุกอยู่แล้ว และต้องมีมาตรการเชิงรุกมากขึ้นด้วย" รมว.กลาโหม กล่าว

พ.ต.อ.พินิต มณีรัตน์ โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า มีการป้องกัน เตรียมมาตรการต่างๆ โดยร่วมกับทุกฝ่าย ในส่วนของประชาชนก็คงเป็นเรื่องการขอความร่วมมือช่วยเป็นหูเป็นตาในสิ่งผิดปกติ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

และหลังจากนี้จะมีการฝึกอบรมอาสาสมัคร และพนักงานรักษาความปลอดภัย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในการระมัดระวังยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น ช่วงแรกก็มีการตื่นตระหนกบ้างโทรเข้ามาแจ้งเป็นจำนวนมาก แต่ระยะหลังไม่พบสิ่งผิดปกติ

"อย่างไรก็ตามในระยะนี้ต้องขอความร่วมมือสังเกตบุคคลที่เข้าไปในชุมชนหนาแน่น ใส่หมวกแก๊ปปิดหน้า ถือสิ่งของผิดปกติ และดูสิ่งของที่วางผิดสังเกต ยานพาหนะที่ต้องสงสัย ซึ่งเราได้มีการประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน ส่วนกล้องโทรทัศน์วงจรปิดนั้น ทางนครบาลก็ได้ดำเนินการติดตั้งในส่วนของเซพตี้โซนไปส่วนหนึ่งแล้ว" โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าว

ที่มา: http://www.komchadluek.net/2007/01/10/a001_81294.php?news_id=81294

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Jan 11, 2007 9:33 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

เหตุบึ้มคืนเคาท์ดาวน์ข่าวหลุดมีจุดที่ 9! ตร.ล็อก-สอบเค้นชายต้องสงสัยแล้ว

‘สนธิ’บุกถิ่นสีกากี สยบข่าวเด้ง ผบ.ตร.
โผล่บึ้มถล่มกรุง “จุดที่ 9” ในคืนส่งท้ายปีเก่า ระเบิดคาถังขยะร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดดังย่านรัชโยธินเพิ่งจะเข้าแจ้งความ ล่าสุดทีมสืบสวนแกะรอยเงียบจากภาพในวงจรปิดของห้างฯไล่ล่าล็อกตัวหนุ่มต้องสงสัยหิ้วไปเค้นสอบเครียดในเซฟเฮาส์ แต่ไม่มีใครกล้าให้ข้อมูลสื่อ อ้างต้องรอให้ผู้ใหญ่ กอ.รมน. เปิดเผยเสียก่อน "บิ๊กบัง" บุกเยือนถิ่นสีกากี สยบข่าวลือเกาเหลา มอบนโยบายทำงานแนวทางเดียวกับกองทัพ ย้ำ "ตำรวจ-ทหาร" ต้องรู้รักสามัคคีกัน ส่วนทีมตรวจระเบิดออสซี่ เดินหน้าลุยเก็บหลักฐานบริเวณหน้าห้าง เกษร พลาซ่า และท่าเรือประตูน้ำ วางแผนทำระเบิดจำลองทดสอบอานุภาพ ขณะที่ทหาร-ตำรวจ-กทม. ระดมกำลังวางแผนรับมือคุมเข้มเมืองกรุงทุกตางรางนิ้ว ป้องกันความปลอดภัยงานวันเด็กแห่งชาติ โฆษกฯ รัฐบาลเชิญชวน พ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานเที่ยวที่ทำเนียบ ยังเปิดโอกาสให้สัมผัสเก้าอี้นายกฯตามปกติ

รัฐบาลยังเดินหน้าตามล่ากลุ่มที่ก่อวินาศกรรม 8 จุด ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยยังเชื่อมั่นว่าเป็นฝีมือกลุ่มของผู้สูญเสียประโยชน์ทางการเมือง ล่าสุดทาง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.และประธาน คมช. ยังได้ประกาศเตือนให้ประชาชนระมัดระวังภัยในช่วง 1-2 เดือนนี้อาจจะเกิดเหตุระเบิดซ้ำขึ้นมาอีก ขณะที่การแกะรอยล่าหาหลักฐานมือระเบิด ทางผู้เชี่ยวชาญหน่วยงานบอมบ์ดาต้าเซ็นเตอร์ ของประเทศออสเตรเลีย ส่งทีมงานเข้ามาช่วยตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้ กอ.รมน.ก็เตรียมให้รางวัลกับผู้ที่แจ้งเบาะแสข้อมูลกับกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่พยายามจะก่อความวุ่นวายให้กับประเทศชาติ ตามที่เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

"บิ๊กบัง" บุกเยือนถิ่นสีกากี
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ม.ค. ที่สโมสรตำรวจ พล.อ. สนธิ ผบ.ทบ. ประธาน คมช.เดินทางไปเป็นประธานในการมอบนโยบายให้กับข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่ระดับผู้บังคับการ (ผบก.) ขึ้นไปทั่วประเทศ มี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร.ทุกคนให้การต้อนรับ โดยมีการตรวจเข้มรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่บริเวณริมถนนวิภาวดีรังสิต (ฝั่งขาเข้า) จากแยก หลักสี่มาจนถึงสโมสรตำรวจจะมีทั้งกำลังตำรวจ-ทหารกระจายประจำจุดกำลังเกือบตลอดเส้นทาง ใช้เวลาในการประชุมมอบนโยบายกว่า 1 ชม.จึงแล้วเสร็จ จากนั้น พล.อ.สนธิ และ พล.ต.อ. โกวิท ร่วมกันแถลงข่าวนั่งเคียงคู่กัน

กำชับ "ตร.-ทหาร" รักกัน
พล.อ.สนธิ แถลงว่า มาวันนี้ไม่ได้มาให้ นโยบายเพียงแต่มาบอกว่า ขณะนี้ได้มีการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งโครงสร้างใหม่จะมีความผูกพันกับตำรวจอย่างไร เรื่องต่อมาคือการบอกถึงภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ว่ามีรูปแบบใดและเรื่องสุดท้ายคืออยากให้ทั้งกองทัพและตำรวจมีความรักสามัคคีเป็นเนื้อเดียวกันไม่ต้องการแยกว่าเป็นทหาร เป็นตำรวจเพราะการทำงานในอนาคตเกี่ยวกับ กอ.รมน.ความร่วมมือระหว่างทหารกับตำรวจเป็นปัจจัยของความสำเร็จในการสร้างความสงบเรียบร้อยภายใน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต่อไปนี้ทหารและตำรวจจะร่วมมือกันทำงานไม่ปล่อยตัวให้ว่างใช่หรือไม่ พล.อ.สนธิ ตอบว่า ได้มีการพูดกันถึงความร่วมมือกันต้องพูดกันว่าชาติ บ้านเมืองเป็นส่วนสำคัญทั้งตำรวจและทหารต้องมีจุดสำนึกร่วมกัน ฉะนั้นเราต้องร่วมมือกันและทำอย่างเต็มขีดความสามารถ ต่อข้อถามว่าการประชุมในวันนี้แสดง ให้เห็นว่าทหารและตำรวจไม่มีความขัดแย้งกันใช่หรือไม่ ประธาน คมช.กล่าวว่า จริง ๆ แล้วก็ไม่มีความขัดแย้ง เราต้องการสร้างความเข้าใจกันมากกว่า เมื่อถามย้ำว่า ที่มาในวันนี้เนื่องจากมีการมองกันว่าตำรวจอยู่ในช่วงภาวะเข้า "เกียร์ว่าง" จึงมาขันนอตใช่หรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างนั้นมาวันนี้เพื่อชี้แจงแนวทางการรักษาความมั่นคงภายในมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ส่วนเรื่องของเกียร์ว่างเป็นเรื่องของการมองมากกว่าและปัญหาที่อาจจะยังไม่สำเร็จในบางเรื่อง ความจริงต้องใช้เวลาในการพิสูจน์

ย้ำไม่รู้เรื่องปลด ผบ.ตร.
ต่อข้อถามว่าการมาในวันนี้ถือว่าจะดับกระแสข่าวการปลด ผบ.ตร.ได้หรือไม่ พล.อ. สนธิ กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวเป็นเรื่องของรัฐบาล ตนมีหน้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการรักษาความมั่นคงภายใน เรามีหน้าที่ที่แตกต่างกันจึงต้องมาประสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน

รายงานข่าวแจ้งว่าในที่ประชุม พล.อ. สนธิ ได้เน้นย้ำว่า คมช.อยู่แก้ปัญหาได้ไม่นานมีเวลาเพียง 1 ปี คมช.ก็ยุบแล้วแต่ กอ.รมน.ยังต้องอยู่จึงต้องมีความเข้มแข็งเป็นสิ่งที่ทหารและตำรวจจะต้องร่วมกันทำงาน แม้ว่าทหารและตำรวจจะมีพื้นฐานแตกต่างกันแต่มีอุดมการณ์เดียวกันคือชาติและประชาชน ต้องขับเคลื่อนกลไกในการทำงานในทิศทางเดียวกัน ขณะนี้มีสื่อต่าง ๆ นำเสนอให้ทหารและตำรวจเกิดความแตกแยก มาวันนี้ไม่ใช่ทหารและตำรวจต้องรักกันมากยิ่งขึ้น

ชาติไทยหนุนยกเครื่อง ตร.
ที่พรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า พรรคเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะมีการปรับปรุงโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ใหม่ เพราะเห็นได้ชัดเจนว่านับจากตำแหน่งกรมตำรวจแยกออกมาจากกระทรวงมหาดไทย มาขึ้นตรงกับนายกฯนั้นล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาอาชญากรรม และ ล่าสุดเหตุวางระเบิด 8 จุดใน กท. จนถึงบัดนี้ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้เลย ขณะเดียวกันภายในสตช.ก็มีปัญหาเรื่องคุณธรรมในการโยกย้ายในสำนักงาน พรรคชาติไทยจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่จะมีการปรับโครงสร้าง สตช. ใหม่ โดยหวังว่าโครงสร้างที่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด นั้นจะทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น และก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคมไทยได้

"โกวิท" ไม่สนข่าวถูกปลด
ด้าน พล.ต.อ.โกวิท ผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดพบปะพูดคุยกันของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า เป็นการนัดพบปะหารือกันธรรมดากับ พล.อ.สนธิ ผบ.ทบ. และประธาน คมช.นัดเลี้ยงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยสมาชิก คมช.จะเข้าร่วมด้วย เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรที่มีข่าวว่าจะถูกปลดออกจากตำแหน่งเก้าอี้ ผบ.ตร. พล.ต.อ.โกวิท ตอบว่า "โอ้ ! ไม่เป็นไรก็ยังทำงาน ถูกปล่อยข่าวลือมาไม่รู้กี่ครั้งก็เป็นธรรมดา"

บึ้ม "จุดที่ 9" ย่านรัชโยธิน
มีรายงานจากชุดสืบสวนคลี่คลายคดีก่อวินาศกรรมช่วงส่งท้ายปีว่า ในช่วงเย็นวันที่ 31 ธ.ค. 49 ไม่ได้มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นใน กท.และ จ.นนทบุรี เพียงแค่ 8 จุดเท่านั้น แต่ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นอีก 1 แห่งที่บริเวณถังขยะด้านหลังห้องครัวของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งอยู่บริเวณชั้นล่างของห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งย่านรัชโยธินจึงถือว่าเป็นเหตุระเบิดจุดที่ 9 โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเวลาประมาณ 17.20 น. วันที่ 31 ธ.ค. พนักงานของร้านฟาสต์ฟู้ด ได้เห็นถุงดำวางอยู่ในถังขยะด้านหลังห้องครัวซึ่งไม่ใช่ถุงของร้านพอเห็นว่าผิดปกติจึงรีบเดินไปตาม รปภ. ห้างให้มาช่วยตรวจสอบ หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นแต่โชคดีไม่มีใครได้รับอันตราย ตอนแรกทาง รปภ.คิดว่าคงเป็นเพียงแค่หม้อแปลงระเบิดธรรมดาเพราะเห็นไม่มีใครบาดเจ็บ

หิ้วผู้ต้องสงสัยเค้นสอบ
ต่อมาวันที่ 6 ม.ค. ภายหลังเกิดเหตุมาได้เกือบ 1 สัปดาห์ ทางผู้บริหารห้างฯทราบเรื่องจึงได้ส่งพนักงานไปแจ้งความกับทางพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ พฐ. และทหารมาร่วมตรวจสอบ พบเพียงหลักฐานเศษตะปูและตลับลูกปืนหลงเหลืออยู่เพียงจำนวนหนึ่ง นอกนั้นที่เหลือส่วนใหญ่ถูกทำความสะอาดและนำไปทิ้งเกือบหมดแล้ว และมีรายงานด้วยว่าภายหลังทางทีมสืบสวนคลี่คลายคดีได้เข้าไปขอดูเทปวงจรปิดภายในห้างฯ อย่างละเอียดหมดทุกจุดเพื่อหาตัวคนร้าย ปรากฏว่าพบชายหนุ่มต้องสงสัยที่ถือถุงดำลักษณะใกล้เคียงกับที่พนักงานพบในถังขยะเดินป้วนเปี้ยนอยู่จริง จากนั้นนำภาพจากกล้องวงจรปิดไปขยายใหญ่จนเห็นใบหน้าชัดเจน แล้วนำไปเปรียบเทียบตรวจสอบข้อมูลกับทะเบียนราษฎรทำให้สามารถติดตาม ไปเชิญตัวผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าวมาสอบสวนที่เซฟเฮาส์แล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าผลการสอบสวนเป็นเช่นไร

ผู้สื่อข่าวพยายามติดตามสอบถามข้อมูลรายละเอียดข้อเท็จจริงจากทางทีมงานชุดสืบสวนคลี่คลายคดีระเบิดแต่ไม่มีใครให้ข้อมูลอ้างว่า ต้องรอให้ทางผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.ที่เป็นคนรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมดเป็นผู้เปิดเผยรายละเอียดข้อมูลเสียก่อน

ตร.ออสซี่ลุยหาหลักฐาน
ด้านความเคลื่อนไหวการทำงานของผู้เชี่ยวชาญหน่วยงานบอมบ์ดาต้าเซ็นเตอร์ ของประเทศออสเตรเลีย ที่มาร่วมคลี่คลายคดีก่อวินาศกรรม ล่าสุดเมื่อเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ พร้อมด้วยหน่วยบอมบ์ดาต้าเซ็นเตอร์ 5 คนเดินทางไปร่วมตรวจค้นหาหลักฐานบริเวณตู้โทรศัพท์ ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเกษร พลาซ่า ถนนราชดำริ โดยได้ถ่ายรูปบริเวณจุดเกิดเหตุพร้อม เขียนแผนผังอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังได้ไปเก็บค้นหาเศษสะเก็ดระเบิดจากตามต้นปาล์มซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุด้วย เพื่อนำไปวิเคราะห์หาวิถีและอานุภาพการทำลายของระเบิดที่คนร้ายนำมาวางไว้

หาสะเก็ดระเบิดในต้นปาล์ม
ทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากประเทศออสเตร เลีย ให้ความสนใจร่องรอยความเสียหายที่บริเวณต้นปาล์มใกล้ที่เกิดเหตุอย่างมาก เนื่องจากสันนิษฐานว่า อาจจะยังมีสะเก็ดระเบิดตกค้างฝังหลงเหลืออยู่ในต้นปาล์ม หลังจากนั้นทีมงานค้น หาพยานหลักฐาน ได้เดินทางต่อไปที่จุดระเบิดบริเวณท่าเรือโดยสาร ริมคลองแสนแสบ ย่านประตูน้ำ ซึ่งอยู่ห่างจากห้างเกษร ไม่ไกลเท่าไรนัก โดยเจ้าหน้าที่ได้วัดพื้นที่เพื่อคะเนรัศมีของสะเก็ดระเบิด ทำแผนผังที่เกิดเหตุ รวมทั้งตรวจสอบหลังคาท่าเรือเพื่อหาสะเก็ดระเบิดเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ ตร.พฐ.เคยเก็บวัตถุพยานที่เป็นชิ้นส่วนโลหะ ตะปู เชื้อปะทุไฟฟ้า รวมทั้งคราบเขม่าดินระเบิดไปได้แล้วจำนวนหนึ่ง แต่เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการหาพยานหลักฐานสาวไปยังกลุ่มคนร้ายจึงต้องมีการลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง

สำหรับสาเหตุที่ทีมงานจากออสเตรเลีย ให้ความสำคัญในการตรวจท่าเรือโดยสารฝั่งตรงข้ามกับจุดระเบิด แสดงว่าแรงระเบิดมีอานุภาพแรงจึงส่งผลทำนักท่องเที่ยว 2 คนที่อยู่คนละฝั่งคลอง ระยะห่างไป 13 เมตรยังได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วย ทั้งนี้ทีมงานของออสเตรเลีย ไม่ค่อยพอใจสื่อมวลชนไทยเท่าไรนักที่เฝ้าติดตาม ราย งานข่าว นอกจากนี้ยังนำภาพการทำงานไปเผยแพร่ทางหน้าหนังสือพิมพ์จึงหวั่นเกรงจะกระทบต่อรูปคดี วันนี้จึงร้องขอให้สื่ออย่ามาติดตาม อย่างใกล้ชิดจนเกินไป

เตรียมทำระเบิดจำลอง
พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผบช.นิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ กล่าวว่า ที่ประชุมเจ้าหน้าที่ พิสูจน์หลักฐาน มีมติที่จะประกอบ "ระเบิดจำลอง" ขึ้นมา จากสมมุติฐานที่ได้จากการเก็บรวบรวมวัตถุพยานในที่เกิดเหตุระเบิด 8 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.นนทบุรี เพื่อจำลองสถานการณ์ให้ทราบถึงลักษณะของระเบิดที่คนร้ายใช้และลักษณะของการระเบิดว่ามีอานุภาพรุนแรงเพียงใดเพื่อความแน่นอนในการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งจากการลงพื้นที่สามารถเก็บรวบรวมหลักฐานและวัตถุพยานเพิ่มเติมได้หลายอย่าง โดยวัตถุพยานที่ได้สามารถตรวจพิสูจน์ได้ในประเทศไทย ยังไม่จำเป็นต้องส่งไปตรวจพิสูจน์ที่ต่างประเทศ

สำหรับกรณีที่มีการออกมาระบุว่าคดีลอบวางระเบิด 8 จุดไม่น่าจะจับกุมคนร้ายได้เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอเป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตเท่านั้น โดยสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตามยอมรับว่ายังไม่สามารถกำหนดกรอบได้ว่าจะตรวจพิสูจน์หลักฐานเสร็จเมื่อไหร่ และจะสาวไปถึงมือวางระเบิดและผู้บงการได้หรือไม่

ระดมกำลังคุมเข้มเมืองกรุง
ขณะที่สโมสรกองทัพบก มีการจัดประชุมสัมมนาด้านความมั่นคงในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมี พล.ท.ประยุทธ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ผบช.น. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมด้วยผอ.เขต 50 เขต หัวหน้าสถานีดับเพลิง หัวหน้าฝ่ายเทศกิจ ประธาน อปพร.เขต ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน และตัวแทนสำนักงานเขต เขตละ 25 คน รวมผู้เข้าประชุม 2,800 คน โดยเนื้อหาในการประชุมเป็นการมุ่งเน้นให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ มีความเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทุกภาคส่วน

พล.ท.ประยุทธ กล่าวว่า ส่วนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ กทม.นั้น ทาง บช.น. ร่วมกับกองทัพบก ได้กระจายกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราตามจุดต่าง ๆ แบ่งพื้นที่รักษาความปลอดภัยออกเป็น 3 ระดับ จุดสำคัญที่สุดมี 88 จุด รองลงมา 316 และ 6,740 จุด โดยจะมีตำรวจจาก 88 สถานีผลัดเปลี่ยนเวรในการตรวจค้น 5 จุดต่อวัน เน้นจุดตรวจค้นพิเศษขนาดใหญ่ คือ ชุมชนและที่อยู่อาศัย สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ อาคารสูงแหล่งประกอบการ และสถานที่สาธารณะ ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิด มีทั้งหมด 10 ชุด เป็นของนครบาล 4 ชุด ของกองทัพบก 6 ชุด แบ่งตรวจจุดที่ต้องสงสัยจุดละ 2 ชุด และยังมีตชด. 2 กองร้อยเข้ามาร่วมรักษาความปลอดภัยด้วย แต่ขอร้องให้ประชาชนมีสติในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร อย่าตื่นตระหนกกับข่าวลือต่าง ๆ

สนช.เชิญทีมสืบสวนชี้แจง
ที่รัฐสภา น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประธานคณะอนุกรรมาธิการยุติธรรม การตำรวจ และสิทธิมนุษยชน สนช.แถลงข่าวภายหลังการประชุม ว่า คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้จะศึกษาเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯรวมทั้งในพื้นที่อื่นและเหตุการณ์เผาโรงเรียนที่ไม่ใช่ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเรื่องการวางระเบิดนั้นในวันที่ 16 ม.ค.นี้ เราจะเชิญผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาชี้แจงให้ข้อมูล ส่วนกรณีเผาโรงเรียนนั้นในวันที่ 17 ม.ค.นี้จะเชิญผู้เกี่ยวข้องในภาคการศึกษา และตำรวจในภาคเหนือและอีสานที่เป็นผู้ที่รักษา ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เกิดเหตุมาชี้แจง ทั้งนี้ยืนยันว่าเราไม่ได้มุ่งที่จะหาความผิดจากเจ้าหน้าที่ แต่ต้องการความจริงเนื่องจากประชาชนต้องการให้ผู้กระทำผิดมารับโทษ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่คืบหน้าเท่าที่ควรเป็นการช่วยเจ้าหน้าที่ทำงานอีกทางหนึ่ง เพื่อให้คดีได้ข้อยุติบนความถูกต้อง ยุติธรรมต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

"ประสงค์" ฟันธงโยงการเมือง
น.ต.ประสงค์ กล่าวอีกว่า อนุกรรมาธิ การฯ ทุกคนมีข้อมูลส่วนตัวบางอย่างเบื้องต้นมีความชัดเจนว่าการวางระเบิดและลอบวางเพลิงนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง โดยได้ตัดประเด็นอื่นทิ้งทั้งหมด อย่างไรก็ตามเราจะฟังข้อมูลจากฝ่ายต่าง ๆ และลงพื้นที่ไปดูข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งหนึ่ง แม้รัฐบาลและ คมช.ตั้งใจทำงาน แต่มีปัญหาไม่ทันเกมการเมือง ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อน ดังนั้นรัฐบาลและ คมช. ควรหาทีมงานที่มีความเข้าใจกลวิธีทางการเมือง มาช่วยและควรทำงานเชิงรุกด้วยโดยใช้อำนาจที่มีอยู่จัดการกับอีกฝ่ายที่ยังทำลายเพื่อความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนมิฉะนั้นอีกฝ่ายจะได้ใจและเหิมเกริม

เมื่อถามว่าในฐานะที่เคยอยู่ในแวดวงการข่าวได้รับข้อมูลว่าในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้จะมีการใช้ความรุนแรงตรงกับข้อมูลของรัฐบาลและ คมช.หรือไม่ น.ต.ประสงค์ ตอบว่า ก็มีความเป็นไปได้และในระยะอีก 1-2 เดือนเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเพราะอีกฝ่ายเริ่มได้ใจเนื่องจากตอนนี้ไม่ค่อยมีคนพูดจึงโผล่หน้ามาพูดกันมากจึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้

"พรทิพย์" ยังเชื่อคนมีสีทำ
ที่กระทรวงยุติธรรม พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า ผู้ลงมือก่อเหตุลอบวางระเบิดอาจเป็นกลุ่มคนมีสีทหารหรือตำรวจเพราะจากการไปตรวจสอบพยานหลักฐานพื้นที่เกิดเหตุ พบว่า ผู้ที่ก่อเหตุต้องมีความเชี่ยวชาญด้านระเบิด ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้เพียง 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกทหาร-ตำรวจ กลุ่มสองอาจเป็นผู้ก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ส่วนตัวค่อนข้างมั่นใจว่าอาจจะเป็นทหาร-ตำรวจมากกว่าเพราะลักษณะการวางระเบิดเป็นแบบบังคับทิศทาง มุ่งให้เกิดความเสียหาย อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่างจากเหตุการณ์วางระเบิดในพื้นที่ 3 จว. ชายแดนภาคใต้ที่จะมุ่งหวังทำลายพื้นที่โดยกว้างมากกว่า

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวอีกว่า วันที่เกิดเหตุระเบิดสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้รับคำสั่ง จาก คมช.ให้ไปช่วยเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุร่วมกับทีมกู้ระเบิดทหาร-ตำรวจเพื่อให้เกิดความ โปร่งใสในการเก็บหลักฐาน โดยมีกองทัพภาคที่ 1 ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลทีมสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แต่บอกแล้วว่าสั่งอย่างนี้ทำงานไม่ได้เพราะตำรวจไม่เคยยอม แต่จากการทำงานตำรวจไม่ให้เข้าที่เกิดเหตุ สะท้อนให้เห็นว่าคำสั่งของ คมช. ไปไม่ถึงผู้ปฏิบัติเพราะเขาไม่รับรู้ ไม่ยอมให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เข้า

หนุนรวมตัวต้านผู้ไม่หวังดี
ด้านนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานการสัมมนาเรื่อง "สังคมไทย ไม่ยอมสยบต่อความรุนแรง" ตอนหนึ่งว่า การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลโดยใช้ความรุนแรงจะขยายตัวมากขึ้นจึงอยากขอเรียกร้องให้คนไทยทุกคนร่วมแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน 4 แนวทางคือ 1. การไม่ยอมรับความรุนแรงทุกรูปแบบ 2. การไม่สยบต่อความเคลื่อนไหว 3. ความไม่ประมาทจำเป็นต้องมีระบบเตือนภัยเพื่อป้องกันเหตุและ 4. การสร้างภูมิคุ้มกันในลักษณะให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อจัดการความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ขณะนี้ พม.ได้จัดตั้งศูนย์สนับสนุนประชาชนต้านความรุนแรง (ศปรร.) ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางสนับสนุนเครือข่ายประชาชนรวมตัวกันเพื่อต่อต้านกลุ่มบุคคลที่คิดไม่ดีต่อประเทศ

อย่าตื่นเครื่องวัดแรงดันน้ำ
ที่กองเผยแพร่ข่าว สำนักงานประชาสัมพันธ์ การประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่ประชาชนพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดผูกติดไว้กับหัวดับเพลิงของ (กปน.) นั้น ขอเรียนชี้แจงว่า อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องวัดแรงดันน้ำ หรือ Mobil Pressure ภายใน เส้นท่อ โดย กปน.เริ่มนำมาใช้งานตั้งแต่ต้นปี 2549 เพื่อใช้วัดและบันทึกแรงดันน้ำแต่ละพื้นที่ พร้อมส่งข้อมูลผ่านไปยังสำนักงานประปาสาขาเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ของสำนักงานประปาสาขา ชิ้นส่วนจะประ กอบด้วย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้แบตเตอรี่เป็นไฟเลี้ยงส่งข้อมูลผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือไปยังห้องควบคุมการประปาสาขา เพื่อมิให้ประชาชนตื่นตระหนกเข้าใจคลาดเคลื่อน กปน. จะติดสติกเกอร์เอาไว้เพื่อให้ทราบทั่วกัน

ม.2 ขู่บึ้มเดอะมอลล์โคราช
ส่วนความเคลื่อนไหวตามต่างจังหวัด ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 11.45 น. มีวัยรุ่นโทรศัพท์เข้าไปที่ศูนย์วิทยุ 191 ว่ากำลังจะไปวางระเบิดในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขานครราชสีมา ทางเจ้าหน้าที่วิทยุจึงพยายามเกลี้ย กล่อมถ่วงเวลาให้คนร้ายถือสายเอาไว้ก่อนพร้อมรีบเช็กเบอร์ต้นสายจนพบว่ามาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้า รร.มัธยมมีชื่อแห่งหนึ่ง จากนั้น ร.ต.อ.จุลทะ จันทน รอง สวป.สภ.อ.เมืองนครราชสีมา รีบนำชุดเคลื่อนที่เร็วออกไปตรวจสอบทันที กระทั่งพบนักเรียนชายคนหนึ่งกำลังยืนโทรศัพท์อยู่ในตู้ พอหันมาเห็นตำรวจก็แสดงท่าทีมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัดจึงเชิญตัวไปสอบที่โรงพัก โดยมี พ.ต.อ.กรกต สาริยา รอง ผบก.ภ. นครราชสีมา มาร่วมสอบด้วย ทราบชื่อ ด.ช. หนึ่ง (สงวนชื่อจริง) อายุ 14 ปี เป็นนักเรียนชั้น ม.2 ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนโทรศัพท์ไปขู่จะวางระเบิดจริง

ต่อมาตำรวจได้เชิญผู้ปกครองและ อาจารย์มาร่วมรับฟังการสอบสวนด้วยทำให้ทราบว่า ด.ช.หนึ่ง เป็นเด็กพิเศษมีความผิดปกติทางสมองแต่พอจะเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ ส่วนที่ก่อเหตุเป็นเพราะเห็นข่าวทางทีวีจึงเกิดความคึกคะนองและลองโทรศัพท์มาขู่วางระเบิดเองไม่ได้รับคำสั่งจากใคร เบื้องต้นทางตำรวจจึงได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไป

อีสานลือบึ้มห้างตาย 2 ศพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงสายที่ผ่านมา พ.ต.อ.สันติ ไทยเสถียร ผกก.สภ.อ.เมือง ขอนแก่น พร้อมด้วย พ.ต.ต.จินดา เทพยศ สวป. และกำลังจำนวนหนึ่งเข้าไปตรวจความเรียบร้อยตามห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในพื้นที่ จ.ขอนแก่น หลังจากมีคนปล่อยข่าวลือไปทั่ว จังหวัดว่ามีเหตุระเบิดในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บหลายรายแต่มีการปิดข่าว พ.ต.อ.สันติ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบตามห้างหลายแห่งอย่างละเอียดยังไม่พบเหตุดังกล่าวแต่อย่างใด ประชาชนยังคงมาจับจ่ายใช้สอยซื้อขายสินค้าตามปกติ อย่างไรก็ตามได้เรียก รปภ.ของห้างฯ เข้าประชุมเพื่อรับทราบมาตรการการรักษาความปลอดภัยของห้างและวิธีการตรวจค้นหาวัตถุลึกลับหรือวัตถุระเบิดเพื่อให้ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายใจ

ขู่ระเบิดโรงเรียนหนีกระเจิง
เมื่อเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน มีรายงานว่า คนร้ายโทรศัพท์เข้าไปข่มขู่มีระเบิดวางอยู่ข้างห้องพักผอ.โรงเรียนพนาลัยวิทยาเสริม ต.แวง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด หลังรับแจ้ง นายประวัติ ถีถะแก้ว รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด พ.อ. (พิเศษ) ยรรยง หงษ์จุ้ย ผบก.จทบ.ร้อยเอ็ด พ.ต.อ.ภัทรพล ศรีแก้ว ผกก. สภ.อ.โพนทอง รีบนำกำลังไปตรวจสอบทันที จากนั้นสั่งให้อพยพนักเรียนและครูอาจารย์ออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยจึงสร้างความแตกตื่นตกใจให้กับกลุ่มนักเรียนและครูอาจารย์เป็นอย่างมาก จากการตรวจค้นอย่างละเอียดใช้เวลานานกว่า 2 ชม.ไม่พบวัตถุต้องสงสัย เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือคู่อรินักเรียนต่างสถาบัน เพราะหลังเกิดเหตุมีกลุ่มวัยรุ่นขี่ จยย. นำระเบิดปิงปองขว้างเข้ามาหลังโรงเรียนด้วย ทำให้ทางโรงเรียนต้องปล่อยนักเรียนกลับบ้านก่อนเวลา

ต่อมาเวลา 18.00 น. พ.ต.ต.อุทัย ปุชิน สว.เวร สภ.อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลฯ รับแจ้งมีวัตถุต้องสงสัยลอยมาตกในบ้านของนายอิสสระ สมชัย อายุ 59 ปี อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.อุบลฯ เขต 8 รุดไปตรวจสอบพบว่าเป็นกล่องกระดาษสีเทา กว้าง 4x4 นิ้ว ลอยมากับร่มชูชีพเด็กเล่น แต่ภายในกล่องมีสายไฟหลายเส้นโผล่ออกมาจึงหวั่นเกรงว่าจะเป็นอันตรายจึงแจ้งให้ตำรวจมาเก็บไปตรวจสอบต่อไป

ผวาเจอถุงนึกว่าระเบิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีประชาชนพบวัตถุต้องสงสัยถูกนำมาวางไว้ในตู้โทรศัพท์สาธารณะ หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล รามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน พ.ต.ต. ชโลธร วัฒนะโชติ สวป.สน.บางเขน จึงรีบนำกำลังตำรวจและทหารรุดไปตรวจที่เกิดเหตุพบถุงพลาสติกขนาดใหญ่สีฟ้า วางอยู่ที่พื้นในตู้ โทรศัพท์ เบื้องต้นใช้เครื่องตรวจโลหะตรวจสอบ ท่ามกลางการลุ้นระทึกของผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้เชือกกันรอบที่เกิดเหตุป้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่อย่างเด็ดขาด จากการตรวจสอบปรากฏว่าภายในถุงมีเพียงตุ๊กตาเด็กเล่นอยู่จำนวนหนึ่ อย่างไรก็ตามต่อมามีผู้มาแสดงตัวเป็นเจ้าของแจ้งว่าลืมถุงดังกล่าวขณะโทรศัพท์ในตู้"""ลุงแอ้ด" มอบสารวันเด็ก

ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวการเตรียมพร้อมจัดงานวันเด็กแห่งชาติ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันเด็กแห่งชาติปีนี้ผมได้ให้คำขวัญแก่เด็ก ๆ ว่า "มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข" เพราะผมอยากเห็นเด็ก ๆ เติบโตแข็งแรง สมบูรณ์พร้อมด้วยความคิด สติปัญญา ร่างกาย และจิตใจที่เข้มแข็ง มีคุณความดีเป็นเข็มทิศนำทางในการดำเนินชีวิต รู้จักประมาณตนตามพระราชดำรัสและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ความพอมี พออยู่ พอกิน และพอใช้อย่างสร้างสรรค์ เกื้อกูลประโยชน์ต่อตนเองและประเทศชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน และเนื่องจากเด็ก ๆ เป็นบุคคลที่ยังขาดประสบ การณ์หลายอย่างในชีวิต ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจักใฝ่ใจฝึกฝนตนเองเพื่อสร้างวินัย ไม่หลงเชื่อคำชักชวนไปเกี่ยวข้องกับอบายมุขทั้งหลายที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมแก่จิตใจ หรือละทิ้งหน้าที่และการเรียนของตน

"ผมมีความตั้งใจและความหวังที่จะนำพาเด็กและเยาวชนไทยสู่ความรัก ความอบอุ่น ความสามัคคี และความสมานฉันท์ในครอบครัวและสังคมไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็ก ๆ มีความสุขและมีโอกาสในการพัฒนาความรู้ความสามารถอย่างทัดเทียมกัน"

ในโอกาสนี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทุกท่านเคารพนับถือ อีกทั้งพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดดลบันดาลประทานพรให้เด็กและเยาวชนไทย ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนทุกคน จงประสบแต่สรรพมงคลและสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ ขอให้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง มีจิตใจที่เข้มแข็ง มั่นคง และมีชีวิตที่สดใสตลอดไป

เชิญชวนเที่ยวทำเนียบ
ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติในปีนี้ รัฐบาลกำหนดจัดงานวันเด็กเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา โดยขอเชิญชวนเด็ก ๆ และเยาวชนให้มาเที่ยวงานวันเด็กในสถานที่สำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง รัฐบาลได้ให้ทุกหน่วยงานประสานการรักษาความปลอดภัยกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับเด็ก ๆ และผู้ที่เข้าร่วมงาน ซึ่งการจัดงานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ จากหน่วยงานใน ทำเนียบรัฐบาลและจากภาคเอกชน พร้อมทั้งมีการแจกของรางวัลอาหารและเครื่องดื่มอยู่บริเวณรอบทำเนียบ

ส่วนรายละเอียดกิจกรรมมีมากมายอาทิ ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตึกไทยคู่ฟ้า มีกิจกรรมเปิดให้ชมห้องต่าง ๆ ภายในตึกไทยคู่ฟ้า โดยมีไฮไลต์ที่สำคัญคือการเปิดให้เด็ก ๆ เข้าเยี่ยมชมห้องทำงาน นั่งเก้าอี้ของนายกฯ, ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) จะมีเวทีกลางแสดงกิจกรรมจากสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีใหม่ จะเปิดให้ชมห้องประชุมคณะรัฐมนตรี โดยจะมีการบรรยายเกี่ยวกับการประชุมคณะรัฐมนตรี ฉายวีดิทัศน์ พร้อมแจกของรางวัล, นอกจากการจัดงานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมวันเด็กที่น่าสนใจอีก เช่น ลานพระราชวังดุสิต สนามเสือป่า จะมีหน่วยงานทั้งภาครัฐหลายหน่วยงานร่วมจัดกิจกรรม ฯลฯ

นายธีระ สูตะบุตร รมว.เกษตรฯ ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงเกษตรฯ ที่ได้กำหนดจัดงาน "เด็กไทยหัวใจเกษตร 4" ในวันเสาร์ที่ 13 ม.ค. ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จะประสานกับหน่วยงานรักษาความปลอดภัยจากฝ่ายพลเรือน กองทัพภาคที่ 1 ตำรวจในพื้นที่และข้าราชการกว่า 600 คน ช่วยกันดูแลอำนวยความสะดวกให้กับเด็กและผู้ปกครองที่มาในงาน

ทัพภาค 2 พร้อมจัดงาน
บรรยากาศการเตรียมพร้อมจัดงานวัน เด็กที่ จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่สนามกีฬากลางค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา กองทัพภาคที่ 2 เกณฑ์กำลังเจ้าหน้าที่ออกติดตั้งโครงเหล็กกระโดดหอสูง พร้อมจัดเตรียมสถานที่เพื่อเตรียมการจัดงานวันเด็กที่จะจัดขึ้นในวัน เสาร์ที่ 13 ม.ค. ทางกองทัพภาคที่ 2 ยังจัดขึ้นเหมือนทุกปี ขณะเดียวกัน กองบิน 1 นครราช สีมา ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารอากาศ ออกประชาสัมพันธ์ยืนยันการจัดงานวันเด็กของกองบิน 1 ที่จะจัดขึ้นอย่างแน่นอนเช่นกัน ขณะที่ ผศ.ณรงค์ ผลวงษ์ รองอธิการบดี ม.เทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วิทยาเขต จ.กาฬสินธุ์ ก็พร้อมจัดงานขึ้นที่ภายในสถาบัน โดยจะขอความ ร่วมมือจากตำรวจ และนักศึกษาวิชาทหาร มาร่วมดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนที่ จ.ชลบุรี พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.ภ.2 พร้อมด้วยนางวาสนา ขวัญเมือง ประธานสมาคมแม่บ้านตำรวจ ภาค 2 พร้อมจัดงานวันเด็กที่บริเวณ กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 จ.ชลบุรี มีกิจกรรมและของรางวัลให้เด็กจำนวนมาก.

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Jan 12, 2007 5:11 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

“เตมูจิน” ใช้ “จงรัก” เป็นเครื่องมือ เปิดประเด็น พล.อ.“พ” รับงานบึ้ม

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 11 มกราคม 2550 15:15 น.

ประธานเครือข่ายเตมูจิน พบ “จงรัก จุฑานนท์” ให้ข้อมูลระเบิดกรุง แฉ กลุ่มทุนทุ่ม 1,500 ล้าน ให้การสนับสนุน “กลุ่มบุรีรัมย์ กลุ่มกำแพงเพชร กลุ่มยงยุทธ กลุ่ม กทม.กลุ่มข้าราชการ ทหาร ตำรวจ กลุ่มปกครอง” โดยงานระเบิดกรุง จ่าย 600 ล้าน ใช้แรงงานพม่า วางบึ้ม มีนายทหารยศ พล.อ.อักษรย่อ พ.ที่อกหักจาก คมช.เป็นผู้รับงานขั้นแรก

วันนี้ (11 ม.ค.) เวลา 13.30 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายชนาพัทธ์ ณ นคร ประธานเครือข่ายเตมูจิน เดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผช.ผบ.ตร.(ปป.1) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสอบสวนคดีลอบวางระเบิดทั้ง 8 จุด ใน กทม.เพื่อให้ข้อมูลถึงกลุ่มที่ให้การสนับสนุนเงินในการก่อเหตุวินาศกรรม รวมทั้งการระเบิดทั้ง 8 จุดในกรุงเทพมหานคร และ จ.นนทบุรี

นายชนาพัทธ์ กล่าวว่า ตนนำข้อมูลถึงกลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุนกลุ่มอำนาจเก่า ที่เสียผลประโยชน์หลังจาก คมช.ทำการรัฐประหาร ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ เช่น กลุ่มบริษัทที่เสียผลประโยชน์จากการสัมปทานสนามบินสุวรรณภูมิ บริษัทเกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งมีหลายกลุ่ม โดยทั้งหมดขาดทุนกำไรไปกว่าเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท หลังจากมีการรัฐประหาร ได้ลงขันกันเป็นเงิน 1,500 ล้านบาท โดยแบ่งเงินเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 จำนวน 1,000 ล้านบาท ใช้ในกลุ่มการก่อวินาศกรม เช่น การเผาโรงเรียน วางระเบิด ขัดขวางนโยบาย คมช.และรัฐบาลไม่ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงการระเบิดใน กทม.ครั้งนี้ด้วย กลุ่มที่เคลื่อนไหวในส่วนนี้ มีกลุ่มบุรีรัมย์ กลุ่มกำแพงเพชร กลุ่มยงยุทธ กลุ่ม กทม. กลุ่มข้าราชการ ทหาร ตำรวจ กลุ่มปกครองซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่า

“ส่วนที่ 2 จำนวน 300 ล้าน ใช้ในภารกิจกดดันถ่วงดุลรัฐบาล และ คมช.โดยมีกลุ่มที่เคลื่อนไหว เช่น กลุ่มรากหญ้า กลุ่มบางกรวย กลุ่มคลองเตย กลุ่มแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และรถตู้ ส่วนที่ 3 จำนวน 200 ล้านบาท ใช้ในการสนับสนุนกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมือง มีหน้าที่ทำลายความเชื่อถือของ คมช.และรัฐบาล ประกอบด้วย กลุ่มที่เคลื่อไหว เช่น กลุ่ม 19 กันยาต้านรัฐประหาร กลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตย และกลุ่มพิราบขาว เป็นต้น” นายชนาพัทธ์ กล่าว

นายชนาพัทธ์ กล่าวต่อว่า โดยกลุ่มทุนเหล่านี้จะใช้วิธีโอนเงินให้ครั้งละ 5.5 แสนบาท เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการตรวจสอบทางการเงินของ ปปง.ไม่ให้เป็นที่สงสัย นอกจากนั้น ก็ยังใช้วิธีนำเงินไปให้เอง หรือเรียกให้มาเอา ซึ่งถ้า ปปง.จะตรวจสอบก็สามารถทำได้ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินเหล่านี้ เพราะเป็นการเข้าข่ายมูลฐานที่ 8 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเงินเหล่านี้ถ้าไปตรวจสอบจะรู้ได้ว่าแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะมีเงินโอนเข้ามาเป็นจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ผิดสังเกต ซึ่งข้อมูลทั้งหมดตนเองได้มาจากเครือข่ายที่เชื่อถือได้ เป็นข้อมูลภายในส่วนราชการต่างๆ แต่ตนเองไม่มีหลักฐานทางการเงิน หรือการโอนเงิน เพราะเป็นแค่ประชาชนคนธรรมดา แต่เจ้าหนาที่ของรํบสามารถตรวจสอบได้แน่ ซึ่งในวันพรุ่งนี้ตนเองจะเดินทางไปยื่นหนังสือให้กับ พ.ต.อ.ยุทธบูลย์ ดิสมาน เลขาธิการ ปปง.เพื่อตรวจสอบ

นายชนาพัทธ์ กล่าวด้วยว่า การระเบิดใน กทม.ทั้ง 8 จุด ตนเองรู้มาว่า มีการใช้เงินกว่า 600 ล้านบาท มีการให้แรงงานพม่าผิดกฎหมายนำระเบิดไปวางในถังขยะในบางจุดที่เกิดระเบิด โดยรับค่าจ้างเพียงคนละ 1 พันบาท ขบวนการวางระเบิดครั้งนี้ มีการแบ่งเป็น 4 ขั้น ขั้นแรก เป็นนายทหารยศ พล.อ.ชื่อย่อ “พ” ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับกลุ่มอำนาจเก่า และอกหักกับ คมช.ที่ไม่ได้รับตำแหน่ง เป็นผู้รับงานมา ขั้นที่ 2 เป็นนายตำรวจสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) กว่า 10 นาย โดยหนึ่งในจำนวนนี้มียศ “พล.ต.ต.” โดยกลุ่มนี้ให้ความสะดวกกับแรงงานต่างด้าว ขั้นที่ 3 เป็นกลุ่มนายจ้างของแรงงานต่างด้าว ซึ่งอยู่ในกลุ่มทุนที่ประมูลงานได้ในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ และต้องที่เสียผลประโยชน์ และขั้นที่ 4 เป็นแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงาน โดยจะมีที่อยู่ใน จ.สมุทรสาคร และใน ซ.กีบหมู ย่านมีนบุรี

นายชนาพัทธ์ กล่าวอีกว่า เหตุที่มาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการทำเพื่อบ้านเมือง ไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝง การได้อำนาจมาจากความสูญเสียของประชาชนเป็นสิ่งที่เครือข่ายรับไม่ได้ จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้

ด้าน พล.ต.ท.จงรัก กล่าวว่า หลังจากรับข้อมูล ก็นำข้อมูลที่ได้ไปพิจารณาและดำเนินการตรวจสอบว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร เพื่อไปใช้เป็นประโยชน์ในการสอบสวนต่อไป

“จงรัก” ปัดข่าวคุมตัวทหารคนดังบงการบึ้มกรุง
“หมอพรทิพย์” ย้ำอีกคนมีสีระเบิดกรุง!
พฐ.พาตำรวจออสซี่ตรวจที่เกิดเหตุบึ้มหาหลักฐานหน้าเกษรพลาซ่า
“โกวิท” เก้าอี้ร้อน เร่งเครื่อง ตระเวนสั่งการ ตร. ระวังบึ้ม!


ที่มา: http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9500000003612

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat Jan 13, 2007 6:53 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

พัลลภ-โต้ โยงพัวพันบึม ไม่ทําบัดซบ [13 ม.ค. 50 - 04:08]

คดีคนร้ายลอบก่อวินาศกรรมวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยการวางระเบิดเวลาถล่มทั่วกรุง 8 จุดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บอีกนับสิบคน ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่งพบบึมจุดที่ 9 ในเย็นวันเดียวกันด้วย เหตุเกิดในร้านแมคโดนัลด์ ห้างเมเจอร์รัชโยธิน ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างเร่งคลายปมล่ามือระเบิดเขย่าเมืองหลวง ท่ามกลางกระแสข่าวเข้ามาสารพัดว่ามีกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ขณะเดียวกัน นายชนาพัทธ์ ณ นคร ประธานกลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและเครือข่ายเตมูจิน นำเอกสารยื่นให้ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. หัวหน้าชุดสอบสวนคดีระเบิดอ้าง พล.อ. ชื่อย่อ “พ.” ร่วมกับ พล.ต.ต. ในสังกัด สตม.วางแผนบอมบ์กรุงเทพฯ

“จงรัก” ยันต้องรับเบาะแส

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสอบสวนคดีลอบวางระเบิดก่อวินาศกรรมในกลางกรุง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีว่า หลังจากนายชนาพัทธ์ ณ นคร นำเอกสารข้อมูลมาให้นั้นยังไม่ระบุชัดเจนว่าใครเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังการลอบวางระเบิด แต่จะนัดเอารายละเอียดทั้งหมดมาให้พนักงานสอบสวนอีกครั้งในวันที่ 16 ม.ค.นี้ ส่วนจะน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุด้วยว่าจะสอดคล้องกันหรือไม่ แต่เมื่อใครมาให้เบาะแสพนักงานสอบสวนก็ต้องรับฟังไว้จะปฏิเสธคงไม่ได้

หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีระเบิดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวอีกว่า ทีมสืบสวนที่มี พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น รอง ผบช.น. เป็นชุดทำงานและทีมสอบสวนของ พล.ต.ต.เจตน์ มงคลหัตถี รอง ผบช.น. ยังคงทำงานกันอย่างหนัก เพื่อเร่งคลี่คลายคดีให้กระจ่างชัดเจน อาจต้องใช้เวลาอีกระยะ ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใด อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานในแต่ละจุดที่เกิดระเบิด หลายแห่งมีความคืบหน้าพอสมควร แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ผบ.ตร.บอกไม่พบ สตม.เอี่ยว

ด้าน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. กล่าวว่า จากการตรวจสอบแล้วไม่พบตำรวจของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ สตม. เข้าไปเกี่ยวข้องกับการวางระเบิด ส่วนจะมีตำรวจหน่วยอื่นหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่พบ ไม่ต้องเป็นกังวล จะอยู่จนกว่าจับคนร้ายให้ได้ ทุกอย่างมีความคืบหน้า ต้องพยายามทำให้สำเร็จ รู้ว่าสื่อมวลชน พี่น้องประชาชนอยากให้สำเร็จ เพราะอยากรู้ว่าใครเป็นคนร้าย จิตใจชั่วร้ายคิดฆ่าประชาชน วางระเบิดให้มีคนเจ็บคนตาย ครอบครัวเดือดร้อนไปหมด ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.สุวัฒน์ ธำรงศรีสกุล ผบช.สตม.กล่าวถึงกรณีที่นายชนาพัทธ์ ณ นคร ประธานเครือข่ายเตมูจิน ให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงตำรวจยศ พล.ต.ต.ใน สตม. ที่ไม่ใช่ตำแหน่งผู้บังคับการไปเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาหลักฐาน ขอยืนยันว่า พล.ต.ต.ธนากร ศิริอัฐ และ พล.ต.ต.ศิริพงศ์ อ่องแสงคุณ รองผู้บัญชาการทั้ง 2 นายไม่เกี่ยวข้องแน่นอน ส่วนจะฟ้องร้องกลับหรือไม่ขึ้นอยู่กับทั้ง 2 คน เนื่องจากเป็นผู้เสียหายโดยตรง ต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะฟ้องร้องหรือไม่ เท่าที่ได้พูดกันคิดว่าต้องทำอะไรให้เป็นแบบอย่าง ทำเพื่อรักษาเกียรติยศของข้าราชการตำรวจ ซึ่งได้รายงานเรื่องนี้ให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.รับทราบแล้ว ผบ.ตร.ระบุว่า ให้เป็นไปตามการตัดสินใจของผู้เสียหาย

สมาพันธ์ ปชต.ชิงแจ้งหมิ่น

ส่วน นพ.เหวง โตจิราการ ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ คณะกรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.จารุภัทร ทองโกมล (สบ 3) สน.พหลโยธิน ให้ดำเนินคดีกับนายชนาพัทธ์ ณ นคร ในข้อหมิ่นประมาท โดยการโฆษณา พร้อมทั้งนำหนังสือพิมพ์รายวัน 3 ฉบับไปเป็นหลักฐาน นพ.เหวงกล่าวว่า นายชนาพัทธ์ได้หมิ่นประมาทสมาพันธ์ประชาธิปไตย หลังจากให้ข้อมูลกับ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. อ้างมีกลุ่มทุนที่สนับสนุนอำนาจเก่าลงขันสนับสนุนกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองพาดพิงถึงกลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตยด้วย ข้อความทั้งหมดไม่เป็นความจริง ที่ผ่านมา 15 ปี สมาพันธ์ประชาธิปไตย ไม่เคยรับเงินจากใครเพื่อมาเคลื่อนไหว ประดุจผู้ขายวิญญาณทางการเมือง จึงต้องเดินทางมาแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท กับนายชนาพัทธ์ ณ นคร เพราะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง หากนายชนาพัทธ์มีข้อมูลจริงก็นำมายืนยันเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ ไม่สมควรใส่ความผู้อื่น

“สนธิ” ให้ฟังหูไว้หู

ที่กองทัพภาคที่ 1 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีของนายชนาพัทธ์ ณ นคร นำข้อมูลผู้อยู่เบื้องหลังก่อเหตุระเบิดไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจว่า คมช.และส่วนที่เกี่ยวข้องคงต้องประสานกันให้ละเอียด แต่ตนยังไม่ได้รับรายงาน ส่วนข้อมูลจะน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนนั้น ต้องนำมาศึกษากัน ต้องฟังหูไว้หูในเรื่องของงานด้านการข่าว เมื่อถามว่า การระบุกลุ่มที่ก่อเหตุเป็นนายทหารชื่อ พล.อ. “พ.” ที่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มฐานอำนาจเก่า และไม่พอใจที่ไม่ได้รับตำแหน่งเป็น สนช. พล.อ.สนธิกล่าวว่า คงไม่ใช่

รมว.กลาโหมระบุกองทัพแตก

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้สังคมแตกแยกไปทุกส่วน ทั้งที่ตนพยายามทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา รัฐบาลและ คมช.พยายามรณรงค์เรื่องนี้เต็มที่ การสร้างความสามัคคีและการสมานฉันท์ เราพยายามทำให้เกิดขึ้นด้วยการสร้างจิตสำนึก ในส่วนของกองทัพจะสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับคนในกองทัพ จะทำให้เสร็จใน 1 ปี “กองทัพก็มีความแตกแยกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะการเมืองเข้ามาแทรกแซงการโยกย้ายนายทหาร ต่อไปจะมีการพิจารณาการปรับย้ายอย่างเป็นธรรม ทั้งเดือน เม.ย. และ ต.ค. ใช้คณะกรรมการทุกระดับเข้ามาพิจารณาควบคู่ กับการดูเรื่องความรู้ ความสามารถ” รมว.กลาโหม กล่าว

รมว.กลาโหมกล่าวอีกว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. เป็นบทเรียนให้ปรับตัวหลายอย่าง โดยเฉพาะความร่วมมือของส่วนราชการ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม กอ.รมน. ว่า หากไม่ได้รับความร่วมมือก็จะพิจารณาลงโทษตามอำนาจหน้าที่ ยังถือว่าทุกภาคส่วนมีความตื่นตัวมากขึ้น “ผมคิดว่าคนที่ทำในวันนั้น เขาต้องตระหนักแล้วว่า ประชาชนไม่พอใจแค่ไหน และมีการสาปแช่งจากทุกๆฝ่าย คิดว่าคนที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ ไม่มีความสุข”

ป้องกันเต็มร้อยไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมีความมั่นใจอย่างไรในการป้องกันไม่ให้ภัยคุกคามใหม่สร้างปัญหาให้คนไทยและไม่เกิดขึ้นอีก พล.อ.บุญรอดตอบว่า การจะไปบอกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ คงไม่มี ต้องเปิดโอกาสไว้เล็กน้อย เช่น 90 ต่อ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่จะไปบอกแน่นอนไม่ได้ แม้กระทั่งสหรัฐฯยังทำอะไรไม่ได้ ทั้งที่มีเครื่องมือมากมาย ดังนั้น เราไม่บอกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะพยายามป้องกันให้มากที่สุด ฝากความหวังไว้ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธาน คมช. เป็น ผอ.กอ.รมน. หากมีการปฏิบัติอย่างจริงจังจะได้ผล ทั้งเกาะติดพื้นที่ ประชาชน และฝ่ายตรงข้าม จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ลงได้ ทำให้การดำเนินงานระดับชาติที่วางไว้ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกรอบเวลากำหนด และจะมีการเลือกตั้งและรัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดนี้ก็จะจบภารกิจ “อยากฝากให้อดทนอีกหน่อยมาถึงตอนนี้เหลือเวลาไม่ถึงปีแล้ว ทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตย” พล.อ.บุญรอดกล่าว

กรณีที่มีการออกมาระบุว่า 120 วันจะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น วิตกกังวลเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.บุญรอดกล่าวว่า ตนประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าการดิสเครดิตก่อความวุ่นวายไม่ใช่เรื่องระเบิดอย่างเดียว แต่เป็นการใช้ พลังมวลชนที่อยู่ในเมืองหลวง และเข้ามาจากข้างนอก ที่มองทิศทางออกแล้วว่ามาจากทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ กรอบเวลา 120 วันที่บอกเป็นช่วงการร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผู้ที่เสียประโยชน์และเล็งเห็นว่ากรอบเวลาร่างรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้เกื้อกูลกับพวกเขา ยิ่งในช่วง ม.ค. ก.พ. และ มี.ค.นี้ ก็จะมีอะไรที่เกิดขึ้น เช่น คดีทุจริตต่างๆ ทำให้กลุ่มที่เสียประโยชน์พยายามที่จะดิ้นให้มีอะไรเกิดขึ้นมา จะได้ล้มกระบวนการต่างๆ ตรงกับกอ.รมน. และ คมช. ประเมินไว้ จึงมียุทธศาสตร์เกาะติดขึ้นมา และให้แต่ละกองทัพภาคคุมเข้มในพื้นที่ ทั้งต่างจังหวัดและ กทม. ถ้าดำเนินการเป็นผล คิดว่าจะลดระดับของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นลงมา

มั่นใจจับมือระเบิดได้

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ประชาชนต้องการรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดเป็นใคร พล.อ.บุญรอดกล่าวว่า การข่าวแจ้งว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น และได้แจ้งเตือนไปแล้ว แต่ไม่ทราบวันเวลาสถานที่ที่จะเกิดแน่ชัด และมีความหละหลวมบ้างในหน่วยปฏิบัติก็ไม่สามารถป้องกันได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือผู้ไม่หวังดีต่อรัฐบาล และ คมช.ที่ไม่ได้นึกถึงอะไร นึกถึงเรื่องของตัวเองอย่างเดียว ภาษาพระเรียกว่า มาจากพวกที่มีกิเลสมาก ไม่นึกถึงบาปบุญคุณโทษ คิดแต่เรื่องการล้มล้าง คิดแต่ ว่าหากไม่พอใจแล้วต้องมาทำอะไรเช่นนี้ ตนไม่คิดว่าจะมีการบาดเจ็บล้มตาย เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้ว กอ.รมน. ได้ประสานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจ โดยเฉพาะพนักงานสอบสวน ขณะนี้ได้มีการรายงานขึ้นมาที่ กอ.รมน. แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ คิดว่ามือวางระเบิดคงจับได้ แต่จะให้สาวไปถึงคนเบื้องหลังแท้จริงแล้วคงยาก ไม่ สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร แต่อยู่ในกลุ่มผู้เสียประโยชน์ และเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง

ไม่พ้นทหาร-ตร.บงการ

“ผมให้น้ำหนักน้อยมากไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ในส่วนของพลเรือนที่จะเข้ามาก่อเหตุ เนื่องจากพวกนี้ต้องได้รับการฝึกมาอย่างดี ตอนนี้มีแค่ที่ภาคใต้ หรือถ้าจะเข้ามาปฏิบัติเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ก็ต้องนั่งเครื่องบินเข้ามาปฏิบัติ แต่ผมยังมั่นใจว่า คนที่ปฏิบัติคือคนที่อยู่ใน กทม. ดังนั้นเมื่อตัดพลเรือนออกไป จึงเหลือแค่ตำรวจและทหารเท่านั้นเป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง ส่วนคนทำอาจเป็นคนของเขาหรือว่าจ้างเข้ามา” พล.อ.บุญรอดกล่าว

ปลัด กห.น้ำตาคลอบอกอึดอัด

ที่ห้องสุรศักดิ์มนตรี พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการ คมช. ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ระเบิด กทม. โดย พล.อ.วินัยถึงกับน้ำตาคลอระบายความรู้สึกว่า “ผมอึดอัดพอๆกับทุกคน โดยเฉพาะเหตุการณ์ในวันที่ 31 ธ.ค. 49 ทุกคนอยากรู้ และชี้ชัดลงมาว่าเป็นใคร แต่กลไกในการตรวจสอบและสอบสวนไม่สามารถที่จะให้ความกระจ่างได้ เราอยากรู้กันทุกคนว่า ใครเป็นคนกระทำ มีจิตใจที่โหดร้ายทำกับคนไทยในคืนวันที่จะเฉลิมฉลองปีใหม่ และเริ่มปีเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระชนมายุ 80 ปี ใครถึงทำได้ขนาดนี้ เราอยากรู้เหมือนกัน อยากให้สื่อช่วยเร่งทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วย”

มท.1 ไม่เชื่อใครทั้งสิ้น

นายอารีย์ วงศ์อารยะ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวจะให้บอกว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ คงไม่ได้ ตน ไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้มาก แต่ทางราชการโดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะต้องไม่ประมาท เราไม่เชื่อใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร คำพูดของใคร หรือโทรศัพท์ แต่จะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลเพื่อจะดูแลในเรื่องความปลอดภัย อะไรที่เป็นข้อสังเกต จะบอกกับเจ้าหน้าที่ให้ระมัดระวัง ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลที่นายชนาพัทธ์ระบุว่าเป็นการจ้างวานของกลุ่มผู้มีอำนาจเก่าตรงกับข้อมูลของทางการหรือไม่ นายอารีย์ตอบว่า ไม่ทราบ เพราะเรื่องนี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นผู้รับผิดชอบดูแลอยู่

“พัลลภ” ลั่นไม่รู้จัก พล.อ. “พ.”

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน. ให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่รู้ พล.อ. “พ” ที่นายชนาพัทธ์ระบุเป็นใคร และไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมาเปิดเผยเรื่องนี้ เพราะโดยส่วนตัวก็ไม่รู้จักว่านายชนาพัทธ์เป็นใคร” ผู้สื่อข่าวถามว่า นายชนาพัทธ์ระบุคือคนที่ขัดแย้งกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้ พล.อ.พัลลภตอบว่า ที่ออกมาพูดก็เป็นการขัดแย้งในคำพูดของตัวเองทั้งหมด เพราะบอกว่า พล.อ. “พ” ขัดแย้งกับรัฐบาลชุดที่แล้ว แล้วจะไปรับเงินนายทุนที่สนับสนุนรัฐบาลชุดที่แล้ว เขาจะให้หรือ

เมื่อถามว่า ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ ทำไมสถานการณ์ บ้านเมืองขณะนี้ถึงได้มีการปล่อยข่าวกันมาก พล.อ.พัลลภกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ทราบ แต่คิดว่าคนที่พูดจะต้องพูดให้ชัดว่า พล.อ. “พ” คือใคร หากไม่เปิดเผยก็สามารถตีไปได้หลายอย่าง “พี่ว่าคนที่คิดบ๊องๆเสียสติ ใครเชื่อก็บ้า มันก็บอกว่าไม่ถูกกับรัฐบาลเก่า แล้วจะไปรับเงินเป็นพันล้าน มันจะเป็นไปได้อย่างไร ผมกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธาน คมช. สนิทสนมกัน และอยู่หน่วยรบพิเศษด้วยกัน ผมจะมาทำแบบนี้ได้อย่างไร”

พล.อ.พัลลภกล่าวว่า “ไม่เข้าใจจุดประสงค์ต้องการอะไร ทั้งนี้ตนไม่อยากจะพูด เพราะขณะนี้มีเพียงอักษรย่อเท่านั้น หากมีหลักฐานจริง และเป็นลูกผู้ชายจริงก็ใส่มาเลยจะได้ว่ากัน ส่วนเรื่องที่กลัวจะใส่ชื่อเต็มว่าเป็นผม และกลัวจะถูกฟ้องร้อง ไม่ต้องกลัว ไม่ฟ้องอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องไร้สาระ หากฟ้องไปก็จะรกศาลเปล่าๆ คนแบบนี้ไม่นานมันก็ตายไปเอง ไม่ต้องไปทำอะไรมันหรอก”

ไม่บ้าพอจะรับงานบัดซบ

“คราวที่แล้วก็หาว่าผมอยู่เบื้องหลังคาร์บ๊อง เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล สมมติว่าเขามาใช้ผม เขาจะไว้ใจผมหรือ ผมจะบ้าพอที่จะรับทำงานบ้าๆหรือบัดซบแบบนี้หรือ เราต้องเร่งแก้ไขปัญหาของประเทศ และให้ประชาชนเกิดความรักความสามัคคี ไม่ใช่จะมาก่อเหตุเพื่อทำลายชาติแบบนี้ เมื่อถามว่าจะยิ่งทำให้สังคมเกิดความสับสนหรือไม่ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า คนที่คิดแบบนี้ไม่บ๊องก็เสียสติ แต่คนที่เชื่อก็บ้า ต่อข้อถามอีกว่า เป็นไปได้หรือไม่จะมีขบวนการอยู่เบื้องหลังทำลายรัฐบาลและ คมช. รวมถึงคนที่สนิทสนมกับรัฐบาล พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ต้องมีอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะเผาโรงเรียนในพื้นที่ภาคอีสาน 40-50 โรงเรียนทำไม สัปดาห์ที่แล้วก็บอกว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ไปรับเงินมา 1,500 ล้านบาท แต่พอมาตอนนี้บอก พล.อ. “พ” ตนอยากให้ระบุออกมาว่าเป็นใคร เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนหรือสงสัย “ยังจำได้มั้ย ตอนนั้นรัฐบาลชุดเก่าจะเอาผมให้ตาย และปลดให้ออกจาก กอ.รมน. และตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.กลาโหม วันนั้นบอกว่า ผมเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล เป็นศัตรูกับรัฐบาล และวันนี้ผมจะไปรับจ้างร่วมมือกับเขามาทำป่วนบ้านเมืองจะเป็น ไปได้อย่างไร ผมยังสติดีอยู่นะ”

มีศักดิ์ศรีไม่เคยฆ่าผู้บริสุทธิ์

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ 8 จุด ใน กทม. เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ไฟไหม้ในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือหรือไม่ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ต้องเชื่อมโยงกัน เพราะมันทำลักษณะเป็นขบวนการ เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรทำไมถึงมาลงที่ พล.อ. “พ”

“ทำไมถึงได้มายุ่งวุ่นวายกับผม วันๆก็เล่นกอล์ฟ หรือไม่ก็ไปรับหลานกลับจากโรงเรียน ผมก็มีความสุขตรงนี้ดี ไม่เคยไปยุ่งกับใคร คนอย่างผมมีศักดิ์ศรี ไม่บัดซบขนาดนั้นที่จะขายประเทศ ในชีวิตไม่เคยทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เดือดร้อนล้มตาย ผมเสียสละเพื่อประเทศชาติ เพื่อสถาบันมาโดยตลอด” พล.อ.พัลลภกล่าว

อดีต รอง ผอ.กอ.รมน.กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีและประธาน คมช.แถลงชัดเจนแล้วว่า กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ตอนนี้ตนมองไม่ออกว่าจะมีกลุ่มไหนอีก นอกจากกลุ่มอำนาจกับกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ที่การจัดการของ คมช.และรัฐบาล ที่จะทำให้ทุกอย่างยุติการเคลื่อนไหวโดยเร็ว

“เตมูจิน” ชงเรื่องต่อ ปปง.

ต่อมาเวลา 14.40 น. นายชนาพัทธ์ ณ นคร ประธานกลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายเตมูจิน เดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยื่นหนังสือต่อ พ.ต.อ.ยุทธบูล ดิษสะมาน เลขาธิการ ปปง. เรียกร้องให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มทุนที่สนับสนุนขั้วอำนาจเก่าเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมือง อาทิ เผาโรงเรียน และลอบวางระเบิดตามสถานที่ต่างๆ หลังจากนั้นนายชนาพัทธ์เปิดเผยว่า ใช้เวลาพูดคุยประมาณ 2 ชั่วโมง เลขาธิการ ปปง.แจ้งว่า ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาก่อการร้ายก่อน ปปง.ถึงจะเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินและอายัดทรัพย์สินของบริษัทหรือกลุ่มทุนที่สนับสนุนตามมูลฐานความผิดข้อที่ 8 ในเรื่องการก่อการร้าย ซึ่งเท่าที่ทราบ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ เตรียมตั้งข้อกล่าวหากับกลุ่มบุคคลเหล่านี้แล้ว

นายชนาพัทธ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีต รอง ผอ.กอ.รมน.ออกมาตอบโต้ว่า ตนยังไม่เคยระบุชื่อว่า พล.อ.พัลลภอยู่เบื้องหลังการลอบวางระเบิดป่วนเมืองเลย แล้วทำไมต้องมากินปูนร้อนท้องด้วย นายพลเอกคนนั้นร่วมมือกับกลุ่มขั้วอำนาจเก่า ใช้ ประชาชนเป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งกลุ่มของตนจะไม่ยอมโดยเด็ดขาด เพราะประเทศไทยไม่ใช่เค้กที่จะมาแบ่งสันปันส่วนหาผลประโยชน์กัน ที่ออกมากล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการท้าทาย แต่เป็นการเอาความจริงมาพูด ใครทำอะไรไว้ย่อมรู้แก่ใจดี

เหยื่อบอมบ์กลับบ้านหมดแล้ว

ที่ รพ.ราชวิถี วันเดียวกัน นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงว่า กรณีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดทั่ว กทม. เมื่อคืนวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมาทำให้มีผู้บาดเจ็บ 45 ราย ในจำนวนดังกล่าว รพ.ราชวิถี ได้รักษาผู้บาดเจ็บ 18 ราย และรับไว้ในโรงพยาบาล 5 ราย คณะแพทย์และบุคลากร รพ.ราชวิถีได้ดูแลรักษาอย่างเต็มที่จนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตรวจรักษาให้ความเห็นว่า ทุกรายปลอดภัย ไม่มีผลแทรกซ้อนจากการรักษาจึงอนุญาตให้ผู้ป่วยทั้ง 5 ราย กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้

อนุบาลกำแพงเพชรวุ่น

สำหรับเหตุการณ์ขู่ลอบวางระเบิดป่วนเมืองยังมีอยู่บ้างตามพื้นที่ต่างจังหวัด เวลา 10.00 น. ที่โรงเรียนอนุบาลกำแพงเพชร อ.เมืองกำแพงเพชร บรรดาผู้ปกครองพากันไปขอรับบุตรหลานกลับบ้าน หลังมีคนพูดกันปากต่อปากว่า มีการข่มขู่วางระเบิดภายในโรงเรียน กระแสข่าวดังกล่าวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาผู้ปกครองต่างตระหนกตกใจรีบมารับบุตรหลานจนการจราจรบริเวณหน้าโรงเรียนติดขัด แม้นายมนัส คำตา ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ออกมาชี้แจงกับผู้ปกครองยืนยันว่า โรงเรียนไม่ได้รับการข่มขู่แต่อย่างใดก็ไม่เป็นผล ขณะที่ พ.ต.ต.ปติพงษ์ คิสาลัง สวป.สภ.อ.เมืองกำแพงเพชร นำกำลังไปตรวจสอบไม่พบวัตถุต้องสงสัยเช่นกัน

ตลาดนัดสระแก้วโกลาหล

อีกราย พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.สภ.อ.เมืองสระแก้ว ได้รับแจ้งจาก จนท.ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองสระแก้ว มีชายลึกลับโทรศัพท์เข้ามาว่าได้วางระเบิดไว้ ในตลาดนัดภายในตลาดเมืองแก้วจึงนำกำลังพร้อมด้วย ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองสระแก้ว ทหารกองกำลังบูรพาและสุนัขดมกลิ่นระเบิดไปตรวจสอบ พาเอาพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนที่กำลังจับจ่ายซื้อของกันอย่างเนืองแน่นแตกตื่นกันอย่างโกลาหล สุดท้ายก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ คาดว่าเป็นพวกก่อกวนให้เกิดความปั่นป่วน

ลามป่วนถึงเชียงราย

จ.เชียงราย พ.ต.ต.สุรชาติ บุญเจริญ สวป.สภ.อ.เมืองเชียงราย นำกำลังไปตรวจสอบเหตุชายโทรศัพท์ขู่วางระเบิดโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ถนนบรรพปราการ ต.เวียง แต่ไม่พบวัตถุต้องสงสัย มีนายปรีชา พัวนุกูลนนท์ ผอ.โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ให้การว่า ก่อนหน้านี้มีโทรศัพท์จากบุคคลลึกลับเป็นผู้ชายเสียงแหบโทร.เข้ามาว่ามีการวางระเบิดไว้ในโรงเรียนและให้อพยพนักเรียนออกไปภายใน 20 นาที แต่เป็นช่วงโรงเรียนเลิกพอดีจึงได้ใช้เสียงตามสายแจ้งให้นักเรียนรีบกลับบ้านเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Jan 21, 2007 2:42 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ปูพรมค้น18จุดโยงบึ้มกทม. คุม4ทหาร 3พลเรือน

[ วันที่ 2007-01-21 ]

ตร.-ทหารปูพรมค้น 18 จุด กทม.-4 จว. คุม 10 ผู้ต้องสงสัยบึ้ม 8 จุดกรุงเค้นสอบ ทั้ง "พ.อ.-ประทวน-เจ้าของวินรถตู้" โยงคดีลอบฆ่า"ทักษิณ" ฝ่ายทหารงงจับเหวี่ยงแห "เสธ.คัด"โวยการข่าวติดลบ "สนธิ"ให้ลองคลำดูก่อน

**ค้น18จุดคุม10ผู้ต้องสงสัยบึ้มกรุง

ปฏิบัติการบุกจู่โจมจับกุมผู้ต้องสงสัยพัวพันเหตุการณ์ลอบวางระเบิดกรุงเทพมหานคร (กทม.) 8 จุด เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เริ่มขึ้นพร้อมกันในตอนเช้าตรู่วันที่ 20 มกราคม หน่วยคอมมานโด กองปราบปราม สนธิกำลังกับทหารแยกย้ายกันเข้าตรวจค้นสถานที่พักของผู้ต้องสงสัย รวมทั้งจุดต้องสงสัยที่เชื่อว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงกับคดีดังกล่าวทั้งใน กทม. และอีกหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง เช่น นนทบุรี ลพบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี จำนวนทั้งสิ้น 18 จุด พร้อมเชิญผู้ต้องสงสัยประมาณ 10 รายมาสอบปากคำที่ กทม.

เริ่มเวลา 06.00 น. กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม (กก.ปพ.บก.ป.) หรือหน่วยคอมมานโดกว่า 100 นาย นำโดย พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวน มาประชุมซักซ้อมความเข้าใจกันอีกครั้งก่อนแยกไปยังเป้าหมาย มีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งมาติดตามความเคลื่อนไหว แต่กำลังตำรวจแยกออกเป็นหลายสายทำให้สื่อไม่สามารถติดตามได้

**ตร.อ้างกอ.รมน.แจ้งข้อมูลมา

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้รายงานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าจากการสืบสวนและหาข่าวทางลับของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และกองทัพ พบว่ามีทหารและพลเรือน 18 คน เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดที่ผ่านมา ขอให้เข้าตรวจค้นที่พักและนำตัวมาสอบสวน พล.ต.ท.ภาณุพงศ์จึงวางแผนกำหนดจุดเข้าตรวจค้นกันล่วงหน้าหลายวัน แต่ละจุดได้ตรวจสอบความชัดเจนว่าพบตัวผู้ต้องสงสัยอยู่ที่จุดนั้นๆ จริงเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด เนื่องจากคดีนี้ทางการข่าวของตำรวจและทหารเชื่อว่ามีนายทหารระดับสูงหลายระดับร่วมกับลูกน้องที่เป็นพลเรือนมีส่วนพัวพันกับเหตุระเบิดครั้งนี้ หลังจากตรวจสอบจุดต้องสงสัยเป็นที่แน่ชัดแล้วทีมสืบสวนได้รายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงเพื่อประสานกับทางทหารขอกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการด้วย

**ใช้กฎอัยการศึกคุมตัว7วัน

สำหรับการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ ชุดสืบสวนซึ่งสนธิกำลังระหว่างตำรวจและทหารได้นำ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มาตรา 8 เกี่ยวกับอำนาจการตรวจค้น มาตรา 12 การยึด และมาตรา 15 ทวิ ให้อำนาจกักตัวได้ 7 วัน และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 1 มาใช้เพื่อเชิญตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดมาสอบปากคำ กำหนดประเด็นสอบปากคำทหารและพลเรือนหลายประเด็น เป็นที่น่าสังเกตว่า มีการกำหนดประเด็นให้ถามผู้ต้องสงสัยว่า ขณะเกิดเหตุลอบวางระเบิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใต้สะพานแยกบางพลัดเมื่อช่วงปลายปี 2549 นั้น ผู้ต้องสงสัยแต่ละคนอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ได้รับมอบหมายหรือคำสั่งจากใครให้ไปปฏิบัติภารกิจใดหรือไม่ และรู้จักหรือมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีลอบวางระเบิดแยกบางพลัดหรือไม่ ส่วนผู้ต้องสงสัยที่เป็นทหารนั้นต้องถูกสอบถามประวัติด้วยว่าเคยผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษจากหน่วยงานใดหรือไม่ เช่น การวางระเบิด หรือการรบในเมือง เป็นต้น

**คุมตัวเด็ก"เสธ.ตี๋"มาสอบ

ส่วนผลการตรวจค้นจุดต้องสงสัยนั้น รายงานข่าวแจ้งว่า เกือบทุกจุดพบตัวผู้ต้องสงสัย มีทั้งนายทหารและพลเรือนจำนวนประมาณ 15 คน จากนั้นได้ยึดโทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคารมาตรวจสอบ ก่อนเชิญตัวมาสอบปากคำ ในจำนวนนั้นมีนายพิภพ จึงเหลืองอ่อน อายุ 50 ปี เจ้าของวินรถตู้สายบางบอน-หมอชิต อยู่บ้านเลขที่ 108/18 หมู่ 6 แขวงและเขตบางบอน ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ พ.อ.สุรพล สุประดิษฐ์ หรือ "เสธ.ตี๋" หนึ่งในผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิด พ.ต.ท.ทักษิณ

**ค้นบ้าน"เสธ.คัด"ลพบุรีเก็บหลักฐาน

อีกด้านหนึ่ง เวลา 09.30 น. พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา พร้อมด้วย พ.ต.อ.พยนต์ ลาเสือ รองผู้บังคับการตำรวจรถไฟ พ.ต.อ.ฉัตรกนก เขียวส่องแสง รองผู้บังคับการตำรวจกองปราบปราม พ.ต.อ.สุเมธ ธชเสนีย์ ผกก.สภ.อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.ปรีดี พงศ์เศรษฐสันต์ ผกก.สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ พร้อมกำลังทหารกองพันทหารราบที่ 1 รอ. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดจำนวนกว่า 30 นาย พร้อมเครื่องสแกนหาวัตถุระเบิดและสุนัขตำรวจ 2 ตัว เข้าตรวจค้นบ้านพักของ พ.อ.สุชาติ คัดสูงเนิน หรือ "เสธ.คัด" นายทหารหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ตั้งอยู่ภายในกองพลรบพิเศษที่ 1 ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี

พ.อ.สุชาติแสดงความบริสุทธิ์ใจพาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้น เริ่มจากให้ใช้เครื่องสแกนตรวจหาวัตถุระเบิดรอบบ้าน เข้าตรวจค้นภายในบ้านพักอย่างละเอียด ตรวจค้นภายในรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสันเทียร่า สีดำ ทะเบียน กง 7888 ลพบุรี ใช้เวลาตรวจค้นนานเกือบ 2 ชั่วโมง โดยเก็บเศษฝุ่นจากหน้าโต๊ะเครื่องแป้งภายในบ้าน เศษฝุ่นจากในรถยนต์เก๋งและเศษฝุ่นจากโต๊ะที่ตั้งอยู่ในบ้านไปตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย เมื่อค้นเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัว พ.อ.สุชาติไปให้ปากคำที่ กทม. พร้อมนำโทรศัพท์มือถือไปตรวจสอบด้วย พร้อมๆ กับลูกน้องของ พ.อ.สุชาติ ได้แก่ ส.อ.สมหมาย ธาราภูมิ ส.อ.เจตฎาพร ฟองจามร ทหารชั้นประทวนของศูนย์สงครามพิเศษและกองบิน 2 รวมถึงพลเรือนอีก 6 คน อาทิ นายทรงเดช แสงประทีป และนายกฤษดา ไม่ทราบนามสกุล ในฐานะผู้ต้องสงสัย ไปสอบสวนที่ กทม. โดยมีรถทหารตราโล่เป็นผู้นำส่ง

ข่าวแจ้งอีกว่า พ.อ.สุชาติเคยสังกัดศูนย์สงครามพิเศษ จากนั้นย้ายไปเป็นนายทหารประจำส่วนกลางใน กทม. แต่ยังคงมีบ้านพักอยู่ภายในหน่วยทหาร จ.ลพบุรี ที่ผ่านมาตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเรื่องฮั้วประมูลงาน เคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยพัวพันกับ ส.อ.เจตฎาพร ในคดียิงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดตาเพชร อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่มีหลักฐานเอาผิดได้

**เจ้าตัวปัด-ซัดการข่าวติดลบ

พ.อ.สุชาติให้สัมภาษณ์ว่า ทราบข่าวครั้งแรกยังตกใจที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องและต้องถูกตรวจค้น ไม่ทราบเหมือนกันว่าใช้หลักฐานอะไรลากเข้าไปเกี่ยวโยงด้วย เพราะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ แต่อย่างใด หลังเกิดเหตุวางระเบิดใน กทม. ยังประณามคนที่ลงมือทำเลยว่าถ่อยและเลวจริงๆ เพราะกล้าขนาดลงมือทำร้ายชาติบ้านเมืองได้

"เสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก ผมต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและหน้าที่การงาน รวมทั้งต้องตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างหลีกหนีไม่พ้น ผมกล้าพูดได้เลยว่าเรื่องระเบิดที่เกิดขึ้น ผมไม่เกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด และอยู่ไกลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายแสนลี้ คนที่ลงมือก่อเหตุอยู่ใกล้กว่าผม แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป้าตรงมาที่ผมได้อย่างไร อย่างนี้ต้องบอกเลยว่าการข่าวนอกจากจะเป็นศูนย์แล้ว ยังติดลบอีกด้วย" พ.อ.สุชาติกล่าว

**ค้นอีก2ทหาร-ยึดตะปูไปตรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายชุดยังกระจายกำลังเข้าตรวจค้นตามแหล่งสงสัย อีก 7 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ พ.อ.สุชาติ ประกอบด้วยบ้านของ จ.ส.ต.เกษมสานต์ งานโคกสูง เลขที่ 255/5 หมู่ 1 ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี ซึ่งเป็นครูฝึกทหาร ได้วัตถุต้องสงสัยพร้อมทั้งเอกสารไปตรวจสอบ 17 รายการ อีกชุดหนึ่งเข้าตรวจค้นบ้าน ร.ท.อุบล ศรีสุระ นายทหารนอกราชการ อดีตเทศมนตรีเมืองลพบุรี ตั้งอยู่ใน ต.เขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี คนสนิทของ พ.ท.สุชาติ ยึดเอกสารจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบ อีกชุดเข้าตรวจค้นสถานีวิทยุชุมชน "คนท่าศาลา" 95.75 เมกะเฮิร์ตซ์ เลขที่ 54/3 หมู่ที่ 3 ต.ท่าศาลา อ.เมืองลพบุรี ที่ทำงานของ พ.อ.สุชาติ ยึดตะปูกับสายไฟฟ้าไปตรวจสอบ พร้อมเชิญตัวคนดูแลสถานีไปสอบปากคำ อีกชุดเข้าค้นบ้านพักของ พ.อ.สุชาติอีกหลัง ที่หมู่บ้านพีพีแลนด์ เพื่อตรวจหาหลักฐานเพิ่มเติม

**คล้อยหลังมีขู่บึ้มวิทยาลัย2หน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงตรวจค้นควบคุมตัว พ.อ.สุชาติ กับพวก ปรากฏว่า มีชายไม่หวังดีโทรศัพท์ขู่ระเบิดวิทยาลัยการอาชีพชัยบาดาล หมู่ 1 ต.บัวชุม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 2 ครั้งซ้อน ครั้งแรกเวลา 09.10 น. ต่อมาเวลา 10.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจรุดไปตรวจสอบร่วมกับคณะครู เข้าตรวจพื้นที่หาวัตถุต้องสงสัยในทุกอาคารของวิทยาลัยไม่พบสิ่งของต้องสงสัยอย่างใด จึงอนุญาตให้นักเรียนประมาณ 700 คนเข้าอาคารเรียนได้ตามปกติ

พ.ต.ท.อภิรัตน์ รอง ผกก.ป.กล่าวว่า จะประสานขอความร่วมมือชุมสายโทรศัพท์ อ.ชัยบาดาล ตรวจโทรศัพท์ลึกลับดังกล่าวโทร.มาจากที่ไหนและเป็นฝีมือของใคร

**สรุปคุมทหาร 4 พลเรือน 3

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า มีการตรวจค้นบ้านพักของทหารหลายแห่งใน กทม. อาทิ กองพันทหารราบที่ 11 ย่านบางเขน, กองพันทหารช่าง ย่านบางเขน เป็นต้น พบตัวผู้ต้องสงสัยเป็นทหารบกยศจ่าสิบเอก 1 คน ทหารเรือยศพันจ่าเอก 1 คน และพลเรือนชายอีก 1 คน จึงแยกตัวไปสอบสวนที่หน่วยทหารในสังกัด คุมพลเรือนไปสอบปากคำที่กองปราบปราม

ข่าวแจ้งว่า จากข้อมูลการข่าวระบุว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยในคดีระเบิด 9 จุดทั่วกรุงเทพฯและ จ.นนทบุรี นั้น เป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุลอบวางระเบิด พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะลูกน้องต่อกันไปเป็นทอดๆ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน เพียงแต่มีความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มบุคคลทั้งสองกลุ่มเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่า ตำรวจและทหารได้เชิญ พ.อ.สุรพล สุประดิษฐ์ หรือ เสธ.ตี๋ และ ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ จากหน่วยงานทหารสองแห่งมาสอบปากคำด้วย ส่วน พ.ท.มนัส สุขประเสริฐ ตามตัวไม่พบ นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวค้นบ้านพักพลเอกชื่อดังนายหนึ่ง และคุมตัวมาสอบสวนด้วย แต่ยังไม่มีการยืนยัน ส่วนที่ยืนยันแล้วในขณะนี้ คือนายพิภพ จึงเหลืองอ่อน, นายกฤษดากร ไม่ทราบนามสกุล, นายทรงเดช แสงประทีป, ส.อ.สมหมาย ธาราพูล, ส.อ.เจษฎาพร ฟองจามร, พ.อ.สุชาติ คัดสูงเนิน, พ.จ.อ.การุณ สุวิชา สารวัตรทหารเรือ ในส่วนทหาร ถูกควบคุมตัวไว้ที่ กรมทหารราบที่ 1 ถนนวิภาวดี และกรมทหารราบ 11 รักษาพระองค์

สำหรับจุดที่เข้าตรวจค้นทั้งหมด 18 จุด แบ่งเป็น จ.ลพบุรี 3 จุด สุพรรณบุรี 1 จุด สระบุรี 1 จุด ส่วนจุดที่เหลืออีก 13 จุด อยู่ในพื้นที่ กทม. แบ่งเป็นย่านบางบอน 3 จุด ที่เหลือเป็นห้องพักตามหน่วยงานทหารต่างๆ

**"โกวิท"ปัดตอบคืบคดีบึ้ม

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 06.30 น. ที่ท้องสนามหลวง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พ.อ.หญิงคุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดงานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้นำคณะนายตำรวจตรวจการรักษาความปลอดภัยในบริเวณงาน และก่อนนายกฯจะกลับ พล.ต.อ.โกวิทได้เข้ารายงานปฏิบัติการกับนายกฯซึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์ครู่หนึ่ง

พล.ต.อ.โกวิทให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกรณีนายกฯสั่งเร่งคลี่คลายคดีระเบิด 8 จุดในพื้นที่ กทม.ว่า กำลังทำอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเร่งรัดความชัดเจนภายใน 2 วัน พล.ต.อ.โกวิทกล่าวว่า ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป ไม่เป็นไร ส่วนความคืบหน้าคดีนั้น ต้องรอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แถลงในสัปดาห์หน้า เมื่อถามถึงการเข้าตรวจค้นบ้านพักผู้ต้องสงสัยคดีระเบิด 18 จุด พล.ต.อ.โกวิท ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กล่าวเพียงว่า ใครทำให้ไปถามเอาเอง

**"สุรยุทธ์"รับแจ้ง10ผู้ต้องสงสัย

เวลา 12.30 น. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวภายหลังร่วมรายการ "สายตรงทำเนียบ" ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ถึงการให้เวลา พล.ต.อ.โกวิทพิสูจน์ตัวเองในการเร่งสอบสวนคดีระเบิด 8 จุดว่า ยังไม่อยากกำหนดห้วงเวลา แต่ พล.ต.อ.โกวิทได้รายงานความคืบหน้ามาให้ทราบเมื่อสักครู่แล้วว่า ขณะนี้มีผู้ต้องสงสัยอยู่ในข่าย 10 กว่าคน แต่จะมีความเกี่ยวโยงกับการเมืองหรือไม่ยังไม่ทราบ คงต้องรอการสอบสวน เพราะ พล.ต.อ.โกวิทได้รายชื่อผู้ต้องสงสัยและบางส่วนได้เชิญมาสอบถามแล้ว แต่รายละเอียดยังไม่ได้ส่งมา คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป เพราะประชาชนให้ความสนใจ และเป็นผลงานที่สำคัญ หากทำได้สำเร็จเรียบร้อย ผ่านขั้นตอนต่างๆ อย่างถูกต้อง มีหลักฐานชัดเจนถือว่าเป็นความสำเร็จของ พล.ต.อ.โกวิท

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังเกิดเหตุมีการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ตอนนี้ยังยืนยันเหมือนเดิมหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่เคยยืนยัน ในครั้งแรกเป็นการสรุปทางด้านการข่าวที่ กอ.รมน.ว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทางการเมืองมากกว่าสถานการณ์ภาคใต้ ดังนั้น จึงไม่เคยยืนยันโดยที่ไม่มีหลักฐาน

เมื่อถามว่า มีรายชื่อของนายทหารนอกราชการที่สื่อเคยเสนอชื่อไปด้วยแล้วหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า "ยังไม่ทราบ เพราะจำไม่ได้ว่าสื่อเคยเสนอใครไปบ้าง แต่เท่าที่เห็นก็เป็นเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่อยากเข้าไปในรายละเอียด เพราะยังอยู่ในข่ายผู้ที่ต้องสงสัยซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้กระทำผิด"

เมื่อถามย้ำว่า เจ้าหน้าที่ที่ว่าเป็นคนในเครื่องแบบใช่หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า ไม่อยากที่จะชี้ลงไปแล้วทำให้เกิดปัญหาในหน่วยงานต่างๆ เพราะต้องให้ความเป็นธรรม เมื่ออยู่ในข่ายเพียงผู้ต้องสงสัยก็ต้องให้ความเป็นธรรม

**"สนธิ"ให้โอกาส ตร.ลองคลำ

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่าขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ ส่วนการค้นบ้านผู้ต้องสงสัยในวันนี้ (20ม.ค.) นั้น ยังไม่ได้รับรายงาน แต่การลงไปตรวจสอบถือเป็นเรื่องที่ดี ทหารจะได้ตรวจสอบด้วย

เมื่อถามว่า คาดว่าจะตรวจค้นบ้านของนายทหารยศ "พล.อ." คนหนึ่ง พล.อ.สนธิ กล่าวว่า "ให้เขาลองทำดูว่าใช่หรือไม่ เพื่อที่จะได้บ่งบอกว่า คนที่เขาวิเคราะห์ถูกหรือไม่ สงสัยตรงไหนก็เข้าไปตรวจสอบได้หมดทั้งสีกากีหรือสีเขียว"

เมื่อถามว่า จะตั้งคณะกรรมการคู่ขนานขึ้นมาร่วมตรวจสอบด้านใดบ้าง พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ขออนุญาตไม่ให้รายละเอียดตรงนี้ แต่ในเร็วๆ นี้ คงจะได้เห็นรูปร่างของคณะทำงานของ คมช.ที่ได้กำหนดขึ้น เป็นหน่วยงานพิเศษ

**ทหารชี้ตำรวจแหว่งแห

ข่าวแจ้งว่า พ.อ."ส" เป็นผู้ต้องสงสัยวางระเบิด 9 จุด ในพื้นที่ กทม.และนนทบุรี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา ถูกเรียกตัวไปช่วยราชการ กอ.รมน.สมัยที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นรอง ผอ.กอ.รมน.ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับที่เดิม มีความสนิทกับ พ.ท.มนัส สุขประเสริฐ ผู้ต้องหาคดีคาร์บอมส์ ในช่วงทำงานที่ กอ.รมน. ร่วมกัน จัดอยู่ในประเภทนายทหารมีอิทธิพลในพื้นที่ไม่น้อย

แหล่งข่าวนายทหารระดับสูงระบุว่า สำหรับปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจับกุมแบบเหวี่ยงแหเพื่อสร้างผลงานโดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มนายทหารที่เคยถูกตั้งข้อหาลอบวางระเบิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะการจับกุมคนสนิทของ พล.อ.พัลลภคงต้องรอดูพยานหลักฐานที่ชัดเจนอีกครั้ง

**"สพรั่ง"ย้ำฝีมือผู้เสียประโยชน์

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า เฝ้าดูการปฏิบัติของตำรวจอยู่ว่ามีผลอย่างไรบ้าง จากการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ บอกว่าไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายจากพื้นที่อื่นแต่เป็นผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมือง คนที่มาวางระเบิดกับคนที่บงการต้องแยกออกจากกัน คือคนที่มาวางอาจถูกจ้างโดยใครก็ได้ให้มาวาง บางคนบอกว่าไปใช้ทหารเลวหรือตำรวจเลวมาก็ได้ ต้องขอย้ำว่า ถ้าใช้ทหารหรือตำรวจ คนที่ทำต้องเป็นคนที่มีความรู้ คือคนที่มีสีทั้งนั้น แต่คนที่บงการคือคนที่สูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองชัดเจน ผู้เสียประโยชน์ทางการเมืองมีหลายระดับ เหมือนกับการหุ้น บางคนก็มีหุ้นมาก บางคนมีหุ้นน้อย ผู้เสียผระโยชน์ทางการเมืองอาจเป็นนักการเมือง ผู้สนับสนุนนักการเมือง ญาตินักการเมือง พวกที่เป็นหนี้บุญคุณนักการเมือง มีหลายกลุ่ม แต่จะส่งนัยถึงใครนั่นหรือเป็นกลุ่มไหนยังพูดไม่ได้

**เสธ.หมึกการันตี"พัลลภ"ไม่เอี่ยว

พล.ท.พิรัช สวามิภักดิ์ หรือ "เสธ.หมึก" เพื่อนสนิทของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน. กล่าวถึงการโยงผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมเป็นคนของอดีตลูกน้องของ พล.อ.พัลลภว่า พล.อ.พัลลภทำประโยชน์เพื่อชาติมาตลอดชีวิต เสียสละเพื่อบ้านเมืองมา เอาเลือดเอาเนื้อมาเพื่อชาติมาตลอด ไม่จ้างให้ไปทำอย่างนี้แน่นอน ต่อให้เอาเงินมาให้ 10 ล้านบาทยังไม่เอาเลย เรื่องนี้ฟังแล้วน่าหัวเราะ

"มีตำรวจมาเล่าให้ฟังว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เก็บมาได้ พบภาพบุคคลต้องสงสัยเป็นผู้ที่มีหมายจับอยู่ในพื้นที่ภาคใต้หลายคน เข้าใจว่าเป็นคนในพื้นที่ภาคใต้ขึ้นมา จริงเท็จอย่างไรผมไม่รู้ มีเพียงตำรวจมาบอกข้อมูลให้ฟ้งทราบ" พล.ท.พิรัชกล่าว



แหล่งที่มา : มติชน


หึ่ง!ซิวแพะบึ้มค้ำเก้าอี้ผบ.ตร.

[ วันที่ 2007-01-21 ]

กองปราบฯ ฟิตจัดบุกรวบแก๊งวางบึ้ม กทม.ได้แล้ว 15 ราย ฮือฮาได้ตัว พ.ท.เพื่อนร่วมรุ่น "ศิธา" พร้อมปลาซิวยกเข่ง "สพรั่ง" งงโยงคาร์บ๊องได้ไง เชื่อจับแพะบูชายัญเก้าอี้ ผบ.ตร. "โกวิท" ปัดให้รายละเอียด

โยน คมช.แถลงความคืบหน้า "สนธิ" ไม่ฟันธง "สีเขียวหรือกากี" พัวพันหรือไม่ ระบุปล่อยให้ตำรวจลองทำก่อน สุดท้ายทหารจะตรวจสอบเอง "นายกฯ" จี้ "ผบ.ตร." เร่งพิสูจน์กึ๋นก่อนโดนเชือด ทุกหน่วยคุมเข้มงานมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา "บุญรอด" มั่นใจประวัติไม่ซ้ำรอยวันสิ้นปี

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2550 มีรายงานว่ากองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม (กก.ปพ.บก.ป.) หรือหน่วยคอมมานโด ชุดสืบสวนคลี่คลายคดีระเบิด 8 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 นำโดย พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบ.ตร.หัวหน้าชุดสืบสวน ได้ระดมกำลังชุดสืบสวนที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ในการเข้าตรวจค้นสถานที่พักผู้ต้องสงสัย รวมทั้งจุดต้องสงสัยที่เชื่อว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงกับคดีดังกล่าว ทั้งในกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง เช่น นนทบุรี, ลพบุรี, นครปฐม, สุพรรณบุรี จำนวนทั้งสิ้น 18 จุด

มีรายงานการตรวจค้นว่า เกือบทุกจุดที่ชุดสืบสวนเข้าตรวจพบตัวผู้ต้องสงสัย ซึ่งมีทั้งนายทหารและพลเรือนประมาณ 15 คน จึงได้นำมาสอบปากคำ พร้อมกันนั้นได้ยึดโทรศัพท์มือถือและสมุดบัญชีธนาคารมาตรวจสอบด้วย โดยในจำนวนนั้นมี นายพิภพ จึงเหลืองอ่อน อายุ 50 ปี เจ้าของวินรถตู้สายบางบอน-หมอชิต อยู่บ้านเลขที่ 108/18 หมู่ที่ 6 แขวงและเขตบางบอน ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ "พันเอก ส." หนึ่งในผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนี้ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดได้ถูกแยกสอบปากคำ โดยแยกตัวทหารไปสอบสวนที่หน่วยทหารในสังกัด ส่วนพลเรือนทางตำรวจกองปราบปรามได้นำตัวไปสอบปากคำที่กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ หรือหน่วยคอมมานโด

ที่ จ.ลพบุรี ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้เข้าตรวจค้นบ้านพักข้าราชการทหารในหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เบื้องต้นได้ควบคุมตัว พ.ท.สุชาติ คัดสูงเนิน นายทหารช่วยราชการ กอ.รมน. ส่วนกำลังอีกชุดได้แยกไปตรวจค้นที่สถานีวิทยุชุมชนเอฟเอ็ม 97.75 โดยในจุดดังกล่าวตำรวจและทหารได้คุมตัว อดีตทหารบกยศร้อยโท 1 นาย, อดีตทหารบกยศสิบเอก 2 นาย ซึ่งทั้งหมดเป็นทหารนอกราชการ และเป็นลูกน้องของ พ.ท.สุชาติ มาสอบปากคำด้วย ส่วนกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่เป็นพลเรือนนั้น ชุดสืบสวนได้แยกออกมาสอบตามหน่วยงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยทั้งหมดที่ถูกคุมตัวมาสอบสวนนั้นจะต้องถูกเจ้าหน้าที่ซักถามในประเด็นต่างๆ ซึ่งมีการกำหนดประเด็นการสอบสวนเบื้องต้นไว้แล้ว คือ ประวัติทั่วไป เช่น ประวัติส่วนตัว ภูมิลำเนา ที่พักอาศัย การประกอบอาชีพ ความรับผิดชอบ สถานที่ทำงาน สถานภาพครอบครัว บัญชีธนาคาร ยานพาหนะ อาวุธที่ใช้ได้รับอนุญาตหรือไม่ โทรศัพท์ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และมือถือ และเคยต้องโทษคดีอาญาหรือไม่ ประเด็นต่อมาเป็นประเด็นหลักมีด้วยกัน 7 ข้อ คือ 1.เคยไปช่วยราชการที่ไหนบ้างหรือไม่ อย่างไร ใครเป็นคนขอตัวไป ผู้ใดออกคำสั่ง และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อะไร (ส่วนใหญ่จะไปช่วยราชการที่ กอ.รมน.) 2.มีบัตรประจำตัว หรือบัตรผ่านเข้า-ออกสถานที่ทำงานหรือไม่

3.ทราบเหตุการณ์กรณีการลอบวางระเบิดที่แยกบางพลัดเมื่อปลายปี 2549 หรือไม่ อย่างไร 4.ขณะเกิดเหตุลอบวางระเบิดที่แยกบางพลัด อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ใครเป็นคนหาที่พักให้ และได้รับภารกิจให้ปฏิบัติงานใดหรือไม่ ที่ไหน อย่างไร ได้รับคำสั่งจากใคร เดินทางมาอย่างไร 5.รู้จักหรือมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีวางระเบิดดังกล่าวหรือไม่ กับผู้ใดมีความสัมพันธ์กันอย่างใด เคยไปพบและทำงานร่วมกันบ้างหรือไม่ ที่ไหน เมื่อใด

6.ทราบเหตุลอบวางระเบิด 9 จุดในช่วงระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.49 - 1 ม.ค.50 หรือไม่ อย่างไร โดยทางไหน และ 7.ทำอะไร อยู่ที่ไหน ในวันที่ 30-31 ธ.ค.49 และ 1 ม.ค.50 มีผู้ใดพบเห็นและมีหลักฐานที่แสดงสถานที่อยู่ กิจกรรมที่ทำ รวมทั้งพยานที่รู้เห็นหากมีส่วนเกี่ยวข้อง ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานใดหรือไม่ ที่ไหน อย่างไร ได้รับคำสั่งจากใคร เดินทางมาอย่างไร ส่วนประเด็นเชื่อมโยงนั้นจะถามว่า เคยผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรใดหรือไม่ ที่ไหน เมื่อใด (การวางระเบิด, การรบในเมือง ฯลฯ) และในความเห็นคิดว่าเหตุวางระเบิดที่แยกบางพลัด และระเบิด 9 จุดนั้นน่าจะเกิดจากการกระทำของกลุ่มใด พร้อมทั้งสาเหตุที่ชัดเจน

การตรวจค้นผู้ต้องสงสัยคดีเหตุระเบิดใน กทม.9 จุด เมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ในครั้งนี้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดใดๆ โดยบอกว่าต้องรอ คมช.เป็นฝ่ายแถลง โดยในสัปดาห์หน้าคงมีคำแถลงจาก คมช.เอง

ด้าน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และประธานคณะมนตรีฯ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม ได้มีการตรวจสอบกับตำรวจและทราบว่าขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ คิดว่าคงจะมีการรายงานให้ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ทราบอีกครั้ง ส่วนรายงานตรวจสอบพบว่าคนมีสีเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้นยังไม่ชัดเจน พูดไปก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นสีอะไร

เมื่อถามว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงไปตรวจสอบในพื้นที่ที่ต้องสงสัยหรือไม่ พล.อ.สนธิกล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แต่การลงไปตรวจสอบถือเป็นเรื่องที่ดี ทหารจะได้ตรวจสอบด้วย

"การตรวจสอบจะเป็นบ้านของนายทหารยศพลเอกหรือไม่ ก็ให้เขาลองทำดูว่าใช่หรือไม่ เพื่อที่จะได้บ่งบอกว่าคนที่เขาวิเคราะห์ถูกหรือไม่ สงสัยตรงไหนก็เข้าไปตรวจสอบได้หมด ทั้งสีกากีหรือสีเขียว" พล.อ.สนธิกล่าว

พล.อ.สนธิกล่าวว่า ส่วนจะมีการตั้งคณะกรรมการคู่ขนานขึ้นมาร่วมตรวจสอบด้วยหรือไม่นั้น ขออนุญาตไม่ให้รายละเอียดตรงนี้ แต่ว่าในเร็วๆ นี้คงจะได้เห็นรูปร่างของคณะทำงานของเรา ที่เราได้กำหนดเป็นหน่วยงานพิเศษขึ้นมา แต่จะร่วมมือระหว่างทหาร ตำรวจ พลเรือน หรือไม่อย่างนั้น ตอนนี้ยังไม่ได้มีการประชุมกัน พูดไปแล้วจะไม่ตรง

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งกำชับให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เร่งสะสางคดีเหตุระเบิดกรุงเทพมหานครเมื่อช่วงปีใหม่แล้ว แต่ตนไม่อยากกำหนดห้วงเวลา โดยได้บอกกับ ผบ.ตร.ว่าขอให้รายงานความคืบหน้าให้ได้รับทราบ ซึ่ง ผบ.ตร.ก็ได้รายงานให้รับทราบแล้ว ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องติดตามกันต่อไป

"เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวนที่ประชาชนให้ความสนใจอยู่ ถือว่าเป็นผลงานที่สำคัญ เพราะถ้าหากว่าท่าน ผบ.ตร.ทำได้สำเร็จ เรียบร้อย เต็มที่ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ผ่านขั้นตอนต่างๆ อย่างถูกต้องแล้ว คือมีหลักฐานชัดเจน ก็เป็นเรื่องที่ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของท่าน ซึ่งในขณะนี้ท่านบอกมาว่ามีผู้ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยแล้ว"

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ที่อยู่ในข่ายมีความเกี่ยวข้องกับทางการเมืองหรือไม่ นายกฯ ตอบว่ายังไม่ทราบ แต่ ผบ.ตร.ได้ชื่อผู้ต้องสงสัยแล้ว ซึ่งคงต้องรอการสอบสวน แต่ไม่ยืนยันว่าเหตุที่เกิดมีความเกี่ยวข้องทางการเมือง ในครั้งแรกนั้นเป็นการสรุปทางด้านการข่าว มีการประชุมที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทางการเมืองมากกว่าสถานการณ์ทางภาคใต้ นี่คือภาพที่ทางการข่าวได้สรุปมา เพราะฉะนั้นตนไม่ได้ยืนยัน และย้ำว่าไม่ได้ยืนยันอะไรโดยที่ไม่มีหลักฐาน อย่างไรก็ตาม รายละเอียด ผบ.ตร.ยังไม่ได้ให้ตน เพียงแต่บอกว่าได้มีรายชื่อของผู้ที่ต้องสงสัย และบางส่วนก็ได้เชิญตัวมาสอบถามแล้ว

เมื่อถามว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับการวางระเบิดกี่รายคน สามารถเปิดเผยรายได้ชื่อหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า "สิบกว่าคนครับ" แต่จะเป็นรายชื่อที่สื่อมวลชนเคยนำเสนอว่าเป็นนายทหารนอกราชการหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบและตนก็จำไม่ได้ว่าสื่อนำเสนอใครบ้าง

เมื่อซักว่ามีทหารหรือตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์บอกว่า เท่าที่เห็นก็เป็นเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่อยากเข้าไปในรายละเอียด อย่างที่เรียนแล้วว่ายังอยู่ในข่ายของผู้ที่ต้องสงสัย คือถ้าเรานำสิ่งที่ตำรวจสงสัยมาพูด มันจะทำให้เกิดความเสียหายทั้งในรูปคดี และความเสียในด้านหน่วยต่างๆ ที่เขาอาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ที่ต้องสงสัยคือผู้ที่ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องเป็นผู้ที่ทำผิด ต้องเรียนตรงนี้ก่อนว่าเพียงแต่อยู่ในข่ายของผู้ที่ต้องสงสัย

"ก็อย่างที่เรียนคือ ไม่อยากที่จะชี้ลงไปแล้วก็ทำให้เกิดปัญหาในหน่วยงานต่างๆ ขึ้นมา อย่างที่เรียนว่าเราก็ต้องให้ความเป็นธรรม เพราะเมื่อยังอยู่ในข่ายแค่ผู้ต้องสงสัย เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมเขา" พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เหตุการณ์เผาโรงเรียนในหลายพื้นที่ถูกมองว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องการเมืองท้องถิ่น รัฐบาลจะมีวิธีการสร้างความสามัคคีอย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การสร้างความสามัคคีอยู่ที่การสร้างความรู้สึก การสร้างความเชื่อของแต่ละคน ว่าเรากำลังจะเดินทางทางการเมืองกันอย่างไร ถ้าหากเรามองว่าจะใช้วิธีทางการเมืองในการแก้ไขปัญหา นั่นก็คือการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แต่เมื่อท่านเริ่มใช้ความรุนแรง ก็หมายความว่าเริ่มเปลี่ยนจากวิธีการทางการเมืองมาเป็นการใช้ความรุนแรง ทั้งเรื่องการเผาโรงเรียน การวางระเบิด สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครอยากให้เกิดแก่บ้านเมืองของเรา

"หน้าที่ของรัฐบาลจะต้องดำเนินการกวดขัน ติดตามผู้ที่ก่อความไม่สงบเหล่านี้มาดำเนินการตามกฎหมาย เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะนี้ผมได้กำชับให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้เร่งรัดดำเนินการเรื่องเหล่านี้โดยไม่ช้า" พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว

ต่อข้อถามว่า ประชาชนมีความสงสัยว่าทำไมรัฐบาลจึงตอบไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลตอบไม่ได้ อยู่ที่การสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ตนไม่สามารถเร่งขั้นตอนได้ เพราะถ้าเร่งแล้วเกรงว่าจะเหมือนในอดีตที่ผ่านมาที่อาจจะผิดพลาด ไม่อยากให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีกับคนไทยหลายคน ถ้าเรากำหนดว่าเราต้องให้ได้ตัวคนร้ายภายใน 3 วัน 7 วัน ต้องให้ได้ ผลที่ออกมาก็จะกลายเป็นผลเสียต่อการสืบสวนสอบสวนในลักษณะอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม แม้ไม่กำหนดเวลาแต่มีการกำหนดกรอบการทำงาน รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่อยากให้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบ อยู่บนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้เข้มงวดในเรื่องการป้องกันและมาตรการเฝ้าระวัง โดยขอความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นภัยคุกคามแบบใหม่ และเราต้องยอมรับว่าการติดต่อสื่อสารในปัจจุบันทำได้รวดเร็ว แต่เจ้าหน้าที่ก็คอยติดตามที่มาของโทรศัพท์ คำขู่ เพื่อนำมาตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือหลอก และเมื่อเห็นวัสดุต่างๆ ที่ต้องสงสัยก็ต้องนำมาตรวจสอบด้วย

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดหลายจุดในกรุงเทพฯ และนนทบุรี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ขณะนี้กำลังเฝ้าดูการปฏิบัติอยู่ว่ามีผลอย่างไรบ้าง ซึ่งจากการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเขาบอกว่าไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายที่มาจากพื้นที่อื่น เป็นผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมือง ทั้งนี้ คนที่มาวางระเบิดกับคนที่บงการต้องแยกออกจากกัน คือคนที่มาวางอาจถูกจ้างโดยใครก็ได้ให้มาวาง บางคนบอกว่าไปใช้ทหารเลวหรือตำรวจเลวมาก็ได้ ต้องขอย้ำว่าถ้ามีการใช้ทหารหรือตำรวจซึ่งคนที่ทำต้องเป็นคนที่มีความรู้ คือ คนที่มีสีทั้งนั้น แต่คนที่บงการคนที่สั่งการ คือ คนที่สูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองชัดเจน แต่จะส่งนัยถึงใครนั้น หรือเป็นกลุ่มไหน ยังพูดไม่ได้

เมื่อถามว่า แสดงว่ากลุ่มที่ลงมือก่อเหตุคือผู้เสียประโยชน์ทางการเมือง พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า ใช่ ซึ่งผู้เสียประโยชน์ทางการเมืองมีหลายระดับ เหมือนกับการหุ้นบางคนก็มีหุ้นมาก บางคนมีหุ้นน้อย ซึ่งผู้เสียประโยชน์ทางการเมืองอาจจะเป็นนักการเมือง ผู้สนับสนุนนักการเมือง ญาตินักการเมือง พวกที่เป็นหนี้บุญคุณนักการเมือง ซึ่งมีหลายกลุ่มแต่ยืนยันว่าไม่ใช่กลุ่มก่อการร้ายอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสรุปคดีให้ คมช.รับทราบใน 1-2 วันนี้หรือไม่ พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าจะเร่งรัดดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด ณ วันนี้ยังไม่มีการรายงานผลสอบอย่างเป็นทางการให้ทราบ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะรายงานให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธาน คมช.รับทราบแล้วก็ได้ ซึ่งตนไม่รู้

พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ หรือ เสธ.หมึก เพื่อนสนิทของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน. กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัยก่อเหตุลอบวางระเบิด 9 จุดในกรุงเทพฯ และนนทบุรี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีบ้านของนายทหารยศ พ.ท.ที่ถูกระบุว่า เป็นอดีตลูกน้องของ พล.อ.พัลลภ ว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่ พล.อ.พัลลภเขาทำประโยชน์เพื่อชาติมาตลอดชีวิตเขา ดังนั้นเขาไม่น่าที่จะทำอะไรเช่นนี้

"ผมมั่นใจว่าพัลลภเขาไม่ทำ คนที่เสียสละเพื่อบ้านเมืองมา เอาเลือดเอาเนื้อมาเพื่อชาติมาตลอด จะมาจ้างให้ไปทำอย่างนี้ พวกผมไม่ทำกันแน่นอนต่อให้เอาเงินมาให้ผม 10 ล้านยังไม่เอาเลย เรื่องนี้ผมฟังแล้วน่าหัวเราะ" พล.ท.พิรัชกล่าว

พล.ท.พิรัชกล่าวว่า มีตำรวจมาเล่าให้ฟังว่าภาพจากกล้องวงจรปิดที่เก็บมาได้พบภาพบุคคลต้องสงสัยเป็นผู้ที่มีหมายจับอยู่ในพื้นที่ภาคใต้หลายคน เข้าใจว่าเป็นคนในพื้นที่ภาคใต้ขึ้นมา ซึ่งจริงเท็จอย่างไรตนไม่รู้ มีเพียงตำรวจมาบอกข้อมูลให้ทราบ

วันเดียวกันที่ท้องสนามหลวง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พ.อ.หญิง คุณหญิง จิตรวดี จุลานนท์ ภริยา คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากกระทรวงต่างๆ และประชาชนเป็นจำนวนมากเดินทางมาร่วมทำบุญตักบาตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมร่วมถวายพระพรชัยมงคล เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 และในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 75 พรรษา ได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 801 รูป ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายตลอด แต่บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ได้มีการผนึกกำลังทหารตำรวจกว่า 1,000 นาย เพื่อรักษาความปลอดภัยภายในงาน

พล.อ.สุรยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล โดยกล่าวนำผู้ที่มาชุมนุม ณ บริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งมีใจความว่า "ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตน้อมอธิษฐาน ขออัญเชิญคุณพระรัตนตรัยและสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ สิริสวัสดิ์วัฒนาทุกทิพาราตรีกาล พระบรมเดชานุภาพ และพระเกียรติยศ แผ่ไพศาลปรากฏไปทั่วทิศานุทิศ สถิตเสถียรในมไหศูรย์ราชสมบัติ เป็นดั่งร่มฉัตรปกเกล้าฯ ปวงข้าพระพุทธเจ้าตราบกาลนิรันดร"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเสร็จสิ้นพิธีสำคัญดังกล่าวแล้ว นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและคู่สมรสได้เดินเยี่ยมชมกิจกรรมที่กระทรวงต่างๆ ได้นำมาจัดแสดงเพื่อให้บริการสาธารณประโยชน์แก่ประชาชน โดยเริ่มที่เต็นท์ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงอื่นๆ จนครบทุกกระทรวง ทั้งนี้ ระหว่างการเดินเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ พล.อ.สุรยุทธ์ได้ทำข้าวผัดแหนมและทำก๋วยเตี๋ยวด้วยตัวเองพร้อมแจกจ่ายผู้มาร่วมงาน

พล.อ.สุรยุทธ์ยังแสดงความเห็นเมื่อมาถึงเต็นท์กิจกรรมเกี่ยวกับการใช้ภาษาของเด็กวัยรุ่นไทยในยุคนี้ว่า วัยรุ่นพูดเร็ว บางครั้งต้องบอกให้ช่วยพูดใหม่ เพราะฟังไม่ทัน นอกจากนี้การออกเสียงอักษร "ร" "ล" ควบกล้ำ ออกเสียงคลาดเคลื่อนเพราะพูดเร็วด้วย ถ้าหากว่าลดความเร็วลงจะทำให้น่าฟังขึ้น ส่วนสื่อเช่นดารานักร้องคิดว่ามีอิทธิพลกับการใช้ภาษาของเด็ก เพราะในความรู้สึกของเด็กเขาอยากเป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นดารา อยากเป็นนักร้อง ดังนั้นถ้าหากดารานักร้องใช้ภาษาที่ถูกต้อง จะเป็นประโยชน์สำหรับเยาวชน

พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงความสงบเรียบร้อยในการจัดงานว่า งานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ซึ่งจัดโดยคณะภริยาคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี โดยทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งประชาชนก็ให้ความสนใจเป็นอย่างดี ส่วนในการรักษาความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ก็ดูแลอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีก็ได้แสดงความพอใจในการจัดงานครั้งนี้ และไม่ได้กำชับในเรื่องใดกับตนเป็นพิเศษ

พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า ประชาชนที่ต้องการมาเยี่ยมชมงานอย่านำรถยนต์ส่วนตัวมาเอง เพราะมีความจำเป็นในมาตรการรักษาความปลอดภัย และพยายามอย่านำสิ่งของติดตัวมาก และอย่าได้วางสิ่งของทิ้งไว้เฉยๆ ให้นำติดตัวไว้ตลอด ซึ่งจะเป็นการช่วยในการดูแลรักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากังวล นอกจากนั้นก็คือการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ในเรื่องช่องทางการเข้า-ออกงาน ซึ่งเตรียมไว้ 6 ช่องทางด้วยกัน และให้เข้า-ออกตามช่องทางที่ระบุไว้ด้วย ทั้งนี้ ขอเตือนว่าอย่าส่งสิ่งของใดข้ามรั้ว อาจจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ เพราะเราไม่ต้องการให้มีสิ่งใดแปลกปลอมเข้ามา และไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้น

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม กล่าวว่า คงไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเหมือนวันที่ 31 ธ.ค. เพราะเราตระหนักถึงเรื่องนี้ โดยทุกส่วนที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความมั่นคงก็มีการตื่นตัวในการเฝ้าระวัง รวมทั้งประชาชนที่มาร่วมงานด้วย ก่อนจะเข้าร่วมงานก็มีมาตรการตรวจค้นอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเมื่อวันสิ้นปี โอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกนั้นค่อนข้างยาก

ที่จังหวัดอุบลราชธานี ร.ต.ท.สันติภาพ สายงาม ร้อยเวร สภ.อ.วารินชำราบ รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ในแฟลตที่พักของเจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัยที่ 7 ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ โดยที่เกิดเหตุเป็นอาคารปูนสูง 3 ชั้น จุดเกิดเหตุอยู่ในห้องพัก ชั้นที่ 2 ห้องหมายเลข 3

นายนิพนธ์ กุลนิตย์ เจ้าหน้าที่กลุ่มส่งเสริมสุขภาพระดับ 7 กล่าวว่า เพิ่งเดินทางกลับจาก จ.เชียงใหม่เมื่อวานนี้ และได้วัตถุมงคลมาจำนวนหนึ่ง ก่อนออกไปทำงานในตอนสายได้จุดธูปบูชาทิ้งไว้ จึงสันนิษฐานว่าธูปอาจร่วงหล่นลงมาถูกกองหนังสือที่อยู่ด้านล่าง จนทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการจะได้ตรวจหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ที่แน่ชัดต่อไป.




แหล่งที่มา : ไทยโพสต์

@ สื่อนอกแฉจ้างบ.ล็อบบี้ยิสต์ดัง

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า หนังสือพิมพ์เซาธ์ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ ของฮ่องกง ได้รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ว่าจ้างบริษัท บาร์เบอร์ กริฟฟิธ แอนด์ โรเจอร์ส บริษัทล็อบบี้ยิสต์ของสหรัฐอเมริกา โดยได้เข้าพบกับล็อบบี้ยิสต์ของบริษัท บาร์เบอร์ กริฟฟิธ แอนด์ โรเจอร์ส ระหว่างการเดินทางไปฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัท บาร์เบอร์ฯ มีลูกค้าที่เป็นรัฐบาลรายใหญ่อยู่หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน กาตาร์ และอินเดีย อย่างไรก็ตาม ทางหนังสือพิมพ์ไม่ได้ระบุว่าได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวมาจากที่ใด ขณะที่บริษัท บาร์เบอร์ฯ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ไม่ได้แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด แต่จากการตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท ไม่พบว่ามีชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในบัญชีรายชื่อของลูกค้าของบริษัท มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างซิตี้ กรุ๊ป และบริษัทเดินรถไฟแห่งชาติของแคนาดา

ทั้งนี้ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บาร์เบอร์ฯ คือนายเอ็ด โรเจอร์ เคยทำงานในทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐให้กับนายโรนัลด์ เรแกน และจอร์จ บุช

@ หวังให้บ.ประชาสัมพันธ์ช่วยกลับปท.

นอกจากนี้ ยังมีรายงานแจ้งด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณว่าจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แห่งหนึ่งในสหรัฐ ซึ่งมีอักษรนำหน้าชื่อด้วยตัวอี (E) และมีสำนักงานอยู่ในฮ่องกง โดยเป้าหมายในการว่าจ้างคือการช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้าประเทศ (re-enter the country) และมีรายงานด้วยว่าบริษัทประชาสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นผู้ช่วยประสานงานให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นและเอเชี่ยนวอลสตรีทเจอร์นัลที่ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ในสื่อมวลชนไทยในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าได้ช่วยประสานให้มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณลงในนิตยสารดิอีโคโนมิสต์ และนิวส์วีคก่อนหน้านี้ด้วย


แหล่งที่มา : มติชน

ยุ่นเบรคแม้วหัวทิ่มห้ามสุนทรพจน์/รับปริญญา/แฉจ้างล็อบบี้ยิสต์สู้คมช.

[ วันที่ 2007-01-20 ]

"ทักษิณ" เร่ร่อนเข้าญี่ปุ่น อ้างพักผ่อนพบเพื่อนเก่า รัฐบาลยุ่นสงวนท่าทีหวั่นเจอต้านเหมือนลอดช่อง มหาวิทยาลัยโตเกียวเบรกสุนทรพจน์ ข่าวสะพัดทุ่มเงินก้อนโตจ้างบริษัทล็อบบี้สหรัฐเป็นที่ปรึกษา

สมุนเผยสื่อเทศรุมสัมภาษณ์ อ้างนายรับคำท้าเผชิญหน้า "สนธิ" ปูดเองดักฟังฮัลโหลมีจริง เวลานี้เลยต้องระวังตัวแจ รมว.ต่างประเทศเผยงัดมาตรการตอบโต้เพราะสิงคโปร์กระทำหยามหน้าไทย นายกฯ หารือนักหนังสือพิมพ์อาวุโส ประธาน คมช.ย้ำความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญ หนีระบบเอไอเอสมาใช้วิทยุสื่อสาร กห.สั่งสอบซื้อเครื่องดักฟังสมัย "ธรรมรักษ์" เอไอเอสครวญเป็นคนไทยรักประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันศุกร์ ถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าได้เดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวจากกรุงปักกิ่ง ถึงสนามบินนานาชาตินาริตะของญี่ปุ่นเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งแรกนับแต่ถูกรัฐประหารโค่นอำนาจ และเมื่อเดินทางถึง อดีตนายกฯ ไทยได้กล่าวกับพวกผู้สื่อข่าวว่า ตนเดินทางมาญี่ปุ่นเพื่อพักผ่อน

"ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมจะพักผ่อนอยู่ร่วมกับครอบครัว ได้เจอพวกเพื่อนเก่า"

ด้านสื่อของญี่ปุ่นรายงานถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างคึกคัก สำนักข่าวจิจิเพรสส์รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจจะอยู่ที่ญี่ปุ่นถึงวันพฤหัสบดีหน้า ขณะที่หนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุนระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณน่าจะได้กล่าวสุนทรพจน์และพบปะกับพวกผู้นำธุรกิจญี่ปุ่น

มีรายงานด้วยว่าอดีตนายกฯ ของไทยตกลงจะให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี นายมาซาฮิโร โยชิดะ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นรีบออกมายืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแผนจะพบปะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

"ไม่มีกำหนดการประชุมระหว่างคุณทักษิณกับบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่น เราคำนึงถึงสัมพันธภาพกับรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน เราตระหนักดีว่ารัฐบาลไทยมีความอ่อนไหวมากเกี่ยวกับประเด็นนี้" เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าว

มีรายงานก่อนหน้านั้นด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีกำหนดจะไปกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวและรับปริญญากิตติมศักดิ์ด้านรัฐศาสตร์ แต่ถูกยกเลิกกะทันหัน ด้านคาโยโกะ ฮายาชิ โฆษกของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งนี้กล่าวว่า ไม่มีคณะใดของมหาวิทยาลัยที่เตรียมแผนการต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ และมหาวิทยาลัยกำลังตรวจสอบกับคณาจารย์เกี่ยวกับรายงานที่ว่านี้

สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเครายงานข่าวว่า อดีตนายกฯ ของไทยจะพำนักในญี่ปุ่นประมาณ 1 สัปดาห์

หนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ ของฮ่องกง นำเสนอข่าวหน้าหนึ่งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยได้ว่าจ้างบริษัท บาร์เบอร์ กริฟฟิธ แอนด์ โรเจอร์ส บริษัทล็อบบี้ของสหรัฐ ซึ่งมีรัฐบาลหลายประเทศ รวมทั้งอินเดีย กาตาร์ และไต้หวันเป็นลูกค้า

ทั้งนี้ รายงานข่าวของสื่อสิ่งพิมพ์ฮ่องกงซึ่งไม่เปิดเผยแหล่งที่มาของข่าวระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยได้พบปะหารือกับนักล็อบบี้ของบริษัทดังกล่าวที่ฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

บาร์เบอร์ กริฟฟิธ ซึ่งมีฐานดำเนินงานอยู่ในวอชิงตัน ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นในรายงานดังกล่าว ทั้งบนหน้าเว็บไซต์ของบริษัทก็ไม่มีการระบุชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้ในรายชื่อลูกค้าของบริษัท ที่รวมถึงบริษัทชั้นนำอย่างซิตี้กรุ๊ป และบริษัทรถไฟแห่งชาติแคนาดา

บริษัทล็อบบี้แห่งนี้ มีนายเอ็ด โรเจอร์ส ซึ่งเคยทำงานที่ทำเนียบขาวสมัยอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ทั้งยังมีนายโรเบิร์ต แบล็กวิลล์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐร่วมทำงานอยู่ด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยูบีซีเคเบิลทีวีของไทยจะบล็อกการออกอากาศ พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นฉบับเต็ม ในวันเสาร์ที่ 20 ม.ค.นี้ โดยการสัมภาษณ์มีขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 15 ม.ค. แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้ดูเทปที่ตัดทอนมา หลังจากยูบีซีเคเบิลทีวีของไทยทำการสับเปลี่ยนรายการ

ซีเอ็นเอ็น เตรียมที่จะออกอากาศสัมภาษณ์เต็มในวันเสาร์นี้ แต่ประชาสัมพันธ์ของยูบีซี ให้สัมภาษณ์เอเอฟพีว่า พวกเขาจะไม่ออกอากาศรายการดังกล่าว จากคำร้องขอของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หลังจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.ออกมาเรียกร้องด้วยตัวเอง

แดน ริเวอร์ส ผู้สื่อข่าวของซีเอ็นเอ็นที่เป็นคนสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณที่สิงคโปร์ ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นลงในเว็บไซต์ของซีเอ็นเอ็น ระบุว่า การห้ามการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน และยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยมัวหมองในสายตาของนานาชาติ

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณและตระกูลชินวัตร กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวมหาวิทยาลัยเมืองนาริตะปฏิเสธที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณไปบรรยายพิเศษว่า ไม่เป็นความจริง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้มีกำหนดการไปบรรยายที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว และก็ไม่ได้ไปพบผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อเคลื่อนไหวอย่างที่มีความพยายามโยงใยกัน พ.ต.ท.ทักษิณเพียงแต่นัดพบนักธุรกิจที่เป็นเพื่อนเก่า เคยสนับสนุนโครงการสินค้าโอท็อป เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าแม้จะไร้อำนาจก็ไม่ลืมบุญคุณเพื่อนเก่าเสมอ "การไปเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ได้มีสื่อจากหลายสำนักมาขอสัมภาษณ์ เช่น สถานีเอ็นเอชเค สำนักข่าวทีบีเอส หนังสือพิมพ์อาซาฮี ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้ตอบตกลงให้สัมภาษณ์ในบางสำนักแล้ว แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาออกอากาศหรือให้สัมภาษณ์ในขณะนี้ โดย พ.ต.ท.ทักษิณจะให้สัมภาษณ์เท่าที่จำเป็น จะพูดเกี่ยวกับประเทศไทยในเชิงบวก ส่วนกรณีที่รัฐบาลและ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณพยายามเคลื่อนไหวเพื่อขอกลับประเทศนั้น พ.ต.ท.ทักษิณฝากบอกให้สบายใจ ไม่ได้รีบร้อนจะกลับ คมช.ไม่ต้องระแวงหรือวิตกกังวลอะไร" นายนพดลกล่าว

นายนพดลกล่าวว่า ไม่มีปัญหา กรณี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. ที่จะเดินทางไปเยือนจีน บอกว่าพร้อมจะพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณให้รู้เรื่อง ตนเห็นว่าการที่ผู้ใหญ่ได้หารือกันถือเป็นสิ่งดี ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็พร้อมทุกเมื่อ แต่ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว

ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณยังได้เปิดประเด็นที่น่าสนใจว่า ขณะนี้ตนพกโทรศัพท์มือถือถึง 5 เครื่องเพื่อคอยระมัดระวัง เพราะรู้ตัวว่าถูกดักฟัง แต่ไม่รู้ว่ามาจากฝ่ายใด

ด้านความเคลื่อนไหวภายในประเทศ ที่กระทรวงมหาดไทย นายปีเตอร์ ชาง เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอารีย์ วงศ์อารยะ รมว.มหาดไทย เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี โฆษกกระทรวงมหาดไทย แถลงว่า สองฝ่ายได้พูดคุยกันใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.เอกอัครราชทูตยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศมีมาช้านาน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จเยือนประเทศสิงคโปร์ และได้พระราชทานรูปหล่อช้างทองสัมฤทธิ์แก่ทางการสิงคโปร์ อันถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาติไทย ซึ่งทางการสิงคโปร์ได้อัญเชิญประดิษฐานอยู่หน้าอาคารรัฐสภาหลังเดิมมาตราบจนถึงปัจจุบันนี้ 2.รัฐบาลสิงคโปร์พร้อมให้ความช่วยเหลือไทยในด้านเทคนิคเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.ให้นำเรื่องแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีว่าประเทศสิงคโปร์มีความสัมพันธ์ระดับปกติ และจะกลับคืนสู่มิตรประเทศโดยเร็วที่สุด

สิงคโปร์ได้เชิญ รมว.มหาดไทยของไทยไปร่วมประชุมเรื่องความมั่นคงที่สิงคโปร์ ซึ่งโฆษกมหาดไทยกล่าวว่า นายอารีย์เพียงแค่รับทราบ โดยรัฐบาลสิงคโปร์จะต้องทำหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการว่าความสำคัญของการจัดประชุมอยู่ในระดับไหน

ท่าทีของทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ได้ตกเป็นที่จับตาหลังรัฐบาลไทยออกมาตรการตอบโต้สิงคโปร์เพื่อแสดงความไม่พอใจที่รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าพบ อันส่งผลกระทบต่อปัญหาการเมืองภายในประเทศ ทั้งนี้ กำหนดพบ รมว.มหาดไทยของไทย เป็นหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งทางการสิงคโปร์ได้สอบถามนายปีเตอร์ ชาง ว่ายังประสงค์ที่จำเข้าพบตามกำหนดเดิมหรือไม่ ก็ได้รับคำยืนยันว่าจะเป็นไปตามกำหนดเดิม

ด้านภารกิจของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในช่วงเช้า ได้เปิดให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล นายรัฐกิจ มานะทัต เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศลาวกล่าวว่า นายกฯ ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ และไม่ได้มีการพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่านกงสุลใหญ่รายงานว่าความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านในขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ดี ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายของไทย ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมิตรประเทศเหล่านี้เห็นว่าเป็นเรื่องภายในของไทยเอง ขณะที่เราก็เชื่อว่ามิตรประเทศจะเข้าใจสถานะของไทยดี โดยเฉพาะกรณี พ.ต.ท.ทักษิณที่มิตรประเทศส่วนใหญ่เข้าใจดี

เที่ยงวันเดียวกัน นายกฯ ได้เชิญผู้บริหารสื่อสิ่งพิมพ์และคอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์รายวันจำนวน 8 คน รับประทานอาหารและหารือถึงสถานการณ์บ้านเมือง ที่บ้านพิษณุโลก ประกอบด้วย นายเทพชัย หย่อง ผู้บริหารเครือเนชั่น นายลิขิต จงสกุล คอลัมนิสต์ นสพ.ไทยรัฐ นายกำแหง ภริตานนท์ นสพ.เดลินิวส์ นายบุญเลิศ คชายุทธเดช นสพ.มติชน นายคำนูณ สิทธิสมาน นสพ.ผู้จัดการ นายกมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม นสพ.แนวหน้า นายโรจ งามแม้น คอลัมนิสต์จาก นสพ.ไทยโพสต์ และนายวีระ ประทีปชัยกุล นสพ.บางกอกโพสต์

นายกฯ กล่าวกับนักหนังสือพิมพ์เหล่านี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีโอกาสที่จะกลับมาประเทศไทย แต่ต้องดูเงื่อนไขว่าเป็นอย่างไร และต้องมีการหารือกันก่อน ในส่วนของสิงคโปร์ก็ไม่มีอะไร ยังเป็นเพื่อนกัน สิ่งที่เกิดคือเมื่อเราเป็นเพื่อนกันก็ต้องฟังกันบ้าง ไม่ฟังก็ตอบโต้กันบ้าง ก็เท่านั้น

ส่วนนายนิตย์ พิบูลสงคราม รมว.ต่างประเทศ ที่ร่วมหารือกับสื่อมวลชน กล่าวว่า ระดับการต้อนรับที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับจากรัฐบาลสิงคโปร์ เท่ากับเป็นการแสดงท่าทีของสิงคโปร์ว่ายังให้การรับรองรัฐบาลทักษิณ

"ถือเป็นการกระทำที่หยามหน้าประเทศไทย" นายนิตย์ระบุ และว่าเคยเตือนผ่าน รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ไปก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลไทยไม่ต้องการให้รัฐบาลสิงคโปร์ต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณจนถึงขั้นให้พบกับรองนายกฯ ซึ่งหากเกิดขึ้น รัฐบาลไทยก็จะมีปฏิกิริยาแน่นอน

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ ประสงค์จะพบคอลัมนิสต์อาวุโสเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต่อไปก็จะเวียนเชิญไปเรื่อยๆ โดยจะไม่เป็นกลุ่มใหญ่ เช่นจัดแบบนายกฯ พบสื่อก็จะใหญ่เกินไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการพบกับนักหนังสือพิมพ์ นายกฯ ได้หารือกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ประธาน คมช. คาดว่าเป็นการหารือเรื่องการดักฟังโทรศัพท์ที่ประธาน คมช.ออกมาเปิดประเด็นเรื่องความลับรั่วไหลไปยังสิงคโปร์หลังได้สัมปทานโทรศัพท์และดาวเทียม

พล.อ.สนธิให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาถึงความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ ว่ากองทัพกับการเมืองต้องแยกกันออกมา ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพยังดีอยู่ แต่บางส่วนต้องอธิบายให้กองทัพสิงคโปร์เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมามีความสมควรแค่ไหน

เมื่อถามว่าจะมีการขยายผลยกเลิกสัมปทานดาวเทียมของไทยที่ต่างประเทศถือหุ้นอยู่หรือไม่ พล.อ.สนธิกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับบอร์ดและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องว่ากันต่อไป ซึ่งเรื่องความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องสำคัญ

ถามว่าขณะนี้กองทัพถูกดักฟังใช่หรือไม่ พล.อ.สนธิกล่าวว่า ทุกส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องเครื่องมือสื่อสาร มันสามารถนำไปเก็บเป็นข้อมูลได้ทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อจะเลี่ยงการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเอไอเอส ทหารก็ได้หันกลับมาใช้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นวิทยุมากขึ้น โดยเครื่องมือเรามีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาใช้ตรงนั้นน้อย ดังนั้นจึงหันกลับมาใช้เครื่องมือเก่าของเรา

ประธาน คมช.หวังในด้านดีว่า การเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่มีปัญหาอะไร "ท่านคงไม่พูด เพราะท่านก็เป็นคนไทย ท่านต้องรักประเทศไทยอยู่แล้ว"

มีรายงานว่า เมื่อค่ำวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา คมช.ได้เชิญสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กว่า 50 คนจากสายต่างๆ ร่วมรับประทานอาหารที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินกำลังในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

แหล่งข่าวกล่าวว่า คมช.ได้ขอบคุณทุกคนที่ได้ทำงานร่วมกันมา และมีการคุยเรื่องการดักฟังโทรศัพท์ ขณะที่ สนช.วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองให้ คมช. โดยเห็นว่าขณะนี้ทิศทางของ คมช.ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว เพราะถือว่าเดินเกมเป็นแล้ว คมช.สามารถปรับตัวได้ว่าควรจะต่อสู้ในทางการเมืองอย่างไร ซึ่ง คมช.ก็ยืนยันกับ สนช.ว่าจะไม่มีการสืบทอดอำนาจ แต่ขณะนี้ที่น่าเป็นห่วงกลับกลายเป็นรัฐบาลที่ปรับตัวได้ช้า ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลคนดี แต่ถ้าปรับตัวช้าแบบนี้จะทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้ยาก จึงต้องให้ทุกๆ ฝ่ายช่วยดึงรัฐบาลด้วย

นายประพันธ์ คูณมี สมาชิก สนช. กล่าวถึงการตั้งวอร์รูมร่วมกันระหว่างรัฐบาล คมช.และ สนช.ว่า ในช่วงที่ผ่านมาสมาชิก สนช.หลายคนมีความกังวลว่ารัฐบาลบริหารประเทศด้วยความนิ่มนวลมากเกินไป หลายครั้งจึงควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ทำให้บรรดาลูกสมุนของกลุ่มอำนาจเก่ากล้าที่จะท้าทายรัฐบาล สร้างความสับสนให้สังคม สนช.เห็นว่ารัฐบาลต้องใช้ความเด็ดขาดมากกว่านี้ และต้องพร้อมที่จะตอบโต้เกมรุกของกลุ่มอำนาจเก่า

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สมาชิก คมช.กล่าวว่า ฝ่ายที่รับผิดชอบต้องไปตรวจสอบว่ามีใครดักฟังโทรศัพท์บ้าง ส่วนจะมีการหารือทบทวนการให้สัมปทานด้านโทรคมนาคมแก่บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น หรือไม่ ก็ยังไม่รู้รายละเอียด ในส่วนของทหาร ปกติการติดต่อสื่อสารในหน่วยทหารมีหมายเลขโทรศัพท์ 5 หลักอยู่แล้ว และยังมีช่องทางอื่น คือขององค์การโทรศัพท์ฯ 2 ช่องทางนี้น่าจะมีความปลอดภัยในเรื่องการดักฟังค่อนข้างสูง ส่วนโทรศัพท์มือถือเอไอเอสก็เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เราไม่รู้ว่าเขาทำได้แค่ไหน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ เสนาธิการทหารบก ได้หารือกับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ถึงกรณีมีข่าวว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ซื้อเครื่องดักฟังสัญญาณโทรศัพท์มาไว้ในสำนักงานกระทรวงกลาโหม ในสมัยของ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็น รมว.กลาโหม ซึ่งขณะนี้ พล.อ.มนตรีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบที่กระทรวงกลาโหมแล้ว ว่ามีการจัดซื้อเครื่องดักฟังสัญญาโทรศัพท์จริงหรือไม่

นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลงานด้านกฎหมายของรัฐบาล กล่าวว่า หากมีการส่งเรื่องให้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขกฎหมายการถือหุ้นของต่างชาติที่เกินสัดส่วน เพื่อยกเลิกสัมปทานดาวเทียมเพื่อการสื่อสารกับบริษัทเอกชนที่มีปัญหาด้านความมั่นคง ก็พร้อมดำเนินการทันที

ขณะที่นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า การดักฟังโทรศัพท์ ในทางเทคนิคสามารถทำได้ แม้แต่คนทั่วไปที่พอมีความรู้ก็ทำได้ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท แต่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ ซึ่งในไทยมีไม่กี่เครื่อง แต่ไม่ทราบมีจำนวนเท่าไหร่ เพราะเป็นความลับราชการ ซึ่งถ้าเป็นของหน่วยงานความมั่นคงก็เป็นสิทธิ ถ้าเอกชนลักลอบนำเข้ามาถือว่าผิดกฎหมาย

กรณีการขายหุ้นชินวัตรและเอไอเอสจะสามารถดักฟังโทรศัพท์ได้ง่ายหรือไม่ นายสิทธิชัยกล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกันหลายครั้ง โดยการป้องกันการดักฟัง ต้องใช้เครื่องวอยซ์สแกรมเบิล (Voice Scramble) ที่จะแปลงเสียงที่รู้เรื่องให้ไม่รู้เรื่อง ทำให้ยากต่อการดักฟัง อย่างไรก็ตาม คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือไม่ว่าจะค่ายไหนถูกดักฟังได้เสมอ แต่หากคิดจะรื้อสัมปทานโทรคมนาคมเพื่อแก้ปัญหาการดักฟัง ก็ต้องพิจารณาไม่ทำให้ชาติเสียหายและต้องคุยกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

"วิธีที่ดีที่สุดคือ ถ้าเรื่องไหนที่เป็นความลับอย่าคุยทางโทรศัพท์ ส่วนจะเอากลับมาเป็นของแผ่นดินนั้นก็ต้องเป็นนโยบายหรือกฎหมายที่แน่ชัดว่ากิจการเหล่านี้ต้องเป็นของรัฐบาล หรือคนไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นของคนไทยก็ไม่มีหลักประกันว่าจะไม่ถูกดักฟัง แม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐก็ยังใช้วอยซ์สแกรมเบิลเลย และในทางปฏิบัติแม้แต่ดาวเทียมก็ถูกดักฟังได้หากลอยอยู่เหนือน่านฟ้าของประเทศอื่น" นายสิทธิชัยกล่าว

รมว.ไอซีทีกล่าวว่า ในการประชุมภาคธุรกิจเมื่อวันพฤหัสบดี กระทรวงได้เตือนบริษัทต่างๆ ที่ทำธุรกิจนี้ว่าต้องไม่มีการดักฟังโทรศัพท์ ส่วนการส่งข้อมูลทางดาวเทียมของทหารซึ่งใช้ดาวเทียมของเอกชน ขณะนี้มีทหารเข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้การส่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น

นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หน่วยงานในกระทรวงยุติธรรมมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพียงหน่วยงานเดียวที่มีเครื่องดักฟังโทรศัพท์ ตามอำนาจ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งทางดีเอสไอได้สั่งซื้อเข้ามาตามระเบียบรวม 2 เครื่อง เมื่อมีข่าวการดักฟังโทรศัพท์ ก็ได้สั่งการให้นายไกรสร บารมีอวยชัย รักษาการอธิบดีดีเอสไอ เข้าไปจัดระเบียบการใช้เครื่องดักฟังให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยมีการกำหนดผู้ควบคุมประจำเครื่อง มีผู้รับผิดชอบที่เป็นตัวตนแน่นอน และการใช้งานจะต้องผ่านการอนุมัติจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพียงคนเดียว

สำหรับการดักฟังโทรศัพท์ทีใช้เพื่อทางราชการ มีรายงานว่า อัยการสหรัฐได้ยกย่องตำรวจและกระบวนการยุติธรรมของไทย ที่ใช้การดักฟังโทรศัพท์ทลายเครือข่ายค้าเฮโรอีนข้ามชาติที่มีการขนส่งเฮโรอีนมูลค่าสูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณพันล้านบาทเศษ

ไมเคิล การ์เซีย อัยการสหรัฐเปิดเผยว่า หลักฐานที่ทางการใช้ดำเนินคดีนี้ มีหลักฐานสำคัญเป็นเทปเสียงที่ดักฟังการสนทนาของผู้ต้องหาในไทย ซึ่งศาลฎีกาไทยอนุญาตให้ตำรวจใช้การดักฟังรวบรวมหลักฐานเป็นครั้งแรก

นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสไม่เคยสั่งซื้อเครื่องดักฟังแต่อย่างใด ซึ่งเอไอเอสเป็นเพียงผู้ให้บริการและมีหน้าที่ในการรับ-ส่งข้อมูลเท่านั้น นอกจากนี้เอไอเอสยังเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนกรณีถ้าพบผู้ใดมีการดักฟังจะถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม

"ถึงแม้ทางทฤษฎีจะสามารถดักฟังได้ แต่ถ้าขาดอุปกรณ์ก็ทำไม่ได้ บริษัทไม่มีความสามารถในการกระทำดังกล่าว" นายสมประสงค์กล่าว และว่าพนักงานเอไอเอสเป็นคนไทยทั้งหมด พวกตนก็รักประเทศ ฉะนั้นอะไรที่เป็นภัยต่อประเทศก็จะไม่ทำ หรือหากพบใครกระทำดังกล่าวก็จะแจ้งให้หน่วยราชการทราบทันที

นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เอไอเอส เปิดเผยว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้มีหมายศาลส่งให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย ประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อขอดักฟังเลขหมายตรวจสอบการฟอกเงิน แต่เอไอเอสไม่มีอุปกรณ์การดักฟัง

มีความเห็นจากฝ่ายการเมืองตามมา น.ต.ศิธา ทิวารี รักษาการโฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ไม่เคยมีข้อมูลสิงคโปร์อาจดักฟังข้อมูลลับทางสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่หากเป็นจริง ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือกับ คมช.และรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านความมั่นคง และควรเพิ่มงบทางทหารในการจัดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องการดักฟังโทรศัพท์ไม่ใช่เพิ่งมีตอนนี้ ฝ่ายค้านเคยพูดมาเมื่อ 5-6 ปีแล้ว และคิดว่ามีการดักฟังมาโดยตลอด ทั้งนี้ฝ่ายความมั่นคงเคยชี้แจงว่าเครื่องมือดักฟังทำได้ในบริษัทที่เป็นเจ้าของ หรือต้องร่วมมือระหว่างบริษัทโทรศัพท์จึงจะทำได้ ที่พวกตนข้องใจว่ามีการดักฟังโทรศัพท์ในสมัยก่อนก็คือกรณีของเอไอเอส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชินวัตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ขณะนี้ที่มีข่าวลุกลามไปถึงสิงคโปร์นั้นตนไม่ทราบ คิดว่าประธาน คมช.คงมีข้อมูลและคงติดตาม

อดีตนายกฯ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิกลับประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลและ คมช.จะต้องระวังว่าไม่มีสิทธิห้าม และอย่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณเอาเรื่องนี้ไปอ้างเป็นเหตุผลทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศว่ากลับไทยไม่ได้เพราะถูกห้ามเข้าเมือง เว้นแต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะมีข้อหา ก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริงในคดี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ ต้องดำเนินต่อไปบนพื้นฐานของการไม่เอารัดเอาเปรียบกัน นอกจากนี้ ทางการไทยไม่ควรตื่นเต้นจนเกินไปต่อการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามสื่อต่างๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความชอบธรรมแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการขอลี้ภัยทางการเมือง เว้นแต่จะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะที่กระทบกระเทือนกับผลประโยชน์ของชาติ ทั้งนี้ วิธีการที่ดีที่สุดคือรัฐบาลไทยและ คมช.ต้องให้ข่าวและความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง ไม่ควรใช้มาตรการปิดกั้นสื่อทั้งในและต่างประเทศ

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการดักฟังโทรศัพท์ว่า อยากให้จับประเด็นและสื่อสารให้แม่นยำ สิ่งใดที่กระทบต่อความมั่นคง ก็เป็นความผิดทางกฎหมายอยู่แล้ว จะต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด แต่อย่าไปทำให้เกิดความเข้าใจว่าจะมีการกลั่นแกล้งประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การจะยกเลิกสัมปทานธุรกิจโทรศัพม์มือถือและธุรกิจดาวเทียม จะต้องมีกฎหมายรองรับ จะอ้างเหตุเรื่องความมั่นคงว่ามีการดักฟังอย่างเดียวโดยไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่ามีการดักฟังจริง แล้วยกสัญญาสัมปทานไม่ได้

"ในกรณีที่กองทุนเทมาเส็กเข้ามาถือหุ้นในเอไอเอส หรือดาวเทียมไทยคม ที่ถือว่าเป็นการร่วมลงทุนตามข้อตกลงว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุนนั้น ถ้าจะยกสัญญาสัมปทานก็ต้องให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย นอกจากนี้ภายหลังการยกเลิกจะต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย แต่ลำพังข้อสงสัยว่าธุรกิจสัมปทานนั้นสร้างปัญหาเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว โดยไม่มีหลักฐานพิสูจน์ แล้วจะไปเลิกสัญญาสัมปทานของเขา เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้" นายสมเกียรติกล่าว

นักวิชาการทีดีอาร์ไอกล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจมือถือมีชาวต่างชาติครอบครองอยู่ 2 ราย คือ ดีแทคและเอไอเอส แต่ไม่มีใครเป็นห่วงว่าดีแทคจะดักฟังโทรศัพท์ กลับเข้าใจว่าเอไอเอสเป็นฝ่ายดักฟัง ซึ่งตนขอตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่บริษัทเอไอเอสเป็นของไทยและตกอยู่ภายใต้การบริหารงานของตระกูลชินวัตร ก็ไม่มีใครคิดว่ามีการดักฟัง จนกระทั่งเอไอเอสกลายเป็นของสิงคโปร์แล้ว สังคมก็คิดว่ามีการดักฟังกันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งที่ความจริงการจะถูกดักฟังหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ว่าบริษัทที่ประกอบกิจการนั้นมีความใกล้ชิดเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่ในทางกลับกันตนมองว่าไม่ว่าผู้ประกอบการจะเป็นกลุ่มใดก็มีโอกาสดักฟังกันทั้งนั้น ถ้ามีแรงจูงใจให้เกิดการดักฟัง

"มาตรการป้องกันการดักฟังไม่ได้หมายความว่าต้องไปยึดสัมปทานกลับมา แต่มีมาตรการที่เป็นทางออกอีกมาก โดยกรณีทางทหารที่ใช้ดาวเทียมที่มีช่องสัญญาณชัดเจนว่าเป็นช่องสัญญาณใด ควรกำหนดให้การบริการดาวเทียมกำหนดมาตรการที่เป็นความลับด้วยการเข้ารหัส ซึ่งวิธีเข้ารหัสนั้นมีเทคโนโลยีที่ทำให้เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องสามารถล่วงรู้ข้อมูล มาตรการเช่นนี้จะเป็นการป้องกันชนิดที่แม้แต่ผู้ให้บริการก็ไม่มีทางรู้" นายสมเกียรติกล่าว

ปฏิกิริยาต่อต้านรัฐบาลสิงโปร์ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องและลามไปยังต่างจังหวัด ที่นครราชสีมา กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ประณามสิงคโปร์ เรียกร้องให้ขอโทษ ไม่เช่นนั้นให้ทุกคนบอยคอตต์ ไม่ซื้อสินค้าหรือทำธุรกรรมกับกลุ่มธุรกิจสิงคโปร์

ส่วนที่อุดรธานี ประชาชนรวมตัวเรียกร้องให้ยกเลิกการให้สิทธิกองทัพสิงคโปร์ฝึกบินที่กองบินที่ 23 เพราะชาวบ้านที่อยู่บริเวณโดยรอบได้รับความเดือดร้อนจากเสียงเครื่องบินดังมากมานานแล้ว.




แหล่งที่มา : ไทยโพสต์

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Jan 24, 2007 7:37 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

พูโล บันทึก:
ท้า “แม้ว” เผชิญหน้า – เลิกชี้นำสร้างเรื่องเสียที!

เกียวโด – ขบวนการพูโลออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุลอบวางระเบิดป่วนกรุงเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา จวก “ทักษิณ” พวกผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ทิ้งนิสัยเก่า งัดกลยุทธ์ชี้นำออกมากล่าวหาผู้อื่นแบบไร้หลักฐานเพื่อเอาชนะ พร้อมท้าเผชิญหน้ากับความจริง และเรียกร้องให้หยุดสร้างเรื่องเสียที

วันนี้ (5) สำนักข่าวเกียวโด ( sia.news.yahoo.com/070105/kyodo/d8metkn83.html ) รายงานโดยอ้างแถลงการณ์ที่ได้รับจากอีเมลของ คาสทูรี มาห์โกตา หัวหน้าฝ่ายกิจการต่างประเทศของกลุ่มพูโล โดยระบุว่า ทางกลุ่มพูโลได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าทางกลุ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดหลายจุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯเมื่อค่ำวันที่ 31 ธ.ค.2549

“เราขอปฏิเสธข้อกล่าวหาอันไม่มีหลักฐาน ที่ระบุว่า ทางกลุ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบวางระเบิด เนื่องจากสิ่งเราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ก็คือ การต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวมุสลิมเชื้อสายมาลายู และเพื่อต่อต้านการดำรงอยู่ของไทยในรัฐปัตตานี ซึ่งเคยเป็นของอาณาจักรมาลายูมาก่อน”

นอกจากนี้ ทางกลุ่มพูโลยังได้ตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยด้วยว่า พยายามที่จะใช้กลยุทธ์ในการชี้นำ และกล่าวหาพวกเขาโดยปราศจากมูลความจริงเหมือนอย่างที่เขาพร้อมกระทำอยู่เสมอเพื่อเอาชนะ ตามวิสัยแห่งผลประโยชน์ทับซ้อนอันไม่สิ้นสุดของเขา

แถลงการณ์ของกลุ่มพูโลยังได้เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือฝ่ายใดก็ตามที่ได้พิพากษาอย่างน่าไม่อายว่าเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เป็นฝีมือของกลุ่มพูโลยุติการสร้างเรื่องและออกมาเผชิญกับความจริงด้วย

ทั้งนี้ แถลงการณ์จากขบวนการพูโลมีขึ้นหลังจากที่มีกลุ่มอำนาจเก่าพยายามโยงเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เข้ากับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอ้างว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายทางภาคใต้ที่ไม่พอใจนโยบายรัฐบาล


แต่ข่าว Australia เป็นอีกแบบ.... วงข่าวอินเตอร์ยังสับสน ไม่รู้จะเชื่อสำนักไหนดี

.................

Source: http://www.theaustralian.news.com.au/story/0,20867,21088087-601,00.html

Bangkok bombings the work of JI
Ron Corben, Bangkok
20jan07

THAI intelligence agencies say operatives of the regional terror network Jemaah Islamiah were directly involved in the New Year's Eve bombings in the Thai capital that left three dead and 40wounded.

In reports seen by The Weekend Australian, the agencies say a key JI leader in Thailand's southern Narathiwat province was directly involved in the planning of the operation. The link contradicts earlier comments by military-installed Prime Minister Surayud Chulanont who said the bombings appeared to be unrelated to the violence in the south, which has claimed more than 1800 lives since early 2004.
"From the evidence we have gathered, there is a slim chance that it is related to the southern insurgency," Mr Surayud said in the early hours of New Year's Day soon after the bloodshed.

"It is likely related to people who lost political benefits," he said, referring to the former Thaksin Shinawatra administration that was ousted in a coup in September amid allegations of corruption and abuse of power and fears of street clashes.

In an interview with CNN this week, Mr Thaksin, who is now living in exile, denied any involvement with the attacks.

No group has claimed responsibility for the bombings.

The eight bombs, set in crowded tourist areas that left at least seven foreigners among the wounded, cast a pall over the city that had largely escaped violence in a year of political turmoil.

However, Thai intelligence reports draw a direct link with the southern insurgency, including JI.

The reports say a meeting in December between the head of JI in Narathiwat province and a representative from the Patani United Liberation Organisation made the final preparations. Bomb materials were to be supplied from Cambodia. "Masae Useng, the head of the Jemaah Islamiah in Narathiwat province and Ruslan Yumuraenae, the commander of the PULO Sabotage Unit had met in the (informant's) home in Kuala Lumpur towards the end of December 2006," the report says.

The meeting's purpose was to select personnel for deployment to Bangkok "where they would commit acts of sabotage aimed at intensifying the dispute between the Government and the former regime", it said. "Such attacks would provide a significant boost to Separatist Front morale and would put the Siamese infidels off balance."

The commander of the sabotage unit was Lohmueli Yusoh, alias Rusdi Pohseng, a 38-year-old former Communist Party guerilla who had received military and sabotage training in Libya in 1983.

There is now a one million baht ($35,700) bounty for Rusdi's arrest.

Ten "foot soldiers" - young insurgents - working in Thai restaurants in northern Malaysia were selected to plant the bombs.

Intelligence sources said the bombings were instigated by supporters of the former Thaksin administration during a meeting in late November on the Malaysian resort island of Langkawi.

But leading Thai forensic scientist Porntip Rojanasunan placed doubts on whether separatists were seeking to target sites outside the southern border area.

© The Australian

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
RM
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Tue Apr 10, 2007 12:48 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



ระเบิดหน้าเมเจอร์รัชโยธิน ป่วนกรุงอีกระลอก [10 เม.ย. 50 - 06:17]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.30 น. วานนี้ (9 เม.ย.) พ.ต.ต.สมนึก สันติภาตะนันท์ พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.พหลโยธิน รับแจ้งเหตุระเบิดบริเวณตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ สาขารัชโยธิน ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นแล้วรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พล.ต.ท. อดิศร นนทรีย์ ผบช.น. พล.ต.ต.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.2 พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รอง ผบก.หน.ศส.บช.น. พ.ต.อ.สมศักดิ์ วิมานรัตน์ ผกก.สน.พหลโยธิน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.2 เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่งานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.ตปพ.

ที่เกิดเหตุเป็นตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ตั้งอยู่ริมทางถนนเรียงติดกัน 3 ตู้ห่างจากประตูทางเข้าอาคารโรงภาพยนตร์เพียง 10 เมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเอาแผงเหล็กมากั้นผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปใกล้บริเวณจุดดังกล่าวเพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์ระเบิด บก.ตปพ. เก็บเศษชิ้นส่วนและพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด อานุภาพของแรงระเบิดทำให้กระจกตู้โทรศัพท์ด้านล่างแตกกระจาย เศษกระจกและพลาสติกที่คาดว่าเป็นชิ้นส่วนประกอบระเบิดกระเด็นเกลื่อนเต็มพื้น โชคยังดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ระทึกขวัญครั้งนี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่โรงภาพยนตร์ปิดแล้ว

นายปัญญา เสียงน้อย อายุ 42 ปี ลูกจ้าง กรุงเทพมหานคร ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุกำลังซ่อมสัญญาณ ไฟจราจรอยู่ใกล้โรงภาพยนตร์ จู่ๆก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น เมื่อหันไปดูเห็นควันกระจายฟุ้งตรงตู้โทรศัพท์ สาธารณะ ครั้งแรกคิดว่าเป็นหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด พอเดินไปดูถึงพบกลายเป็นผู้ไม่หวังดีนำระเบิดมาวางทิ้งไว้ตรงพื้นในตู้โทรศัพท์สาธารณะ

ด้าน จ.ส.ต.วีระศักดิ์ เทียบอุดม เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.พหลโยธิน ให้การเพิ่มเติมว่า ขณะอำนวยการจราจรอยู่ป้ายรถประจำทางฝั่งตรงข้ามโรงภาพยนตร์ สังเกตเห็นรถแท็กซี่คันหนึ่งจอดนานผิดปกติใกล้กับตู้โทรศัพท์จึงวิ่งข้ามถนนไปไล่เพราะเกรงว่าจะกีดขวางการจราจร แต่โชเฟอร์แท็กซี่กลับพูดจาไม่ดีเลยทะเลาะกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ตนจะเขียนใบสั่งยื่นให้ไปแล้วขี่รถ จยย.เตรียมเข้าโรงพัก แค่คล้อยหลังไม่นานก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น ส่วนรถแท็กซี่หายไปแล้ว

พล.ต.ต.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น รอง ผบช.น.กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบไหนที่คนร้ายนำมาวางและจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่เคยลอบก่อวินาศกรรมกรุงในคืนวันส่งท้ายปีเก่า 31 ธ.ค. ที่ผ่านมาหรือไม่ ต้องขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนอีกระยะเพื่อความชัดเจนมากกว่านี้ แต่เชื่อได้ว่ากลุ่มคนร้ายที่ทำเช่นนี้ย่อมไม่หวังดีต่อประเทศชาติแน่นอน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวนายวิรัส จันทร์สา อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 650/301 หมู่ 5 แขวงคลองกุ่ม เขตบึมกุ่ม กทม. โชเฟอร์รถแท็กซี่โตโยต้า สีส้ม ทะเบียน ทย 5741 กรุงเทพมหานคร ของสหกรณ์บวรแท็กซี่ จำกัด ที่ตำรวจจราจร สน.พหลโยธิน ออกใบสั่งให้ก่อนเหตุระเบิดเพียงเล็กน้อยมาสอบปากคำแล้ว เพื่อคลายปมบึมที่เกิดขึ้นเขย่าขวัญคนกรุงในครั้งนี้

อีสานเผาอีก ร.ร.วอดวาย [10 เม.ย. 50 - 06:18]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 00.10 น. วานนี้ (9 เม.ย.) ร.ต.ต.สุดใจ กงทอง ร้อยเวร สภ.อ. ไชยวาน จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากนายทักษิณสงวนนาญ ผู้ใหญ่บ้านบ้านวังชมภู หมู่ 6 ต.คำเลาะ อ.ไชยวาน ว่า ไฟไหม้โรงเรียนบ้านวังชมภู หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.ท.ไชยยา อิ่มแสงจันทร์ รอง ผกก.สส. พร้อมกับวิทยุขอสนับสนุนรถดับเพลิงจากหลายหน่วยงาน

เมื่อไปถึงพบเพลิงไหม้อาคารเรียน 2 ชั้น ชาวบ้านช่วยกันดับแต่ไม่สำเร็จ ขณะเดียวกันเมื่อรถดับเพลิงมาถึงได้ฉีดน้ำสกัด แต่เอาไม่อยู่ เนื่องจากเป็นอาคารไม้เก่า ประกอบกับมีลมกระโชกแรง ทำให้เพลิงลุกลามออกไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปชั่วโมงเศษจึงสงบ เพลิงโหมวอดหมดทั้งหลัง ค่าเสียหายประมาณ 1,500,000 บาท ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ต่อมานายจารึก ปริญญาพล ผวจ.อุดรธานี พล.ต.ต. ธีรศักดิ์ กลิ่นพงษา ผบก.ภ.จ.อุดรธานี ไปตรวจที่เกิดเหตุสอบถามนายสมศักดิ์ ทิพย์โชติ ครูเวรให้การว่า เวลาประมาณ 20.00 น. มาเข้าเวร แต่รู้สึกเงียบผิดปกติไม่เหมือนวันก่อนๆที่จะมีชาวบ้านเข้ามานั่งเล่นในบริเวณโรงเรียน จึงเดินตรวจไปรอบๆห้องเรียนทุกห้อง ก่อนจะขึ้นไปนั่งดูโทรทัศน์ที่ห้องพักครูชั้นบน จนเวลาประมาณ 23.30 น. เดินไปที่บ้านนายทักษิณ สงวนนาญ ผู้ใหญ่บ้านตรงข้ามประตูทางเข้าโรงเรียน นั่งคุยกับนายทักษิณเรื่องเวรยาม เพราะที่ผ่านมาผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านอยู่เวรร่วมกับ โรงเรียนเสมอ

ระหว่างนั้นมองมาที่โรงเรียนเห็นเปลวเพลิงออกมาจากหน้าต่างชั้นล่างห้องเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่ง จึงวิ่งกลับเข้าไปเอาถังดับเพลิงฉีดสกัด แต่ไม่สำเร็จ เลยรีบเข้าไปยกเครื่องคอมพิวเตอร์ออกมา แต่เพลิงโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงและรวดเร็วจนต้องทิ้งทรัพย์สินทุกอย่างไม่สามารถเอาออกมาได้และหนีออกมาก่อนโดนไฟคลอก สำหรับห้องต้นเพลิงเป็นห้องเรียนชั้นล่าง ไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้า มีเพียงปลั๊กไฟ 2 จุด มีหลอดนีออน 5 หลอด เปิด 2 หลอด มีพัดลมติดฝาผนัง 2 ตัว แต่ไม่ได้เปิด

นายสมศักดิ์เล่าต่อไปว่า สำหรับเหตุการณ์ไฟไหม้ ไม่น่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหนองหานมาตรวจสายไฟฟ้าภายในโรงเรียนทั้งหมด และยืนยันว่าสายไฟฟ้ายังไม่เสื่อมสภาพสามารถใช้งานได้ และ อบต.คำเลาะ จัดสรรงบประมาณติดตั้งเซฟ ที คัท ในโรงเรียน 2 ตัว และติดตั้งอุปกรณ์ ดับเพลิง อีก 4 ตัว

ขณะที่นายทักษิณ สงวนนาญ ผู้ใหญ่บ้านให้การลักษณะเดียวกันพร้อมกับกล่าวเสริมว่า จัดกรรมการหมู่บ้านมาอยู่เวรยามร่วมกับครูเป็นประจำ แต่เมื่อคืน ให้ชาวบ้านที่เป็นเวรได้หยุดพัก เพื่อที่จะมาเข้าเวรช่วงสงกรานต์ปิดหลายวันในปลายสัปดาห์ ส่วนสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นไฟช็อตหรือวาง เพลิง ที่ผ่านมาในโรงเรียนหรือชาวบ้านกับครูไม่มีเรื่องขัดแย้งกัน

ส่วนนายเฉลิมชัย วิรุณพันธ์ ผอ.โรงเรียนบ้านวังชมภูกล่าวว่า เป็นโรงเรียนระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 140 คน ตนเพิ่งย้ายมารับตำแหน่งได้ 2 เดือน สำหรับเรื่องเวรยามได้สั่งให้ครูเวรมาปฏิบัติหน้าที่ทั้งกลางวันและกลางคืน ตนอยู่เวรกลางคืนเพราะโรงเรียนมีครูแค่ 6 คน เป็นครูสตรี 4 คน ให้มาอยู่เวรตอนกลางวัน ก่อนเกิดเหตุโทรศัพท์มาบอกให้นายสมศักดิ์ ทิพย์โชติ อยู่เวร

สำหรับอาคารที่เสียหายเป็นอาคารไม้ 8 ห้องเรียน สร้างมาตั้งแต่ปี 2519 ส่วนห้องเรียนด้านล่างชาวบ้านหางบประมาณมาต่อเติม ก่อนหน้านี้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอจำหน่ายอาคารดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้รื้อถอน จึงยังใช้สอนหนังสืออยู่ ขณะที่ทรัพย์สินที่เสียหายไปกับกองเพลิงมีคอมพิวเตอร์ 8 เครื่อง โทรทัศน์ 2 เครื่อง เอกสารที่สำคัญของราชการ ส่วนสาเหตุต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการมาตรวจพิสูจน์

นายประเวศน์ รัตนวงศ์ รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 กล่าวว่า ความขัดแย้งภายในโรงเรียนไม่มี เนื่องจากมีครู 6 คน และเป็นคนในหมู่บ้าน จะต้องของบประมาณเพื่อจัดสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ แต่ในช่วงหลังเปิดเทอมต้องใช้เต็นท์กางเรียนไปก่อน

บ่ายวันเดียวกัน พล.ต.ศักดิ์ศิลป์ กลั่นเสนา ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 ไปที่โรงเรียนสอบถามรายละเอียดจากผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด หลังจากนั้น พล.ต.ศักดิ์ศิลป์กล่าวว่า ต้องรอผลตรวจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการ ซึ่งเริ่มเก็บเอกสารหลักฐานไปบ้างแล้ว

ด้าน จ.นครพนม บ่ายวันเดียวกัน พ.ต.อ.นคร เกษมสุข ผกก.สภ.อ.นาหว้า จ.นครพนม นำกำลังตำรวจจับกุมนายปานทอง อรโสภา อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 10 บ้านโนนไทรทอง ต.แพด อ.คำตากล้า จ.สกลนคร หลังจากมีหลักฐานว่าเป็นคนวางเพลิงโรงเรียนบ้านนาหว้าราษฎร์บำรุง อ.นาหว้า จ.นครพนม เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้อาคารชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 รวม 4 ห้องเรียนเสียหายทั้งหลัง

พ.ต.อ.นครเปิดเผยว่า การสืบทราบครั้งนี้เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 เม.ย. เกิดเพลิงไหม้กระท่อมกลางทุ่งนา ห่างจากโรงเรียนบ้านนาหว้าราษฎร์บำรุง 2 กิโลเมตร ชาวบ้านแจ้งเบาะแสว่าเห็นชายเดินถือขวดเข้าไป โดยนายปานทองซึ่งเป็นคนเร่ร่อนต่างถิ่นเพิ่งมาอาศัยอยู่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย เมื่อนำตัวมาสอบสวนก็สารภาพว่าเดินทางมาจาก อ.คำตากล้า ขณะเดียวกันชอบดื่มเหล้าและดมทินเนอร์ ก่อนเกิดเหตุเข้าไปในโรงเรียนบ้านนาหว้าราษฎร์บำรุงทั้งๆที่เมาทินเนอร์ ตั้งใจจะเข้าไปนอนพักโดยงัดหน้าต่างปีนเข้าด้านหลัง

นายปานทองสารภาพอีกว่า ก่อนนอนได้เททินเนอร์ จากขวดใส่กระป๋องกาแฟและจะจุดไฟส่องสว่าง แต่ กระป๋องกาแฟคว่ำ จึงทำให้ไฟลุกไหม้อาคารอย่างรวดเร็ว จึงปีนหนีออกทางหน้าต่าง การกระทำดังกล่าวไม่ได้รับการว่าจ้างจากใคร และไม่มีเจตนาเผาโรงเรียน ส่วนเหตุเพลิงไหม้ที่กระท่อมกลางทุ่งนานั้นอยู่ในสภาพเมามากเลยพลาดเกิดไฟไหม้ขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่เชื่อในคำให้การมากนัก จะส่งตัวนายปานทองไปตรวจร่างกายว่าเสียสติหรือไม่




Sources:
http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=43133
http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=43134
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0121100450&day=2007/04/10
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.250 วินาที